ComBioLaw.De » บทความ » สรุปคุยสบายสไตล์มิวนิค » คุยสบาย ฯ ครั้งที่ 4 (FOSS กับการพัฒนาประเทศ)

คุยสบาย ฯ ครั้งที่ 4 (FOSS กับการพัฒนาประเทศ)

Author : บ.โบว์ มิวนิค

Quelle : BioLawCom

Category : สรุปคุยสบายสไตล์มิวนิค

Publisher : bow_der_kleine

สรุปคุยสบายสไตล์มิวนิค สรุปคุยสบายสไตล์มิวนิค

คุยสบายสไตล์มิวนิค ครั้งที่ ๔

ประจำเดือนมีนาคม (วันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๔๘)

“Free1 -Open-Source-Software กับการพัฒนาประเทศ”

(ทีมผู้นำคุย โบว์ และบอม มิวนิค, แก๊บ ฮัมบวร์ก)

เมื่อเวลาหนึ่งเดือนกว่า ๆ เวียนมาบรรจบ ผองเพื่อนกลุ่มคุยสบายสไตล์มิวนิค ก็ได้มาพบปะสังสรรค์ และพูดคุยกันตามหัวข้ออีกครั้ง ชื่อหัวข้อของเดือนนี้ ดูแล้วชวนให้คิดได้ว่า บรรยากาศของการพูดคุยคงต้องแตกต่างจากเดือนที่แล้ว หัวข้อ “ความรัก” แน่ ๆ เลย แต่ก็นั่นแหละครับ เมื่อหัวข้อนี้ยังอยู่ในขอบเขตของชื่อกลุ่ม “คุยสบาย ฯ” ดังนั้น อะไร ๆ ที่คิดว่าจะเครียด พวกเราก็ทำให้มันสบาย ๆ ได้อยู่ดี การพูดคุยในเดือนนี้ ออกจะคับคั่งไปด้วยหมู่มวลสมาชิกครับ เพราะมีผู้มาร่วมด้วยกันถึง ๑๓ คน ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วมาศึกษาต่อทางด้านคอมพิวเตอร์ที่ตรงกับหัวข้อพอดิบพอดี มีทั้งรุ่นพี่ที่เรียนเรื่องนี้แล้ว รุ่นน้องที่ยังไม่ได้เริ่มเรียนแต่ต้องเรียนต่อไปในอนาคต และแน่นอนมีทั้งคนที่เห็นด้วยกับค่าย Open-Source และคนที่เห็นงามกับค่าย Close-Source ดังนั้นบรรยากาศแห่งความกระตือรือร้น และความอยากถกเถียง แลกเปลี่ยนความคิดเห็น จึงเริ่มคุกรุ่นนับแต่เวลาแรกที่เราเจอหน้ากันเลยทีดียว

เราเปิดฉากกันด้วยการปูพื้นความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ การพัฒนาโปรแกรม รวมทั้งระบบปฎิบัติการบนคอมพิวเตอร์กันเป็นประเดิม ทั้งนี้เพื่อเพื่อนผองได้เห็นภาพรวมและความสำคัญของคอมพิวเตอร์ ปัญหาของการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ที่เกิดขึ้น จุดกำเนิดของแนวคิด Open-Source รวมถึงความแตกต่างของระบบปฏิบัติการบนคอมพิวเตอร์ในรูปแบบต่าง ๆ ก่อนที่จะได้อภิปรายถกเถียงกันต่อไป

ในยุคข้อมูลข่าวสารเช่นในปัจจุบัน คอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของคนในสังคมอย่างมาก โดยอาจจำแนกตามการใช้งานด้านต่าง ๆ ได้ดังนี้

- ช่วยอำนวยความสะดวกต่อชีวิตประจำวันในด้านต่าง ๆ

- ช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำการศึกษา และการทำวิจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวิจัยที่ต้องอาศัย แบบจำลอง (Simulator) ทั้งนี้เพราะคอมพิวเตอร์ช่วยให้ประหยัดเวลา ลดเงินทุนจำนวนมหาศาล นอกจากนั้นยังเพิ่มประสิทธิภาพของผลการวิจัยด้วย

- ช่วยงานด้านการออกแบบ ดังจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันการออกแบบไม่ว่าด้านใดล้วนต้องอาศัยคอมพิวเตอร์ในการออกแบบแทบทั้งสิ้น โดยโปรแกรมที่มีความสำคัญในการออกแบบมากตัวหนึ่ง ก็คือ โปรแกรมประ เภท CAD (Computer - Aided Design)

- ช่วยงานด้านการจัดการข้อมูล ทำให้เราสามารถค้นหา จัดแยก เพิ่ม ลบ แก้ไขข้อมูลต่าง ๆ ได้รวดเร็วขึ้น และประหยัดค่าใช้จ่าย

จากความสำคัญของคอมพิวเตอร์ดังกล่าวมาข้างต้น ทำให้ประเทศผู้นำเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ สามารถสร้างรายได้อย่างมหาศาลจากการทำธุรกิจ การค้าทางด้านนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้วยวิธีการผูกขาดเทคโนโลยี ซึ่งทำได้ไม่ยาก เนื่องเพราะในระยะแรก ๆ ของเทคโนโลยีนั้น ย่อมมีผู้เชี่ยวชาญ และบริษัทที่มีศักยภาพในการทำธุรกิจด้านนี้ไม่มากนัก จึงไม่มีคู่แข่งทางการค้า ในขณะที่ตนเองสามารถขายเทคโนโลยีเหล่านี้ต่อประเทศที่ด้อยกว่าได้ในราคาสูง การผูกขาดสินค้าเทคโนโลยีด้านคอมพิวเตอร์ดังกล่าว ไม่ได้สร้างปัญหาในเรื่องค่าใช้จ่าย และการพัฒนาเทคโนโลยีด้านนี้ต่อไป ต่อบรรดาประเทศกำลังพัฒนาอย่างเช่นประเทศไทย เท่านั้น เพราะแม้แต่ประเทศที่พัฒนาแล้วหลาย ๆ ประเทศ เช่น ประเทศในกลุ่มยุโรป ก็ประสบปัญหาดังกล่าวด้วยเช่นกัน

