ComBioLaw.De » Blog » หนังสือ » บันทึกนักโทษการเมือง
บันทึกนักโทษการเมือง
ปกติกลุ่มพวกผม ชอบใช้เวลา(อยาก)ว่าง นั่งอ่านหนังสืออื่นนอกจากหนังสือเรียนเหมือนกันครับ แต่ยังไม่มีความสามารถพอลุกขึ้นมาเขียนรีวิวหนังสือให้ใครอยากอ่านด้วยได้ ผมอ่านกันก็เพื่อก่อให้เกิดความเพลิดเพลินส่วนตัวเสียมากกว่า จบแล้วก็จบกัน เหลือติดหัวบ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ เอาไว้หยิบจับมาเล่าอวดอ้างกับน้อง ๆ เป็นเกร็ดตามโอกาส (แหะๆ) บล็อกนี้เองจะบอกว่า ผมเขียนรีวิวหนังสือประเภทสารคดีการเมือง เพื่อให้เกิดความอยากแบบรวมหมู่ ชวนกันไปซื้อหามาอ่าน ไว้อาลัยให้รัฐธรรมนูญ หรือจะได้นึกสงสารเหยื่อเผด็จการบ้าง ก็คงไม่ถนัด เพราะหนังสือเล่มที่ว่านี่ อายุตั้ง 22 ขวบแล้ว อ่อนกว่าผมแค่ 8 ปีเองง่ะ !! ช่วงหลายสิบปีมานี้นักประวัติศาสตร์ไทยหลายคน พยายามช่วยกันตั้งคำถามกับแบบเรียนประวัติศาสตร์ของเด็กไทยว่า... |
|
|
สิ่งที่บรรจุอยู่ในนั้นมัน คือ อะไร ประวัติศาสตร์ของใคร ? หรือของอะไรกันแน่ ? รัฐควรเลิกบิดเบือน และปรับปรุง หรือล้างตำรากันใหม่ได้แล้ว ที่สำคัญเลิกปลูกฝังความรักชาติแบบคับแคบกันเสียทีเถิด !!! ...ซึ่งเหล่านี้ผมเห็นด้วย แต่ก็เห็นว่า ข้อเรียกร้องเป็นไปได้ยาก โดยปกติแล้ว ตำราประวัติศาสตร์ที่สอนกันในระบบ และถูกสร้างโดยรัฐหนึ่ง ๆ มักไม่ได้มุ่งหมายเพียงแค่ให้คนเรียนได้รับรู้ข้อเท็จจริง (ที่ถูกบิดเบือนตามใจผู้เขียนมากบ้าง น้อยบ้าง ต่างกันไป) เท่านั้นหรอกครับ แต่มันมักแฝงเร้นวัตถุประสงค์ประเภท "ตัวตายดีกว่าชาติตาย" รักชาติ คลั่งเชื้อ เชื่อฟังผู้นำ และแนวคิดประเภท "รัฐนิยม" ฯลฯ เอาไว้ด้วยเสมอ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้คนในชาติสยบยอมต่ออำนาจรัฐ และผู้นำ กันแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว...ซึ่งเป็นความปรารถนาต้องตรงกันของผู้นำในเกือบทุกชาติ ดังนั้นโดยส่วนตัวผมจึงเห็นว่า หากใครจะเจาะจงต่อว่าต่อขาน "แบบเรียนประวัติศาสตร์" ของชาติหนึ่ง แล้วยกย่องของอีกชาติว่า จริงกว่า เจ๋งกว่า หรือเปิดกว้างกว่า เอาเข้าจริงอาจไม่ถูกต้องก็ได้ ต่อเมื่อมันเกิดการ "ผูกขาดการให้ความรู้ประวัติศาสตร์" ไว้กับรัฐ และหลักสูตรของรัฐฝ่ายเดียว หรือเกิดสถานการณ์ประเภท บังคับให้เรียน ศึกษา และมีไว้ในครอบครองได้เฉพาะหนังสือที่รัฐยอมรับ และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่แอบแฝงเท่านั้น ขึ้นมานั่นต่างหาก เราถึงควรต้องมาช่วยกันรุมด่ารัฐนั้น ๆ และช่วยกันหาทางแก้ไขด้วยวิธีอื่น ๆ (เช่น ผลิตงานอ่านง่ายที่มีประวัติศาสตร์ชุดอื่น ออกมานำเสนอ หรือแนะนำให้เด็ก ๆ หรือ คนอื่น ๆ อ่านบ้าง) นอกเหนือจากการเรียกร้องให้รัฐแก้ไขหลักสูตร ของตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องแทบจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย..ก็ใครล้า จะทำอะไรที่เขย่าอำนาจตัวเอง ? ประเทศไทยเรา ก็ผ่านระบบผูกขาดการให้ความรู้แบบนั้นมาหลายต่อหลายครั้งครับ และยาวนานซะด้วย เหตุการณ์ไหนบ้าง ถ้านึกไม่ออกก็ลองหลับตานึกถึงลิสรายชื่อ "หนังสือต้องห้าม" ยาวเหยียด ที่จนถึงปัจจุบันยังต้องห้ามอยู่ กันดู
ผมเองเป็นคนหนึ่งครับที่ดำเนินชีิวิตวัยเรียนมาแต่ในระบบ โดยไม่ได้คิดหาหนังสือแนวนี้ แบบนอกตำรา หรือนอกคำแนะนำของครูบาอาจารย์มาอ่านกับเขาสักเท่าไหร่ อ่าน ๆ มันไปเรื่อย แต่พอโตขึ้นมาหน่อยหรอกน่ะ ถึงได้เริ่มเอียน ๆ เพราะบางทีแค่อ่านหน้าแรก ผมก็นึกตอนจบของเรื่องออกแล้ว ซ้ำซาก ชวนหลงชาติ หลงเชื้อ ตีกรอบคิดให้อยู่ในความเชื่อแบบเดิม ๆ เรื่องบางเรื่องอ่านแล้วก็ชวนสงสัยไม่จบสิ้น แถมไม่รู้ด้วยว่าจะไปหาคำตอบได้จากที่ไหน เช่น คำถามประเภท พระเจ้าตากทรงพระสติฟั่นเฟือนจริงหรือ ? อะไรเทือกนี้ ทั้ง ๆ ที่ เอาเข้าจริง ผมยังมองไม่เห็นประโยชน์เลยว่า รู้แล้วได้อะไร ? คำถามที่ชวนตั้งมากกว่า น่าจะเป็นว่า คนเขียนประวัติศาสตร์หน้านี้ คิดอะไรอยู่ ที่จู่ ๆ ก็ลุกขึ้นมาสร้างศีลธรรมชั้นเลิศประดับพงศาวดาร ? เพราะมันจะผิด หรือแปลกอะไรรึ ? ถ้าผู้ก่อตั้งราชวงศ์ปัจจุบัน เมื่อมีความสามารถและมีโอกาสก็ลุกขึ้นมายึดอำนาจปราบดาขึ้นเป็นพระราชา แล้วจับพระราชาองค์เก่าฆ่าเสีย ไม่ว่าพระราชาองค์เก่านั้นจะฟั่นเฟือนหรือไม่ !!...ก็ในเมื่อประวัติศาสตร์ก่อนหน้านั้น และในยุคสมัยนั้น พระราชากี่องค์ต่อกี่องค์ก็ต้องทำแบบนี้เป็นเรื่องปกติ ทั้งนี้เพื่อความเสถียรภาพของราชบังลังค์ตนเอง !! (อ่ะ...อันนี้ใคร ๆ ก็รู้ว่าเป็นเรื่องจริง และเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ด้วย ผมไม่ได้เขียนมั่ว ๆ หรือลบหลู่นะ ห้ามกล่าวหากันเชียว) อย่างนี้แสดงว่า ศีลธรรม คุณธรรมบางอย่าง ก็อาจพึ่งถูกสร้างขึ้นภายหลังโดยใคร หรือกลุ่มใครสักคนหรือสักกลุ่ม ซึ่งคงมีวัตถุประสงค์อะไรบางอย่างแอบซ่อนอยู่ ...เอาง่าย ๆ ก็ด้วยวิธีการสร้างอะไรแบบนี้แหละครับ ปัจจุบันคนไทยจำนวนหนึ่งเลยออกจะหลง ๆ ไปได้ว่า คนที่จะมาเป็นผู้นำ หรืออยู่ในสถาบันเหล่านี้ได้ ต้องเป็นผู้มีคุณธรรมสูงส่งเท่านั้น และย่อมไม่มีวันทำอะไรไม่ดี ๆ ต่อผู้เคยมีพระคุณโดยเด็ดขาด ...