ComBioLaw.De » บทความ » บทความทั่วไป » สุธรรมผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาคม มาได้อย่างไร?

สุธรรมผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาคม มาได้อย่างไร?

Author : ธงชัย วินิจจะกูล

Quelle : มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน

Category : บทความทั่วไป

Publisher : BioLawCom

บทความทั่วไป บทความทั่วไป

หมายเหตุ : ข้อเขียนของ ศ.ดร. ธงชัย วินิจจะกูล ชิ้นนี้ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการเฉพาะกิจ ภายใต้ชื่อ "ซีรีย์งานเขียนของอาจารย์ธงชัย" (เฉพาะภาษาไทย และเท่าที่หาได้) ที่ BioLawCom พยายามสืบค้นจากเว็บไซท์ต่าง ๆ แล้วนำรวบรวมไว้เป็นแหล่งความรู้สำคัญ และเผยแพร่ให้เพื่อนนักเรียนไทยในเยอรมัน ได้อ่านและศึกษา เพื่อทำความรู้จักกับอาจารย์ ธงชัย วินิจจะกูล ผ่าน "ตัวหนังสือ" ก่อนที่จะได้พบปะ พูดคุยกับ "ตัวจริง เสียงจริง" ในงานประชุมใหญ่ สนทย. เดือนธันวาคม ปี 2549 ณ เมืองสตุทการ์ท ประเทศเยอรมนี

ข้อเท็จจริงบางประการเกี่ยวกับ

สุธรรมผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาคม มาได้อย่างไร?

ดร. ธงชัย วินิจจะกูล

มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา

image

หมายเหตุ: บทความชิ้นนี้นำมาจากกระดานข่าวของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน และความคิดเห็นเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุณสุธรรมที่ต่อเนื่องอยู่บนกระดานข่าวหัวข้อเดียวกัน

สุธรรมผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาคม มาได้อย่างไร?

ตอบ เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยเสี่ยงคุกตะราง เอาความปลอดภัยของตนเองเข้าแลก เพื่อเผยแพร่ความจริงที่เกิดขึ้นในธรรมศาสตร์ให้สาธารณชนทั้งในและนอกประเทศ ไทยได้รับรู้ และเสนอทัศนะต่อปัญหาความขัดแย้งในสังคมไทยที่ต่างไปจากรัฐบาล จนกระทั่งการสังหารโหดเมื่อ 6 ตุลาเป็นเรื่องน่าอับอายที่ปิดบังไม่ได้อีกต่อไป กลายเป็นแรงกดดันที่รัฐบาลต้องปล่อยตัวสุธรรมและเพื่อนในที่สุด

หนึ่งในผู้เอาชีวิตตนเข้าแลกเพื่อเผยแพร่ข้อมูลและความคิดที่ต่างจากรัฐบาลในกรณี 6 ตุลาคือ อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ถ้าอาจารย์ไม่ต้องตรากตรำอย่างหนัก อันมีส่วนช่วยให้สุธรรม "ผ่าน" 6 ตุลามาได้ ท่านอาจมีชีวิต 20 ปีสุดท้ายต่างออกไปก็เป็นได้

รัฐบาลในขณะนั้นถือว่าการเผยแพร่ข้อมูลที่รัฐไม่ปรารถนา และทัศนะที่ต่างออกไปเป็นภัยต่อสังคม บ่อนทำลายความมั่นคงของชาติ จึงมีผู้ถูกจับกุมลงโทษจำนวนมากเพียงเพราะเผยแพร่ข้อมูล 6 ตุลาที่ต่างออกไปและคิดต่างจากรัฐบาล ในขณะเดียวกันประชาชนจำนวนไม่น้อยหลงเชื่อรัฐบาลอย่างหน้ามืดตามัว เพราะความหลงคลั่งชาติ เห็นความขัดแย้งทางอุดมการณ์ในสังคมเป็นการคุกคามของต่างชาติ เห็นผู้คิดต่างเป็นศัตรูของชาติ

รัฐบาลทำทุกวิถีทางเพื่อควบคุมข่าวสารและบงการความคิดคนในประเทศ แถมต้องต่อสู้กับข้อมูลทัศนะที่เผยแพร่ในต่างประเทศ ถึงขนาดส่ง รมต.มหาดไทย เดินสายชี้แจงความจริงแบบรัฐบาลไทยไปทั่วโลก