การผูกขาดด้านคอมพิวเตอร์ที่เป็นปัญหาอย่างมาก คือ การผูกขาดซอฟท์แวร์ เนื่องเพราะฮาร์ดแวร์ที่ใช้กันอยู่ปัจจุบันมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ไม่มีความจำป็นต้องอัพเกรด หรือคอยดูแลอย่างสม่ำเสมอ ผู้ประกอบการจึงไม่อาจตั้งราคาฮาร์ดแวร์ให้สูงจนเกินไปได้ ผิดกับ ซอร์แวร์ ที่หากผู้ใช้ขาดการอัพเกรด และการดูแลอย่างสม่ำเสมอแล้ว อาจก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ในการใช้คอมพิวเตอร์ตามมามากมาย

อาจกล่าวได้ว่า เครื่องมือสำคัญในการผูกขาด และสร้างรายได้ของผู้นำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ คือ “ลิขสิทธิ์” ที่เป็นเหมือนดาบสองคม ทั้งนี้เพราะแม้ในด้านหนึ่งจะช่วยกระตุ้นให้ผู้ผลิตเกิดความกระตือลือล้นในการพัฒนา โดยมีผลตอบแทนจากผลงานของตนเป็นแรงจูงใจ ในขณะที่อีกด้านหนึ่ง “ลิขสิทธิ์” กลับเป็นเหมือนโล่ป้องกัน “คนหวงเทคโนโลยี” ทำให้การพัฒนาต้องขึ้นกับคนกลุ่มเล็ก ๆ เป็นผลให้เกิดความล้าช้าในการพัฒนาต่อยอดได้เช่นกัน

ความไม่พอใจต่อระบบ “ลิขสิทธิ์” ทั้งในแง่ของการผูกขาดเทคโนโลยี และในแง่ของความล่าช้าในการพัฒนาซอฟท์แวร์ ทำให้เกิดการรวมตัวกันของโปรแกรมเมอร์กลุ่มต่าง ๆ ที่เห็นพ้องต้องกันว่า เทคโนโลยีซอฟท์แวร์น่าจะเป็นสมบัติของสาธารณะชน ทุกคนน่าจะมีสิทธิ สามารถมีส่วนร่วมในการสร้าง การใช้งาน และการพัฒนาด้วย ซึ่งได้ปรากฏตัวต่อวงการ ในรูปของแนวคิด “Free Open Source Software” นั่นเอง

“Free Open Source Software” (FOSS) มีกลุ่มที่ทำการพัฒนาหลายกลุ่ม ซึ่งแตกต่างกันไปตามแนวคิด หรือตามประเภทของซอฟท์แวร์ที่ต้องการพัฒนา โดยมีกลุ่มที่สำคัญ ได้แก่

“GNU”2 ถือได้ว่าเป็นกลุ่มพัฒนาที่มีความสำคัญมากที่สุดของ Free Open Source Software ถูกก่อตั้งขึ้นวันที่ ๒๗ กันยายน ๑๙๘๓ โดย Richard Stallman โดยก่อนหน้าที่ Richard Stallman จะก่อตั้ง GNU เขาทำงานอยู่ที่สถาบัน MIT (Massachusetts Institut of Technology) และเพื่อไม่ให้ผลงานที่เกิดกับ GNU มีปัญหากับ MIT ในภายหลัง เขาจึงได้ตัดสินใจลาออกจาก MIT ก่อนที่จะก่อตั้ง GNU

เหตุผลในการก่อตั้ง GNU ของ Richard Stallman คือ ต้องการเรียกความร่วมมือที่ไม่ได้หวังผลกำไรหรือมองที่ค่าตอบแทนเป็นหลัก จากโปรแกรมเมอร์ในยุคเริ่มแรกของคอมพิวเตอร์ (๑๙๔๐-๑๙๖๐) กลับมาอีกครั้งหนึ่ง จากที่หายไประยะหนึ่ง เนื่องเพราะเหล่าโปรแกรมเมอร์ต่างต้องการเขียนโปรแกรมเพื่อหารายได้ จึงนับได้ว่า GNU ถูกก่อตั้งขึ้นมาเพื่อ Free Open Source Software โดยแท้ และเพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ว่า โปรแกรมหรือผลงานที่เกิดจาก GNU จะตกเป็นของสาธารณะชนอย่างแท้จริง Richard Stallman โดยความช่วยเหลือของ Eben Moglen ศาสตราจารย์ด้านกฏหมาย จึงได้ออก “ลิขสิทธิ์” ที่รองรับ แนวคิดดังกล่าว ซึ่ง “ลิขสิทธิ์” ที่ว่านี้ คือ GPL (General Public Licence) มีเนื้อหาสำคัญในเรื่องสิทธิเสรีภาพผู้ใช้ ต่อโปรแกรมที่อยู่ภายใต้ GPL ๔ ข้อดังนี้

๑. เสรีภาพในการใช้งาน ในทุกกรณี

๒. เสรีภาพในการคัดลอก และ แจกจ่ายโปรแกรม พร้อมโค้ดของโปรแกรม หรือ “ต้อง” ให้โค้ดของโปรแกรมกับผู้ใช้ ในกรณีที่ผู้ใช้ร้องขอ

๓. เสรีภาพในการแก้ไขตัวโปรแกรมของผู้ใช้

๔. โปรแกรมที่ถูกแก้ในข้อ ๓ จะสามารถนำไปใช้เชิงพานิชย์ หรืออย่างอื่นได้ต่อไป แต่ต้องตกอยู่ภายใด้ GPL

