ComBioLaw.De » Blog » กฏหมาย » สืบเนื่องมาจากคดี...กกต.(ขอต่ออีกยกครับ)
สืบเนื่องมาจากคดี...กกต.(ขอต่ออีกยกครับ)
สืบเนื่องจากคำพิพากษาในคดี กกต. กับความเห็นของนักกฎหมายที่แตกต่างกัน ในประเด็นเรื่องการพ้นจากตำแหน่งของกกต. ทำให้ผมต้องตั้งคำถามกับตัวเองว่าหลักการ ตีความกฎหมายในเรื่องนี้ที่ถูกต้องควรจะเป็นอย่างไร หรือมันควรจะมีมาตรการอะไรมารองรับปัญหาที่ว่าหรือไม่...
ภาพประกอบจาก :www.manager.co.th
|
|
|
หลังจากผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ ผมหาคำตอบให้กับตัวเองไม่ได้ ก็เลยต้องมาเขียนสิ่งที่ปรากฏอยู่นี้ เพื่อชวนพวกคุณทั้งหลาย มาวิวาทะกันทางความคิดหรือเผื่อว่าผู้ใดจะให้คำตอบที่ชัดแจ้งกับผมได้ เอาละครับ..ก่อนจะไปถึงปัญหาที่ว่า...ผมอยากจะกล่าวถึงสาระสำคัญของคำพิพากษาดังกล่าว ซะหน่อยนะครับ
ประเด็นสำคัญก็คือคำพิพากษาดังกล่าว เป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ กกต. ทั้งสามคนต้องพ้น จากตำแหน่งนะครับ โดยมีอยู่สองส่วนครับ(ขอสั้นๆนะครับ.. เพราะเข้าใจว่าคุณเชกูวาร่าเขียนเอาไว้ครบถ้วนแล้ว) ๑.การพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังโดยหมายศาล ๒.การพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากอยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ทีนี้ผมจะลองวิเคราะห์ดูทีละประเด็นนะครับ... สำหรับประเด็นแรก...ศาลได้พิพากษาให้จำคุก อดีต กกต.ทั้งสาม เป็นเวลาสี่ปี โดยไม่มีการรอลงอาญา(เพราะในกรณีนี้ไม่สามารถใช้ดุลพินิจรอลงอาญาได้ เนื่องจากศาลพิพากษาให้จำคุกเป็นเวลาเกินกว่าสามปี) จากความรู้ทั่วไปทางด้านกฎหมาย ที่ผมได้ร่ำเรียนมาในกรณีดังกล่าวกกต.จะพ้นจากตำแหน่งด้วยเงื่อนไขดังกล่าวได้ก็ต่อเมื่อ ได้ถูกคุมขังจำคุกจริงๆ...ไม่มีการรอลงอาญา...และไม่มีการให้ประกันตัว(ในกรณีการประกันตัว มีนักกฎหมายฝ่ายหนึ่งเห็นว่าจะต้องเป็นกรณีที่คำสั่งศาลเกี่ยวกับการประกันตัวถึงที่สุดด้วยนะครับ) จากตรงนี้ละครับที่ทำให้ศาลไม่ให้ประกันตัวอดีตกกต.ทั้งสามในตอนแรก(ทั้งๆที่ผมว่ามันไม่ถูกหลัก กฎหมาย...ด้วยความเคารพ... )นั่นเป็นหลักการตีความกฎหมายนะครับ....(และถึงแม้ตอนนี้ศาล จะให้ประกันตัว กกต.ทั้งสามคนแล้วก็ตามนะครับ ก็ไม่ทำให้การพ้นจากตำแหน่งนั้นสิ้นผลไปได้นะครับ เพราะเงื่อนไขได้สำเร็จลงไปแล้ว) คล้ายๆกับคดี...ห้อยเนวินนะครับ...ที่ถูกศาลพิพากษาจำคุก แต่ให้รอลงอาญา...ทำให้ห้อยเนวินยังคงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี(ในตอนนั้น)ต่อไปได้... ทีนี้เรามาดูกันในเนื้อแท้กันนะครับ...ผมเข้าใจว่าเหตุผลของการที่เรานำเอาสิ่งนี้มาเป็นเงื่อนไข ของการพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากการที่คนๆหนึ่งถูกศาลพิพากษาจำคุก...ก็หมายความอยู่ในตัวนะครับ ว่าบุคคลดังกล่าวเป็นผู้กระทำความผิดอาญา(ซึ่งมีความแน่นอนในระดับหนึ่ง) และบุคคลที่ดำรงตำแหน่งสำคัญก็ไม่ได้รับอนุญาตให้กระทำความผิดอาญา จึงเป็นที่มาของการกำหนดเงื่อนไขดังกล่าว(อันนี้เป็นความเข้าใจของผมเองนะครับ) เอาละครับทีนี้เรามาพิจารณาจากหลักการตีความที่ผมเขียนถึงไปข้างต้นนะครับ หากเราบอกว่าถ้าศาลใช้ดุลพินิจให้รอลงอาญา กรณีก็จะไม่เข้าเงื่อนไขของการพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากไม่มีการจำคุกคุมขังจริงๆ แต่อย่างไรก็ตาม บุคคลผู้นั้นก็ยังคงเป็นผู้กระทำความผิดอยู่นะครับ ทีนี้ถ้าเราดูจากเหตุผลที่ผมกล่าวถึงข้างต้น เขาควรจะพ้นจากตำแหน่งหรือเปล่า ในเมื่อเขาได้รับการพิสูจน์ในระดับหนึ่งนะครับว่าเป็นผู้กระทำผิด ผมเลยเกิดคำถามกับการตีความในลักษณะนี้ว่าถูกต้องหรือไม่(ความจริงก็เคยตั้งคำถามกับมัน ตั้งแต่ตอนเรียนนะครับแต่ก็ไม่ได้สนใจจะหาคำตอบ)เพราะมันดูเสมือนว่าเงื่อนไขของการพ้นจากตำแหน่ง ได้เปลี่ยนไปเป็นว่า...