BioLawCom.De » บทความ » ธรรมศึกษา สัปดาห์ละเรื่อง » กรรมในคริสตศาสนา
กรรมในคริสตศาสนา
|
Author : เทศนา ท่านพุทธทาส Quelle : http://freeforums.bizhat.com Category : ธรรมศึกษา สัปดาห์ละเรื่อง Publisher : BioLawCom |
|
ศาสนาคริสเตียนนั้น ผู้สั่งสอนมากคนได้ย้ำหนักแน่นเด็ดขาดลงไปในข้อที่ว่า การกระทำของมนุษย์จะมีผลก็ต่อเมื่อเป็นที่ถูกใจของพระเจ้า และพระเจ้าทรงให้เป็นอย่างนั้นเท่านั้น ผู้สอนบางคนถึงกล่าวว่า แม้จะทำดีเท่าไรแล้ว ถ้ามิได้ทำด้วยความเชื่อในพระเจ้าแล้ว เป็นไม่มีผลเลย มนุษย์ไม่มีทางรอดได้ด้วยการเชื่อกฎของกรรมที่ตนกระทำเอง รอดได้เพราะความเชื่อในพระเจ้าเท่านั้น และพระเจ้าเป็นผู้เดียวที่จะช่วยให้รอด หาใช่กฎแห่งกรรม หรือการกระทำใด ๆ ตามกฎนั้น ๆ ไม่ เป็นดังนี้ ผลจึงเกิดขึ้นในทำนองที่ว่า พุทธธรรม และคริสตธรรม เดินกันคนละทาง คือ พุทธธรรม มีหลักช่วยตัวเอง แต่คริสตธรรมมีหลักให้ผู้อื่นช่วย แต่แล้วก็น่าขบขันที่ว่า สิ่งที่อยู่เบื้องหลังที่ทำให้มนุษย์ได้รับผลของการกระทำของตนนั้น เป็นสิ่งเดียวกัน เรา (ท่านพุทธทาส) ไม่รู้สึกว่า คริสตธรรมจะเป็นหลักศาสนาแห่งความเชื่ออย่างเดียวโดด เหมือนที่ได้ยินจากสถานีวิทยุ หรือใบปลิวตามข้างถนนหรือบนรถไฟได้เลย เรารู้สึกว่าเป็นศาสนาแห่งการกระทำ แห่งปัญญา เมตตา และการช่วยตนเอง ตามลำดับ ดังต่อไปนี้ ข้อแรก มีคำของเปโตร ทูลพระเยซูคริสต์ว่า “คำของพระองค์ เป็นตำแห่งชีวิตนิรันดร์ (ยอห์น 6/68)” เรารู้สึกว่า ชีวิตนิรันดร ไม่อาจเข้าถึงได้ด้วยความเชื่อว่าเป็นเช่นนั้น แต่จะเข้าถึงได้ด้วยการปฏิบัติตามที่พระเยซูคริสต์สอนด้วยความระมัดระวัง รอบคอบ และมีสติปัญญา เมื่อรู้รสของ “ชีวิตนิรันดร์” นั้นแล้ว เขาก็จะเชื่อได้อย่างสมบูรณ์ เพราะ “ชีวิตนิรันดร ในภาษาธรรม มีความหมายลุ่มลึก และเข้าใจได้ด้วยสติปัญญาที่เพียงพอ ยากเกินที่จะรู้จักด้วยความเชื่อล้วน ๆ เปโตรซึ่งเป็นชาวประมงมาก่อน ก็มีปัญญาที่จะรู้สึกถึงสิ่ง ๆ หนึ่ง ซึ่งตรงข้ามกับที่ท่านเคยผ่านมาแล้ว ที่ไม่มีสาระอะไรเป็นแก่นสารในชีวิตเช่นนั้น ความรู้สึกนี้เองที่ชัดเจน ท่านจึงสามารถพูดได้ว่า ท่านเข้าใจสิ่งที่เรียกว่า ชีวิตนิรันดร นั้นได้ ลักษณะการเข้าใจนี้เป็นลักษณะของปัญญาที่จะนำไปสู่การกระทำในที่สุด พระเยซูได้ตรัสไว้ใน ยอห์น 6/63 ว่า “จิตวิญญาณเป็นที่ให้ชีวิต เนื้อหนังไม่มีประโยชน์อันใด ถ้อยคำที่เราได้กล่าวแก่ท่านนั้น เป็นจิตวิญญาณและเป็นชีวิต” คำกล่าวนี้ จะไม่เป็นประโยชน์อะไรเลยต่อผู้ที่มีความเชื่อเฉย ๆ โดยที่ไม่มีความเข้าใจ เพราะเป็นภาษาธรรมของผู้มีปัญญาขั้นสูง การที่ถ้อยคำใด ๆ จะเป็นวิญญาณและเป็นชีวิตนั้นขึ้นอยู่กับการปฏิบัติอย่างถูกต้อง เพราะวิญญาณ ในที่นี้ไม่ใช่วิญญาณ (soul) ธรรมดา ๆ หรือ ชีวิต (life ) นี้ก็ไม่ใช่ชีวิตธรรมดา แต่เป็นสิ่งที่เป็นนิรันดร (eternity) หรือไม่รู้จักตายทั้งสิ้น ดังนั้น เราจึงเข้าใจว่า คริสตธรรมนั้นมิใช่ศาสนาแห่งความเชื่อหรือการอ้อนวอนล้วน ๆ ความเชื่อแท้จริงนั้น เล็งถึงสมาธิจิตขั้นรุนแรงที่เกิดจากการกระทำด้วยความเข้าใจที่แจ่มแจ้ง ดังคำตรัสที่ว่า “ถ้าเชื่อก็เคลื่อนภูเขาลงทะเลได้” หรือเหตุการณ์ที่เปโตรที่เชื่ออย่างหลับหูหลับตาเชื่อจนต้องจมในทะเล และพระเยซูต้องฉุดขึ้นก็ดี แสดงให้เห็นว่า การบอกให้เชื่ออย่างเดียวโดยไม่มีความเข้าใจที่ถูกต้อง จะพบในคริสตธรรมไม่ได้ เราจะรักผู้อื่นและทำลายความเห็นแก่ตัวของเราเพราะเราเชื่อคำของผู้อื่น โดยที่เราไม่ทราบว่าทำไปทำไมและเป็นประโยชน์อย่างไรนั้น เป็นการกระทำที่ทำได้ยากยิ่งและเป็นไปได้อย่างไร และจะเคลื่อนภูเขาด้วยความเชื่ออย่างเดียวได้อย่างไร ภูเขา ในที่นี้จึงน่าจะตีความได้ว่า เป็นความเห็นแก่ตัว ที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการถึงพระเจ้านั่นเอง ภูเขานี้หนักยิ่งกว่าภูเขาในแผ่นดิน ที่เคลื่อนตัวเองอยู่เสมอเป็นไหน ๆ ซึ่งพุทธบริษัทก็มีความเชื่อในการเคลื่อนภูเขาเช่นนี้ด้วยเหมือนกัน ระบบอย่างนี้จึงไม่ใช่ระบบของความเชื่อ แต่ควรเรียกว่าระบบการกระทำด้วยสติปัญญาอันสูงสุด ที่เป็นของพระเจ้า
เมื่อพระเยซูตรัสว่า “ท่านยกโทษความผิดที่ผู้อื่นกระทำแก่ท่าน แล้วพระเจ้าจึงจะยกโทษของท่านให้แก่ท่าน (มัทธิว 6/15)” แสดงชัดว่า ไม่ใช่ระบบของการอ้อนวอน (เพื่อให้ยกโทษ) หรือระบบว่าเชื่อแล้วจะรอดเลย เราต้องกระทำกรรม (อโหสิกรรม) คือยกโทษให้ผู้อื่นก่อน เราก็จะถอนตัวเองออกมาจากความผิดของเราได้ แล้วเราจึงจะบังคับพระเจ้าให้ทำหน้าที่ยกโทษของเราให้แก่เราได้ คือต้องช่วยตัวเองก่อน พระเจ้าจึงจะช่วยทีหลัง ที่เรายกโทษให้ผู้อื่นนั้น เพราะเราต้องการการยกโทษของตัวเราเองเช่นกัน จึงเรียกว่าเป็นการช่วยตัวเองอย่างแท้จริง ในมัทธิว 7/18-20 กล่าวว่า “ต้นไม้ดีย่อมให้ผลดี ต้นไม้เลวย่อมให้ผลเลว ... เหตุฉะนั้นท่านจะรู้จักเขาได้เพราะการกระทำของเขา” ก็คือหลักกรรมในพุทธศาสนา หรือ “จงมอบใจของท่านไว้แผ่นดินของพระเจ้าและความยุติธรรมของพระองค์ ก่อนสิ่งอื่นใดทั้งหมด