ด้วยเนื้อหาทั้งสี่ข้อของ GPL โดยเฉพาะอย่างยิ่งในข้อ ๔ จึงมั่นใจได้ว่าโปรแกรมที่อยู่ภายใต้ GPL จักไม่อยู่ภายใต้การครอบครอง หรือควบคุมจากบุคคล หรือ องค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่จักเป็นของสาธารณชนต่อไป ซึ่งหลักการนี้ยังตรงกับหลักความเท่าเทียมกันในระบอบประชาธิปไตยอีกด้วย แต่ย่อมขัดต่อระบบ “ลิขสิทธิ์” ที่รู้จักกันในนาม Copyright แบบเดิม GPL จึงมีชื่อเรียกกันเล่น ๆ ว่า Copyleft

เนื่องจากในยุคเริ่มต้นของ GNU ระบบปฏิบัติการ UNIX เป็นระบบปฏิบัติการยอดนิยม กลุ่มซอฟท์แวร์ภายใต้ชื่อ GNU เกือบทั้งหมดจึงถูกเขียนขึ้นเพื่อใช้งานบนระบบปฏิบัติการ UNIX เท่านั้น จนกระทั่งปี ๑๙๙๐ โปรแกรมของ GNU ก็ได้รับการพัฒนาเกือบจะสมบูรณ์ กล่าวคือ มีโปรแกรมทำงานได้สำหรับทุก ๆ ความต้องการ ยังขาดก็แต่เพียง แกนระบบ (Kernel) สาธารณะ ที่อยู่ภายใต้ระบบลิขสิทธิ์ GPL เพื่อจะมาเป็นตัวติดต่อระหว่างฮาร์แวร์ และซอฟท์แวร์อื่น ๆ ทำให้ GNU สามารถรัน (Run) ตัวเองได้เท่านั้น

“LINUX” คือ แกนระบบ (Kernel) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบปฏิบัติการ ไม่ใช่ระบบปฏิบัติการอย่างที่หลายท่านเข้าใจ ถูกสร้างขึ้นเมื่อวันที่ ๕ ตุลาคม ๑๙๙๑ โดย นักศึกษาชาวฟินแลนด์ อายุ ๒๑ ปี ชื่อ Linus Torvalds ซึ่งเขาได้แนวคิดมาจากระบบปฏิบัติการ Minix หลังจากที่เขาคิดค้นแกนระบบนี้สำเร็จ เขาได้เชิญชวนให้โปรแกรมเมอร์ทั่วโลกทดลองใช้และพัฒนาผ่านระบบอินเทอร์เน็ตด้วย ซึ่งเป็นช่วงพอดีกับที่ GNU กำลังหาแกนระบบดังกล่าวมาแล้ว ในขณะที่จุดประสงค์ในการเขียน LINUX ของ Linus Torvalds คือต้องการให้เป็นแกนระบบสาธารณะเช่นกัน จึงก็ตรงกับ GPL ของ GNU พอดี ดังนั้นโปรแกรมของ GNU จึงถูกรวมกับ LINUX กลายเป็นระบบปฏิบัติการที่สมบูรณ์มีชื่อว่า “GNU/LINUX”

“BSD” ย่อมาจาก Berkeley Software Distribution เป็นอีกกลุ่มพัฒนาหนึ่งที่มีความสำคัญ เป็นองค์กรผลิตซอร์พแวร์เพื่อการศึกษาของมหาวิทยาลัย Berkeley ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความผูกพันกับ ระบบปฏิบัติการ UNIX ของ AT&Ts มายาวนาน จนกระทั่งได้เกิดปัญหาทางด้านกฏหมายกับ ระบบปฏิบัติการดังกล่าวขึ้น ในปี ๑๙๙๔ BSD จึงแยกสายการผลิตออกมาพร้อมกับนำ 4.4BSDLite2 ซึ่งเป็นกลุ่มโค้ดที่ได้จากการรวบรวมของระบบปฏิบัติการ UNIX ที่เกือบสมบูรณ์มาพัฒนาต่อ จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นสายการพัฒนาใหม่ และได้มีการพัฒนาต่อมาเรื่อย ๆ กระทั่งปัจจุบัน มีระบบปฏิบัติการที่พัฒนามาจากโค้ดดังกล่าวถึง ๔ ระบบปฏิบัติการ ได้แก่ FreeBSD, NetBSD, OpenBSD และ Darwin รากฐาน MacOS ของ Apple

อย่างไรก็ตาม แม้ซอฟท์แวร์ของ BSD จะเป็น FOSS เช่นเดียวกับ GNU แต่หลักการและวิธีการพัฒนาของทั้ง ๒ องค์กรค่อนข้างแตกต่างกัน โปรแกรมเมอร์อาสาสมัครของ BSD จะได้รับแผนการการพัฒนาซอฟท์แวร์ จากทาง BSD ทั้งหมด ในขณะที่ ซอฟท์แวร์ ที่ผลิตจาก GNU จะมีแผนการพัฒนาแตกต่างกันตามแต่ละโครงการ ทำให้ซอฟท์แวร์ของ BSD มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากกว่า แต่ซอร์พแวร์ของ GNU จะมีความหลากหลายมากกว่า นอกจากนี้ ลิขสิทธิ์ของ BSD ก็แตกต่างจากระบบ GPL ด้วย กล่าวคือ ซอฟท์แวร์ภายใต้ลิขสิทธิ์ของ BSD สามารถใช้ คัดลอก แจกจ่าย เปลี่ยนแปลงได้เช่นเดียวกับ GPL แต่ซอฟท์แวร์ที่ถูกเปลี่ยนแปลงแล้ว ไม่จำเป็นต้องเป็น BSD ต่อไป อาจตกอยู่ภายใต้ลิขสิทธิ์ในระบบอื่น ๆ ได้ BSD จึงมักได้รับความสนใจเป็นพิเศษจากผู้ที่ต้องการผลิตซอฟท์แวร์ในเชิงพาณิชย์