คนๆนั้นได้นอนซังเตจริงหรือเปล่า...แต่ในอีกมุมหนึ่ง...ก็มองได้นะครับ...ว่าการที่ศาล ใช้ดุลพินิจรอลงอาญา...ก็หมายความอยู่ในตัวเช่นกันว่า...เขาผู้นั้นก็พอจะมีความดี(หรือเหตุผลอื่นๆ)อยู่บ้าง... เขาจึงไม่ควรพ้นจากตำแหน่ง(ถ้าคิดอย่างนี้ก็พอจะฟังได้นะครับ...ถ้ายังคงมีความดีอยู่จริง) และผมเข้าใจว่านักกฎหมายส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการตีความในลักษณะนี้..เพราะร่ำเรียนกันมาอย่างนี้ และที่สำคัญก็คือกฎหมายเขียนเอาไว้ชัดนี่ครับ ( แต่ผมอยากจะได้เหตุผลมากกว่ากฎหมายเขียนเอาไว้อย่างไร นี่ครับ) คราวนี้ผมก็ปวดหัวซิครับ... ผู้รู้ท่านใดช่วยให้คำตอบผมได้ก็ดีนะครับ... ผมขอกระโดดไปพิจารณาในประเด็นที่สอง ก่อนละกันนะครับ สำหรับในประเด็นที่สอง...เงื่อนไขของการพ้นจากตำแหน่งของ กกต. เนื่องจากอยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง กรณีนี้ศาลก็พิพากษาให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของ กกต.ทั้งสามคนเป็นเวลาสิบปีนะครับ ถ้าเราไปดูกฎหมาย...ก็เขียนไว้ชัดเจนนะครับ ว่า กกต.ทั้งสามต้องพ้นจากตำแหน่งแน่นอน แต่นักกฎหมายฝ่ายหนึ่งเห็นว่า กกต.ยังไม่พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากคำพิพากษาของศาลยังไม่ถึงที่สุด(คำพิพากษาของศาลถึงที่สุดได้ในสองกรณีนะครับ... คือมีคำพิพากษาของศาลฎีกา หรือไม่มีการอุทธรณ์ฎีกา จนกระทั่งล่วงพ้นระยะเวลาอุทธรณ์ฎีกา) จึงยังไม่แน่นอนว่าศาลสูงจะวินิจฉัยอย่างไร อาจจะกลับคำวินิจฉัยหรือไม่ก็ได้ อีกทั้งยังเป็นเรื่องการเพิกถอนสิทธิของบุคคลคนหนึ่งด้วย นักกฎหมายฝ่ายนี้ยังอ้างถึง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้งด้วยนะครับ ซึ่งคุณเชกูวาราได้เขียนถึงไปแล้วนะครับ เอาเข้าจริงผมก็เอนไปทางความเห็นฝ่ายนี้นะครับ ( เนื่องจากเป็นกรณีที่เรากำลังใช้อำนาจรัฐไปจำกัดสิทธิของคนๆหนึ่ง เราจึงควรจะตีความในลักษณะของการคุ้มครองสิทธิของบุคคลมากกว่า แม้จะมีคนบอกว่าสังคมโดยรวมเสียหาย เพราะสาม กกต.ไม่พ้นจากตำแหน่ง... แต่สำหรับผมนั่นเป็นเรื่องทางการเมือง... ซึ่งไม่ควรจะมีผลต่อคดีนี้)... แต่มาคิดอีกมุมนึง... มันก็ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการดำรงตำแหน่งสำคัญๆเช่นกันนะครับ...ว่าตกลงจะอยู่หรือจะไปกันแน่... และผมก็ปวดหัวอีกตามเคย... จากความเห็นตรงนี้...ผมก็คิดย้อนกลับไปถึงประเด็นแรกนะครับ...ถ้าหากในชั้นศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา... มีการพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น...เป็นว่า.. .กกต.ไม่ได้กระทำควาผิด... ละครับ... ะทำอย่างไร... ในเมื่อทุกอย่างยุติว่ากกต.ทั้งสามเป็นผู้บริสุทธิ์...สิ่งที่เขาสูญเสียไป..เราควรจะทำอย่างไร... เขาควรมีหลักประกันอย่างไรบ้าง ในเรื่องนี้ในเมื่อคำพิพากษาในศาลล่างเกิดความผิดพลาดขึ้น... (ผมได้เขียนถึงไปข้างบนนะครับ... ว่าแม้ตอนนี้ศาลจะให้ประกันตัวแล้ว กกต.ทั้งสามก็พ้นจากตำแหน่งไปแล้ว เพราะเงื่อนไขมันสำเร็จไปแล้ว กรณีดังกล่าวแม้ศาลจะให้ประกันตัว แต่เขาก็ยังคงเป็นผู้กระทำความผิดตามคำพิพากษานะครับ..จึงแตกต่างกับกรณีที่ผมเพิ่งจะกล่าวถึง) กรณีนี้จึงเกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างความศักดิ์สิทธิ์มั่นคงแน่นอน ของคำพิพากษากับความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้ จากคำพิพากษาดังกล่าว โดยทั่วไปเมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว คำพิพากษาดังกล่าวย่อมมีผลทันทีนะครับ ผมยกตัวอย่างเช่น เมื่อคุณถูกพิพากษาให้ชำระหนี้ คุณก็จะถูกบังคับคดีทันที เว้นแต่คุณจะขอทุเลาการบังคับคดี การที่คุณอุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษา..ไม่มีผลเป็นการทุเลาการบังคับคดีนะครับ.. นั่นหมายความว่าผลของคำพิพากษาจะมีทันทีเมื่อศาลได้พิพากษาแล้ว... นั่นคือความศักดิ์สิทธิ์ของคำพิพากษานะครับ... แต่ถ้าเรามองดูโดยภาพรวม..เราก็จะเห็นว่าแม้คำพิพากษาของศาลจะศักดิ์สิทธิ์เพียงใด ก็อาจเกิดความผิดพลาดขึ้นได้นะครับ และโดยตัวระบบศาลของเราเองก็สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับความผิดพลาดของคำพิพากษาอยู่ในตัว โดยการกำหนดให้มีสามชั้นศาล เพื่อที่จะสามารถแก้ไขความผิดพลาดของศาลล่างได้ นอกจากนี้ในระยะหลังเรายังสร้างระบบมาเพื่อรองรับความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นจากคำพิพากษาอีกนะครับ เช่น กรณีการได้รับค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายตามสมควร ตลอดจนบรรดาสิทธิที่เสียไปคืน หากปรากฏตามคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีนั้นฟังเป็นยุติว่าจำเลยมิได้เป็นผู้กระทำผิด หรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ตามมาตรา ๒๔๖ รัฐธรรมนูญฯ หรือกรณีที่ให้สิทธิในการรื้อฟื้นคดีอาญาขึ้นพิจารณาใหม่ ตามมาตรา ๒๔๗ รัฐธรรมนูญฯ เราจะเห็นนะครับว่า โดยตัวระบบของมันเองก็สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับข้อผิดพลาด แล้วในกรณีตามปัญหาที่ผมยกมาละครับ เราควรจะยอมรับรึเปล่าว่ามันเกิดความผิดพลาดขึ้นได้ ในเมื่อเราได้กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญๆโดยอาศัยเงื่อนไขดังกล่าว แล้วเราควรจะให้หลักประกันอย่างไรกับผู้ดำรงตำแหน่งเหล่านั้นหรือเปล่า ผมไม่มั่นใจนะครับว่า เราควรจะแก้ปัญหานี้โดยอาศัยการตีความกฎหมายหรือเราควรจะเขียนให้มันชัดเจนไปเลย ผมไม่รู้ว่าอย่างไหนจะดีกว่ากัน หรือว่าจะมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้...หรือเพราะผมคิดมากไปเอง...ฮา...ผมจึงอยากจะชวนท่านทั้งหลายมาวิวาทะกันไงครับ ก่อนจะจบผมเพิ่งนึกอะไรออกครับว่า กรณีจะเป็นอย่างไรถ้าสุดท้ายศาลพิพากษาถึงที่สุดว่า กกต.ทั้งสามคนกระทำความผิดจริง แต่ให้ลงโทษจำคุกคนละสองปี รอลงอาญา และไม่มีการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เพราะมันไม่เข้าเงื่อนไขของการพ้นจากตำแหน่งใดๆทั้งสิ้น และโดยหลักคำพิพากษาของศาลสูงย่อมลบล้างคำพิพากษาของศาลล่าง..(แต่อาจจะโต้แย้งได้นะครับ... ก็เงื่อนไขมันสำเร็จไปแล้วนี่)...แล้วอย่างนี้จะเป็นอย่างไรละครับ...คิดไปคิดมายิ่งปวดหัว... พอเลิกคิดแล้วผมก็ได้คำตอบให้กับตัวเองง่ายๆว่า...ยังไง กกต.ทั้งสามก็พ้นจากตำแหน่งแน่นอน เพราะกฎหมายไม่ได้ใช้คำว่า...”คำพิพากษาถึงที่สุด”...เท่านั้นเอง...ง่ายดีมั๊ยครับ หรือว่านั่นเป็นเหตุผลที่เขาบัญญัติเอาไว้อย่างนั้นจริงๆ ( “ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่ โดยหมายของศาล”) ฮาๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
|
|
02 Aug 06 | by | tags กฏหมาย เหตุบ้าน และ การเมือง
<<ยินดีต้อนรับสู่ BioLawCom.De 2.0 || อ่อยเหยื่อออนไลน์ กับ กฎหมาย (ภาค 1)>>
ผู้ชายหัวใจมอมแมม
ขอบคุณมากครับ...สำหรับความคิดเห็นของคุณจิวแปะทง ทำให้ผมได้รู้อะไรมากขึ้นเกี่ยวกับความแตกต่างเหล่านี้ เพราะที่ผมเขียนนี่ก็ไม่ได้ไปค้นคว้าอะไร เพียงแต่นั่งคิดกรณีที่จะเป็นไปได้ดู แล้วก็นั่งนึกย้อนไปถึงกรณีเก่าๆ จากที่คุณจิวแปะทงกล่าวมา ก็แสดงว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในคดีห้อยเนวินไม่น่าจะเป็นบรรทัดฐานได้ (แต่ผมเข้าใจว่าคนส่วนใหญ่เข้าใจว่าถ้ามีการรองลงอาญาก็ไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าวนะครับ) ผมเห็นด้วยกับที่คุณจิวแปะทงว่ามานะครับ ว่าแม้จะมีการรอลงอาญาก็ควรที่จะพ้นจากตำแหน่ง เพราะเขาได้รับการพิสูจน์แล้วในระดับหนึ่งว่าเป็นผู้กระทำความผิด แต่ปัญหาของผมก็คือ การที่เรานำเงื่อนไขการพ้นตำแหน่งเหล่านี้มาผูกติดกับความไม่แน่นอนในผลของคำพิพากษา ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ในศาลชั้นสูง(แม้การลงโทษทางอาญากับการให้พ้นจากตำแหน่งจะมีจุดมุ่งหมายคนละอย่างก็ตาม เพราะผมรู้สึกตะหงิดใจนิดหน่อยนะครับ ว่าถ้าสุดท้ายเขาบริสุทธิ์ แต่การพ้นจากตำแหน่งเกิดขึ้นแล้ว) เราควรจะมีมาตรการอะไรที่มีหลักประกันให้กับผู้ดำรงตำแหน่งเหล่านี้หรือไม่ เพราะหากสุดท้ายแล้วบุคคลเหล่านี้(ซึ่งในภายหลังอาจเป็นผู้บริสุทธิ์)ต้องเสียอะไรบางอย่างไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของสังคม เราก็ตอบตัวเองได้ว่าเราได้ให้ความคุ้มครองสิทธิของเขาแล้วเช่นกัน แต่เอาเข้าจริงคำถามที่ผมต้องขึ้น ก็แค่อยากจะรู้ให้ชัดเจนเท่านั้นเองครับ ว่ามันถึงขนาดเป็นสถานการณ์ที่เราต้องเลือก อย่างใดอย่างหนึ่งแล้วหรือเปล่า เพราะถ้าเกิดสถานการณ์นั้นขึ้นมาแล้วจริงๆ แน่นอนครับว่ามันมีคำตอบเดียวที่ต้องเลือก ซึ่งก็คือประโยชน์ของมหาชน ผมอยากจะบอกจริงๆนะครับว่าใจจริงนี่ก็ดีใจครับที่ทั้งสามหนาออกไปเสียที แต่แนวทางคำตัดสินของศาลก็อันตรายเช่นกัน แล้วสุดท้ายแล้วเราได้เรียนรู้อะไรจากมันบ้าง
|
เชกูวารา
โห ก่อนอื่นผม และทีมงานต้องขอปรบมือให้คุณผู้ชายหัวใจมอมแมม กับคุณจิวแปะทง ด้วยความตื่นเต้น และตื้นตันครับ เพราะนาน ๆ ทีจะได้นักกฎหมายฝืมือระดับไม่ธรรมดา มาพูดคุยแลกเปลี่ยนกันยาว ๆ ในเว็บแบนนี้ (อิ อิ) ผมเห็นด้วยกับคุณผู้ชายหัวใจมอมแมมนะครับว่า ความคิดเห็นของคุณจิวแปะทงนี่ ทำให้พวกเราได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มากมายเหลือเกิน ขอบคุณอย่างสูงเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่ว่า ต้องรอลงอาญาหรือเปล่านี่...ทำให้อะไร ๆ สว่างไสวขึ้นมาอีกระดับหนึ่งครับ อ่านจากความรู้ที่คุณจิวแปะทงยกมาแล้วชัดเจน ยิ่งในส่วนการตีความ กรณีของผู้ดำรงตำแหน่งพิเศษ กับการจำต้องเลือกปฏิบัติ ยิ่งชัดเจน อนึ่ง ผมแอบเห็นนะครับว่า ข้อสรุปของการตีความปัญหาทั้งสองประเด็น มีความ "สอดคล้องต้องกัน" อย่างยิ่งด้วย กล่าวคือ ถ้าศาล ผู้ร่างรธน. รวมทั้งผู้เกี่ยวข้อง คิดว่าแค่เพียง "มีมลทิน" จากคำพิพากษาชั้นแรกว่า มีความผิด (มลทินในที่นี้ คือ มลทินจากคำพิพากาษา ไม่ใช่ มลทินจากการจำคุก) ก็ (สกปรก) พอที่ต้องหลุดจากตำแหน่ง (สำคัญๆ) ได้แล้ว ...ก็ย่อมเท่ากับว่า ๑. ไม่จำต้องรอให้คำพิพากษาถึงที่สุด กับ ๒. ไม่สำคัญว่า จะมีการรอลงอาญาหรือไม่ (เอาเข้าจริง เงื่อนไข และเป้าหมายของการรอลงอาญา แทบไม่ได้สัมพันธ์กับปัญหาว่าผิด หรือไม่ผิด.) ... เออ...แล้วทำไม ไม่เห็นมีใครพูดถึงเรื่อง "มลทิน" ตอนจะวินิจฉัยว่า พ้นจากตำแหน่งหรือไม่ เลยล่ะครับ ??? นอกจากนี้ ผมแอบคิดต่อเล่น ๆ ในประเด็น "การตัดสิทธิเลือกตั้ง" ด้วยไปเลยครับว่า....ในเมื่อหลักการตีความในเรื่องนี้ มีความพิเศษอยู่ในตัว จ นต้องเลือกปฏิบัติ หรือจนต้องเกิดประเด็น "มนทิน" อย่างที่คุณจิวแปะทงยกมาให้อ่าน....เช่นนี้แล้ว ก็ไม่น่าจะมีเหตุผลอะไรอีกแล้วสิครับ ที่เราจะต้องรอให้ "การตัดสิทธิเลือกตั้ง" ต้องเป็นคำพิพากษาถึงที่สุดเท่านั้น ถึงจะหลุดจากตำแหน่ง ...ใช่ไหมเอ่ย ???? เพราะจะตีความทั้งที ก็ควรต้องให้สอดคล้องต้องกันไปทั้งขบวน ...คำพิพากษา...ลงโทษ...ตัดสิทธิ ฯ
แหะ ๆ อย่างไรก็ตาม...ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดนี่ แค่ต้องการสื่อว่า
การตีความเรื่องนี้ดูมันก็สอดคล้องกันดีแล้วเท่านั้นนะครับ...
แต่...ยังไม่ได้บอกว่า ผมเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย กับ การตีความ และ
การต้องเลือกปฏิบัติ ดังกล่าว (อิ อิ) เพราะสุดท้าย
ผมก็แอบสงสัยเช่นเดียวกับคุณผู้ชายหัวใจมอมแมมเหมือนกัน ว่า
ถ้าเล่นกันตั้งแต่ต้นแบบนี้แล้ว....เกิดสุดท้าย ศาลฏีกาตัดสินว่า "เอ็งไม่ผิด" อีตา กกต.