แล้วสิ่งนอกนั้นก็จะมาหาท่านเอง” หากดูผิวเผินก็เป็นเหมือนเรื่องความเชื่อ แต่เราคิดเช่นนั้นไม่ เพราะคำว่า “มอบ” นั้นย่อมหมายถึง การสละโดยสิ้นเชิง นั่นคือ ก่อนนี้ หากเราเอาอะไรของธรรมชาติที่เป็นของพระเจ้าก็ตาม มายึดครองว่าเป็นของตัวเรา เป็นตัว ku ของ ku เราจะต้องสละสิ่งเหล่านั้นให้ธรรมชาติหรือพระเจ้า ไม่ยึดมั่นอีกต่อไปว่าเป็นของเรา เช่นนี้ ความรอดหรือสันติสุข ก็จะเกิดแก่เรา อย่างไม่มีขาดตกบกพร่องต่อไป จิตใจที่ไม่มีความรู้สึกว่าอะไรเป็นของเรา เป็นตัวของเรา ย่อมเป็นจิตใจที่จะสัมผัสพระเจ้าหรือถึงธรรมอันสูงสุดในพุทธศาสนา ที่เรียกกันว่า โลกุตตรธรรม การทำเช่นนี้จึงเป็นการกระทำขั้นสุดยอดที่ให้ผลสามารถระงับความทุกข์ทั้งปวง ไม่มีอะไรเหลือให้ทำมากกว่านี้อีกแล้ว ในมัทธิว 7/2 ที่ว่า “ท่านตัวให้เขาด้วยทะนานอันใด เขาจะตวงให้ท่านด้วยทะนานอันนั้น” นี่เป็นหลักเรื่องกรรมอย่างเต็มที่ โดยคำว่าเขา นี้ไม่รวมถึงเพื่อนบ้านที่แลกเปลี่ยนกัน แต่รวมถึงพระเจ้าในฐานะกฎแห่งกรรมด้วย ดังใน มัทธิว 7/12 ที่ว่า “จงปฏิบัติต่อผู้อื่น อย่างที่ท่านปรารถนาให้เชาปฏิบัติต่อท่าน นื่คือธรรมบัญญัติและคำสอนของผู้เผยพระวจนะ” เป็นหลักกรรมด้วย เราอยากให้พระเจ้ารักเรา เราก็ต้องรักพระเจ้าก่อน เราอยากให้พระเจ้าถูกใจเรา เราก็ต้องทำตัวให้ถูกใจพระเจ้าก่อน นั่นก็คือ ให้ถูกตามกฎแห่งกรรมในฐานะพระเจ้านั่นเอง ผลย่อมยุติธรรมเสมอ ในมัทธิว 7/7 ที่ว่า “จงขอแล้วจะได้ จงหาแล้วจะพบ จงเคาะแล้วประตูจะเปิด” เราเองก็ต้องหา ต้องขอ และต้องเคาะ พระเจ้าจึงจะเคลื่อนไหว พระเยซูกล่าวว่า “จงเอาแอกชองเราแบกไว้ และเรียนจากเรา” นั่นก็บ่งว่า เราจะต้องรับผลจากการกระทำ (แบกกางเขน) ด้วยเต็มใจเพื่อให้รอด มิใช่แบกความทุกข์หนักอกหนักใจ แต่เป็นด้วยความอดทน ซึ่งเป็นธรรมในหลักกรรมในพุทธศาสนา มัทธิว 12/50 มีความว่า “ผู้ใดกระทำตามพระประสงค์ของพระบิดาของเราในสวรรค์ ผู้นั่นเป็นพี่ชายน้องสาวของเรา เป็นมารดาของเรา” นั่นแสดงว่า พระเยซูคริสต์ก็ทรงเน้นการกระทำยิ่งกว่าเน้นความเชื่อ หรือใน มัทธิว 19/17 ที่สรุปว่า “ถ้าท่านประสงค์จะเข้าถึงชีวิต (นิรันดร) ก็จงปฏิบัติตามพระบัญญัตินั้นเถิด” นั่นก็แสดงว่า ปฏิบัติตามพระบัญญัติ(ของพระเยซูคริสต์) ด้วยใจจริง นั่นยิ่งกว่าตวามเชื่อ คริสตธรรมจึงเหมือนหลักพุทธศาสนาในข้อที่ต้องมีการปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ไม่ใช่แต่เพียงเชื่อหรือเลื่อมใสหรือภักดีเฉย ๆ โดยที่ไม่มีการกระทำด้วยสติปัญญา ส่วนหนึ่งจากหนังสือ คริสตธรรม พุทธธรรม โดย พุทธทาสภิกขุ | |