นอกจากซอฟท์แวร์ที่เป็น FOSS แล้ว ยังมีโครงการ Open Source อื่น ๆ ที่น่าสนใจ เช่น Wikipedia หรือ สารานุกรมออนไลน์ หลากหลายภาษา ที่ทุกคนสามารถใช้งาน และแก้ไข ปรับปรุงภายใต้ข้อกำหนดของโครงการได้ ซึ่งขณะนี้ Wikipedia ถือเป็นสารานุกรมที่สมบูรณ์ที่สุดในโลกเล่มหนึ่ง

จากหลักการของ GNU และ FOSS กลุ่มอื่น ๆ ดังกล่าวมา ทำให้มีโปรแกรมเมอร์จำนวนมากเริ่มสนใจและเข้าร่วมพัฒนา FOSS ต่อ ซึ่งนอกจากจะทำให้ FOSS มีราคาถูกมากเมื่อเทียบกับซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์เดิม หรือบางระบบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เลยแล้ว FOSS ยังถูกพัฒนาไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพอีกด้วย ปัจจุบันจึงมีผู้ใช้หลายกลุ่มที่เริ่มหันมาให้ความสนใจในการนำ FOSS มาใช้งาน โดยกลุ่มผู้ใช้ที่มีผลต่อโลกของข้อมูลข่าวสารมากที่สุด คือ กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ เพราะเป็นกลุ่มที่มีกำลังการซื้อสูง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคุณสมบัติของโปรแกรมที่ผู้ใช้กลุ่มนี้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ ต้นทุนต่ำ ความปลอดภัยสูง ความเสถียร และระบบบริการหลังการขาย ในขณะที่ FOSS มีคุณสมบัติสามอย่างแรกครบ แต่ยังขาดในเรื่องบริการหลังการขาย ปัจจุบันจึงเกิดผู้ประกอบการที่นำ FOSS ในระบบต่าง ๆ มารวบรวม แล้วขายเป็น Distribution พร้อมกับการให้บริการหลังการขาย ซึ่งมีหลายบริษัทที่ประสบความสำเร็จ และเป็นที่ยอมรับ อาทิ Red Hat, Mandriva (MandrakeSoft เดิม), SuSE (ปัจจุบันอยู่ภายใต้ Novell) ฯลฯ

ผู้ใช้ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ มักนำ FOSS มาใช้ในด้านต่าง ๆ ดังนี้

- โปรแกรมสำนักงาน ที่แม้ในขณะนี้ FOSS อาจยังมีความสามารถไม่เทียบเท่ากับซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์ แต่ก็อยู่ในระดับที่สามารถใช้งานแทนกันได้

- ฐานข้อมูล โดยที่ค่อนข้างเป็นที่ยอมรับในขณะนี้ ได้แก่ MySQL และ PostgreSQL

- การจัดการระบบ (Administration) ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่ามีประสิทธิภาพ และใช้งานง่ายกว่าซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์มาก

- Network เพื่อรองรับ Protcol ต่าง ๆ มากมาย (Samba, FTP, TCP/IP, และอื่นๆ)

- การรักษาความปลอดภัยของระบบ

ในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมา FOSS ได้รับความนิยมจากผู้ใช้กลุ่มนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในยุโรป ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะการสนับสนุนอย่างจริงจังและชัดเจนของรัฐบาล เนื่องจากรัฐบาลของหลายประเทศในยุโรปเห็นว่า การใช้ FOSS ในบริษัทขนาดใหญ่ จะช่วยลดรายจ่ายของประเทศ ในการซื้อซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์ได้เป็นจำนวนมาก กระทั่งบางหน่วยงานราชการของหลายประเทศหันมาใช้ FOSS เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับประชาชน และหน่วยงานเอกชนอื่น ๆ เช่น หน่วยงานราชการในเมืองมิวนิค สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และหน่วยงานราชการในเมืองแบร์เกน ประเทศนอร์เวย์ เป็นต้น ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ทั้งการสนับสนุนอย่างจริงจังจากรัฐบาล และความนิยมใช้ FOSS ในบริษัทเอกชนรายใหญ่ ยังไม่ค่อยมีปรากฏให้เห็นในประเทศไทยเลย

นอกจากกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่แล้ว กลุ่มที่ให้ความสนใจ FOSS เป็นพิเศษอีกกลุ่มหนึ่ง ได้แก่ กลุ่มผู้ประกอบธุรกิจด้านอินเทอร์เน็ต เหตุผลก็เช่นเดียวกับกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ คือ ราคา คุณภาพ และความเสถียร ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ การให้เช่าใช้พื้นที่บนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งส่วนมากมักใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นมาตรฐานไม่ว่าจะเป็น Apache (Webserver), PHP (Programming Langauge), MySQL (Databaseserver) ล้วนแล้วแต่เป็น FOSS ทั้งสิ้น

กลุ่มเป้าหมายอื่น ๆ ของนักพัฒนา FOSS คือ กลุ่มผู้ใช้งานด้านการศึกษา และกลุ่มผู้ใช้งานตามบ้าน ซึ่งปัจจุบันยังมีปริมาณผู้ใช้ FOSS จากสองกลุ่มนี้ค่อนข้างน้อย แม้ว่าจะเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของนักพัฒนา FOSS ก็ตาม ซึ่งน่าจะมาจากสาเหตุหลักสองประการด้วยกัน คือ

๑. ความเคยชินกับการใช้ซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์ ซึ่งมีมาก่อน FOSS ค่อนข้างนาน เป็นเหตุให้ผู้ใช้รู้สึกว่า การใช้งาน FOSS เป็นเรื่องที่ยาก และมีความซับซ้อน จนไม่อยากเริ่มต้นศึกษาการใช้ใหม่

๒. ปริมาณซอฟท์แวร์ผิดกฏหมายและความนิยมของผู้ใช้ซอฟท์แวร์ประเภทดังกล่าว ซึ่งมักมีให้เห็นในกลุ่มผู้ใช้งานตามบ้านเป็นส่วนใหญ่ เนื่องเพราะตรวจจับลำบากกว่าการใช้โดยกลุ่มผู้ใช้อื่น ซึ่งซอฟท์แวร์ผิดกฎหมายเหล่านี้ นอกจากจะส่งผลเสียต่อซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์แล้ว FOSS เองก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน

จากที่กล่าวมาข้างต้น อาจพอสรุปได้ว่า เหตุผลหลักสำหรับผู้ที่ตัดสินใจใช้ FOSS (เน้นหนักในแง่ของผู้ประกอบการ) มีดังต่อไปนี้ คือ

๑. มีราคาถูกกว่า ทำให้ลดต้นทุนในเรื่องซอฟท์แวร์ลงได้

๒. ความสามารถในการกำหนดทิศทางการพัฒนาซอร์พแวร์ด้วยตัวเอง เพราะหลักการสำคัญของ FOSS คือ ทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาได้

๓. มีความปลอดภัยสูงกว่าซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์ เนื่องจากนักพัฒนา FOSS จำนวนมาก ให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยเป็นพิเศษ เมื่อพบข้อบกพร่องในเรื่องความปลอดภัยใน FOSS ข้อบกพร่องดังกล่าวจะได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว (ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง หรือบางครั้งไม่กี่นาที)

๔. ลดการรั่วไหลของเงินตราออกนอกประเทศ

๕. เพิ่มน้ำหนักการต่อรองราคาซอฟท์แวร์ กับผู้ผลิตซอร์แวร์ลิขสิทธิ์ ทั้งนี้เพราะ เมื่อผู้ผลิตเห็นว่าผู้บริโภคมีทางเลือกในการบริโภคมากขึ้น ภาวะผูกขาดก็จะลดลง ส่งผลให้ราคาของซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์ไม่สูงกว่าความเป็นจริง ซึ่งข้อนี้นับเป็นผลประโยชน์ทางอ้อมที่ผู้ใช้ซอร์แวร์ลิขสิทธิ์ได้จากผู้ใช้ FOSS

๖. เปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่มีเทคโนโลยีเป็นของตนเอง ได้มีเทคโนโลยีเป็นของตนเอง หรือสามารถต่อยอดเทคโนโลยีที่มีอยู่แล้วได้โดยไม่ต้องเสียเงินจำนวนมากเพื่อซื้อเทคโนโลยี และยังช่วยลดช่องว่างในเรื่องความสามารถในการพัฒนาเทคโนโลยีเหล่านี้ในแต่ละประเทศ ให้น้อยลงด้วย

หลังจากปูพื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก ที่อัดแน่นไปด้วยเนื้อหาสาระมากมายกันแล้ว ผู้เข้าร่วมคุยสบาย ฯ ก็เริ่มยิงคำถามคาใจกันบ้าง ดังเช่นคำถามสำคัญที่ว่า

หาก FOSS ถูกนำมาใช้ในหน่วยงานหรือบริษัทที่มีวัตถุประสงค์ในการหารายได้จากซอพแวร์ หน่วยงานหรือบริษัทนั้น ๆ จะใช้วิธีการใดเล่า ในการใช้ FOSS เพื่อสร้างรายได้ดังกล่าว ในเมื่อทุกคนสามารถนำซอฟท์แวร์ที่ผลิตนี้ไปใช้ได้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของการนำ GPL มาต่อยอด เพราะซอฟท์แวร์ใหม่ก็ต้องตกอยู่ภายใต้ GPL ด้วย ? ซึ่งนับเป็นคำถามยอดนิยม ที่มีการถามกันมานานแล้ว สำหรับคำตอบที่พวกเราถกเถียง และได้กันในวันนั้น ก็มีมากมายหลายความเห็น เช่น

- บริษัทผู้ผลิต FOSS หรือนำ FOSS มาใช้ น่าจะสามารถหารายได้จากบริการหลังการขายได้ ซึ่งวิธีการนี้ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับ และต้องการของตลาดด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้บริโภคที่ต้องการระบบที่มีความปลอดภัย และ ความเสถียรสูง

- บริษัทสามารถเลือกผลิต หรือขายซอฟท์แวร์เฉพาะทางได้ อาทิเช่น ซอฟท์แวร์จำพวกฐานข้อมูล หรือจัดการบริหารองกรค์ ซึ่งมักเป็นซอฟท์แวร์ที่ไม่สามารถหาได้ในตลาดทั่วไป ผู้บริโภคที่ต้องการซอฟท์แวร์เฉพาะทางดังกล่าวจึงมักเต็มใจจ่ายเงินจ้างให้กับบริษัทผู้ผลิต เพื่อพัฒนาซอฟท์แวร์ให้กับตนเองเป็นพิเศษ

- การมอบซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์ของตนให้กลุ่มนักพัฒนา FOSS ช่วยพัฒนาซอฟท์แวร์ของตนต่อ ซึ่ง ด้วยวิธีการนี้แม้จะไม่ได้สร้างรายได้ให้บริษัทหรือองค์กรนั้น ๆ โดยตรง แต่ย่อมสามารถลดภาระในด้านต่าง ๆ ให้กับองค์กรได้อย่างมหาศาล โดยมีวิธีการ คือ แยกลิขสิทธิ์ของซอฟท์แวร์เดียวกันออกเป็นสองลิขสิทธิ์ คือ ลิขสิทธิ์ทั่วไปที่ใช้ขาย (ระบบลิขสิทธิ์เดิม) และลิขสิทธิ์ที่เป็น FOSS (ส่วนมากมักเลี่ยงไม่ใช้ GPL) แล้วมอบซอฟท์แวร์ที่เป็น FOSS นั้น ให้กับกลุ่มนักพัฒนา โดยหลังจากซอฟท์แวร์ดังกล่าวได้รับการพัฒนาแล้ว ผลงานที่ได้ องค์กรที่มอบให้ย่อมสามารถนำโค้ดต่าง ๆ มาเสริม และพัฒนาซอฟท์แวร์ที่มีลิขสิทธิ์ทั่วไปที่ใช้ขายได้ของตนต่อไป (เพราะเป็นตัวเดียวกับที่มอบให้นักพัฒนา) ซึ่งจะช่วยให้องค์กรสามารถเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาซอฟท์แวร์ของตน โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

