ComBioLaw.De » Blog » กฏหมาย » หมิ่นหยาม ผ่านสื่อ !!
หมิ่นหยาม ผ่านสื่อ !!
และไอ้การ "หมิ่นประมาท" นี้ไม่ว่าจะทำกันที่ไหน ๆ จะหมิ่นกันหน้าบ้าน แปะไว้ในห้องน้ำ ประกาศหน้าห้องพักครู ออกข่าวโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ เว็บไซท์ เว็บบอร์ด หรือแม้แต่ในบล็อก มันก็มีเงื่อนไข หลักเกณฑ์ที่จะถือเป็นความผิดกฎหมายเหมือน ๆ กันทั้งนั้น เลยไม่ค่อยยุ่งยากนักที่จะอธิบายกันให้เข้าใจได้ ..สำหรับตัวอย่างต่าง ๆ ที่ผมจะยก เพื่อประกอบบล็อกนี้ ...หาก ผะ เอิ๊น ไปสอดคล้องหรือพ้องกับชื่อใคร โดยเฉพาะคนที่ท่านชื่นชอบ ก็อย่าคิดมากผมยกให้ดูมีสี มีสรรไปงั้นเอง..ไม่ต้องฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นพัน ๆ ล้านโทษฐานที่ "หมิ่นประมาท" ล่ะ แต่ก่อนจะไปถึงตัวกฎหมาย ขอเล่าถึง... |
|
|
ความผิดฐานนี้ กับสถานการณ์บ้านเมืองที่ผ่านมากันนิดหน่อยก่อนนะครับ ฟ้องหมิ่น = เครื่องมือปิดปาก (?) แต่ก่อนมา ความผิดฐานนี้อาจไม่เป็นที่ใส่ใจของใครมากนัก จนดูเหมือนเป็นความผิดไกลตัว ไม่เหมือนความผิดฮาร์ดคอ ๆ ประเภท ฆ่า ลักทรัพย์ ปล้น ข่มขืน ฯลฯ ทั้งนี้ เพราะนาน ๆ ที เราจะได้ยินว่ามีการฟ้องร้องฐานหมิ่นประมาทกันเสียทีหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้ การฟ้องร้องฐานหมิ่นประมาท กำลังมาแรง ขึ้นชาร์ทอันดับต้น ๆ ของโรงศาล เพราะนอกจากดารานักร้องซึ่งมักเป็นเหยื่อขาประจำของฐานนี้แล้ว บรรดา "สื่อมวลชน" ก็กำลังกลายเป็นเหยื่ออันโอชะของนักการเมือง ที่มีความอดทนต่อการถูกด่า หรือวิพากษ์วิจารณ์การทำงานต่ำลงเรื่อย ๆ จนช่วงหลังมีข่าวอยู่บ่อย ๆ ว่า บรรดาคนทำสื่อ ถึงกับต้องประชุมกันด่วน เพื่อหาทางแก้ไขปัญหา นักข่าว หรือสำนักพิมพ์โดนฟ้องร้อง ตอนนี้ ก็เลยกลายเป็นว่า แทนที่ความผิดฐานนี้ จะเป็นหลักเกณฑ์ เป็นแบบแผน เพื่อไม่ให้ผู้คนในสังคมกระทำความผิด หรือสร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่น เหมือนกับกฎหมายเรื่องอื่น ปัจจุบันก็กลับกลายเป็นเครื่องมือของผู้มีอำนาจ ของนักการเมือง ของผู้นำประเทศ (บางคน) ใช้ปิดปาก และจำกัดการทำหน้าที่ของสื่อ รวมทั้งปิดหู ปิดตาประชาชนไป ด้วย พฤติกรรมการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายสื่อ เป็นจำนวนเงินหลาย ๆ หลัก (รวมทั้งการฟ้องร้องเพื่อลงโทษทางอาญา) ด้วยข้อหาหมิ่นประมาท ถือเป็นเครื่องมือ "ทางอ้อม" ในการจำกัดสิทธิเสรีภาพ ในการรับรู้ข่าวสารอย่างหนึ่ง (ถ้าทางตรง ก็คือ สั่งปิดสำนักพิมพ์ ปลดบรรณาธิการ เรียกไปขู่ เอ้ย ขอความร่วมมือ....ฮา) ทั้งนี้เพราะการต้องตกเป็นจำเลยในศาล นอกจากทำให้สื่อที่ถูกฟ้องนั้น ๆ เอง เสียเวลา เสียเงิน เสียทอง (จ้างทนาย) จนเข็ดขยาดแล้ว ย่อมยังผลให้สื่อที่เหลืออีกหลายสำนัก (โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อกระแสหลัก ที่การเสนอข่าวเป็นไปแบบโจ่งแจ้ง และตรวจสอบง่าย) รีบจัดการเซ็นเซอร์ตัวเองไว้่ก่อนเลย เพราะไม่อยากโดนฟ้อง และเมื่อเป็นเช่นนี้ การวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาย่อมไม่เกิด เรียกว่า ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว
เมื่อสื่อกระแสหลักทำหน้าที่ของตัวไม่ได้ หรือทำได้ แต่ไม่อยากทำ สื่อกระแสรองอย่างอินเทอร์เน็ตก็เลยกลายเป็นทางเลือกใหม่ของประชาชนคนชอบบริโภคข่าวสารที่หลากหลาย และวิจารณ์กันแบบตรงไปตรงมา มากขึ้น และที่โดดเด่นอย่างยิ่งในช่วงสองสามปีมานี้ เห็นจะหนีไม่พ้น "บล็อก" กระมังครับ โดยในบรรดาบล็อกเกอร์เหล่านี้ ก็มีทั้งที่เป็น มือใหม่ (สนใจการเมืองแต่ไม่เคยเขียนมาก่อน) มือเก่า (เป็นนักเขียน นักข่าว) และ มือเก๋า (เป็นนักวิเคราะห์วิจารณ์ตัวยง) ดังนั้นเลยไม่ควรต้องแปลกใจเลย หากความผิดฐานนี้จะเริ่มลุกลามเข้าสู่วงการบล็อก สื่อที่กำลังทรงประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อย ๆ กฎหมาย กับการหมิ่น ฯ การกระทำในฐานหมิ่นประมาท ตามกฎหมายไทยนั้น ถือเป็นความผิด ที่อาจต้อง ชดใช้ค่าเสียหายตามกฎหมายแพ่ง แลอาจต้อง รับโทษตามกฎหมายอาญา ตาม ประมวลกฎหมายอาญา การหมิ่นประมาทโดยทั่ว ๆ ไป บัญญัติไว้ใน