จริงมั๊ย ?? บางคนก็เลยเถิดไปเลยว่า คนในสถาบันเหล่านี้ หรือที่อยู่ในแวดวง เป็นพวกชั้นเทพ เหนือมนุษย์ แตะต้องไม่ได้ ไม่งั้นจะเป็นบาป...แล้วมันจริงเรอะ ?? ก็ในเมื่อเรื่องแบบนี้มันไม่มีตัวชี้วัดที่แน่นอนสักกะหน่อย เอ้านอกเรื่องไปมาก กลับเข้ามาเรื่องหนังสือ กับ ประวัติศาสตร์ ....ช่วงหลัง ๆ มานี้ตอนว่าง ๆ พวกผมก็เลยลองหาหนังสือเก่า ๆ เล่าประวัติศาสตร์ นอกตำรามานอนไล่อ่านเล่นดูบ้างครับ เผื่อจะตอบคำถามที่เคยสงสัยกันได้มั่ง จริง ๆ ก็อ่านมาหลายเรื่องอยู่ ๕๕๕๕ แต่จำได้น้อยเหลือเกิน ไม่กล้าเอามาเล่า... แต่กับเล่มนี้ พอดีผมพึ่งได้มาสด ๆ ร้อน ๆ แล้วแบบว่า ชอบ เนื่องจาก มันเป็นหนังสือเล่มเล็กกระจิดเดียว แต่มีอะไรให้อ่านเพียบ ที่สำคัญหลาย ๆ เรื่อง...ผมว่า นักเขียน หรือคอลัมนิสสมัยนี้ ยังไม่กล้าเอ่ยถึงเลยด้วยซ้ำ อีกอย่างคือ ผมแค่แอบรู้สึกว่า ทำไมน้า ? สมัยนี้ ถึงหาหนังสืออ่านเล่นแนวนี้ได้ยากจัง สมัยก่อนเสียอีก ที่หนังสือเสนอแง่มุมท้าทายผู้นำ อำนาจ และอภิสิทธิ์ชน มีออกมาให้เลือกอ่านกันเยอะแยะไปหมด จนรัฐต้องออกมาห้าม
"บันทึกนักโทษการเมือง" โดย ไพศาล มาลาพันธุ์ ได้รับการพิมพ์ เป็นเล่มเมื่อปี 2528 คือ หนังสือเล่มนั้นครับ ผมสั่งซื้อมาอ่านผ่านทางอินเทอร์เน็ต ให้พี่ชายจัดการให้ ..หะแรกผมตั้งใจว่าคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับ "ชีวิตในคุก" ที่ผมชอบ...(ที่ชอบเรื่องคุก เพราะผมชอบเรื่องเล่าถึงอะไร ถึงใคร หรือดินแดนอะไรที่ลึกลับ ต้องห้าม หรือที่ ๆ ตัวเองไม่อาจรู้ หรือเข้าไปได้ อะไรเทือก ๆ นี้) แต่พออ่านแล้ว...อุ้ย นอกจากสนุกดี อ่านง่าย ได้เห็นภาพคุกสมัยนั้นหลายแห่ง (คลองเปรม, บางขวาง, ลาดยาว) แล้ว มันยังเป็นหนังสือประเภท สารคดีการเมือง และเป็นการบันทึกเกร็ดประวัติศาสตร์ในยุคนั้น ให้คนรุ่นนั้น (และน่าจะรุ่นหลัง) ได้รับรู้ข้อมูลอีกชุดหนึ่ง นอกเหนือจากตำราเรียน ด้วย นอกจากนี้ผมยังได้อ่านเกร็ด คำเหน็บ และคำแซว ที่ว่ากันตั้งแต่ ผู้คุม ตำรวจ ทหาร นักการเมือง ทนาย อัยการ ศาล ไปจนถึงผู้นำสมัยนั้น มาให้นั่งอมยิ้มอีกหลายยก จริง ๆ เรื่องนี้เป็นการรวมเรื่องสั้นครับ เพราะเคยถูกตีพิมพ์เป็นตอน ๆ ในนิตยสาร "ใกล้ศาล" คอลัมน์ "ผ่าคุก" แล้วได้รับการรวมออกมาเป็นเล่มในภายหลังขนาดพ๊อกเก็ตบุค ที่มีความหนาแค่ 236 หน้า ราคาที่ปกใน บอกผมว่า 38 บาท เท่านั้นเอง แต่ผมจำได้ว่า ซื้อมานี่เกือบร้อยบาท เนื่องจากมันเป็นหนังสือเก่าที่หาตามท้องตลาดไม่ได้แล้ว คุณไพศาล ผู้เขียน เป็นหนึ่งในผู้ต้องหา "ขบถสันติภาพ" สมัย 10 พฤศจิกายน 2495 สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมตรี โดยถูกฟ้อง และศาลพิพากษาให้จำคุกอยู่หลายปีในข้อหา เป็นขบถภายในและภายนอกราชอาณาจักร เป็นนักโทษชุดเดียวกับ กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือ ศรีบูรพา (ในภาพ) รวมทั้ง พลทหาร ปาล พนมยงค์ (บุตรชายคนโตของ ปรีดี พนมยงค์)
