BioLawCom.De » บทความ » บทความทั่วไป » โจทย์ที่แท้จริงของการลงประชามติและทางเลือก
โจทย์ที่แท้จริงของการลงประชามติและทางเลือก
|
Author : ธงชัย วินิจจะกูล Quelle : ประชาไท Category : บทความทั่วไป Publisher : BioLawCom |
|
![]() ศ.ดร. ธงชัย วินิจจะกูล
1. เดินไปไหน?
คนส่วนใหญ่คงกำลังเบื่อการเมืองจนสุดจะทน และคงอยากไปให้พ้นความขัดแย้งที่น่าอึดอัดเสียที
โฆษณาอื้อฉาวของ สสร. เป็นการหากินกับความเบื่อหน่ายของประชาชน คือ พยายามสื่อสารว่า “รับซะจะได้เดินหน้าสู่ภาวะปกติ (คือ มีการเลือกตั้ง) ซะที”
แม้ แต่ปรมาจารย์ทางรัฐศาสตร์ยังบอกว่าจะลงมติรับรัฐธรรมนูญของ คมช. ทั้งๆ ที่เห็นว่าเนื้อหาถอยหลัง แต่เพราะอยากไปให้พ้นความน่าอึดอัด อยากเดินหน้าซะที
ปัญหามีอยู่ว่า จะเดินไปทางไหน? การลงมติรับจะไปพ้นความขัดแย้งที่น่าอึดอัดได้จริงหรือ?
หลาย คนเคยต้อนรับการรัฐประหาร 19 กันยา เพราะเชื่อว่าจะได้พ้นไปจากความตึงเครียดของวิกฤตการเมืองเสียที กว่าปีที่ผ่านมา คงประจักษ์แล้วว่า ความขัดแย้งตึงเครียดมิได้หมดไป อาจแย่กว่าเดิมด้วยซ้ำ
ข้อ ที่ว่าต้องการเดินหน้านั้นก็มีปัญหาว่า เรากำลังหันหน้าไปถูกทางหรือเปล่า หรือกำลังหันกลับไปหายุคทหารครองเมือง เพราะหากเรากำลังหันหลังให้ประชาธิปไตยอยู่ ยิ่งเดินหน้าคือยิ่งผิดทาง
สิ่งที่ควรทำอันดับแรกคือ หันหน้าให้ถูกทางเสียก่อน
2. จำยอมถอยหลัง?
ความเสียหายใหญ่หลวงนับจาก 19 กันยาปีก่อน ไม่ได้อยู่ที่ความหน่อมแน้มของรัฐบาล แต่การรัฐประหารและกฎหมายต่างๆ ที่พยายามสถาปนาระบอบทหารนั่นแหละคือความเสียหายที่สุด
คน ที่หวังว่ารัฐประหารจะเป็นการกดปุ่มเริ่มประชาธิปไตยกันใหม่นั้น คงเห็นอยู่ตำตาว่า ประชาธิปไตยกำลังผลิบาน หรือการเมืองไทยกลับถอยกรูดสู่ยุคทหารครองเมืองกันแน่
พ. ร.บ. ความมั่นคงที่ให้อำนาจล้นฟ้าแก่กองทัพ จะผลักการเมืองไทยย้อนหลังไปอย่างน้อยๆ 30 ปี รัฐธรรมนูญ คมช. ไม่ไว้ใจประชาชน แต่กลับฝากความหวังสุดๆ ไว้กับตุลาการและวุฒิสภาแต่งตั้งภายใต้ระบบการปกครองที่มีทหารคุมอยู่ทุกจุด การรื้อฟื้นอำนาจอำมาตยาธิปไตยท้องถิ่น การเพิ่มงบลับงบเปิดให้กองทัพมหาศาลเหมือนยุคเผด็จการแต่ก่อน การใช้อำนาจบาตรใหญ่ของทหารรังแกประชาชน เช่น กรณีปิดเขื่อนปากมูน และอื่นๆ อีกมากมาย
ทั้ง หมดนี้เป็นการถอยกรูดกลับไปหายุคทหารครองเมืองชัดเจน ไม่มีทางปฏิเสธได้ และ อาจต้องสู้กันอีกหลายชีวิตกว่าจะเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้
การลงมติรับเพื่อเดินหน้าในขณะนี้จึงเป็นการยอมจำนนว่า ยุคทหารครองเมืองคือการถอยหลังที่เราต้องยอมรับอย่างสงบเสงี่ยม
3. รัฐธรรมนูญ คมช.จะพาประเทศไทยไปทางไหน?