02 May 07 | by BioLawCom | tags ธรรมศึกษา สัปดาห์ละเรื่อง พุทธศาสนา คริสตศาสนา ธรรม กรรม
เชกูวารา
สำหรับผมนะครับ จริงแล้วประเด็น ผลรวมของกรรมสุดท้าย ที่คุณ LewCPE กล่าวถึง ผมว่าเราก็ไม่แตกต่างกัน เพราะแม้ในพุทธจะมีคำว่า กรรมตามสนอง แต่นั่นก็หาได้เป็นสิ่งรับประกันใด ๆ หรือหาได้หมายความว่า เมื่อกรรมตามสนอง (กรรมชั่ว) เรียบร้อยแล้ว ต่อไปชีวิตคุณก็จะพบกับสิ่งดี ๆ ไปตลอด ตามศาสนาพุทธ ไม่มีใครให้ดีให้ชั่ว หรือตอบแทนสิ่งดีสิ่งร้ายกับคุณได้ นอกจากตัวคุณเอง เรื่อง กรรมตามสนอง เป็นแต่เพียงต้องการบอกกับมนุษย์ทั้งหลายว่า สิ่งที่คุณทำมันลงไปในวันนี้ ต่อไป สัก วินาที นาที ชั่วโมง วัน เดือน ปี หรือชาติหนึ่ง มันจะส่งผลอันสืบเนื่องมาแต่การกระทำเดิมของคุณ เท่านั้น ด้วยหลักการเดียวกัน ขอยกเรื่องบุญ บาป ขึ้นเทียบเคียง เพราะต่อให้คุณทำบุญแทบตาย ในขณะที่คุณยังฆ่าคน อิจฉาคนอื่น เบียดเบียนคนอื่น การทำบุญก็หาได้ช่วยหักล้างบาปกรรมใด ๆ ที่คุณประกอบไป หรือกำลังประกอบอยู่ ได้ไม่ การทำบุญไม่ได้หมายความว่า คุณไม่ได้เป็นคนบาป และผลกรรมจากการทำบาป ก็เป็นคนละเรื่องกับผลกรรมจากการทำบุญ การทำบุญไปด้วย ทำบาปไปด้วย อาจเกิดคำว่า "ล้าง" ขึ้นได้จริง แต่ไม่ใช่ "หักกลบ หรือหักล้างผล" เป็นการ "ชำระล้างจิตใจ" ต่่างหาก เพราะเมื่อคุณลงมือทำบุญ รู้จักการสละ การละ.. คุณอาจมีช่วงเวลาหนึ่งที่ได้ฉุกคิด จิตใจสกปรกถูกชะล้าง การหักถางจิตเจตนาฝ่ายต่ำที่คิดจะไปทำบาปทำกรรม หรือเบียดเบียนคนอื่นต่อไปในอนาคตก็เกิด และถ้าที่สุด ฝ่ายสูง ชนะฝ่ายต่ำ กรรมหรือการกระทำของคุณก็ถูกปรับเปลี่ยน และแน่นอน "ผลกรรม" ก็จะเปลี่ยนตาม :D ปล. ที่สำคัญครับ "ผลแห่งกรรมสุดท้าย" ในทางศาสนาพุทธแล้ว จะไม่มีวันเกิดขึ้นได้เลย ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่สามารถเข้าถึงทางหลุดพ้น (นิพพาน) จนต้องเวียนว่ายตายเกิด ประกอบกรรมดี กรรมชั่ว ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะเมื่อมนุษย์ยังมี "กรรม" "ผลกรรม" ย่อมไม่มีวันสุดท้าย |
sugree