มาตรา ๓๒๖ “ผู้ใดใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม ในประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”สำหรับในทางแพ่งที่ผู้เสียหาย สามารถร้องขอต่อศาลสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายได้นั่นมันอยู่ใน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา ๔๒๓ "ผู้ใดกล่าว หรือไขข่าวแพร่หลาย ซึ่งข้อความอันฝ่าฝืน ต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียง หรือเกียรติคุณของบุคคลอื่นก็ดี หรือเป็นที่เสียหายแก่ทางทำมาหาได้ หรือทางเจริญของเขาโดยประการอื่นก็ดีท่านว่าผู้นั้นจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เขาเพื่อ ความเสียหายอย่างใด ๆ อันเกิดแต่การนั้น แม้ทั้งเมื่อตนมิได้รู้ว่าข้อความนั้นไม่จริงแต่หากควรจะรู้ได้อืม...บางท่านอ่านตัวบทแล้วยังแอบเกาหัวแกรก ๆ ผมขออนุญาตอธิบายสำหรับกรณีทั่ว ๆ ไป (โดยขออนุญาตเน้นเรื่องทางอาญา) ประกอบต่อ “การหมิ่นประมาท” ทางกฎหมายนั้น หมายถึง การแสดงความหมายใด ๆ ออกมาให้บุคคลใดบุคคลหนึ่ง น่าจะเสียชื่อเสียง หรือถูกบุคคลอื่นดูหมิ่นเกลียดชัง โดยจะเป็นการหมิ่นประมาทได้ ต้องมีเงื่อนไข (วงการกฎหมายใช้คำว่า "องค์ประกอบ") สำคัญ ดังนี้ ๑. ต้องมี “การใส่ความ” กันครับ ซึ่งหมายถึง การแสดงข้อเท็จจริง ประการใดประการหนึ่ง ซึ่งอาจเกิดขึ้นแล้ว หรือกำลังจะเกิดขึ้นของผู้ถูกหมิ่นประมาท โดยการแสดงนั้น น่าจะทำให้ผู้นั้นเสียหาย เช่น กล่าวว่า นายทักษิณาฉ้อโกง นายไทย หรือ นายปฏิสนธิ เป็นคนวางระเบิดบ้านนายกรุง เป็นต้น โดยการใส่ความที่ว่า จะกระทำด้วยวิธีใดก็ได้ครับ เช่น พูดด้วยวาจา เขียนเป็นตัวอักษร วาดภาพ ปั้นรูป ทำกิริยาท่าทาง (เหมือนภาพประกอบบนสุด) ภาพถ่าย ภาพระบายสี หรือ ทำเครื่องหมาย อาทิ เอาโคมเขียวไปแขวนไว้หน้าบ้านของผู้อื่นเพื่อแสดงว่าเป็นบ้านของโสเภณี เหล่านี้ล้วนแต่ สามารถใช้เพื่อแสดงความหมายให้เป็นไปในเชิงหมิ่นประมาทได้ทั้งสิ้น อย่างไรก็ตาม ถ้อยคำ หรือ วิธีการต่าง ๆ ดังกล่าวมา จะถือเป็นการหมิ่นประมาทตามกฎหมายหรือไม่ ศาลจะเป็นผู้พิจารณา ตามหลักมาตรฐานของคนทั่ว ๆ ไปครับ (วงการกฎหมายใช้คำว่าหลัก "วิญญูชน") ไม่ได้คิดเอาตามอารมณ์ของคนถูกหมิ่น ฯ เท่านั้น เช่น มีคนกล่าวว่า นายทักษิณาเป็นคนหน้าสี่เหลี่ยม หรือ นายสพรุ่ง เป็นคนหน้าเหี้ยม ปรากฎว่า...บังเอิญ นายทักษิณ าไม่ชอบอะไรที่เป็นเหลี่ยม ๆ ในขณะที่นายสพรุ่งก็ชอบ เอ้ย ไม่ชอบอะไรที่มันเหี้ยม ๆ ดังนั้น พอมีใครมาพูดอย่างนี้กับตน ตนจะโกรธมาก และถือว่าเป็นการหมิ่นหยาม ดูถูกวงศ์ตระกูล เลยจัดการฟ้องศาลเรียกค่าเสียหาย ๒๐ ล้าน !! กรณีนี้ ...เมื่อศาลพิจาณาตามหลักวิญญูชนแล้ว คนทั่วไปย่อมกล่าวว่า คำว่า "หน้าเหลี่ยม" หรือ "หน้าเหี้ยม" ไม่เห็นจะเสียหายตรงไหน อีกทั้งเป็นคำธรรมดา ๆ ไม่ใช่ถ้อยคำร้ายแรงชนิดที่จะทำให้คนที่ได้ฟัง รู้สึกเกลียดชัง นายทักษิณา หรือ นายสพรุ่ง แค่เพียงเพราะว่ามีหน้าตาเป็นเหลี่ยม หรือดูเหี้ยม .. .. ดังนั้น ย่อมไม่ใช่การหมิ่นประมาท เป็นต้น ๒. ต้องเป็นการใส่ความด้วย สิ่งที่สามารถพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ ไม่ใช่เป็นแค่ ความคิดเห็นของผู้ใส่ความลอย ๆ หรือ เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง และต้องมีการยืนยันข้อเท็จจริงนั้น