และด้วยวิธีการนี้เอง ย่อมทำให้ทุกฝ่ายได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน กล่าวคือ กลุ่มนักพัฒนา FOSS ได้รับการช่วยเหลือในส่วนของ ฐานการพัฒนา ที่ไม่ต้องเริ่มการผลิตซอฟท์แวร์ใหม่ทั้งหมด ในขณะที่ทางองค์กรเองก็ได้รับผลประโยชน์ในการเพิ่มศักยภาพในการพัฒนา ส่วนผู้บริโภคก็มีทางเลือกมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่า FOSS จะมีแต่ข้อดีแต่เพียงอย่างเดียว จากการพูดคุยกันในวันนั้น นอกจากผู้นำคุยที่เห็นดีกับ FOSS อย่างโบว์และบอม แห่งเมืองมิวนิคแล้ว พวกเรายังได้ผู้นำคุยที่เห็นงามกับ ค่าย Close-Source อย่าง หนุ่มแก๊บ แห่งเมืองฮัมบวร์ก มาช่วยชี้ให้เราเห็นข้อเสียของ FOSS ที่ควรต้องนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจว่า ที่สุดแล้วเราควรเลือกใช้ซอฟท์แวร์ประเภทใด ถึงจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศได้ดีที่สุด โดยข้อเสีย หรือข้อที่ต้องพึงพิจารณาสำหรับ FOSS มีดังนี้ คือ

๑. บริการหลังการขาย แม้ว่าปัจจุบันหลายบริษัทจะหารายได้จาก FOSS ด้วยบริการหลังการขายก็ตาม แต่ก็ยังมีปริมาณ และครอบคลุมประเภทของซอฟท์แวร์ไม่มากนัก อีกทั้งผู้มีความรู้ใน FOSS ยังมีไม่มาก ดังนั้น ในหลาย ๆ ครั้ง เมื่อองค์กรผู้ใช้ FOSS มีปัญหากับ FOSS ก็มักไม่สามารถหาผู้แก้ปัญหาได้ ทำให้ต้องเสียเวลา และค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ดังจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันมีการพยายามแก้ปัญหาดังกล่าว ด้วยการเปิดหน้าเว็บไซท์ของ FOSS โดยมีหน้ากระดานถามตอบ และ Mailing-List เพื่อช่วยกันตอบคำถามเกี่ยวกับปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับซอฟท์แวร์ของตน แต่กระนั้นก็ตาม ก็ไม่อาจเป็นเครื่องยืนยันใด ๆ ได้ว่าจะมีผู้มารับผิดชอบปัญหาใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นได้

๒. การใช้งานที่ค่อนข้างยุ่งยาก เนื่องจาก นักพัฒนา FOSS ส่วนมากเป็นโปรแกรมเมอร์ผู้มีประสบการณ์สูงจึงมักพัฒนาซอฟท์แวร์ต่าง ๆ ออกมาในมุมมองของตน ซึ่งผู้ใช้ทั่วไปไม่คุ้นเคย ทำให้ผู้ใช้ส่วนมากรู้สึกว่า FOSS ใช้ยาก นอกจากนี้ ในส่วนของการติดต่อให้ความรู้กับผู้ใช้งาน บริษัทผู้ผลิตซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์มักมีแผนกที่รับผิดชอบในเรื่องนี้โดยเฉพาะ ผลคือ ซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์มักเป็นมิตรกับผู้ใช้ หรือเป็นซอพ์แวร์ที่ใช้งานง่ายนั่นเอง ซึ่ง FOSS ยังขาดในส่วนนี้อยู่ อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่า FOSS ทั้งหมดจะไม่เป็นมิตรกับผู้ใช้เสมอไป เพราะปัจจุบันมี FOSS หลายโครงการที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ เทียบเท่าหรือดีกว่า ซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์ อยู่ด้วยเหมือนกัน เช่น ซอฟท์แวร์ในโครงการ KDE, Gnome, Mozilla เป็นต้น

๓. การต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายขององค์กร เพื่ออบรมวิธีการใช้งานใหม่ให้กับบุคลากร เนื่องจากผู้ใช้คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ยังไม่เคยชินกับ FOSS ดังนั้นหากองค์กรใดต้องการเปลี่ยนจากซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์มาใช้ FOSS แทน ก็ควรต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ประกอบด้วย

๔. ค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเอกสารต่าง ๆ ซึ่งสร้างขึ้นโดยอาศัยซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์ ทั้งนี้เพราะหากองกรค์ดำเนินการเปลี่ยนระบบคอมพิวเตอร์จากซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์เป็น FOSS ย่อมทำให้รูปแบบเอกสารที่มีอยู่จำนวนมหาศาลขององกรค์ไม่อาจเข้ากันได้กับระบบใหม่ จึงจำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้เชี่ยวชาญ หรือเสียเวลาในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบเอกสารในระบบเก่าให้ใช้ได้กับระบบใหม่ด้วย ในกรณีนี้เอง แม้ว่านักพัฒนา FOSS จะพยายามพัฒนาซอฟท์แวร์ของตนเพื่อลดปัญหาดังกล่าวแล้วก็ตาม แต่ความเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์ ระหว่างระบบที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิงย่อมเป็นไปไม่ได้