มาในฐานะคริสตชนเหมือนกันครับ อ่านแล้วไม่ค่อยแน่ใจว่าเป็นคริสต์ทั่วไป หรือว่าจะเน้นคริสเตียน แต่ที่แน่ๆ ผมเป็นคาทอลิก รู้สึกว่าจะไม่เหมือนกับที่ผมได้รับการสั่งสอนวนไปเวียนมา 12 ปีเต็ม และไม่ค่อยคล้ายกับที่ผมสรุปเอาไว้ใช้เองซักเท่าไหร่ เอ่อต้องบอกก่อนว่าผมเรียนจากตำรา แต่แทบจะจำอะไรไม่ได้นอกจากคำเดียว "รัก" เรื่อง กรรม เป็นเรื่องที่ค่อนข้างคลุมเครือมาก สาเหตุหลักน่าจะมาจากเราไม่ค่อยจะได้ใช้คำนี้ เราจะสนใจแค่ บุญ และบาป ทำบุญไม่ได้อะไร แต่ทำบาปจะมีผลตามมา 2 อย่าง ได้แก่ ความผิด และโทษ เราสามารถขอโทษผ่านศีลอภัยบาป ซึ่งทำให้ความผิดหายไป (ต้องมีความจริงใจ) แต่โทษไม่มีวันหายไปไหน โทษจะอยู่กับเราไปจนตาย แล้วซักวันก็จะต้องถูกลงโทษในไฟชำระก่อนขึ้นสวรรค์ ทุกคนมีโอกาสขึ้นสวรรค์ ไม่ว่าจะทำผิดมาแค่ไหนก็ตาม ขอแค่กลับใจให้ได้ก็พอ แต่อย่าลืมว่าต้องทนอยู่ในไฟชำระจนกว่าโทษจะหมด คนที่ยังไม่ตายสามารถทำบุญส่งให้คนที่อยู่ในไฟชำระได้ เอ่อ นี่คงเป็นประโยชน์ของการทำความดีอย่างนึงที่สำคัญมาก |
เชกูวารา
รู้สึกดีจังครับ ที่มีคนต่างศาสนา ต่างความเชื่อ เข้ามาแลกเปลี่ยนมุมมองกัน :) แต่ผมเองงานนี้จนปัญญาจะแลกเปลี่ยน (แหะๆ) เพราะไม่ได้ศึกษาศาสนาอื่นเลยจริง ๆ (รู้บ้างก็งู ๆ ปลา ๆ มาก) :) อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวแอบคิดว่า ที่สุดแล้ว เรื่องแบบนี้ก็คงไม่มีผิด ไม่มีถูก หากแต่เป็นแค่เรื่อง มุมที่ถูกเลือกมอง แล้วก็ถูกตีความ ซึ่งย่อมแตกต่างกันไปตามทัศนคติ ประสบการณ์ และสิ่งที่เคยได้รับรู้ |
ธารี
| ดิฉันกำลังศึกษาเรื่องพระเจ้า เวลาอ่านพระคริสตธรรมคัมภีร์ของพระเยซู(ขออภัยถ้าใช้คำพูดไม่ถูกต้องเพราะเรียกตามที่ดิฉันเข้าใจ)ที่แปลเป็นภาษาไทยอ่านแล้วเข้าใจยากมากป็นคำแปลที่อ่านแล้วงงมาก แต่พอมาอ่านคำแปลของท่านพุทธทาสภิกขุในคริสตธรรม พุทธธรรม ทำให้เข้าใจความหมายของพระเยซูไดตรัสไว้ในยอห์น6/63 มัทธิว6/15,7/18-20,7/2,7/7,12/50,19/20 ท่านใช้คำแปลที่อ่านแล้วมีเหตุมีผลดีมาก ดิฉันก็เลยสงสัยว่า ทำไมหนังสือพระคริสตธรรมคัมภีร์ไม่แปลแบบท่านพุทธทาสภิกขุ ซึ่งดิฉันจะได้อ่านให้มากขึ้น ขอบคุณค่ะ |

LewCPE
ในมุมมองของคริสตชนอย่างผม ผมมองว่าจุดที่ต่างกันจริงๆ ของพุทธกับคริสต์ไม่ใช่จุดที่ว่ามีหรือไม่มี แต่หากเป้นเรื่องที่ว่าผลรวมของกรรมสุดท้าย
จากการเรียนคาบพุทธศาสนาแบบหลับๆ ผมเข้าใจว่ากรรมของพุทธนั้นมีการรับประกันกลายๆ ว่าสุดท้ายแล้วผลรวมระหว่างกรรมดีกับกรรมชั่วจะหักล้างกันเป็นศูนย์เสมอ (เป็นระบบกรรมตามสนอง?)
ขณะที่่คริสต์นั้น แม้พระเจ้าจะตอบแทนสิ่งที่ดีให้กับคนดีอยู่เรื่อยๆ แต่กระนั้นก็ไมมีการรับประกันใดๆ และเป็นเรื่องธรรมดามากของชาวคริสต์ที่พระเจ้าจะปล่อยให้เกิดเรื่องร้ายๆ กับคนดีๆ ด้วยว่าทั้งหมดเป็นไปตามพระประสงค์ของพระเจ้า
02 May 07