เช่น กล่าวหาว่า เป็นคน ฉ้อโกง ลักทรัพย์ ฆ่าคนอื่น วางระเบิดเมือง เพราะ.....เหล่านี้ย่อมมีความเป็นไปได้ และอาจเกิดการตามพิสูจน์ได้ แต่ถ้ากล่าวว่า นายทักษิณาเป็น "ผีปอบ" ดูดเลือดคนอื่น หรือ นายสพรุ่งเป็นคนเลว ...อีแบบนี้ ทางกฎหมายเขาไม่ถือเป็นการ "ใส่ความ" เพราะ การเป็น ผีปอบ เป็นหมา เป็นแมว เป็นคนเลว ถ้อยคำลักษณะนี้ล้วนแล้วแต่เป็นเพียง "ความคิดเห็น หรือ ความรู้สึกของคนพูด" เท่านั้น ไม่ใช่ "ข้อเท็จจริง" หรือมีสิ่งที่ยืนยัน หรือพิสูจน์ได้ตามที่พูด ๓. การใส่ความนั้น ต้องมี บุคคลที่สาม รับรู้อยู่ด้วย (ภาษากฎหมายเขาใช้คำว่า "ใส่ความต่อบุคคลที่สาม") บุคคลที่สาม ในที่นี้ ก็หมายถึง บุคคลอื่นใด นอกเหนือจากตัวผู้ถูกหมิ่นประมาทเอง โดยกรณีนี้ ไม่จำเพาะว่า ผู้หมิ่นประมาทต้องพูดกับบุคคลที่สามเท่านั้น ... แม้ผู้หมิ่นประมาทจะตั้งใจพูดอยู่กับผู้ถูกหมิ่นประมาทคนเดียว แต่ถ้าชัดเจนว่า ใน บริเวณที่พูดกันอยู่ตอนนั้น มีบุคคลที่สามอยู่ด้วย หรือเขาเหล่านั้นควรจะได้ยินเรื่องราวที่พูด ด้วย แบบนี้ก็เข้าข่าย มีบุคคลที่สามรับรู้เหมือนกัน แต่ถ้าเป็นกรณี แอบไปชี้หน้าด่ากันสองต่อสอง เท่านั้น ไม่มีคนอื่นอยู่เลยจริง ๆ อย่างนี้ ยังไม่ถือเป็นการ "หมิ่นประมาท" ครับ
(อ้อ..แต่แค่สองคนก็อย่าได้ไปทำเชียว รวมทั้งการด่าทอด้วยคำหยาบคาย ว่า เป็นปอบ เป็นหมา เป็นแมว ตามที่ยกไปในท้ายข้อ ๒ ด้วย เพราะ.... แม้ไม่เป็นความผิด "ฐานหมิ่นประมาท" แต่คุณก็อาจต้องรับผิดฐานอาญาฐาน "ดูหมิ่นซึ่งหน้า" ความผิดอาญาลหุโทษ อีกมาตราหนึ่ง ไปแทน...“ดูหมิ่นซึ่งหน้า” มันคนละอย่างกับ "หม่ินประมาท" นะครับอย่าสับสน) สรุปข้อนี้ คือ ต้องใส่ความกันโดยมี "บุคคลที่สาม" รับรู้เรื่องที่ใส่ความนั้นด้วย ๔. ต้องสามารถ ระบุรู้ได้แน่นอนครับว่า ผู้ถูกหมิ่นประมาทเป็นใคร ถ้าจู่ ๆ ก็กล่าวขึ้นมาลอย ๆ ว่า นายทักษิณาเป็นคนขี้ฉ้อ หรือ นายปฏิสนธิอยู่เบื้องหลังการวางระเบิด...คนชื่อทักษิณา หรือ ปฏิสนธิ มีอยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง (ชื่อหลังนี่...ไม่แน่) คุณคนพูดหมายถึงใคร ทักษิณา หรือปฏิสนธิไหน ?? กรณีนี้หากเกิดมีคนร้อนตัวขึ้นมาจริง ๆ ก็ยังทำอะไรคนพูดไม่ได้นะครับ เพราะมันระบุไม่ได้...เว้นแต่ ผู้พูดจะระบุเลย หรือ ใช้คำที่ค่อนข้างชัดเจน เช่น นายทักษิณา ชินโบสถ์ หรือ นายทักษิณา คนที่เป็นผู้นำไท นายปฏิสนธิที่มีตำแหน่งหัวหน้าคณะ คคค. หรือนายสพรุ่งที่เป็นหัวหน้าทหารตำแหน่ง.... แบบนี้ มีได้คนเดียวครับ...ชัดเจน ไม่เป็นอื่น...คนพูดก็อาจโดนฟ้อง และมีความผิดได้ นอกจากนี้ก็ยังรวมถึงการใช้ "ฉายา" ที่ใคร ๆ เข้าใจได้ ว่ามีคนนี้อยู่คนเดียวด้วย เหล่านี้แหละครับ..ถ้ามีเงื่อนไขครบทั้ง ๔ ข้อเมื่อไหร่ ก็เป็นอันมีความผิดฐาน "หมิ่นประมาท" โดยการกระทำเช่นนี้ แม้เพียงแค่ "น่าจะ" ก่อให้เกิดความเสียหายขึ้นได้ ก็ถือเป็นความผิดแล้ว ไม่จำเป็นต้องเกิดผลเสียหายขึ้นจริง ๆ แล้วก็ไม่สำคัญด้วยว่า บุคคลที่สามที่เราพูดคุยด้วยนั้น เขาจะเชื่อเรา หรือไม่ เช่น นายกระจอก กล่าวต่อ นายมวลไทยว่า นายทักษิณา ชินโบสถ์ ข่มขืนนางสาวนิติรัฐ ส่วน นายปฏิสนธิ บุญะรัฐประหาร ก็เป็นคนลอบทำร้ายนายกรุง....แบบนี้ ไม่ว่า สิ่งที่ นายกระจอกกล่าว จะเป็นเรื่องจริง หรือเรื่องแต่ง และไม่ว่า นายมวลไทย ผู้ฟัง จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อคำกล่าวนี้ครบเงื่อนไขของการ "ใส่ความ" และ "น่าจะ" ทำให้ นายทักษิณา หรือ นายปฏิสนธิ เสียชื่อเสียง ถูกคนอื่นเกลียดชัง อาจไม่มีคนคบค้าสมาคมด้วย ย่อมมีความผิดฐานหมิ่นประมาท เป็นต้น สำหรับ “การหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา” หรือ "การหมิ่นหยาม ผ่านสื่อ" (ตามหัวข้อ) นั้น ก็มีเงื่อนไขเดียวกันครับ เพียงแต่เป็นการหมิ่นประมาทโดยอาศัยวิธีการป่าวประกาศ หรือใช้สื่อรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเป็นตัวกลาง ซึ่งด้วยเหตุที่วิธีการใช้สื่อ ไม่ว่าจะเป็น จัดรายการสัญจร ตั้งโต๊ะหน้าสภา โทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ อินเทอร์เน็ต เว็บบอร์ด หรือแม้แต่การเขียนบล็อก ย่อมเป็นผลทำให้มีจำนวนผู้รับรู้ (บุคคลที่สาม) ถึงการใส่ความนั้น มากกว่าปกติ (มากกว่าหนึ่งคน) และส่งผลให้ความเสียหายขยายวงกว้างมากขึ้น กฎหมายอาญาจึงกำหนดโทษให้หนักขึ้น นั่นเอง (มาตรา ๓๒๘) เมื่อมีหลัก