สำนวนที่ใช้ในนหนังสือเล่มนี้ แม้ไม่ใช่สำนวนนิยายแบบชนิดที่อ่านติดจนวางไม่ลง แต่ก็เป็นสำนวนเรียบง่าย อ่านเพลินดี แล้วก็แทรกเรื่องเล่า สุภาษิต คำพังเพย ("คุกไม่ใช่วัด ขุนพัสดิ์ไม่ใช่พ่อ) สำนวนคุก ("ฆ้องลั่น พระจันทร์ร่วง") และเรื่องเหน็บแนมไว้เป็นระยะ มีหลายตอน ที่ผมชอบ แม้เรื่องบางเรื่องจะไม่ใช่ความรู้ใหม่อะไร แต่เรื่องพวกนี้หลายเรื่องไม่เคยถูกเขียนไว้ชัด ๆ ได้แต่พูดกันไปปากต่อปากเท่านั้น อาทิ ตั้งแต่บทแรก ๆ ผู้เขียนก็พูดถึง "มหาวิทยาลัยคุก" ได้อย่างน่าสนใจ กล่าวคือ สภาพคุกในสมัยนั้น ใครตั้งใจเอาดีกลับออกไปก็ทำได้ แต่พวกที่ไม่ได้ตั้งใจ หรือตั้งใจแต่ด้วยชนชั้นที่ไม่เอื้ออำนวยที่จะได้รับอนิสงฆ์จากเครื่องมือในคุกที่มีน้อย และต้องห้าม (ห้องสมุด และห้องฝึกงาน)... คุกที่ทำให้คนที่สร้างผลงานดี ๆ ออกไปสู่โลกภายนอกได้ แบบผู้เขียนเอง กุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือนักเขียนอีกหลายคน มองว่าเป็นมหาวิทยาลัย ก็อาจกลับกลายเป็น "แหล่งประสาทวิชา และความเชี่ยวให้อาชญากรสมัครเล่น กลายเป็นระดับมืออาชีพ" ไปแทนก็ได้ เหมือนคำของนักเขียนเอกของจีน "ลู่ซิ้น" ที่ว่า "คุกคือเตาหลอมเหล็ก เหล็กส่วนหนึ่งเป็นเหล็กกล้า ส่วนหนึ่งเป็นขี้เหล็ก" เรื่องกระบวนการยุติธรรม และความยุติธรรม ผู้เขียน กล่าวถึงไว้หลายตอนครับ อาทิ ความไม่เป็นกลางของผู้พิพากษา และอัยการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อคดีการเมือง , หรือการตั้งคำถามถึง "ข้ออ้างในการตัดสินของผู้พิพากษา" ไม่ว่าชั้นไหน ๆ ที่ก็ใช้แต่คำว่า "เพื่อความยุติธรรม" เหมือนกัน แต่เหตุใดผลสุดท้ายมันถึงแตกต่างกันแลลหน้ามือเป็นหลังมือได้ เช่น ชั้นต้นสั่งปล่อย ชั้นอุทธรณ์สั่งเหมือนกัน แต่ชั้นสุดท้ายกลับคำพิพากษาคดีทั้งหมด ให้ประหาร หรือจำคุกตลอดชีวิต เป็นต้น ... เรื่องนี้ผมจำได้เลา ๆ ว่า คุณผู้ชายหัวใจมอมแมม (นักเขียนในเว็บนี้คนหนึ่ง) ก็เคยตั้งคำถามไว้เหมือนกัน ...แต่เป็นกรณี ศาลชั้นต้นให้ผิดไปก่อน ลงโทษไปก่อน แล้ว ศาลสูงมากลับคำตัดสิน จำเลยคนนั้นจะเป็นอย่างไร ? ...เลยจะบอกครับว่า คำถามลักษณะนี้ไม่ใช่พึ่งมีสมัยเรา แต่มีคนสงสัยกันมาเน่ินนานแล้วสำหรับอำนาจ และการทำหน้าที่ของศาล :) แล้วสรุปว่า "เพื่อความยุติธรรม" ของใครกันล่ะ ที่น่าเชื่อถือ ?