สามคนนั่น...จะได้รับการเยียวยาอะไร หรือไม่ ???...๕๕๕ แม้ผมจะแอบพิพากษา
(ฏีกา) ในใจว่า "ยังไง ๆ มันก็ผิดว่ะ" ไปแล้วก็ตาม อ้อ ปล. แก้ไขการเว้นวรรคคำให้แล้วนะครับ คุณจิวแปะทง |
จิวแปะทง
สวัสดีครับ ดีใจเหมือนกันครับที่มีนักกฎหมายมาคุยถกปัญหากันครับ เข้าเรื่องกันเลยดีกว่า คุยกับคุณลูกผู้ชายหัวใจมอมแมมก่อนนะครับ บริสุทธิ์ แต่การพ้นจากตำแหน่งเกิดขึ้นแล้ว อันที่จริงที่คนส่วนใหญ่เข้าใจนะถูกแล้วครับที่ว่า จะต้องมีการลงโทษจำคุกกันจ ริงๆ ถึงจะเรียกว่า ต้องคำพิพากษาจำคุกครับ ซึ่งก็เป็นบรรทัดฐานของคำวินิจฉัยที่ผมยกมานะครับ มันมีโมเดลความเห็นดังนี้นะครับ ๑. คำพิพากษาต้องถึงที่สุด + ต้องลงโทษจำคุกจริง ๒. คำพิพากษาชั้นไหนก็ได้ + ไม่จำเป็นต้องจำคุกจริง = อันนี้เป็นเสียงส่วนน้อย (ซึ่งการตีความของผมก็โอนเอียงมาทางด้านนี้ครับ) ๓. คำพิพากษาต้องถึงที่สุด + ไม่จำเป็นต้องจำคุกจริง ๔. คำพิพากษาชั้นไหนก็ได้ + ต้องจำคุกจริง = อันนี้เป็นคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ที่ยกมานี้มันน่าสนใจตรงโมเดลที่สามนะครับ เพราะสำหรับผมแล้วเป็นโมเดลที่รักษาสมดุลได้นะครับ เพราะเมื่อคำพิพากษาถึงที่สุดเรียกได้ว่าถูกตีตราสังข์มัดไว้แน่นพอสมควรว่า มีทั้งความผิด (Strafspruch) และความชั่ว(Schuldspruch)... แหะ ๆ ไม่รู้ว่าแปลถูกหรือเปล่านะครับ... ดังนั้นยิ่งไปช่วยหนุนว่าเมื่อใดผิด และชั่วจนถึงที่สุดแล้ว การรอการลงโทษจึงอ้างไม่ขึ้น... เข้าประเด็นกันจริง ๆ เกี่ยวกับว่า ถ้าสุดท้ายเขาบริสุทธิ์ แต่การพ้นจากตำแหน่งเกิดขึ้นแล้ว ควรจะมีอะไรมาคุ้มครองสิทธิ์หรือไม่ อันนี้ผมตั้งธงของผมไว้ก่อนนะครับว่า “ไม่ควรจะมี” สำหรับผู้ดำรงตำแหน่งพิเศษ เหตุผล เหมือนที่คุณลูกผู้ชายหัวใจมอมแมมว่าไว้ครับ ประโยชน์ของประชาชนต้องเป็นหลักที่หนักกว่า เพราะตำแหน่งเหล่านี้สามารถทำความเสียหายให้กับประเทศได้มาก ที่เรา ๆ ก็เห็น ๆ กันอยู่ครับ อำนาจมากมาย ก็ต้องระวังตัวมากตามไปด้วย เมื่อสามารถพิสูจน์ถึงที่สุดแล้วว่าบริสุทธิ์นะครับ คุณสมบัติของเขาก็ครบเหมือนเดิมสามารถกลับคืนสู่ตำแหน่งได้ดังเดิม ส่วนจะกลับเข้าสู่ตำแหน่งได้จริง ๆ นั้นผมว่าอยู่นอกเหนืออำนาจศาลเป็นการตัดสินของฝ่ายการเมือง แต่ก็มีข้อโต้แย้งนะครับว่าถ้าอย่างนั้นควรจะต้องอยู่ในตำแหน่งไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด อันนี้ผมก็อ้างคำเดิมว่าประโยชน์ของประเทศเป็นใหญ่ไม่สามารถรอให้เกิดความเสียหายอีกครั้งได้ เป็นที่น่าสนใจอีกประเด็นหนึ่งคือ ขอยกตัวอย่างที่เป็นปัญหานะครับ คดีของเนวินฯ นะครับเพราะการกระทำเกิดขึ้นก่อนที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง แต่คำพิพากษาตกมาขณะดำรงตำแหน่งแต่ถ้อยคำ ต้องคำพิพากษานั้นหมายถึง เพียงคำพิพากษาขณะดำรงตำแหน่งเท่านั้น (แบบว่าเริ่ม ด้วยตีความแบบตามตัวอักษร และจบด้วยการตีความแบบตามตัวอักษร) ที่น่ากลัว คือ ผู้ดำรงตำแหน่งใหญ่ ๆ อาจจะถูกเล่นงานจาก คดีเล็ก ๆ น้อยที่สามารถเกิดขึ้นได้กับบุคคลทั่วไป มาตรการที่ผมลองคิด คือ การบัญญัติถึงโทษจำคุกที่จะได้รับ ให้เห็นถึงความรุนแรงของโทษ เช่น จำคุกต้องหนึ่งปีขึ้นไป หรือถ้ามาตรานั้นมีความสำคัญต่อความเชื่อมั่นของประชาชนแต่สามารถลงโทษได้ไม่สูงเพราะเหตุใดก็ตาม ก็ควรจะบัญญัติกำหนดโทษอัตโนมัติให้เพิกถอนตำแหน่ง และสิทธิเลือกตั้งได้ แหะ ๆ มาตรการที่ผมพอจะคิดได้มีเท่านี้แหละครับ อันเดียว อิอิ คุณผู้ชายหัวใจมอมแมมพอจะมีนาตราฐานอื่นอีกหรือเปล่าครับเพราะกฎหมายไทยผมไม่ค่อยจะรู้ครับส่วนประเด็นที่ผมได้เรียนรู้จากคดีสามหนานะครับ ผมสรุปเป็นวลีสั้น ๆ ว่า “มาม่าการเมือง” สำหรับผมนะครับคำตัดสินนี้ เป็นคำตัดสินทางด้านการเมืองโดยเนื้อแท้ เพื่อต้องการแก้ปมการเมือง สร้างความเชื่อมั่น ถ้าได้ กกต. ที่ดีกว่านี้มาสำหรับการเลือกตั้งที่จะถึง แม้เวลาจะน้อยมากจริงๆ ที่จะตรวจสอบคุณสมบัติ เพื่อที่จะให้ทันการเลือกตั้งที่จะถึง ส่วน “มาม่าการเมือง” อย่างไรนั้นไม่เกี่ยวกับประเด็นกฎหมายเลยครับ เพราะการแก้ไขการเมืองที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยที่แท้จริงมันต้องแก้ที่คนที่เลือกตั้ง ยาวไปโน่นถึงจิตสำนึก เพราะผมว่าการแก้ไขในปัจจุบันมันเหมือนกิน มาม่าอย่างไงไม่รู้พิกล “ง่าย อิ่ม อร่อย เร็ว ถูก” แต่ก็เป็นแค่ บะหมี่อาบผงชูรส ผมว่ากินหูฉลามกันดีกว่า ฮ่า ๆ ที่ผมไม่เชื่อมั่นอย่างนั้น เพราะอดีต กกต. ปริญญาฯ นะครับก็มาจากการคัดสรรของศาลฎีกานี่แหละครับ “ลูบหน้าก็ปะจมูก” คุยกับคุณเชกูวารา ประเด็นว่าไม่มีการพูดคุยเรื่อง มีมลทิน แล้วต้องพ้นจากตำแหน่งนะครับผ มว่าประเด็นนี้มีแน่นอนครับ เพราะผมคาดว่าที่ศาลให้ประกันตัวหลังจากเซ็นต์ใบลาออกแล้วนั้นก็เพราะไอ้มลทินที่อาจจะเกิดการถกเถียงกันได้เหมือนโมเดลสี่อันข้างต้นแหละครับ ผมนั่งคิดในใจ แอบหวังนิด ๆ แต่ไม่มีเจตนาแค้นฝังหุ่นกับ กกต.นะครับ จริง ๆ ถ้าไม่ลาออกก่อนอาจจะมีรักษาการประธานวุฒิสภายื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินเกี่ยวกับคุณสมบัติของ กกต. แล้วตอนนั้นแหละครับ ผมถึงภาวนาในใจว่าถ้าถึงขั้นนั้นจริงเราคงได้ประเด็นกฎหมายที่น่าสนใจมากจาก คำพิพากษานั้นแน่นอน
เรื่องการตัดสิทธิเลือกตั้ง กับการพิพากษาให้จำคุกแล้วพ้นจากตำแหน่ง (ตามโมเดลที่ ๒) นะครับผมก็อธิบายจากโมเดลที่สองนะครับ คำพิพากษาชั้นไหนก็ได้ + ไม่จำเป็นต้องจำคุกจริง = ต้องคำพิพากษาจำคุก ดังนั้นเมื่อเขาพิสูจน์ถึงที่สุดแล้วว่าบริสุทธิ์ก็ไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. ๒๕๔๑ มาตรา ๒๔ , ๔ ๒ ดังนั้นจึงไม่ถูกจำคุก (จริง) และไม่ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งครับ เรื่องการพ้นออกจากตำแหน่งสำหรับผมก็เหมือนที่คุยกับคุณลูกผู้ชายหัวใจมอมแมมนะครับ ด้วยความระลึกถึงครับ สวัสดีครับ |
bow_der_kleine
ตอนนี้ผมกำลังเขียนวิธีการใช้งาน TinyFCK ซึ่งเป็น Editor ที่เราใช้อยู่ครับ กรุณารอสักครู่ครับ |

)
จิวแปะทง
สวัสดีครับ ขอแวะเข้ามาแสดงความคิดเห็นนะครับ ผมขอตั้งชื่อเรื่องว่า “จำเลยรัก” อิอิ เริ่มต้นกันด้วยการร้องเพลงก่อนนะครับ ไม่ได้มีเจตนาเยาะเย้ย กกต. นะครับ แต่เป็นเพียงอารัมภบทนำเข้าเรื่อง
เจ็บแค้นเคืองโกรธโทษฉันใย ฉันทำอะไรให้เธอเคืองขุ่น
ปรักปรำฉันเป็นจำเลยของคุณ นี่หรือพ่อนักบุญ
แท้จริงคุณคือคนป่า
ไม่ขอคุกเข่าเฝ้าง้องอน แม้ใจขาดรอนขอตายดีกว่า
ไม่ขอร้องใครให้กรุณา ไม่ขอเศร้าโศกา หรือบีบน้ำตาอ้อนวอนใครๆ
**เชิญคุณลงทัณฑ์บัญชา จนสมอุราจนสาแก่ใจ
ไม่มีวันที่ฉันจะร้องไห้ ร่ำไรเพราะฉันมิใช่หญิงเจ้าน้ำตา
กักขังฉันเถิดกักขังไป ขังตัวอย่าขังหัวใจดีกว่า
อย่าขังหัวใจให้ทรมา ให้ฉันเศร้าโศกา
เหมือนว่าฉันเป็นเช่นดังจำเลย...