รัฐธรรมนูญ ของ คมช. เป็นการสถาปนาระบอบทหารหรืออำมาตยาธิปไตยที่ไม่ให้โอกาสแก่สังคมประชาธิปไตย ได้เรียนรู้ปรับตัวแก้ปัญหาตามกระบวนการ ไม่ไว้ใจประชาชนแต่กลับเชื่อถือให้อำนาจแก่อภิชน ขุนนางข้าราชการผู้ใหญ่ เป็น Guided Democracy แบบหนึ่งซึ่งก่อความเสียหายมหาศาลมาแล้วในหลายประเทศ
ระบอบการเมืองถอยหลังแบบนี้จะส่งผลต่อประเทศชาติในระยะยาวอย่างไร?
ผู้ เขียนมีข้อคาดการณ์เพื่อการถกเถียงว่า ระบบการเมืองย้อนยุคเช่นนี้ อาจทำให้ไทยอยู่ในภาวะคล้ายฟิลิปปินส์ กล่าวคือ ตกต่ำจากที่เคยเป็นดาวรุ่งแห่งเอเชียทั้งทางเศรษฐกิจและการเมือง กลายเป็นแค่ประชาธิปไตยปลอมๆ ในอุ้งมือทหาร การเมืองจะทุลักทุเลไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง จนเป็นปัจจัยทำให้เศรษฐกิจลุ่มๆ ดอนๆ
เพราะ อำมาตยาธิปไตยไม่สามารถรับมือกับความซับซ้อนผันแปรของสังคมสมัยนี้ที่เต็มไป ด้วยความคิดและผลประโยชน์ต่างๆ กันมหาศาลได้ เพราะผู้นำทหาร อภิชน ขุนนางราชการผู้ใหญ่หลงตนเองว่าสูงส่งรู้รอบกว่าประชาชนและติดอยู่กับความ คิดว่าประเทศชาติคือครอบครัวขนาดใหญ่ที่พวกเขาต้องดูแลแบบพ่อบ้าน
ระบอบ การเมืองนี้ยังเป็นบ่อเกิดของคอร์รัปชั่นขนานใหญ่และการใช้อำนาจฉ้อฉลอย่าง ฝังราก เพราะใช้ความกลัวบวกบารมีปกครองจนประชาชนและสื่อมวลชนยอมจำนน ปิดปากต่อความฉ้อฉลของขุนนางและอภิชนน้อยใหญ่ทั้งหลาย
ต่างกับนักการเมืองซึ่งประชาชนและสื่อมวลชนจ้องตรวจสอบได้เสมอไม่ว่าจะเกลียดแค่ไหนก็ตาม
ที่ สำคัญที่สุด และไม่กล้าพูดถึงกัน ทั้งๆ ที่ซุบซิบกันทุกวี่วันก็คือ ความผันผวนในสังคมไทยกำลังมาถึงแน่ๆ ไม่ช้าก็เร็ว เพราะไม่มีใครฝืนธรรมชาติได้ ในภาวะเช่นนั้นทหาร อภิชน ขุนนางและหางเครื่องทั้งหลายจะยิ่งเถลิงอำนาจด้วยข้ออ้างความมั่นคง ซึ่งจะยิ่งฉุดการเมืองไทยให้จมปลักลงไปอีก
ระบบ การเมืองล้าหลังเช่นนั้นจะเผชิญวิกฤตครั้งใหญ่ไม่ช้าก็เร็ว เพราะเป็นระบบการเมืองที่ฝืนการเปลี่ยนแปลง ความผันผวนไม่แน่นอนจะสะสมรอการระเบิด