ก็ต้องมี ข้อยกเว้น อย่างไรก็ตาม ใช่ว่า การนำเรื่องจริง ๆ เท็จ ๆ ของคนอื่นมาพูดในที่สาธารณะ หรือพูดให้คนอื่น ๆ ได้รับรู้กัน จะเป็นความผิดไปเสียทั้งหมดนะครับ เพราะกฎหมายเขาก็มี "ข้อยกเว้น" ไม่ให้การกระทำแบบนั้นถือเป็น "หมิ่นประมาท" ได้เหมือนกัน ตามกฎหมายอาญา มีหลักวางไว้ว่า ไม่ว่าผู้ใส่ความจะเอาเรื่อง "เท็จ" หรือเรื่อง "จริง" มาพูดก็ตาม หากคนที่พูดถึงนั้น เขาน่าจะได้รับความเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง แล้วล่ะก็ ถือเป็นความผิดอาญาทั้งสิ้น ดังคำกล่าวที่ว่า "ยิ่งเป็นเรื่องจริง ก็ยิ่งผิด" ทั้งนี้เพราะกฎหมายอาญามองว่า เรื่องที่บุคคลนั้น ๆ กระทำไว้ ไม่ว่าจะเรื่องใดก็ตาม ถ้าเป็นเรื่องที่เจ้าตัวเขาไม่อยากเปิดเผยให้บุคคลอื่นได้รู้แล้วล่ะก็ ใครหน้าไหน ก็ย่อมไม่มีสิทธิ นำเรื่องนั้นมาเปิดเผย เว้นเสียก็แต่ การนำมาเปิดเผยนั้น เป็นการกระทำไป ตาม มาตรา ๓๒๙ ประมวลกฎหมายอาญา ที่ว่า
เป็นการกระทำ ที่ยกตัวอย่าง เช่น การรายงานให้ประชาชนทั่วไปทราบถึง การ กระทำความผิดของบุคคลใดบุคคลหนึ่งตามปกติ (คือ เขียนข่าว เชิงรายงาน ไม่ได้ใส่อะไรเพิ่มเติม) , การติดป้ายเตือน (ไม่ใช่ประจาน) เพื่อให้ผู้ใช้บริการระวังตัวเอง, การประกาศจับของเจ้าหน้าที่ตำรวจ... ฮะแฮ่ม หรือแม้แต่ การรายงานต่อประชาชนด้วยความตรงไปตรงมาว่า ผู้บริหารประเทศของเรา กำลังมีพฤติกรรมไม่ชอบมาพากล น่าสงสัย ว่าจะโกงกินบ้านเมือง หรือทำการคอรัปชั่น ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพ ใช้อำนาจอันไม่ชอบธรรม ฯลฯ ทั้งนี้ก็เพื่อ ให้ประชาชนเจ้าของประเทศช่วยกันจับตาดูไว้ให้ดี ๆ ....อีแบบนี้...ก็ไม่เป็นการหมิ่นประมาท เหมือนกันนะครับ...ถ้าการแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ เป็นไปเพื่อป้องกันตนเอง ป้องกันส่วนรวม ตามทำนองคลองธรรม หรือ ติชมด้วยความชอบธรรม และกรณีนี้ นอกจากไม่เป็นหมิ่นประมาทแล้ว ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ (ว้า โดนฉีกไปละ แต่ไม่เป็นไรมีปฏิญญาสากล) ยังกำหนดรับรองให้เป็นสิทธิของปวงชนชาวไทย ที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และแสดงความคิดเห็นอีกด้วยนา อย่าทำเป็นเล่นไป การกล่าวความจริง : อาญา และ แพ่ง
ปล. หัวข้อย่อยนี้ ผมแก้ไขเพิ่มเติมใหม่ (25.01.07 เวลา 15.00 น) อีกครั้ง เพื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยต้องขอขอบคุณคำถามท้ายบทความ ของคุณมุมมืดของสังคม ครับ เพราะทำให้ผมเห็นข้อขาดตกบกพร่องไปอย่างสำคัญทีเดียวแม้ทางอาญาจะมีหลักว่า "ยิ่งจริง ยิ่งผิด" ดังกล่าวมาแล้ว แต่ก็มีข้อที่ควร "ยกเว้นโทษ" ให้ สำหรับการกล่าวความจริง อยู่ด้วยเหมือนกันครับ เพียงแต่ ในทางกฎหมายอาญานั้น จะคุ้มครองคนกล่าวความจริง ก็ต่อเมื่อ "ความจริงนั้นไม่ใช่เรื่องส่วนตัว และการกล่าวเช่นนั้นจะมีประโยชน์ต่อสาธารณะชน" เท่านั้น
มาตรา ๓๓๐ ประมวลกฎหมายอาญา "ในกรณีหมิ่นประมาท ถ้าผู้ถูกหาว่ากระทำความผิด พิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าเป็นหม่ินประมาทนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษแต่เป็นเรื่องที่ควรต้องสังเกตหน่อย โดยเฉพาะ สื่อ และบล็อกเกอร์ ที่ยังพิสมัยการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของผู้บริหารประเทศ เพราะหากท่านสังเกต ตัวบทกฎหมายข้อหลัก ๆ บรรดาที่ผมยกมาข้างบนนู่น ให้ดี ๆ จะเห็นว่า แม้เงื่อนไขของการหมิ่นประมาท ทั้งตามกฎหมายอาญา แลกฎหมายแพ่ง จะเหมือนกัน ดังกล่าวไปแล้ว ๔ ประการ แต่...หลักเกณฑ์ในเรื่อง ใส่ความผู้อื่นด้วยความจริงแล้วเป็นความผิด เป็นหลักตาม "กฎหมายอาญา" เท่านั้นนะครับ อย่าสับสน ทั้งนี้เพราะสำหรับ การเรียกร้องค่าเสียหายตามกฎหมายแพ่งนั้น การไขข่าว ป่าวประกาศ ที่ถือเป็นการหมิ่นประมาทตามกฎหมายแพ่ง และผู้กล่าวอาจต้องชดใช้ค่าเสียหาย ต้องเป็นกรณี ผู้กระทำใส่ความผู้อื่นด้วย “ความเท็จ” เท่านั้น มาตรา ๔๒๓ ประมวลกฎหมายแพ่ง เขาใช้คำว่า "....