สิ่งที่คนในประเทศรู้คือความไม่รู้ เพราะถูกปิดหูปิดตาโดยรัฐ ซึ่งเข้าควบคุมข่าวสารทันทีหลังการปราบปราม สิ่งที่คนทั้งโลกรับรู้กลับเป็นความจริงทั้ง ๆ ที่อยู่ห่างไกลลิบลับ ความคิดที่ว่าอยู่ใกล้ย่อมรู้ดีกว่า เป็นแค่การหลงตัวเองแบบหนึ่ง และมักผิดอย่างจังในกรณีคอขาดบาดตาย

คนที่ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาและพฤษภามหาโหดมาแล้ว ไม่ควรยอมรับการปิดบังข้อมูลข่าวสารและทัศนะที่แตกต่าง ไม่ควรใช้ข้ออ้างความมั่นคงของชาติมาปิดหูปิดตาประชาชน เพราะนั่นคือเงื่อนไขสำคัญที่นำไปสู่การทำลายชีวิตในนามของความรักชาติ

วิกฤติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในเขต 3 จังหวัดใต้สุด รวมทั้งกรณีกรือแซะและตากใบ อาจต่างกับ 6 ตุลาในหลาย ๆ ด้าน แต่กลับมีแง่มุมที่อาจช่วยเป็นกระจกสำหรับปัจจุบันได้หลายเรื่อง ที่สำคัญก็คือ ความไม่รู้มิได้เกิดจากการปิดบังข้อมูลข่าวสารเท่านั้น หากเกิดจาก "ความหลงอย่างใหญ่" ของรัฐและของสาธารณชนเองด้วยในทั้ง 2 กรณี ความหลงอย่างใหญ่ที่ว่าคือ "ลัทธิชาตินิยมไทย" หรือ"ความรักชาติแบบขาดสติ" (อาจมีผู้แย้งว่า คือความคลั่งชาติต่างหาก มิใช่ชาตินิยม ผู้เขียนเห็นว่าทั้งสองคือความหลงประเภทเดียวกัน คือหลงในชุมชนจินตนาการ ที่ถูกยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตนของเรา ชาตินิยมจึงอาจพลิกเป็นอุบาทวกรรมได้ในฉับพลัน คนที่ส่งเสริมชาตินิยมแต่ต่อต้านความคลั่งชาติจึงกำลังเล่นกับไฟ)

จริงอยู่ว่า วิกฤติที่เกิดขึ้นคราวนี้มีปัจจัยสำคัญส่วนหนึ่งจากกลุ่มที่ต้องการรัฐปัตตา นีอิสระ และอีกส่วนจากองค์กรก่อการร้ายสากล แต่คนไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูโดยทั่วไปเลิกคิดถึงรัฐปัตตานีอิสระไปนานแล้ว ปัญหาพื้นฐานที่ดำรงอยู่ตลอดมาหลายชั่วอายุคน คือ รัฐและสังคมไทยพยายามบังคับให้เขาเป็นไทยตามมาตรฐานที่ขีดเส้นนิยามไว้อย่าง คับแคบ หรือมิฉะนั้นก็เป็นได้แค่ "แขก" ของสังคมไทย ภายใต้การปกครองอย่างเข้มงวดหวาดระแวงของอำนาจรัฐส่วนกลาง ไม่ยอมให้เขาเป็นคนไทยมุสลิมเชื้อสายมลายูที่มีเกียรติศักดิ์ศรีเท่าเทียมคน ไทยเชื้อสายอื่นศาสนาอื่น โดยรักษาอัตลักษณ์และแบบวิถีชีวิตของตนไว้มั่นคง

ความคับแคบแบบนี้เองที่ก่อความเดือดร้อนแก่คนไทยเชื้อสายอื่น ไทยที่ไม่ใช่พุทธ และไทยที่ไม่ยอมรับอุดมการณ์ไทยมาตรฐาน ความไม่พอใจรัฐมาจากการถูกเบียดเบียนข่มเหง แต่รัฐและสังคมไทยไม่ยอมรับว่ามีผู้เดือดร้อนถูกความเป็นไทยมาตรฐานเบียดเบี ยนข่มเหง กลับถือว่าการต่อสู้ของผู้เดือดร้อนคือความไม่รักชาติ เป็นการทำลายชาติ รัฐบาลและสื่อมวลชนข้างมากช่วยกันโหมกระพือทัศนะที่เห็นความขัดแย้งทางสังคม เป็นเรื่องการคุกคามของผู้ก่อการร้าย และศัตรูภายนอก

