BioLawCom.De » บทความ » บทความทั่วไป » ประวัติศาสตร์ดัดจริต

ประวัติศาสตร์ดัดจริต

Author : ธงชัย วินิจจะกูล

Quelle : ศิลปวัฒนธรรม/ออนไลน์ผ่าน Hello Siam

Category : บทความทั่วไป

Publisher : BioLawCom

บทความทั่วไป บทความทั่วไป

ประวัติศาสตร์ดัดจริต

ศ.ดร. ธงชัย วินิจจะกูล

มหาวิทยาลัยวิสคอนซิน สหรัฐอเมริกา

ได้อ่านบทบรรณาธิการของศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนมีนาคม ๒๕๔๖ "ประวัติศาสตร์ญาติพี่น้องถูกต้องและดีงามกว่าประวัติศาสตร์สงคราม" ขออนุญาตถกเถียงด้วย

ผมเห็นด้วยว่าประวัติศาสตร์แบบชาตินิยมทุกชนิดสนใจสงครามการรบพุ่งเพื่อเน้นวีรกรรมของบรรพบุรุษ ชนะก็เน้นปรีชาสามารถ แพ้ก็เน้นความเสียสละรักชาติยิ่งชีพ เน้นจนกระทั่งมองข้ามมิติอื่นๆ ของความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรต่างๆ ในภูมิภาค ลงท้ายพานนึกว่าตนเองวิเศษเหนือชาติอื่น มองเพื่อนบ้านเป็นอริราชศัตรูอยู่ร่ำไป

แต่ผมไม่เห็นด้วยว่าควรจะ "ยกเลิกประวัติศาสตร์สงคราม" เพราะถูกต้องดีงามน้อยกว่าประวัติศาสตร์ญาติพี่น้อง ประเด็นอยู่ตรงที่ว่าประวัติศาสตร์สงครามมิได้ถูกผิดดีเลวในตัวมันเอง แต่ถูกทำให้เป็นเครื่องมือเผยแพร่ความ "เท็จ" อย่างที่บทบรรณาธิการกล่าว อันที่จริงเราต้องเรียนรู้ประวัติศาสตร์สงครามความขัดแย้งให้หนัก แต่ต้องมิใช่ประวัติศาสตร์ "เท็จ"

ต้องไม่ใช่เพื่อการโฆษณาชวนเชื่อ กล่อมเกลาประชาชนของเราเอง หลอกตัวเองหรือเพื่อยกตนข่มผู้อื่น

คำตอบคือเราต้องเข้าใจว่าการสงครามในอดีตอยู่ภายใต้การเมืองแบบไหน บริบทอะไร เพื่ออะไร บทบรรณาธิการได้ให้คำตอบแล้วข้อหนึ่ง คือเป็นการสงครามระหว่างวงศ์กษัตริย์ มิใช่ระหว่างชาติหรือประชาชนไพร่ฟ้าพลเมือง

ผมขอเสริมอีกคำตอบว่า ในหลายกรณีเป็นสงครามระหว่างกษัตริย์และอาณาจักรที่แย่งชิงความเป็นใหญ่ในภูมิภาค แย่งกันเป็นองค์จักรพรรดิราช แต่ส่วนใหญ่ของการสงครามในอุษาคเนย์เป็นเรื่องขององค์ราชาธิราชหรือจักรพรรด ิต้องการแผ่อำนาจด้วยการกำราบปราบปรามกษัตริย์และอาณาจักรที่อ่อนแอกว่าตน เพื่อสถาปนาความเป็นใหญ่เหนือวงศ์กษัตริย์อื่น นี่เป็นปรากฏการณ์ปกติของการเมืองสมัยโบราณ เป็นเรื่องที่พระราชพงศาวดารไม่เคยอับอาย ไม่ต้องอำพราง ไม่ต้องกระมิดกระเมี้ยนหรือให้เหตุผลแก้ตัว เพราะเป็นภารกิจประการหนึ่งของกษัตริย์ในสมัยโบราณ

กล่าวอย่างตรงไปตรงมา สงครามในอดีตของ "ไทย" นั้น บางครั้ง "ไทย" เป็นฝ่ายถูกรังแก หลายครั้งเป็นการปะทะเพื่อตัดสินว่า "ไทย" กับ "พม่า" ใครจะเหนือกว่ากัน แต่ส่วนข้างมากของสงครามการรบที่ "ไทย" กระทำเป็นเรื่องของการแผ่ขยายอำนาจสถาปนาความเป็นใหญ่ของกษัตริย์สยาม