จะเห็นได้ว่าสำหรับองค์กรที่ต้องการเปลี่ยนระบบจากซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์มาเป็น FOSS มักต้องเสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ มากมาย รวมทั้งอาจต้องเสียเวลาในการฝึกอบรมบุคลากร แม้ว่าการใช้ FOSS จะช่วยลดรายจ่ายในเรื่องการซื้อซอฟท์แวร์ได้จริงก็ตาม แต่เมื่อรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดแล้ว ค่าใช้จ่ายในการใช้ FOSS อาจไม่ได้ถูกกว่าซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์มากนัก ดังนั้นองค์กรจึงควรพิจารณาในเรื่องนี้ด้วยเป็นสำคัญ แต่สำหรับองค์กรตั้งใหม่ ที่ต้องติดตั้งระบบคอมพิวเตอร์ใหม่ทั้งหมด ค่าใช้จ่ายในการใช้ FOSS ย่อมต่ำกว่าซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์ และน่าจะมีประโยชน์ต่อองค์กรในการอัพเกรด หรือพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ในระยะยาวมากกว่า

จึงอาจกล่าวได้ว่าทั้ง FOSS และซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์ ต่างก็มีข้อดี และข้อเสียในตัวเอง ผู้ใช้งานจึงควรเลือกใช้ซอฟท์แวร์ให้เหมาะสมกับการใช้งานของตน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตนเอง และ องค์กร

หลังจากได้ฟังข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์จากผู้นำคุยทั้งสองคนแล้ว ก็ทำให้พวกเรายิ่งเริ่มสนใจที่จะศึกษาคุณสมบัติต่าง ๆ ของซอฟท์แวร์ทั้งสองประเภทมากยิ่งขึ้น และเริ่มหันกลับมามองการใช้งานซอฟท์แวร์ที่ผ่าน ๆ ของพวกเรากันเอง พร้อมกับตั้งคำถามกับตัวเองว่า เอ...ด้วยความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ ลักษณะงานที่ทำ (ใช้อินเทอร์เน็ต แชท ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกมส์ แต่งรูป แล้วก็เขียนงาน แหะ ๆ) และโปรแกรมที่ใช้อยู่ทุกวี่วันเช่นนี้ ซอฟท์แวร์ อย่างไหนกันแน่นะ ที่เหมาะกับพวกเรา ?? แล้วถ้าเป็นกรณีของการใช้งานในระดับบริษัท องค์กร และประเทศล่ะ ที่สุดแล้ว เขาควรตัดสินใจกันอย่างไร ??

ซึ่งจากคุณสมบัติ และหลักการของ FOSS ข้างต้น จะเห็นได้ว่า สำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ในระยะยาวแล้ว FOSS น่าจะเหมาะสำหรับการใช้งาน และนำมาพัฒนาต่อยอด ในประเทศด้อยพัฒนาหรือประเทศกำลังพัฒนาดังเช่น ประเทศไทยเรา ทั้งนี้เพราะสามารถลดค่าใช้จ่ายจากการต้องซื้อซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์ซึ่งมีราคาแพง ในขณะที่รัฐอาจสนับสนุนให้โปรแกรมเมอร์ที่มีความสามารถในประเทศช่วยกันพัฒนา FOSS ให้เหมาะสม และเพียงพอกับความต้องการในประเทศไทยได้ต่อไป โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยี หรือผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตามปัจจุบัน นับว่า FOSS ในบ้านเรา ยังไม่พัฒนาไปถึงไหน ดังจะเห็นได้จากสถิติการใช้งานคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตของคนไทย ซึ่งสำรวจโดยสถาบันเนคเทค จนถึงปลายปี ๒๐๐๔ มีเปอร์เซ็นต์การใช้งานระบบปฏิบัติการ LINUX เพียง ๐.๑% ของผู้ใช้งานทั้งหมดเท่านั้น แม้จะมีผู้มีความรู้ในเรื่อง FOSS หลายท่านพยายามนำ FOSS ไปพัฒนาและเผยแพร่ในประเทศไทย แต่ก็ยังประสบปัญหาต่าง ๆ มากมาย เช่น

๑. มีผู้ให้ความสนใจและนำไปใช้งานน้อย ทำให้นักพัฒนาขาดแรงจูงใจในการพัฒนาโปรแกรมใหม่ ๆ ต่อไป ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้ FOSS ในประเทศไทยไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร ซึ่งสาเหตุที่ FOSS ได้รับความสนใจและนำไปใช้งานในประเทศไทยไม่มากนัก ได้แก่

๑.๑ ความแพร่หลายของซอฟท์แวร์ผิดกฏหมายในประเทศไทย ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ในประเทศไทยไม่ค่อยรู้สึกว่า การใช้ซอฟท์แวร์ผิดกฎหมายเป็นเรื่องผิด หรือจะส่งผลกระทบใด ๆ ต่อเศรษฐกิจโดยรวม และการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศไทย ทั้ง ๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว ซอฟท์แวร์ผิดกฎหมายถือเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้ผู้ผลิตซอฟท์แวร์ทั้งในส่วนของ FOSS และ ซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์ ขาดแรงจูงใจที่จะทำการพัฒนา เนื่องเพราะพัฒนาไปก็ไม่มีคนใช้ และอาจถูกทำซ้ำโดยผิดกฎหมายด้วย ซึ่งย่อมส่งผลเสียในระยะยาว ดังนั้นปัญหานี้ จึงควรได้รับแก้ไขเป็นอันดับแรก ด้วยการปลูกฝังจิตสำนึกให้กับผู้ใช้คอมพิวเตอร์

อย่างไรก็ตาม เราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ ซอฟท์แวร์ผิดกฎหมายได้รับความนิยมอย่างสูงในประเทศไทย ก็เนื่องมาจาก ซอฟท์แวร์ลิขสิทธิ์ ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันมีราคาแพงมาก ชนิดที่หลายคนไม่อาจซื้อหามาใช้ได้ จึงจำเป็นต้องเสี่ยงซื้อซอฟท์แวร์ปลอมที่มีประสิทธิภาพพอ ๆ กันแต่ราคาถูกกว่าหลายเท่าตัวมาใช้งาน ทั้ง ๆ ที่รู้ว่าเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดี ดังนั้น ทางแก้ปัญหานี้อีกทางหนึ่งนอกจากการปลูกฝังจิตสำนึกให้กับผู้ใช้ก็คือ รัฐต้องพยายามสนับสนุน และผลักดันให้คนไทยหันมาใช้ FOSS กันมากขึ้น เพราะมีราคาถูก หรือบางอย่างไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เลย ถึงแม้ตอนนี้ FOSS จะยังไม่เป็นที่คุ้นเคยของผู้ใช้ หรืออาจใช้งานค่อนข้างยาก แต่หากมีผู้ใช้มากขึ้น ย่อมสร้างแรงจูงใจให้กับนักพัฒนากลุ่มต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้ FOSS ได้รับการพัฒนาให้เหมาะสมกับการใช้งานของคนไทยได้ต่อไปในอนาคต