ซึ่งข้อความอันฝ่าฝืน ต่อความจริง...” ด้วยสาเหตุที่ วัตถุประสงค์ในการลงโทษอาญา กับ ทางแพ่ง นั้นแตกต่างกัน ทางอาญานั้น มุ่งประสงค์ความเป็นระเบียบเรียบร้อยแห่งสังคมโดยรวม กรณีการหม่ินประมาทนี้ สิ่งที่กฎหมายอาญาประสงค์จะคุ้มครอง คือ "เกียรติยศของมนุษย์คนหนึ่ง" (รวมทั้งความเป็นส่วนตัวของเจ้าของเรื่อง) กฎหมายไม่ต้องการให้ บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ต้องตกเป็น "ที่รังเกียจของสังคม หรือต้องเสื่อมเสียเกียรติ" ด้วยเรื่องราว ความเป็นมาส่วนตัว แม้เรื่องนั้นจะเป็นเรื่องจริงก็ตาม เพราะย่อมทำให้สังคมขาดระเบียบ วุ่นวาย มีแต่เรื่องติฉินนินทา ดังนั้น จะเห็นได้ว่า ในกฎหมายอาญา ข้อยกเว้นความผิด ตามมาตรา ๓๒๙ (การกระทำไม่เป็นความผิดเลย) กับ ข้อยกเว้นโทษมาตรา ๓๓๐ (การกระทำเป็นความผิด แต่ ยกเว้นโทษให้) จึงมีให้เฉพาะกรณี ความจริง เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณชนโดยรวม หรือเพื่อป้องกันตัวเอง และผู้อื่น เท่านั้น ยกตัวอย่าง ให้เห็นง่าย ๆ (จะได้ไม่สับสนกับการเมือง) ก็เช่น นาย ก. มีพฤติกรรมสำส่อน แอบนี้ไปมีเมียน้อยจนต้องหย่ากับเมียหลวง นาย ข. รู้เข้า ก็จัดการไปป่าวประกาศ จนใคร ๆ ต่างรังเกียจ นาย ก. แบบนี้ นาย ข. สมควรต้องมีความผิด และต้องรับโทษด้วย ทั้งนี้เพราะ เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว แม้พิสูจน์ได้ว่า เป็นเรื่องจริง มันก็ไม่ได้เกิดประโยชน์โภคผลใด ๆ ต่อสาธารณะชน หรือประชาชนทั่วไป สำหรับเป้าประสงค์ทางแพ่งนั้น กฎหมายแพ่งเป็นเรื่องการจัดการ ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่าง เอกชนกับเอกชนด้วยกัน เป็นเรื่องของการ "เยียวยาความเสียหาย" และแน่นอน การเยียวยาจำเป็นต้องมีก็ต่อเมื่อ มีความเสียหายที่เป็นรูปธรรมเกิดขึ้นจริง....ทางแพ่่่่่ง มองว่า ถ้าเรื่องหนึ่งเรื่องใดเป็นเรื่องจริงอยู่แล้ว ความเสียหายอื่นใดที่จะเกิดกับเจ้าของเรื่องอีกย่อมไม่มี หรือไม่ชัดเจน ความเสียหายที่ควรต้องได้รับการเยียวยา จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อเรื่องราวนั้น มันเป็นเรื่องโป้ปดมดเท็จ อันเป็นลักษณะของการใส่ร้าย ป้ายสี เพื่่่่่่่่่่่่่อทำให้คนอื่นมอง หรือเข้าใจผู้ถูกหม่ินประมาท คนนั้น ผิดไป เช่นนี้แล้ว หากนาย ก. ฟ้องนาย ข. เรื่องที่เอาการมีเมียน้อยของตัวไปป่าวประกาศ ทั้งทางแพ่ง และอาญา แม้นาย ข อาจไม่ต้องชดใช้ความเสียหายทางแพ่งให้ นาย ก. เลย แต่นาย ข. ก็คงต้องรับโทษทางอาญาในฐานหม่ินประมาท อยู่ดี ...พอนึกภาพออกไหมครับ ? อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวม "ความจริง" สำหรับทั้งสองกฎหมาย ไม่เป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันนักครับ การกล่าวความจริง สำหรับกฎหมายอาญานั้น "แม้เป็นความผิด" แต่ก็อาจได้รับการ "ยกเว้นโทษ" ได้ ถ้าความจริง ได้รับการพิสูจน์ และเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม ในขณะที่การกล่าวความจริง ทางแพ่ง (ที่อาจดูเหมือนจะผิด หรือไม่เหมาะสม) คงยังไม่ถือเป็นเรื่องที่ผู้กล่าว ต้องชดใช้ค่าเสียหายอะไรให้กับเจ้าของเรื่องจริงนั้น สุดท้าย "ความจริง" ก็เลยเป็นสิ่งไม่ตาย... อ้อ...ขอเพิ่มเติมนิดหนึ่งครับ สำหรับ เรื่องค่าเสียหายที่เรียกร้องกันในทางแพ่งนั้น (ตอนนี้นิยมเรียกกันเป็นล้าน ๆ) ก็ใช่ว่า เรียกเท่าไหร่ ได้เท่านั้นนะครับ เพราะคดีแบบนี้ ศาลเท่านั้นที่จะเป็นผู้พิจารณาให้ตามความเหมาะสม ไอ้ชนิดที่หมิ่นกันนิด ๆ หน่อย ๆ หยิกแกมหยอก แต่เล่นกันเป็นร้อย ๆ พัน ๆ ล้านนี่...ออกจะโอเวอร์แอ๊คชั่นไปหน่อย สื่อ : ความรับผิดชอบ อนึ่ง แม้ผมจะชี้ช่องทางให้ว่า การวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ แต่นั่นก็เป็นเรื่องภายใต้กรอบแห่งกฎหมายนะครับ ดังนั้นเวลาจะเขียนอะไร จึงควรคิดให้รอบคอบเหมือนกัน และรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองเขียนด้วย ดังนั้นผมจึงเห็นด้วยอย่างยิ่งกับ เจฟ อูอี บล็อกเกอร์มาเลเซียหนึ่งในสองผู้ต้องหาที่ถูกฟ้อง ที่กล่าวไว้ในเนื้อข่าว ว่า