ระบบการเมืองล้าหลังบวกความผันผวนไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่องคือสูตรของความตกต่ำครั้งใหญ่
ดังนั้นยิ่งปล่อยให้อภิชนอำมาตยาธิปไตยอยู่ในอำนาจนานเท่าไร จะยิ่งกลายเป็นระเบิดเวลาในอนาคต
การเดินหน้าขอเพียงให้พ้นความอึดอัดแบบปัจจุบัน จึงเป็นแค่การซื้อเวลาชั่วคราวเท่านั้นเอง
หากมองจากอนาคตย้อนเวลามาถึงปัจจุบัน ประวัติศาสตร์จะพิสูจน์ว่า การถอยหลังถลำลึกคราวนี้เป็นก้าวผิดพลาดครั้งใหญ่หลวงของสังคมไทย
4. โจทย์ที่แท้จริงของการลงประชามติ
มีหลายคนออกมาตำหนิฝ่ายปฏิเสธรัฐธรรมนูญ คมช. ว่าไม่ทันดูเนื้อหาก็ปฏิเสธซะก่อนแล้ว
ท่านเหล่านี้มีสติปัญญาพอที่จะรู้อยู่ว่า ข้อบกพร่องของรัฐธรรมนูญ 2540 ไม่ใช่สาเหตุของการยึดอำนาจ จึงไม่จำเป็นต้องร่างรัฐธรรมนูญใหม่เลย แต่ต้องร่างใหม่ตามธรรมเนียมให้ดูเหมือนว่าคมช.ต้องการประชาธิปไตย
สาระ สำคัญของรัฐธรรมนูญ คมช. ก็ไม่ได้ดีไปกว่าเดิม อ.เสน่ห์ จามริก ยังยอมรับว่าถอยหลังกว่าเดิม แถมยังไม่ได้เป็นหลักประกันอะไรต่ออนาคตของประชาธิปไตยไทยเลยสักนิด แม้แต่ผู้หนุน คมช. อย่าง อ.ชัยอนันต์ สมุทวณิช ก็ยังยอมรับว่า การรัฐประหารคงมีอีก และอำนาจทหารคงอยู่ไปอีกนาน
ประเด็นสำคัญขณะนี้ จึงไม่ได้อยู่ที่เนื้อหารายละเอียดของรัฐธรรมนูญอย่างที่คมช. พยายามตีกรอบ
โจทย์ที่แท้จริงคือ คำถามว่าจะเอายังไงกับอำนาจทหาร อภิชน อำมาตยาธิปไตยในการเมืองไทย
ผู้ คนที่เบื่อหน่ายกับการเมืองอยู่ในขณะนี้ คงไม่ได้ตัดสินใจรับหรือไม่รับเพราะรายละเอียดของรัฐธรรมนูญ ต่อให้เนื้อหาถอยหลังกว่าเดิมก็อาจจะรับ หากเขาเชื่อว่าเป็นหนทางออกไปให้พ้นภาวะอึดอัดในปัจจุบัน
คน ที่หนุนคมช. และเกลียดทักษิณมาก จะลงมติรับโดยไม่ได้สนใจรายละเอียดของรัฐธรรมนูญเช่นกัน เพราะสิ่งที่คนพวกนี้ต้องการ คือการยืนยันว่ารัฐประหารที่ตนสนับสนุนเป็นสิ่งถูกต้อง ยืนยันว่าตนเองไม่ได้คิดผิดทำผิด เชียร์มาแล้วก็ต้องเชียร์ต่อไปให้ตลอดรอดฝั่ง บริกรและหางเครื่องของ คมช. ต้องเกาะระบอบทหารเพราะกลัวโดนคิดปัญชี ทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวกับรายละเอียดของรัฐธรรมนูญเลย
กระทั่งฝ่ายประชาสัมพันธ์ของสสร. เองก็ไม่สนใจเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญเช่นกัน
โจทย์ ที่แท้จริงขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่รายละเอียดของรัฐธรรมนูญคมช. แต่อยู่ที่คำถามว่าจะเอายังไงกับอำนาจทหาร อภิชน อำมาตยาธิปไตยในการเมืองไทย
เกษียร เตชะพีระ กล่าวได้ถูกต้องว่า อย่าดูเพียงแค่รายละเอียดเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ แต่ต้องดูทั้ง “แพคเกจ” ว่าระบอบคมช.ได้ผลักดันกฎหมายสำคัญเพื่อสถาปนาอำนาจยุคทหารครองเมืองอีก ครั้ง การเลือกตั้ง สภาและประชาธิปไตยหลังจากนี้จะเป็นแค่ไม้ประดับเพื่อให้ระบอบทหารครองเมือง ยุคนี้ดูดีขึ้นแค่นั้นเอง
แต่ คมช.และลูกคู่บริกรทั้งหลายต้องป่าวร้องเน้นให้ดูรายละเอียดของรัฐธรรมนูญ เพราะ คมช. กลัวการที่ประชาชนจะมองเห็นโจทย์ที่แท้จริงแล้วเปลี่ยนความหมายของการลง ประชามติ คมช. ต้องการตีกรอบจำกัดความหมายของการลงประชามติไม่ให้กลายเป็นการประท้วงระบอบ ทหาร
5. เปลี่ยนประชามติเป็นการต่อสู้กับระบอบทหาร
การลงประชามติที่จะมาถึงเต็มไปด้วยการขู่ขวัญทางการเมือง เช่น
“ไม่ รับก็ไม่มีเลือกตั้ง ไม่รับก็ไม่กลับสู่ภาวะปกติ ถ้าไม่เอาฉบับที่อยู่ตรงหน้า ก็อาจได้ฉบับซ่อนข้างหลังที่เลวกว่า ไม่รับจะยิ่งวุ่นวาย ใครไม่รับคือพวกไม่รักชาติ”
ทั้งหมดนี้คล้ายกับเจ้าพ่อมาเฟียยื่นข้อเสนอที่ห้ามเราปฏิเสธ ทั้งขู่ขวัญว่าหากปฏิเสธอาจเจ็บตัวและสิ่งเลวร้ายอาจเกิดกับเราก็ได้
แถมยังเป็นการลงประชามติโดยที่กว่าครึ่งประเทศยังอยู่ภายใต้กฎอัยการศึก ซึ่งทหารคุมหมดทุกอย่าง
นี่มันประชามติแบบมาเฟียชัดๆ ไม่กล้าพอแม้แต่จะสู้กันอย่างแฟร์ๆ
ทำราวกับประชาชนเป็นคนในบังคับเจ้าพ่อ หรือเป็นนักโทษในประเทศตัวเองโดยมีผู้คุมชื่อ คมช.