...ขณะที่เรากำลังคุยกันอยู่นั่นเอง คนเดินโต๊ะถือแก้วกาแฟมาวางตรงหน้าผม และเอ่ยขึ้นอย่างนอบน้อมว่า "ศักดินาในคุก" เป็นอีกเรื่องที่ถูกพูดถึงหลายครั้ง เช่น ตอน "ข้าวแดงในคุก" หรือ "สังคมชาวคุก" ผู้เขียนพยายามชี้ให้เห็นว่า ไม่ว่าสังคมที่ไหน ๆ สบายดังสวรรค์ หรือ เลวร้ายปานนรก "ชนชั้น" และ "อภิสิทธิ์ชน" มันก็มีอยู่ทั้งนั้น ดังนั้นจะหวังให้โลกนี้ไร้ชนชั้น และเกิดความเท่าเทียมกันอย่างแท้จริง ...มันเป็นไปได้ไม่หรอกน่า...แต่ก็ใช่ว่า ควรเพิกเฉย...
"ขึ้นชื่อว่ามนุษย์นั้น ทุกคนและทุกชนชาติ ทุกภาษา ในกระแสเลือดของเขา ย่อมเข้มข้นอยู่ด้วยความรักประเทศชาติ รักแผ่นดิน ซึ่งเป็นที่ฝังรกของเขาทุกคน เขาพร้อมที่จะเสียสละเลือดเนื้อ และชีวิตเมื่อชาติเรียกร้องต้องการ หรือเพื่อปกป้องเมืองแม่ของตน เมื่อถูกข้าศึกรุกราน หาใช่ว่า ถ้ารักชาติแล้ว ต้องประกาศโฆษณาไม่"เป็นประโยคหนึ่งใน ตอน "กฎที่คร่ำครึ" เข้ากับเรื่องที่ผมเกริ่นไปตั้งแต่แรกครับ... โดยผู้เขียน หรือคุณไพศาล ต้องการชี้ให้เห็นความไร้สาระของ "นโยบายการปลูกฝังลัทธิรักชาติอย่างคับแคบ และหัวปักหัวปำ" ให้กับเด็ก ๆ แกเปรียบเทียบ "ความรักชาติ" ของเด็ก ๆ หรือ คนธรรมดา ๆ (ที่ถูกปลูกฝัง และเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่า ตัวเองต้องรักชาติ) กับ "ความรักชาติ" ของผู้สร้างนโยบายเหล่านี้ขึ้นมาเอง (พลตรีหลวงพิบูลสงคราม) ว่า ..ในขณะที่รัฐกำลังปลุกปั่นให้ลูกหลานรักชาติจนบ้าคลั่ง ประเภท "ตัวตายดีกว่าชาติตาย" แต่ในยามมีภัยสมัยสงครามโลก ยามที่ประเทศไทยโดนญี่ปุ่นบุก ก็พลตรีคนนี้่แหละ คือ คนแรกที่พูดว่า "ไม่มีประโยชน์อะไรจะต่อต้าน" แล้วก็หันไปร่วมมือกับญี่ปุ่นผู้รุกรานอย่างแนบแน่น...นี่หรือ คือ รักชาติ ??