นายเจฟ อูอี ได้อ้างถึงบทความที่เคยโพสต์ไว้ในระยะแรก ที่เริ่มต้นการเขียนบล็อกส่วนตัว ในบทความนั้นระบุว่า บล็อกเกอร์ทุกคนจะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองเขียนลงในอินเตอร์เน็ต ดังนั้นจึงควรจะคิดให้ถี่ถ้วนก่อนที่จะมีการโพสต์ข้อความใดลงไป พร้อมยังระบุอีกด้วยว่า การถูกฟ้องร้องดำเนินคดีครั้งนี้ ถือเป็นคุณูปการอีกอย่างหนึ่งของแวดวงบล็อกเกอร์ในมาเลเซีย เพราะจะทำให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั้งหลาย ตระหนักถึงขอบเขตในการนำเสนอข้อมูลของตน ถ้าสิ่งใดไม่เป็นความจริง หรือเป็นเพียงการโจมตีบุคคล และสถาบันลอย ๆ ความคิดเห็นเหล่านั้นจะได้รับการจัดการโดยอัตโนมัติ ![]() ก่อนจากกัน แอบหวังใจว่า ที่เขียน ๆ มาคงพอทำให้ท่านที่สนใจ สื่อ หรือ บล็อกเกอร์ไทย (โดยเฉพาะที่ชอบวิจารณ์การเมือง) พอเข้าใจความผิดฐานหม่ินประมาทกันมากขึ้นนะครับ (หม่ินประมาทคนธรรมดานิ ถ้าหม่ิน...ลองหาอ่านของนักกฎหมายมหาชนดู) และเลิกหวาดกลัว หรือกังวลว่า สิ่งที่ตนเองทำอยู่นั้นจะนำภัย (ค่าเสียหาย หรือ คุก) มาถึงตัว (แต่ ภัยมืด นั่นอีกเรื่อง) ตราบใดที่ท่านนำเสนอข้อเท็จจริง ซึ่งเกี่ยวกับผลประโยชน์ของประชาชน เจ้าของประเทศ แบบตรงไปตรงมา วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต และเป็นธรรม ย่อมไม่มีใครทำอะไรท่านได้ และกฎหมายก็ยังคุ้มครอง อย่างไรก็ตาม ลำพังแต่ความเข้าใจกฎหมายแพ่ง กับอาญา คงไม่ได้ทำให้ปัญหาการปิดกั้นสื่อ ปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และการแสดงความคิดเห็น จบ หรือถูกแก้ไขลงได้หรอก ตราบใด ที่ประเทศไทยเรายังมีแต่ผู้นำที่ไม่เคยเห็นหัวประชาชน, มีแต่ผู้นำที่ไม่เคยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้, มีแต่สื่อที่ไร้จรรยาบรรณ, สื่อส่วนใหญ่ยังรักรายได้ แลรักตัวกลัวตายมากเกินไป และ มีก็คนไทยจำนวนเพียงหยิบมือที่รู้ คิด พร้อม และสามารถ ลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องสิทธิของตัวเอง !! |
|
25 Jan 07 | by | tags กฏหมาย อาชญากรรมอินเทอร์เน็ต หมิ่นประมาท เสรีภาพ สื่อ บล็อกเกอร์
มุมมืดของสังคม
บทความนี้ดีมากๆ เลยครับ เหมาะสำหรับทุกคนที่ใช้อินเตอร์เนต คือผมงงเรื่องอาญากับแพ่งอยู่นิดนึงนะครับ ถ้าเรื่องที่เรากล่าวหาเขา พิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องจริง ทางแพ่งแล้วเราไม่สามารถถูกฟ้องได้ ถูกต้องไหมครับ คำถามก็คือ ผู้ที่ถูกกล่าวหานั้น สามารถเอาผิดเราทางอาญาได้ ทำไมถึงเป็บแบบนั้นล่ะครับ? และเขาจะฟ้องเราในข้อหาอะไรได้บ้างครับ? |
เชกูวารา
LewCPE - ได้เลยครับผม ยินดีครับ ตามเงื่อนไขเดิม :) (อ้อ...ผมแก้ไขเพิ่มเติม เวอร์ชั่นใหม่อีกครั้ง ตอนบ่ายสามเยอรมัน แต่สามทุ่มของเมืองไทย ไปด้วยนะครับ) คุณไท้ - อิ อิ เห็นด้วยครับ และน่าจะต้องหยุดคิดมากขึ้นเวลาเขียน.. แต่อย่างว่า ตอนนี้จะว่าไปแม้บ้านเรามีบล็อกเกอร์เขียนวิพากษ์วิจารณ์การเมืองมากขึ้น แต่ความนิยมคงยังสู้สื่อ (มีชื่อเสียงเดิม แล้วผันมาออนไลน์ด้วย) ไม่ได้ ผู้มีอำนาจในบ้างเมืองเลยยังไม่ค่อยให้ความสนใจ หรือจะตามถึงตัว ไม่เหมือนต่างประเทศ..อ่ะ..แต่ต่อไปอนาคตก็ไม่แน่นิ มุมมืดของสังคม - ใช้คำว่า "ไม่สามารถถูกฟ้องได้" คลาดเคลื่อนนิดหน่อยครับ เพราะปกติแล้ว เมื่อเกิดข้อพิพาทกันขึ้นไม่ว่าจะทางแพ่ง หรืออาญา แล้วมีคนที่คิดว่าตัวเสียหาย ย่อมนำคดีขึ้นสู้ศาล (ฟ้องร้อง) ได้เสมอ (ศาลจะรับฟ้องหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขและพยานหลักฐานเบื้องต้น) กรณีการหมิ่นประมาทนี่ก็เช่นเดียวกัน คือ ผู้เสียหายสามารถฟ้องศาลได้ทั้งคดีแพ่ง และคดีอาญา (โดยมากถ้าคิดจะเล่นทั้งสองทาง ก็ฟ้องเป็นคดีแพ่งควบคดีอาญา ที่เรียกว่า "คดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา" ได้..