แทน ที่นักวิชาการหรือนักหนังสือพิมพ์คนสำคัญจะออกมาท้วงติงท่าทีแบบมาเฟียอัน น่ารังเกียจเหล่านี้ หลายคนกลับออกมารับอย่างหงอๆ ว่า ควรลงมติรับเพราะไม่อยากให้แย่ไปกว่านี้
แทน ที่จะตำหนิการขู่ขวัญ หลายคนกลับทำท่าวางตัวเป็นกลางระหว่างมาเฟียกับผู้ถูกรังแก พวกเขาพากันหดหัวสงบเสงี่ยมกับคำขู่ฟอดๆ ของผู้มีอำนาจ บางคนอวดเบ่งร่วมตะคอกซ้ำใส่ผู้เสียเปรียบ
แทนที่จะเรียกร้องให้เลิกขู่ ให้ยกเลิกกฎอัยการศึกให้หมด และสู้กันอย่างแฟร์ๆ อย่าใช้เงินภาษีโฆษณาชวนเชื่อฝ่ายเดียว พวกเขากลัวทหารยิ่งกว่ากลัวนักการเมือง แต่ไม่กล้ายอมรับ
ประชามติแบบมาเฟียสะท้อนเป็นอย่างดีถึงอำนาจแบบมาเฟียที่ปกครองคนด้วยความกลัวในขณะนี้
แต่ทว่าในสถานการณ์ที่ไม่มีช่องทางอื่นมากนักในการต่อสู้กับอำนาจทหาร และไม่มีโอกาสลงประชามติว่าจะเอาระบอบทหารหรือไม่ ประชาชน กลับสามารถต่อสู้ด้วยการรณรงค์เปลี่ยนโจทย์เปลี่ยนความหมายของการลงประชามติ ช่วงชิงให้กลายเป็นการออกเสียงประท้วงปฏิเสธระบอบทหาร
รณรงค์ตรงไปตรงมาว่า ร่วมประท้วงปฏิเสธระบอบทหารด้วยเสียงไม่รับรอง ในทิศทางที่เครือข่าย 19 กันยาทำอยู่นั่นแหละ
การ ต่อสู้ด้วยการเปลี่ยนความหมายของการลงประชามติ คือการปฏิเสธไม่ยอมอยู่ในกรอบของคมช. จึงไม่ใช่การยอมรับหรือให้ความชอบธรรมแก่กระบวนการของคมช.แต่อย่างใด
ลูก คู่หน้าใสของคมช. กลัวการที่ประชามติกำลังถูกเปลี่ยนความหมายให้กลายเป็นการออกเสียงประท้วง ปฏิเสธระบอบทหาร ถึงกับต้องออกมายุแยงว่าถ้าค้านการรัฐประหารก็อย่ามาร่วมการลงประชามติ และพยายามตีกรอบว่าประชามติเป็นแค่เรื่องรัฐธรรมนูญ ห้ามให้ความหมายไกลกว่านั้น
ต่อ ให้ผลของประชามติออกมาตามคณะทหารจัดแจงไว้ล่วงหน้า ก็มิได้หมายความว่าเสียงปฏิเสธระบอบทหารเหล่านี้ต้องเปลี่ยนความคิดหรือยอม หุบปากหรือยอมรับระบอบทหารปัจจุบันหรือหลังจากนี้ ย่อมมีสิทธิที่จะยืนยันความคิดของตนและต่อสู้ต่อไป
การ จัดประชามติแบบมาเฟียทำนองนี้มีมาแล้วหลายแห่งทั่วโลก กรณีที่ประชาชนช่วงชิงเอามาเป็นการประท้วงคณะทหารจนสำเร็จก็มี อาทิ เช่น ที่ชิลีในปี1988 ซึ่งจอมเผด็จการปิโนเชต์หวังใช้ประชามติสร้างความชอบธรรมแก่การต่ออายุอำนาจ ของคณะทหาร ฝ่ายต่อต้านเผด็จการขัดแย้งกันในระยะแรกว่าจะร่วมลงประชามติดีหรือไม่ แต่ในที่สุดพวกเขารวมพลังสำเร็จ แม้จะถูกข่มขู่รังแกสารพัด ประชาชนชาวชิลีข้างมากลงประชามติไม่ต้องการให้คณะทหารสืบอำนาจอีกต่อไป นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของอวสานของปิโนเชต์
ประชาชนพม่าที่ลงคะแนนให้พรรค N.L.D. ของอองซานซูจีเมื่อปี 1989 ก็เช่นกัน พวกเขารู้อยู่เต็มอกว่าเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบธรรมและแบบมาเฟีย คือคณะทหารข่มขู่ตลอดเวลาว่าหากเลือกพรรค N.L.D. พม่าจะไม่มีวันกลับคืนสู่ภาวะปกติ แต่แล้วชาวพม่าอาศัยการเลือกตั้งแบบมาเฟียนั่นเองเป็นการออกเสียงประท้วง อำนาจเผด็จการทหาร ด้วยการเลือก N.L.D. จนชนะถล่มทลาย
7. ไม่รับรัฐธรรมนูญคือ การปฏิเสธระบอบทหาร
การลงประชามติคราวนี้ถึงที่สุดคือ ท่านคิดอย่างไรกับระบอบทหาร อำมาตยาธิปไตยในการเมืองไทย
รับ-ไม่รับรัฐธรรมนูญจึงเป็นการออกเสียงต่อระบอบทหาร อำมาตยาธิปไตยในการเมืองไทย
เรา ท่านส่วนใหญ่ไม่ใช่พวกขี่หลังเสือจนต้องกลัวโดนคิดบัญชีกลับอย่างผู้มีอำนาจ ใน คมช. ผู้นำพันธมิตรฯ หรือบริกรทั้งหลายของ คมช. แต่เราท่านส่วนใหญ่คือประชาชนผู้ต้องทนอยู่กับผลกระทบของปัจจุบันไปอีกนานใน อนาคต
การลงประชามติที่กำลังจะมาถึง แม้จะเป็นประชามติแบบมาเฟีย แต่ก็เป็นโอกาสที่จะต่อสู้อย่างสันติเพื่อส่งเสียงว่าเราต้องการอนาคตแบบไหน
คิดให้รอบคอบ คิดให้ไกล และกล้าหาญ
อย่าคิดเพียงแค่ว่าการลงมติรับจะเป็นการหลุดพ้นจากความอึดอัดปัจจุบัน เพราะแท้ที่จริงเป็นแค่การซื้อเวลาเพื่อรอการระเบิดในอนาคต
อย่า “หงอ” กับท่าทีแบบมาเฟียที่ขู่เราว่า “ไม่รับอาจเจ็บตัว” หรือมีดาบซ่อนอยู่ข้างหลัง
ขอทุกท่านที่ไม่ต้องการระบอบทหารครองเมือง มาร่วมกันออกเสียง “ไม่รับ” เพื่อบอกทหารว่า
“กลับกรมกองเสียเถิด อย่าให้ประเทศชาติพินาศไปกว่านี้เลย” งานเขียนอื่น ๆ ที่รวบรวมไว้ในโครงการ ฯ
| |
17 Jul 07 | by BioLawCom | tags บทความทั่วไป
สมเหนียว
บางทีสิ่งเธอเขียนไว้ก็อาจจะเป็นการไกด์ไปในตัวนะ ... (หมายถึงข้อหก...) เราก็อยากจะขอตอบให้ผู้ถามฟังว่า
1) หาก ท่านเห็นว่าระบอบทหาร อำมาตยาธิปไตยเหมาะสมดีกับสังคมไทยต่อไปนานๆ และ/หรือ ท่านเกลียดการเลือกตั้ง เกลียดนักการเมืองเข้ากระดูกดำ ท่านควรลงมติรับรัฐธรรมนูญคมช. เรารับเพราะเราอยากมีรัฐธรรมนูญไว้แก้ไข มากกว่ามีประเทศที่ไร้รัฐธรรมนูญ
2) หาก ท่านเชื่อว่าอำนาจเก่าของระบอบทักษิณจะกลับมา และจะพาประเทศสู่ความวิบัติฉิบหาย แถมประชาชนไม่ฉลาดพอจะรับมือได้ ระบบการเมืองอภิชนอำมาตยาธิปไตยพอรับได้มากกว่า ท่านควรลงมติรับรัฐธรรมนูญของ คมช.