คำถามต่อประเด็นที่ว่าการพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากต้องคำพิพากษาให้จำคุก (และถูกคุมขังโดยหมายศาล) ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๔๑ (๓) ประกอบกับมาตรา ๑๓๗ (๔) และ มาตรา ๑๐๙ (๔)
ซึ่งประเด็นนี้ หากว่าเราลองศึกษาทั้งคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญ และคำวินิจฉัย ส่วนบุคคลของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในกรณียี้ห้อยร้อยยี่สิบ(เนวิน ชิดชอบ) นะครับ เป็นคำวินิจฉัยที่ ๓๖/๒๕๔๒ นะครับ โดยจะเทียบเคียงเฉพาะรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๙(๔) เพียงส่วนถ้อยคำที่ว่า “ต้องคำพิพากษาให้จำคุก” กับมาตรา ๒๑๖ (๔) ส่วนการถูกคุมขังโดยหมายศาลก็ลองอ่านบทความของคุณ เชฯ เกี่ยวกับเรื่องประกันตัวนะครับผมจะลองตีความตามประเด็นของคุณผู้ชายหัวใจมอมแมม นะครับ (อาจจะยาวไปหน่อยนะครับ)
ประเด็นแรก (ปรับตามตามคำวินิจฉัยที่ ๓๖/๒๕๔๒) ถ้อยคำที่ว่า “ต้องคำพิพากษาให้จำคุก” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๙ (๔) ต้องเป็นคำพิพากษาที่ถึงที่สุดหรือไม่
การตีความตามลายลักษณ์อักษร ในรัฐธรรมนูญมีบัญญัติทั้ง หนึ่ง “ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและถูกคุมขังอยู่โดยหมายของศาล” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๑ (๓) ประกอบกับมาตรา ๑๓๗ (๔) และมาตรา ๑๐๙ (๔) และ“ได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ในความผิดอันได้กระทำโดยประมาทหรือความลหุโทษ” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๑ (๔)
จะเห็นได้ว่าถ้อยคำทั้งสองถูกบัญญัติไว้ในมาตราเดียวคือรัฐธรรมนูญมาตราที่ ๑๔๑ นั่นคือต้องคำพิพากษา และต้องคำพิพากษาถึงที่สุดนั้นแตกต่างกัน ดังนั้น การต้องคำพิพากษาตามรัฐธรรม นูญมาตรา ๑๐๙ (๔) ไม่จำเป็นต้องเป็นคำพิพากษาที่ต้องถึงที่สุดก็ได้
การตีความเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ (และตามประวัติการร่างรัฐธรรมนูญ) จากการตีความข้างต้นตามลายลักษณ์อักษรแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่ต้องการให้คณะกรรมการเลือกตั้ง เป็นกลไกส่วนหนึ่งที่สำคัญในระบบรัฐธรรมนูญดังนั้นผู้ที่สามารถจะดำรงตำแหน่งนี้ได้ ต้องมีคุณสมบัติที่สูงกว่า สมาชิกสภาผู้แทน สมาชิกวุฒิสภา และรัฐมนตรี ประธานสภา เป็นต้น เพราะเป็นผู้กลั่นกรองบุคคลเหล่านี้ สูงกว่าอย่างไรสามารถดูได้จากคุณสมบัติต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการต้องคำพิพากษาของบุคคลที่กล่าวมา ยิ่งไปกว่านั้นขอกล่าวอ้างถึงเจตนารมณ์ขณะร่างรัฐธรรมนูญ (ขอคัดลอกคำวินิจฉัยส่วนบุคคลของ ท่าน เชาว์ สายเชื้อ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จากคำวินิจฉัยข้างต้น)
การตีความตามหลักเหตุผล
ตามหลักการกฎหมายอาญา คำพิพากษาต้องถึงที่สุดเท่านั้น ถึงจะเป็นผู้ที่กระทำผิดจริงซึ่งรัฐธรรมนูญก็บัญญัติไว้ใน มาตรา ๓๓ ซึ่งหากว่า ถ้อยคำที่ว่า “ต้องคำพิพากษาให้จำคุก” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๙ (๔) หมายถึง ศาลชั้นใดก็ได้ อาจจะทำให้เกิดการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ การปฏิบัติต่อคณะกรรมการเลือกตั้ง และการปฎิบัติต่อประชาชนโดยทั่วไปในกรณีของถ้อยคำที่“ต้องคำพิพากษาให้จำคุก” เป็นการเลือกปฏิบัติจริง เป็นจำเป็นต้องเลือกปฎิบัติ ดังนั้นจึงเป็นการเลือกปฏิบัติที่เป็นธรรม เพราะอำนาจ และหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นกลไกหนึ่งในรัฐธรรมนูญที่จะสรรหาตั วแทนของประชาชนมาบริหารประเทศ และในด้านอื่นๆอีกมากมาย ดังนั้นการแบ่งแยกคณะกรรมการการเลือกตั้งออกมาจากประชาชนทั่วไป ถือเป็นความจำเป็นที่ต้องเลือกปฎิบัติโดยการกำหนดคุณสมบัติเป็นต้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นของประชาชนต่อตัวแทนที่ได้รับเลือกมา
และโดยหลักการ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๙ (๔) มิใช่การลงโทษทางอาญาตามหลักการกฎหมายอาญาแต่อย่างใดหากแต่เป็นเพียงกลไกกลั ่นกรอง เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้งทำงานเพื่อประชาชนทั้งประเทศจำต้องมีความรู้ ความสามารถ มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีคุณธรรม และเมื่อพ้นจากการดำรงตำแหน่งก็ยังคงเป็นประชาชนผู้ที่ได้รับการคุ้มครอง ตามรัฐธรรมนูญเท่าเทียมผู้อื่น จึงเป็นการเลือกปฎิบัติแต่เป็นธรรม ดังนั้นถ้อยคำที่ “ต้องคำพิพากษาให้จำคุก” จึงหมายถึงศาลชั้นใดก็ได้
สรุป: ถ้อยคำที่ว่า “ต้องคำพิพากษาให้จำคุก” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๙ (๔) ไม่ต้องเป็นคำพิพากษาที่ถึงที่สุด