แต่รายละเอียดเรื่องนี้เยอะขอข้าม) แต่สิ่งที่อาจต่างกันคือ "ผลของคำพิพากษา" ในประเด็นของการ "กล่าวความจริง" อย่างไรก็ตาม ต้องขอบคุณคำถามนี้มาก ๆ ครับ เพราะผมพบว่า มีเรื่องขาดตกบกพร่อง จนอาจทำให้สับสนกันไปใหญ่เกิดขึ้น ด้วยความเลินเล่อของผมเอง ที่ไม่เขียนอธิบายเรื่องนี้ให้ละเอียด เพราะคิดว่ามันจะลงลึก แล้วทำให้บทความยุ่งเหยิงเกินไป (โดยนอกจาก ตอบไว้ที่นี่แล้ว ผมได้ขึ้นไปแก้ไขเพิ่มเติมในบทความแล้วด้วย) เพราะเอาเข้าจริงแล้ว คนกล่าว "ความจริง" ย่อมได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายอยู่ดี ไม่ว่าทางแพ่งหรือทางอาญา เพียงแต่ขอบเขตความคุ้มครอง แตกต่างกันอยู่บ้าง กล่าวคือ ทางกฎหมายอาญานั้น จะคุ้มครองคนกล่าวความจริง ก็ต่อเมื่อ "ความจริงนั้นไม่ใช่เรื่องส่วนตัว และการกล่าวเช่นนั้นจะมีประโยชน์ต่อสาธารณะชน"
มาตรา ๓๓๐ ประมวลกฎหมายอาญา "ในกรณีหมิ่นประมาท ถ้าผู้ถูกหาว่ากระทำความผิด พิสูจน์ได้ว่าข้อที่หาว่าเป็นหม่ินประมาทนั้นเป็นความจริง ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษวัตถุประสงค์ในการลงโทษอาญา กับ ทางแพ่ง แตกต่างกัน ทางอาญานั้น มุ่งประสงค์ความเป็นระเบียบเรียบร้อยแห่งสังคม โดยรวม กรณีการหม่ินประมาทนี้ สิ่งที่กฎหมายอาญาประสงค์จะคุ้มครอง คือ "เกียรติยศของมนุษย์คนหนึ่ง" (รวมทั้งความเป็นส่วนตัวของเจ้าของเรื่อง) กฎหมายไม่ต้องการให้ บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ต้องตกเป็น "ที่รังเกียจของสังคม หรือต้องเสื่อมเสียเกียรติ" ด้วยเรื่องส่วนตัว แม้เรื่องนั้นจะเป็นเรื่องจริงก็ตาม ทั้งนี้เพราะย่อมทำให้สังคมขาดระเบียบ มีแต่การติฉินนินทา ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ข้อยกเว้นความผิด (๓๒๙) และ ข้อยกเว้นโทษ (๓๓๐) ในกฎหมายอาญา จึงมีให้เฉพาะกรณี ความจริง เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณชนโดยรวม หรือเพื่อป้องกันตัวเอง และผู้อื่นเท่านั้น ยกตัวอย่าง ให้เห็นง่าย ๆ ก็เช่น นาย ก. มีพฤติกรรมสำส่อน แอบนี้ไปมีเมียน้อยจนต้องหย่ากับเมียหลวง นาย ข. รู้เข้า ก็จัดการไปป่าวประกาศ จนใคร ๆ ต่างรังเกียจ นาย ก. แบบนี้ นาย ข. สมควรต้องมีความผิด และต้องรับโทษด้วย ทั้งนี้เพราะ เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว แม้พิสูจน์ได้ว่า เป็นเรื่องจริง มันก็ไม่ได้เกิดประโยชน์โภคผลใด ๆ ต่อสาธารณะชน หรือประชาชนทั่วไป สำหรับเป้าประสงค์ทางแพ่งนั้น กฎหมายแพ่งเป็นเรื่องการจัดการข้อพิพาทระหว่างเอกชน กับเอกชน ด้วยกัน เป็นเรื่องของการ "เยียวยาความเสียหาย" และแน่นอน การเยียวยาจำเป็นต้องเกิดขึ้น ก็ต่อเมื่อ มีความเสียหายที่เป็นรูปธรรมเกิดขึ้นจริง....ทางแพ่่่่่ง มองว่า ถ้าเรื่องหนึ่งเรื่องใดเป็นเรื่องจริง เสียแล้ว ความเสียหายอื่นใดที่จะเกิดกับเจ้าของเรื่องอีกย่อมไม่มี ความเสียหายจะเกิดได้ ก็ต่อเมื่อเรื่องราวนั้นมันเป็นเรื่องโป้ปดมดเท็จ อันมีลักษณะของการใส่ร้าย ป้ายสี เพื่่่่่่่่่่่่่อทำให้คนอื่นเข้าใจผู้ถูกหม่ินประมาทนั้นผิดไป ขอเอาตัวอย่างเดิมมากล่าวถึง เพื่อตอบคำถามสุดท้ายของคุณมุมมืดของสังคม ดังนั้น เช่นนี้แล้ว หากนาย ก. ฟ้องนาย ข. เรื่องที่เอาการมีเมียน้อยของตัวไปป่าวประกาศ ในฐานหม่ินประมาท ทั้งทางแพ่งและอาญา แม้นาย ข อาจไม่ต้องชดใช้ความเสียหายอะไรในทางแพ่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่่งให้ นาย ก. แต่นาย ข. ก็คงต้องรับโทษทางอาญาฐานหมิ่นประมาทอยู่ดีครับ อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวม "ความจริง" สำหรับทั้งสองกฎหมาย ไม่เป็นเรื่องที่ขัดแย้งกันนักครับ กล่าวคือ การกล่าวความจริง สำหรับกฎหมายอาญานั้น "แม้เป็นความผิด" แต่อาจได้รับการ "ยกเว้นโทษ" ได้ ถ้าความจริง ได้รับการพิสูจน์ และเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม ในขณะที่การกล่าวความจริง ทางแพ่ง (ที่อาจดูเหมือนจะผิด หรือไม่เหมาะสม) แต่มันยังไม่ถือเป็นเรื่องที่ผู้กล่าวถึง ควรต้องชดใช้ค่าเสียหายอะไรให้กับเจ้าของเรื่องจริงนั้น อืม...