เรารับเพราะเชื่อว่าความอ่อนแอของระบบและประชาชนต่างหาก คนหรือระบอบเหล่านี้จึงมีอำนาจขึ้นมาได้
3) หากท่านไม่ชอบ แต่ไม่ถึงขนาดเกลียดกลัวทั้งระบอบทักษิณและ คมช. แต่ท่านเห็นว่าการปกครองโดยคณะทหารมาไกลพอแล้ว หากมากกว่านี้ นานกว่านี้ อาจส่งผลเสียหายต่อประเทศชาติ ท่านควรส่งเสียงดังให้ คมช. รู้ว่าพอแล้ว ไปได้แล้ว ด้วยการลงมติไม่รับรัฐธรรมนูญ คมช. และร่วมเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540
อันนี้งดความเห็นเพราะเรายังไม่ได้อ่านทั้งสองฉบับอย่างละเอียดทีจะบอกได้ แต่เราอยากให้มีการเลือกตั้งดัวยรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดเท่าที่เราจะมี ดังนั้นฉบับไหนดีกว่าน่าคิดอยู่ 4) หากท่านปฏิเสธอำนาจเก่าคร่ำครึของระบอบทหาร อำมาตยาธิปไตย และ/หรือเห็นว่าการรัฐประหาร 19 กันยาและระบอบ คมช. เป็นความผิดพลาด ท่านควรลงมติไม่รับ ไม่ว่าท่านจะชอบหรือไม่ชอบทักษิณก็ตาม
ถ้าถามว่าชอบเราก็บอกว่าไม่ชอบทั้งเผด็จการทหาร เผด็จการแฝง การเมืองไม่โปรงใส การเมืองโปรงใสไร้ประสิทธิภาพ หรือแม้กระทั่งแบบทักษิณ เพราะแท้จริงแล้วพวกนี้ใช้ประชาธิปไตยเป็นเครื่องมือ ประชาธิปไตยทั้งหมดจึงมิเกิด 5) หาก ท่านยังลังเลระหว่างอำนาจเก่าของทักษิณ กับอำนาจเก่ากว่าของระบอบทหารและข้าราชการผู้ใหญ่ การตัดสินใจของท่านขึ้นอยู่กับการประเมินของท่านว่า ... สำหรับความกลัวนั้น ... นักต่อสู้คงตอบเพียงว่า ไม่ว่าเลือดจะนองอีกเท่าไหร่ คนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยของไทย ยังคงอยู่ ... เพื่อให้ไทยมีประชาธิปไตยที่แท้จริง ผู้เขียนมีประเด็นให้ขบคิดดีครับ อยากให้ผู้อ่านอย่าพยายามตัดสินบนความถูกต้อง หรือความเหมาะสมใด ๆ อย่างน้อยเค้าก็เป็นคนที่ไม่นิ่งดูดายการเมืองไทย สิ่งที่เราตอบ ... ก็เป็นเพียงความเป็นตัวเรา แต่ไม่อยากให้ใครต้องเจ็บ เจตนาเราเหมือนกันแต่หนทาง วิถีทางและเวลานั้น อาจจะแตกต่างกันไปนะ ... คงต้องช่วย ๆ กันไปเรื่อย ๆ นะ
|

อุ
ทุกวันนี้ผมกลายเป็นคนแปลกแยกไปแล้ว ที่ประกาศว่าจะไม่รับร่าง รธน. เมื่อให้เหตุผลต่าง ๆ นานาไป ก็ถูกหาว่าหัวรุนแรง ล่าสุดโดนด่าว่าทำแต่เรื่องบ้า ๆ แล้วก็ยกเรื่องภาคใต้ขึ้นมาอ้าง ว่าถ้ามีเวลามาทำเรื่องพวกนี้ น่าจะไปทำประโยชน์ให้ภาคใต ซึ่งผมก็งงกับพวกเขาครับ ผมผิดด้วยหรือที่ผมรณรงค์ไม่รับร่าง รธน. ผมกลายเป็นคนไม่รักชาติไปแล้วหรือ แต่ผมไม่ว่าอะไรพวกเขาหรอก ผมจะทำต่อไป เพราะผมเชื่อว่าผมทำสิ่งที่ถูกต้อง
18 Jul 07