...ดึกคืนหนึ่ง เขา (ประสิทธิ์ เทียนศิริ เด็กหนุ่มปักษ์ใต้ วัย 23 ปี ที่ถูกจับในข้อหา ทำการเป็นคอมมิวนิสต์) ถูกเบิกตัวไปสอบสวนอีก ข่าว "ช๊อตไข่นักโทษ" วีรกรรม วีรเวร ของตำรวจไทยเมื่อปีกลาย อาจต้องม้วนเสื่อกลับบ้านไปเลยก็ได้ครับ หากใครได้อ่านวิธีการซ้อมผู้ต้องหาสมัย 2496 จากหนังสือเล่มนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ต้องหาทางการเมือง ที่รัฐมองว่าเป็นศัตรูของชาติ หรือยัดเยียดข้อหา "คอมมิวนิสต์" ให้.. เพราะ มีตั้งแต่ จับหัวกระแทกกับโต๊ะ, ใช้มีดกรีดหนังหัว, ชกลม (มัดมือด้วยเชือก ให้ตัวห้อยเป็นกระสอบทราย) , ชมวิว (พานั่งรถออกไปนอกสถานีตำรวจตอนกลางคืน แล้วพูดทำนองว่าจะยิงทิ้งเหมือนนักการเมือง 4 คน ที่โดนจัดการไปแล้ว), ลงน้ำ (ใส่ถังทิ้งทะเล เหมือน คุณพรมลิทอง หรือ หะยี สุหรง แห่งปัตตานี) และการซ้อมนักโทษในยุคทรราช ถีบลงเขา เผาลงถังแดง เป็นต้น เจอแบบนี้เข้าไป จริงไม่จริงก็ต้องยอมรับ และสารภาพ ...ซึ่งดูตำรวจเองก็ภูมิใจในผลงานหลาย ๆ ชิ้นเสียด้วย ถึงกับมีคำขวัญ และคำโฆษณาของตำรวจยุคนั้นว่า "ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ไม่มีอะไรที่ตำรวจไทยทำไม่ได้"...คุณ ไพศาล เหน็บว่า คำขวัญนี้ช่างเหมาะสม และถูกต้องตามความจริง แม้ในยุคปัจจุบันนั้น (2528) ก็ตาม...แต่ผมว่า ยุค 2550 รอมร่อ นี้ก็ยังจริงอยู่นะ !! เหล่านี้เป็นเรื่องราวเล็กน้อยมากครับ ที่ผมขอหยิบเอามาเล่า จริง ๆ มีเกร็ดอะไรน่าสนใจอีกไม่น้อย อาทิ เรื่องราวของนักโทษทหารเรือยุคขบถแมนฮัตตัน, การตามยึดหนังสือของทางการ, ยุคมืดของการอุ้มฆ่าโดยฝ่ายรัฐ หรือแม้กระทั่งการทำสัญญากับต่างประเทศแบบงุบงิบไม่บอกประชาชน ที่อ่านแล้วเหมือน FTA สมัยนี้จัง...แหะ ๆ เอาเป็นว่า ผมเล่าเล่น ๆ แค่นี้ล่ะครับ กะเอาให้เข้ากับวันรัฐธรรมนูญ และการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตย ในยุคเผด็จการกึ่งทหารกึ่งพลเรือน ในปีพ.ศ.นี้ ...อ่านแล้ว เกิดใครสนใจอ่านบ้าง ควรหาจากที่ไหน ผมก็ไม่รู้เหมือนกันนิ
|
|
09 Dec 06 | by | tags หนังสือ เหตุบ้าน และ การเมือง นานาสารพัน หนังสือ ประวัติศาสตร์
<<ไปไม่ถึงดวงจันทร์ (Mond) || วันรัฐธรรมนูญ...ทำอะไรกันเรอะ ??>>
เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา วันรัฐธรรมนูญก็เวียนมาให้เรางง ๆ กันอีกแล้วนะครับ ที่งงก็เพราะชักไม่ค่อยแน่ใจในเป้าหมายของวันนี้เสียแล้วว่า จะตั้งไว้ให้ระลึกถึง เฉลิมฉลองวันได้มา หรือเตือนให้คนไทยคอยชวนกันไว้้อาลัยให้รัฐธรรมนูญที่โดนฉีกแบบสม่ำเสมอทุก ๆ สิบปี ยี่สิบปี กันแน่ ? ประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ณ วันนี้ เลยเป็นแค่ตลกร้ายแบบไทย ๆ ภายใต้ระบอบ ชราธิปไตย ระบอบที่ทั้งเด็ก วัยรุ่น และผู้อ่อนวัยทั้งหลาย ควรต้องเชื่อฟัง และหมอบราบให้กับผู้ใหญ่ และคนแก่ ๆ ที่มีประสบการณ์ และดูเหมือนจะเสียสละ...เอ้าชัดมั๊ย ?