๑.๒ ผู้ใช้คอมพิวเตอร์และผู้ประกอบการ ขาดความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ FOSS โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ผลิตซอฟท์แวร์ มักเห็นว่าการใช้ FOSS ไม่สามารถสร้างรายได้ให้กับตนเองได้

๑.๓ ความไม่เป็นมิตรกับผู้ใช้ของ FOSS

๒. ขาดการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างจริงจัง สาเหตุหนึ่งที่ FOSS ประสบความสำเร็จในประเทศแถบยุโรป ประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี คือ การสนับสนุนจากภาครัฐ ในประเทศไทย มีการสนับสนุนจากภาครัฐบ้างเป็นบางครั้งบางคราว ดังจะเห็นได้จากการก่อตั้ง NECTEC และ Software Park แต่ยังขาดการสนับสนุนหน่วยงานที่ก่อตั้งเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง จึงทำให้หน่วยงานทั้งสองมีผลงานออกมาไม่เป็นที่น่าพอใจนัก จนได้ปรากฏว่ามี นักพัฒนา FOSS จำนวนมาก ได้เริ่มหันมารวมกลุ่มกันในรูปแบบต่าง ๆ เช่นการรวมกลุ่มของ ThaiLinuxCafe, Thai Linux Working Group, ZzzThai และ Sipa ซึ่งกลุ่มเหล่านี้กลับมีผลงานการพัฒนาที่น่าพอใจมากทีเดียว

ปัญหาที่ยกตัวอย่างมาทั้งสองข้อ ล้วนเป็นปัญหาที่แก้ยากและต้องการระยะเวลา หากปัญหาต่างๆได้รับการแก้ไข และ FOSS ได้รับความนิยมในประเทศไทย ถึงตอนนั้นเราอาจมีเทคโนโลยีซอฟท์แวร์เป็นของตนเอง และเทียบเท่ากับประเทศผู้นำเทคโนโลยี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องไม่ลืมว่าประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม และประชากรส่วนใหญ่ของประเทศเป็นเกษตรกร แม้ว่าเทคโนโลยีด้านต่าง ๆ ของประเทศควรได้รับการพัฒนา แต่เราก็ไม่ควรละทิ้งการพัฒนาด้านเกษตรกรรม..

ครับ ถึงแม้เนื้อหาในวันนี้จะทำให้หลาย ๆ คน มึนงง สับสน จนไม่ค่อยมีการตั้งคำถาม หรือนึกหาข้อแลกเปลี่ยนไม่ออก แต่พวกเราก็เชื่อเหลือเกินว่า การพูดคุยกันในวันนี้ น่าจะทำให้หลาย ๆ คน เริ่มเข้าใจระบบการทำงาน เห็นภาพของระบบปฏิบัติการ รวมทั้งเห็นความเชื่อมโยงสัมพันธ์ระหว่าง FOSS กับการพัฒนาประเทศได้มากขึ้น เราจบการสนทนากันด้วยอาการจุกเสียดกับสาระความรู้ที่ผู้นำคุยทั้งสองเตรียมมาอย่างดีให้พวกเรา และคงต้องไปหาทางระบายมันออก ด้วยการเก็บไปนอนก่ายหน้าผากคิดต่อที่บ้านว่า ฉันจะเปลี่ยนไปใช้ FOSS ดีไหมเนี่ย ? ว่าแต่ว่า.... แล้วเขาหา FOSS มาใช้กันยังไงล่ะ ??

เดือนหน้า เราได้ผู้นำคุยเป็น หนุ่มหน้าใสแห่งค่ายลูกทัพฟ้า เฉลิมพล ผู้รับอาสามาตั้งหัวข้อเด็ด ๆ พร้อมเล่าเกร็ดเล็ก ๆ เกี่ยวกับ พระจันทร์ ให้พวกเราฟัง ในหัวข้อ “พระจันทร์ปลอม” เอ้า...ใครอยากรู้ว่า พระจันทร์ ที่หลายคนแอบขอข้าวขอแกง ขอแหวนทองแดง กันตอนเด็ก ๆ มันจริงหรือมันปลอม ก็มาเจอกันได้ในเดือนเมษายนนี้นะครับ...................


1Free ในที่นี้ คือ Free ในแง่ของ „Free Speech not Free Bier“ ซึ่งเป็นคำกล่าวของ Richard Stallman ผู้ก่อตั้ง GNU กล่าวคือ เป็นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ที่ผู้ใช้และทุกคนพึงแสดงลงในตัวซอฟท์แวร์ ไม่ใช่ Free ในแง่ของการได้เปล่า หรือเหมือนกับได้เบียร์มาเปล่า ๆ โดยไม่ได้ต้องจ่ายเงิน

2GNU อ่านว่า “กะนู” หรือ “นู” ซึ่งย่อมาจาก “GNU is Not UNIX” โดยไม่มีความหมายใด ๆ แต่ตั้งขึ้นเพื่อลดความสับสนของผู้ใช้งาน ระหว่าง โปรแกรมของ GNU และ ระบบปฏิบัติการ UNIX ที่มีความคล้ายคลึงกันมากเท่านั้น

read 1974

ความคิดเห็น (click here to comment)

Search

Navigation

รวมลิงก์น่าสนใจ

ความเคลื่อนไหว

Login

name password

ลืมรหัสผ่าน