ประเด็นที่สอง (ปรับตามตามคำวินิจฉัยที่ ๓๖/๒๕๔๒) ปัญหาว่า ถ้าหากศาลพิพากษาลงโทษให้จำคุก แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดระยะเวลาไว้ จะถือว่า ต้องคำพิพากษาให้จำคุก ความเป็นคณะกรรการการเลือกตั้งสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๑ (๓) ประกอบกับมาตรา ๑๓๗ (๔) และมาตรา ๑๐๙ (๔) หรือไม่
ในกรณีนี้แม้ศาลจะไม่ให้มีการรอการลงโทษ แต่ก็เกิดความเข้าใจว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งจะขาดคุณสมบัติก็ต่อเมื่อมีการจำคุกจริงซึ่งจะคล้ายคลึงกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญข้างต้น กล่าวคือ การรอการลงโทษมิใช่เป็นการต้องคำพิพากษาให้จำคุก การรอลงอาญาเป็นการต้องคำพิพากษาจำคุกหรือไม่
การตีความตามลายลักษณ์อักษร เมื่อเทียบมาตรา ๑๐๙ (๔) กับ ๑๐๙ (๕) จะเห็นได้ว่า มาตรา ๑๐๙( ๕) ต้องมีการจำคุกจริง ดังนั้นเมื่อตีความตามลายลักษณ์อักษรแล้วจึงไม่มีความจำเป็นที่มาตรา ๑๐๙(๔) จะต้องมีการลงโทษจำคุกจริง
การตีความเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ (และตามประวัติการร่างรัฐธรรมนูญ) รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ต้องการปฎิรูปการเมืองไทย ขั้นตอนการได้มาซึ่งตัวแทนของประชาชนต้องผ่านการกลั่นกรองที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ ดังนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้ง จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีคุณธรรม ซึ่งลำดับความเข้มข้นของคุณสมบัติของผู้ที่เป็นคนกลั่นกรองตัวแทนของประชาชน ต้องมีมากกว่าตัวแทนของประชาชน อีกทั้งตามเจตนารมณ์ของคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญตามคำวินิจฉัยส่วนบุคคลของ ท่าน มงคล สระฏัน ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับ มาตรา ๒๑๖ (๔) แสดงให้เห็นว่าแม้รัฐมนตรี ซึ่งต้องคำพิพากษาให้จำคุก แต่รอลงอาญายังต้องพ้นจากตำแหน่งเพราะขาดคุณสมบัติ
นายสามารถ แก้วมีชัย (สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ)
นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา (กรรมาธิการ)
ดังนั้นตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ การต้องคำพิพากษาให้จำคุกควรเป็นถ้อยคำที่ไม่มีเงื่อนไขต่อเนื่อง ไม่ครอบคลุมถึงการรอการลงโทษ หรือไม่ต้องมีการลงโทษจำคุกจริง
การตีความตามหลักเหตุผล ซึ่งตามหลักกฎหมายอาญาและคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่านมาได้วางบรรทัดฐานตรงกันโดย ตลอดว่า โทษจำคุก หมายถึงการถูกจำคุกจริง ส่วนการรอการลงโทษยังไม่ถือว่า เป็นการต้องคำพิพากษาให้จำคุก ซึ่งหากรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๐๙ (๔) การต้องคำพิพากษาให้จำคุก ควรเป็นถ้อยคำที่ไม่มีเงื่อนไขต่อเนื่องว่า ไม่ครอบคลุมถึงการรอการลงโทษ หรือไม่ต้องมีการลงโทษจำคุกจริง อาจเป็นการเลือกปฎิบัติที่ไม่เป็นธรรม และอาจก่อให้เกิดความสับสนในการกระบวนการยุติธรรมได้
การเลือกปฏิบัติเป็นธรรมได้เมื่อ มีมีความจำเป็นต้องมีการเลือกปฏิบัติ การดำรงตำแหน่งคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในการกลั่นกร องตัวแทนของประชาชนดังกล่าว ดังนั้นคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งจะต้องไม่เคยต้องคำพิพากษาจำคุก แม้จะเป็นเพียงการรอลงการลงโทษก็ตาม อีกทั้งการให้พ้นจากตำแหน่งเพราะขาดคุณสมบัติก็เป็นเพียงการลงโทษให้พ้นจากต ำแหน่ง หาใช่การลงโทษอาญาแต่อย่างใด เมื่อพ้นจากตำแหน่งแล้วสิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่ประชาชนชาวไทยพึงจะได้รับการคุ้มครองก็ยังคงอยู่ ผลผูกพันของคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๖๘ มีผลผูกพันเพียงเพื่อให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพ้นจากตำแหน่ง ไม่สามารถผูกพันถึงการพิพากษากรณีอื่นแต่อย่างใด ดังนั้นข้อโต้แย้งตามหลักกฎหมายอาญา และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่านมาจึงไม่สามารถนำมากล่าวอ้างได้เพราะการให้พ้นจา กตำแหน่ง และการลงโทษทางอาญามีจุดมุ่งหมายคนละประเด็น
สรุป: ว่า ถ้าหากศาลพิพากษาลงโทษให้จำคุก แต่โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนดระยะเวลาไว้ จะถือว่า ต้องคำพิพากษาให้จำคุก ความเป็นคณะกรรการการเลือกตั้งสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๔๑ (๓) ประกอบกับมาตรา ๑๓๗ (๔) และมาตรา ๑๐๙ (๔)
คำถามต่อประเด็นที่ว่า การพ้นจากตำแหน่งเนื่องจากอยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ขอเว้นวรรคนะครับเดี๋ยวจะยาวไปครับ เพราะกำลังดูข้อกฎหมายของเยอรมันเปรียบเทียบนะครับเพราะการลดสิทธิการเลือกต ั้งนั้น เหมือนกับการคาดโทษตาย ให้กับผู้ที่มีชีวิตในระบอบประชาธิปไตย การแสดงออกทางความต้องการทางการเมืองจะตาย หากถูกเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้ง
05 Aug 06