ความขัดแย้งที่ฝังรากลึกในประวัติศาสตร์ เป็นเชื้อมูลที่พร้อมจะปะทุขึ้นมาได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะโดยผู้ก่อการรุนแรงไม่กี่คน หรือโดยนโยบาย มาตรการ โครงการ คำพูดที่ผิดพลาดของรัฐบาลเอง ทว่าปัจจัยนี้ถูกมองข้ามไปง่าย ๆ ด้วยลัทธิชาตินิยมไทยที่อหังการถือเอาไทยเป็นใหญ่

ลัทธิชาตินิยมไทยมีทัศนะต่อดินแดนแห่งชาติแบบง่ายๆ ตื้นๆ คือยึดถือความเป็นรัฐเดี่ยวอย่างแข็งทื่อตายตัว ระบบเทศาภิบาลสมัยรัชกาลที่ 5 อาจถูกหาว่าเป็นการแยกดินแดน หากมองในทัศนะของชาตินิยมไทยสมัยนี้

ปัญหาพื้นฐานเป็นความขัดแย้งทางสังคมและการเมือง ไม่ใช่การคุกคามทำลายชาติ แต่การจัดการความขัดแย้งกลับเน้นการหาผู้อยู่เบื้องหลัง กำจัดผู้อยู่เบื้องหลัง ดังนั้น นอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้วยังเป็นการสุมฟืนเข้ากองไฟ ยิ่งจัดการความขัดแย้งทางสังคมการเมือง ราวกับเป็นเรื่องศัตรูชาติที่พยายามทำลายบูรณภาพของชาติ จะยิ่งผลักไสผู้คนไปอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐ

ผู้ชุมนุมเรียกร้องอย่างเปิดเผยหลายพันคน จึงถูกจัดการราวกับไม่ใช่คน ไม่ว่าจะด้วยเห็นเขาทั้งหมดเป็นศัตรู หรือด้วยต้องการกวาดจับตัวการจำนวนไม่กี่คนในที่นั้นก็ตาม

เหตุผลที่รัฐบาลแถลงต่อสาธารณะชนกลับเหมาะสมดีกับสาธารณชนที่หน้ามืด หลงไปกับความรักชาติแบบขาดสติ พวกเขาพอใจกับการใช้กำลังอาวุธกับผู้ชุมนุม เชื่อฟังข้ออ้างง่ายๆ ตื้นๆ ของรัฐบาล ซึ่งใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทุกครั้งที่ลงมือปราบปราม และยังไม่ปรากฏสักครั้งเดียวว่าเป็นความจริง ไม่ว่า 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา หรือกรณีอื่นๆ

คนที่รักชาติจนหน้ามืดเห็นผู้ชุมนุมเป็นผู้ก่อการร้าย และการชุมนุมเป็นแผนการก่อการร้าย จึงเห็นชีวิตศัตรูเป็นแค่ตัวเลขเพื่อความสะใจ ไม่ยอมรับฟังว่าชีวิตเหล่านั้นมีส่วนเกี่ยวโยงกับผู้ก่อการร้ายจริงหรือไม่ ศีลธรรมลดเหลือศูนย์จนลืมคิดว่า หากแม้เพียงหนึ่งชีวิตปราศจากความผิด การปราบปรามนั้นย่อมถือว่าเป็นฆาตกรรม

ความรักชาติแบบหน้ามืดทำให้ลืมไปว่า "ผู้ก่อการร้าย" แปลว่า รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี รัฐมนตรีช่วย ส.ส. วุฒิสมาชิก และพวกใหญ่โตคับฟ้าอีกหลายคน

ความรักชาติแบบขาดสติ ทำให้เห็นคำท้วงติงทั้งหลายเป็นการเข้าข้างศัตรู ผู้ท้วงติงถูกหาว่าไม่ใช่คนไทย

ค วามรักชาติแบบงมงาย ปิดทางเลือกทางการเมืองที่พยายามแสวงหาวิธีการปกครองท้องถิ่นที่เหมาะสม เพียงเพราะตกอยู่ใต้ความกลัวขึ้นสมองว่าประเทศจะล่มสลาย