คิดว่า คงพอทำความเข้าใจได้มากขึ้น (หรือเปล่าครับ ?) Champ - เรื่องนี้ หากจะอธิบาย ต้องยาวอีกหนึ่งบล็อกเชียวครับ (อิอิ) หากยังจำได้ เรื่องนี้เคยเกือบเป็นคดีเหมือนกัน กรณี ตั๊ก บงกช ผมเขียนไว้ยาวเหยียดตั้ง 32 หน้ากระดาษ A4 โดยมีประเด็นความรับผิดของเจ้าของเว็บไซท์ และผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตประเภทอื่น ๆ ด้วย ถ้าสนใจลองเข้าไปเมียง ๆ มอง ๆ ดูนะครับ :) อย่างไรก็ตาม ขอตอบเวอร์ชั่นสั้น ๆ ก่อนว่า ณ วันนี้ กฎหมายบ้านเรา ยังไม่สามารถเอาผิดกับเจ้าของเว็บไซท์ (แน่นอน เจ้าของบล็อกด้วย) ในกรณีที่มีผู้ใช้บริการเข้ามาเขียน หรือแสดงความคิดเห็น ในเชิงหมิ่นประมาทใคร ในเว็บเราได้ เนื่องจากเจ้าของเว็บยังไม่มีหน้าที่ใด ๆ ตามกฎหมายที่จะต้องคอยสอดส่องป้องกันเรื่องพวกนี้ (แหมก็จะทำไงไหว ข้อมูล และผู้ใช้มันมากมายมหาศาล) หรือแม้แต่การเพิกเฉย เห็นข้อความแล้ว แต่ไม่ทำอะไร กฎหมายเก่า ๆ ที่มีอยู่ก็ยังทำอะไรไม่ได้ถนัด เพราะไม่เข้าองค์กอบทั้งการ "ร่วมลงมือกระทำ" หรือ "สนับสนุน" อย่างไรก็ตาม หากถามหาประเด็น ทางจริธรรม และ จรรยบรรณ (และผมเข้าใจว่า ทางกลุ่มผู้ประกอบการเว็บทำ Code of Condact สำหรับการช่วยสอดส่องดูแลเรื่องนี้อยู่) เจ้าของเว็บ หรือบล็อก ที่เห็นพฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้น (โดยเหตุบังเอิญ หรือมีคนแจ้งเข้ามา) ก็ควรต้องจัดการลบ หรือดำเนินการอย่างใด ๆ ที่เหมาะสม ในเวลาอันสมควรด้วย ประเด็นกฎหมายนั้น ร่างพรบ. ฉบับใหม่ แตะเรื่องความรับผิดของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต ไว้สำหรับการกระทำความผิดบางอย่าง ที่ มาตรา 14 ครับ
ความรับผิดของผู้ให้บริการเพียงแต่ความผิดในมาตรา 13 ตอนท้ายที่ว่านั้น ยังไม่รวมเรื่อง "หมิ่นประมาท" เอาไว้ด้วย อีกทั้งปัญหาตอนนี้ก็คือ ความหมายของคำว่า "ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต" ในร่างกฎหมายใหม่ ยังคุมเครือ มีปัญหาว่าไม่ครอบคลุม กฎหมายต่างประเทศ (ที่ใช้กันไปบ้างแล้ว) ผู้ให้บริการเนื้อหา เจ้าของเว็บไซท์ เว็บบอร์ด หรือพื้นที่แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ถือเป็น "ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต" ประเภทหนึ่ง เรียกว่า Content Provider โดย มี Webmaster ซึ่งอาจเป็นคนอื่น หรือบางคนก็เป็นเอง ทำหน้าที่ในการสอดส่องดูแล แน่ล่ะ หาก Content ทั้งหลายนั้น เจ้าของเขียนขึ้นเอง ย่อมต้องรับผิดทุกประตูไม่ต่างจาก การเขียน หรือประพันธ์งานในสื่อสิ่งพิมพ์รูปแบบอื่น ๆ แต่สำหรับ กรณีที่เป็นข้อเขียนของคนอื่น และผู้ดูแล หรือให้บริการพื้นที่ ไม่ได้รู้เห็น หรือ รับรู้ ย่อมไม่มีความผิด (ปัจจุบันปัญหานี้ เร่ิมพันกันนัวเนีย ยิ่งปวดหัวกันใหญ่ เพราะ Web 2.0 ที่ทุกคนสามารถเป็น Content Provider ได้) สุดท้ายก็เลยต้องตอบ คุณ Champ ว่า ณ วันนี้ ถ้ามีใครมาหมิ่นประมาทกันในพื้นที่เว็บ หรือบล็อกของเรา ในทางกฎหมายแล้ว เราไม่มีความผิดใด ๆ ครับ (แต่อนาคต ผมไม่ทราบเหมือนกัน ว่ากฎหมายจะมาแนวไหน) แต่ในทางจรรยาบรรณ และความเหมาะสมแล้ว ถ้ามีคนแจ้งมาให้เราทราบแล้ว เราก็ควรต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามความเหมาะสม |
Oo--
ผมใช้ firefox 1.5 / winxp มันเห็น " ห ม ่ ิ น " เป็น แค่ "หม่ิน" เองแฮะ ถ้าพิมพ์เรียงปกติ ก็เห็นครบครับ "ห ม ิ ่ น" --> "หมิ่น" |
ควรต้องบอกก่อนว่า บล็อกตอนนี้้ผมงัดมันขึ้นมาปัดฝุ่นแล้วเล่าใหม่อีกแล้ว นะครับ (เพิ่มประเด็น ปรับตัวอย่างนิดหน่อย) สาเหตุก็เพราะช่วงนี้วงการบล็อกในหลายประเทศกำลังปั่นป่วน เพราะโดนฟ้องกันยกใหญ่ (ตามข่าวฟ้องหมิ่นประมาทบล็อกเกอร์ที่


LewCPE
ขอเอาไปแนะนำลง blognone นะครับ
25 Jan 07