ประวัติศาสตร์ที่ไม่กล้ายอมรับว่าสงครามในอดีตเป็นการอวดศักดาขยายอำนาจ และกลับทำให้คนรุ่นหลังคิดว่า "ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด" เกิดจากความดัดจริตของคนไทยสมัยใหม่ ภายใต้การเมืองแบบสมัยใหม่ที่ทุกประเทศ (ควรจะ) เคารพอธิปไตยของกันและกัน ไม่รุกรานกัน จากความดัดจริตดังกล่าวเราจึงไม่กล้าเผชิญความจริงของอดีตด้วยปัญญาและใจเป็นธรรม

ประวัติศาสตร์ดัดจริตชวนให้เราหลงตนเอง ไม่สำเหนียกว่าเราสามารถเคารพอดีตได้ด้วยปัญญา เคารพเพื่อนบ้านได้ด้วยใจอุเบกขาและเป็นธรรม เราเรียนรู้ประวัติศาสตร์ได้โดยไม่จำเป็นต้องยกตนข่มผู้อื่น

หากเราเรียนประวัติศาสตร์ด้วยจิตใจวิพากษ์วิจารณ์ การสงครามยังคงเป็นเรื่องน่าเรียนรู้ จำเป็นต้องเรียนรู้ และเป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกต้อง เป็นประโยชน์ไม่ต่างจากประวัติศาสตร์เครือญาติหรือเรื่องอื่นๆ

ศิลปวัฒนธรรม

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2546 ปีที่ 24 ฉบับที่ 7

งานเขียนอื่น ๆ ที่รวบรวมไว้

read 2523

doctorJ

เห็นด้วยกับอาจารย์ธงชัยเป็นอย่างยิ่ง  แต่ประวัติศาสตร์ก็ถูกเขียนโดย"คน" ไม่ไช่ฟิลมบันทึกเหตุการณ์จึงยังมีข้อจำกัดเรื่องความถูกต้องน่าเชื่อถือของผู้เขียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าผู้เขียนมีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม  นอกจากนี้บรรยายกาศเสรีภาพของการแสดงออกของสังคม กฏหมาย ก็มีอิทธิพลต่อประวัติศาสตร์เช่นกัน 

ประวัติศาสตร์อีกไม่น้อยที่ยังรอการชำระให้ถูกต้อง  รวมถึงประวัติศาสตร์ ๖ ตุลา ๑๙ ด้วยครับ

11 Nov 08

doctorB

[ ประวัติศาสตร์ที่ไม่กล้ายอมรับว่าสงครามในอดีตเป็นการอวดศักดาขยายอำนาจ ]

ช่วยยกตัวอย่างประวัติศาสตร์ของประเทศที่เป็นผู้รุกรานแล้วได้ชัยชนะ  เขียนในประวัติศาสตร์ของตนว่า " สงครามนี้เพื่อการขยายอำนาจ ประกาศศักดา " แทนการเขียนว่า " สงครามนี้เพื่อการป้องกันตัว "

[ และกลับทำให้คนรุ่นหลังคิดว่า "ไทยนี้รักสงบ แต่ถึงรบไม่ขลาด" ] ถ้าอยู่ในบทบาทที่เราเป็นผู้ฝ่ายตั้งรับ ไม่ใช่ฝ่ายรุก คงไม่มีใครแนะนำให้เราขี้ขลาด  ผู้เขียนน่าจะเขียนด้วยใจที่เป็นธรรม [ จากความดัดจริตดังกล่าวเราจึงไม่กล้าเผชิญความจริงของอดีตด้วยปัญญาและใจเป็นธรรม ] และเป็นกลาง เพราะสงครามไม่ใช่มีแค่ผู้รุกราน แต่มีผู้ถูกรุกรานด้วย ไม่อย่างนั้นคงไม่มีสงคราม

[ เราสามารถเคารพอดีตได้ด้วยปัญญา เคารพเพื่อนบ้านได้ด้วยใจอุเบกขาและเป็นธรรม เราเรียนรู้ประวัติศาสตร์ได้โดยไม่จำเป็นต้องยกตนข่มผู้อื่น ] เห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่ในฐานะที่ผู้เขียนเป็นผู้มีปัญญา ควรจะนำเสนอบทความในเชิงที่ทำให้เกิดการ " ประเทืองปัญญา " แก่ผู้อ่านด้วยเช่นกัน ไม่ใช่ให้น้ำหนักฝ่ายหนึ่งมากเกินไปจนทำให้ผู้อ่านมองไม่เห็นอีกฝ่ายหนึ่ง สงครามมีอย่างน้อยสองฝ่ายเสมอ

25 Nov 08

ความคิดเห็น (click here to comment)

Search

Navigation

ความเคลื่อนไหว

รวมลิงก์น่าสนใจ

Login

name password

ลืมรหัสผ่าน