ความรักชาติแบบหน้ามืด เหมารวมความรุนแรงและฆาตกรรมทุกรายเข้าด้วยกัน แล้วเรียกว่า "การฆ่ารายวัน" เพราะเห็นว่าทุกอย่างมีเหตุมาจากผู้ก่อการร้าย แทนที่จะจัดการกับฆาตกรรมอย่างเด็ดขาดตามกฎหมาย และจัดการกับความขัดแย้งทางสังคมการเมืองด้วยการเมือง กลับกระพือโหมให้จัดการทุกอย่างด้วยมาตรการทางทหาร

พฤติกรรมของผู้รักชาติจนขาดสติ กำลังผลักไสคนไทยมุสลิมเชื้อสายมลายู เข้าสู้มุมอับ เพราะเขาไม่สนับสนุนพวกที่รุนแรง แต่สังคมไทยกลับทำราวกับเขาเป็นตัวปัญหาเป็นศัตรูของชาติ สิ่งที่ตอกย้ำความแตกแยกบ่อยที่สุดคือ ปากของนายกรัฐมนตรี และความหลงตัวเองของท่าน นี่คือเหตุปัจจัยของความแตกแยกที่ไร้สาระที่สุด ไม่ใช่ VCD ตากใบ

เคยคิดไหมว่า นกสันติภาพนับล้านๆตัวนั้น ควรนำไปปล่อยในที่อื่นใดบ้าง ให้แก่ใครบ้าง นอกเหนือจากชาวไทยเชื้อสายมลายู?

ตอบ กรุงเทพฯ และทุกๆแห่งที่มีการปลุกระดมความรักชาติแบบโง่ๆ อาทิเช่น สถานีวิทยุโทรทัศน์ กองบัญชาการกองกำลังทุกประเภท และทำเนียบรัฐบาลด้วย

ถ้าหากผู้เผยแพร่ VCD ตากใบมีความผิดฐานก่อให้เกิดความแตกแยก วานสุธรรมช่วยจัดการสถานีวิทยุ โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์หลายฉบับ เวบบอร์ดสำคัญๆ จำนวนมากที่ปลุกระดมความรักชาติแบบท่วมท้นด้วยความเกลียดและความกลัว ช่วยตักเตือนคนในทำเนียบรัฐบาล และช่วยปิดปากท่านนายกรัฐมนตรีด้วย

จักเป็นพระคุณยิ่ง

สุธรรมและสังคมไทย ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลา มาแล้วจริงหรือ?

14 ตุลา เกิดขึ้นเมื่อ 31 ปีก่อน 6 ตุลา 28 ปีก่อน พฤษภา 12 ปีก่อน

สุธรรมรอดมาจนเป็นรัฐมนตรีได้และสังคมไทยล่วงเลยมาหลายปีแล้ว แต่ดูเหมือนว่า สังคมไทยไม่เคย "ผ่านพ้น" 6 ตุลาจริงๆ เลย สังคมไทยยังหัวปักหัวปำกับความเป็นไทยแบบหยาบ ตื้น และโหดร้าย เบียดเบียนชนกลุ่มน้อยนานาประเภท เกลียดกลัวความแตกต่าง แบบเกลียดกลัวศัตรู จึงพร้อมจะใช้กำลังกำจัด "พวกมัน" ซะ

ลัทธิชาตินิยมยังคงเปลี่ยนคนไทยที่ปกติน่ารักให้กลายเป็นยักษ์กระหายเลือดได้ชั่วข้ามคืน แต่หลงหลอกตัวเองจนลืมส่องกระจกดูหน้ายักษ์มารของตนเอง

แม้ว่าเราต่อสู้จนเผด็จการอำนาจนิยมจบลงไป เข้าสู่ยุคใหม่ทางการเมืองที่เงินมีอำนาจมากกว่าปืนและเงินคือความรู้ แต่สังคมไทยยังคงไม่ยอมเรียนรู้วิธีการจัดการความขัดแย้งทางสังคมที่ท้าทายค วามเป็นไทยอย่างจัง นี่คือประเด็นสำคัญที่สุดข้อหนึ่งที่สังคมไทยควรที่จะเรียนรู้จาก 6 ตุลา แต่ไม่เคยเรียน

งานรำลึก 14 ตุลา 6 ตุลาจัดกันทุกปีจนเป็นเทศกาลเพื่อนพ้องน้องพี่ หรือเป็นพิธีกรรมของอดีตฝ่ายซ้ายที่ชอบฝันถึงอดีตเพื่อเอาอดีตมาชุบชูใจปัจจ ุบัน จนมีคนหมั่นไส้อยากให้เลิกจัดและ พลอยปฏิเสธคุณค่าของการรำลึกไปเสียทั้งหมด ส่วนสังคมไทยเอาแต่หลีกเลี่ยงอดีต ต้องการฝังอดีตให้เลือนหายไปอย่างเงียบๆ ไม่ขบคิดว่าเราผิดพลาดอะไรไป จึงทำให้ความขัดแย้งทางสังคมการเมืองกลายเป็นโศกนาฏกรรมขนาดนั้น ทั้งหมดนี้ไม่ก่อให้เกิดการเผชิญหน้ากับอดีตเพื่อสั่งสมวุฒิภาวะทางสังคมว่า จะจัดการกับความแตกต่างที่ท้าทายความเป็นไทยแบบคับแคบอย่างไร

ในเมื่อไม่เคยคิดจะเติบโตขึ้นจากอดีต จึงไม่เคยมีการคิดว่าจะต้องปรับปรุงรัฐ กลไกรัฐ สื่อมวลชน หรือสร้างช่องทางด้วยกฎหมายหรือสถาบันอย่างไรบ้างที่จะอำนวยให้การจัดการควา มขัดแย้งไม่นำไปสู่ความรุนแรงภายใต้ความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แบบหน้ามืดไร้สติอย่างที่เคยเกิดขึ้น

สังคมไทยจึงไม่เคย "ผ่านพ้น" 6 ตุลา จริงๆเลย จึงเวียนว่ายอยู่กับการใช้อาวุธต่อผู้ชุมนุมขัดแย้งกับอำนาจ ทำให้พวกเขาเป็นศัตรู ทำให้คนอื่นตกอยู่ในความกลัวและความเกลียด ตามด้วยการปิดบังข้อมูลข่าวสาร ข่มขู่จับกุมลงโทษผู้ที่เอาตัวเองเข้าเสี่ยงเพื่อเผยแพร่ข้อมูลทัศนะที่ต่างจากรัฐ

จากนั้นก็ประนีประนอมกล้อมแกล้มอยู่กันต่อไป จนกว่าการฆ่าครั้งใหม่จะเกิดขึ้น

เสียดายชีวิตที่สังเวยความผิดพลาดซ้ำซากอย่างน่าขยะแขยงที่สุด

เพราะไม่มีใครสักคนที่ผ่าน "พ้น" เหตุการณ์ 6 ตุลา ออกไปสักที - ไม่มี

ครั้งหนึ่ง สังคมไทยต้อนรับ "ผมผ่าน 6 ตุลามาได้อย่างไร?" เพราะเป็นนิมิตหมายว่า สังคมไทยผ่านวิกฤตสำคัญไปอีกครั้ง แต่ก้าวเล็กๆ ก้าวแรกของหนังสือเล่มนั้น มิได้เขียนโดยสุธรรม แสงประทุม

แต่เขียนโดยผู้คนที่เอาตัวเองเข้าเสี่ยง เพื่อเผยแพร่ข้อมูลต่อสู้กับการใช้อำนาจอย่างผิด ๆ ใช้ความรุนแรงจัดการความขัดแย้งทางสังคมและความรักชาติแบบขาดสติ เขียนโดยอาจารย์ป๋วยและคนอื่น ๆ อีกร้อยพันที่ไม่เคยปรากฏชื่อ เพื่อให้สุธรรมมีโอกาสรอดมาเขียนเองเป็นเล่ม

พวกเขาเอาชีวิตเข้าเสี่ยง เพราะการเผยแพร่ข้อมูลทัศนะที่ต่างออกไป ในกรณีนี้มิใช่แค่เรื่องสิทธิในการรับรู้ข่าวสารเท่านั้น แต่เป็นการเสี่ยงเพื่อให้สังคมไทยมีชีวิตที่งดงามกว่า น่าอยู่ขึ้นในอนาคต และหวังว่าจะไม่โหดร้ายอย่างยุคที่เขาเผชิญ

ห ากวันหนึ่งในอนาคตมีผู้เขียน "ผมผ่านเหตุการณ์ตากใบมาได้อย่างไร?" คงเป็นวันที่เรามีความสุขได้อีกครั้ง แต่ก้าวเล็ก ๆ ก้าวแรกของหนังสือเล่มนี้ เริ่มต้นวันนี้ ด้วยผู้คนที่ยอมเอาตัวเข้าเสี่ยงเพื่อเผยแพร่ข้อมูลและทัศนะที่ต่างจากรัฐบา ล ด้วยหวังว่าในอนาคตจะไม่ผิดพลาดอย่างเดิม ๆ อีก

ขอภาวนาให้หนังสือเล่มหลังนี้ตีพิมพ์เมื่อสังคมไทยและเราทุกท่าน "ผ่านพ้น" 6 ตุลา พ้น พฤษภา พ้นตากใบ ออกไปแล้วจริง ๆ มิใช่หลบเลี่ยงหรือทำเป็นลืม

ข้อมูลเพิ่มเติมจากกระดานข่าว "สุธรรมผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาคม มาได้อย่างไร? "

ขอแบ่งปันข้อมูลเท่าที่ติดตามสืบค้นประวัติศาสตร์ของเหตุการณ์ที่รัฐฯล้อมปราบ ฆ่าหมู่นักศึกษาประชาชนที่ชุมนุม เมื่อ 5-6 ตุลาคม 2519

สุธรรมถูกจับพร้อมกับเพื่อนๆ ระหว่างเดินทางไปเข้าพบ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น

สุธรรมและผู้นำนักศึกษาอีก 18 คน ถูกจำคุกอยู่ประมาณ 2 ปี ระหว่างนั้น มีพ่อแม่ เพื่อนพ้องน้องพี่ที่อาจหาญไปเยี่ยม ส่งจดหมายให้กำลังใจอย่างต่อเนื่อง

ในต่างประเทศ มีการเผยแพร่ภาพเหตุการณ์ล้อมปราบ ภาพการปราบปราม ฆ่าโหดผู้ชุมนุมมือเปล่า ภาพนักศึกษาธรรมศาสตร์ ถูกผูกคอลากกลางสนามฟุตบอลของมหาวิทยาลัยฯจนสิ้นลม ภาพการลากเอาผู้ชุมนุมมาเผาทั้งเป็นกลางสนามหลวง ภาพนักศึกษาคณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ ถูกจับแขวนคอกับต้นมะขามกลางสนามหลวง ร่างที่ไร้วิญญาณถูกทารุณ ถูกตี ถูกเอาร้องเท้ายัดปาก

ภาพเหล่านี้ถูกเผยแพร่ไปทั่วโลก และดิฉันเชื่อว่าคุณสุธรรมได้เห็นค่ะ เพราะความจริงเหล่านี้ ทำให้มีเสียงเรียกร้องจากทั่วโลก เป็นแรงกดดันให้คุณสุธรรมได้รับการปลดปล่อยจากข้อกล่าวหาที่ไม่เป็นธรรม ทั้งยังทำให้คุณสุธรรมได้รับทุนไปเรียนรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนในต่างแดน

เมื่อกลับมา คุณสุธรรมตัดสินใจเดินเข้าสู่เส้นทางทางการเมือง

องค์กรสิทธิมนุษยชนในประเทศ ก็ยังตามมารณรงค์ให้มีการนิรโทษกรรมนักโทษการเมืองจนกฏหมายนิรโทษกรรมนักโทษการเมืองผ่านสภาฯ

คุณสุธรรมได้รับผลพวงจากความเป็นจริงที่ถูกเล่าขาน ฟ้องด้วยภาพ โดยที่ไม่ต้องเปลืองแรงทำอะไรเลย

วันดีคืนดี คุณสุธรรมก็ลุกขึ้นมาเขียนบทความลงในมติชนสุดสัปดาห์ว่า"ผมผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาคม มาได้อย่างไร?" แล้ววันดีคืนดีของคุณสุธรรมในปัจจุบัน คุณสุธรรมก็ลุกขึ้นมาข่มขู่ผู้เผยแพร่ภาพ ความจริงที่เกิดขึ้นที่ตากใบ

ขอบคุณอาจารย์ธงชัยค่ะ ที่ช่วยย้ำเตือนสิ่งที่คุณสุธรรมจำไม่ได้แล้วว่า "ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลาคม มาได้อย่างไร?"

โดย : subsb

งานเขียนอื่น ๆ ที่รวบรวมไว้ในโครงการ ฯ

read 2203

ความคิดเห็น (click here to comment)

Search

Navigation

รวมลิงก์น่าสนใจ

ความเคลื่อนไหว

Login