ComBioLaw.De » บทความ » บทความทั่วไป » 7 บทความ ฝรั่งมองไทย: สถาบันกษัตริย์ไทย กับม็อบพันธมิตรฯ
7 บทความ ฝรั่งมองไทย: สถาบันกษัตริย์ไทย กับม็อบพันธมิตรฯ
|
Author : BioLawCom (รวบรวมบทความ) Quelle : BioLawCom.De Category : บทความทั่วไป Publisher : เชกูวารา |
|
หมายเหตุ: - เรียงลำดับบทความตามวันที่ตีพิมพ์
- บทความต้นฉบับภาษาอังกฤษ สามารถคลิ้กได้ที่ชื่อบทความ "ภาษาอังกฤษ"
บทความ ๑. ม็อบและราชบัลลังก์ (The crowd and the crown)
เป็นไปได้ไหมว่าสถาบันกษัตริย์ของเมืองไทยจะเดินไปทางเดียวกับประเทศเนปาล ที่ราชบัลลังก์ล่าสุดได้ถูกโค่นล้มและถูกเปลี่ยนไปเป็นระบอบสาธารณรัฐ ? ความคิดนี้อาจฟังดูไร้สาระเมื่อพิจารณาว่า กษัตริย์ของเมืองไทย ภูมิพลอดุลยเดช ถูกกล่าวขานโดยมีคำนำหน้าว่า "ที่เคารพรัก" มาโดยตลอดโดยสื่อต่างชาติและถูกยกย่องเชิดชูโดยสื่อในประเทศมาโดยตลอด แต่อย่างที่เนปาลได้พิสูจน์ให้เห็นว่า สถาบันกษัตริย์สามารถทำลายตนเอง เมื่อราชวงศ์เองมีการทะลาะเบาะแว้งกันหรือเมื่อราชวงศ์ที่ไร้ความสามารถทำ เลยเถิดจนก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่เกี่ยวกับสาธาณรัฐ มันเป็นการควรที่คำนึงถึงกษัตริย์ Birendra ของเนปาลที่ได้รับการสักการะและเคารพในช่วงเวลา 30 ปีที่ครองราชย์ แต่หลังจากที่ถูกสังหารโดยลูกชายที่มีสติฟั่นเฟือน ในปี 2001 เขาก็ได้ถูกสืบทอดราชบัลลังก์โดย King Gyeandendra ซึ่งก็ได้ทำการยุบสภาในปี 2005 และพยายามจะบังคับให้ใช้ระบอบสมบูรณาฯหรือกษัตริย์มีอำนาจในการปกครองโดยตรง แต่มันก็เป็นความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ระบอบสาธารณรัฐ และการประท้วงของขบวนการนิยมลัทธิเหมา ปูทางให้เกิดการเลือกตั้งและสถาบันกษัตริย์ก็ถูกล้มล้างไปในเดือนมีนาคม เป็นไปได้ไหมว่ากลุ่มผู้ประท้วงที่อ้างว่าสนับสนุนสถาบันกษัตริย์ที่ทำให้สนามบินของไทยเป็นอัมพาต กำลังหว่านเมล็ดของความไม่ไว้วางใจสถาบันกษัตริย์ในกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่เลือกรัฐบาลปัจจุบัน เข้ามาบริหารประเทศเมื่อ 11 เดือนที่แล้ว เป็นไปได้ไหมว่ากฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ที่แข็งกร้าวมันกลบความขุ่นเคืองใจที่กำลังทวีคูณขึ้นทุกวัน กษัตริย์ภูมิพลโดยปกติ จะถูกนำเสนอให้เห็นว่าทรงอยู่เหนือการเมือง จะเข้ามาแทรกแซงก็ต่อเมื่อต้องการจะยุติความขัดแย้งหรือ ทำให้อำนาจทหารและการเมืองกลับสู่สภาวะสมดุลย์ แต่โดยแท้จริงแล้ว ประวัติศาสตร์ไม่ใช่จะง่ายอย่างที่คิด โดยรวมแล้วก็ได้เห็นด้วยเป็นนัยๆต่อการรัฐประหารที่อ้างเสถียรภาพและความ สะอาดของรัฐบาล แต่ในเหตุการณ์นี้การนิ่งเงียบของกษัตริย์ในช่วงโกลาหลที่เกิดจากกลุ่ม พันธมิตรนั้น มันดูเหมือนจะเป็นการบอกอะไรบางอย่าง มันอาจเป็นการสัญญาณเป็นนัยๆว่าเป็นการสนับสนุนการชุมนุม หรือไม่ก็ได้ ด้วยพระชนมมายุ 81 พรรษา และพระพลานัยที่ไม่แข็งแรงนักและกำลังไว้ทุกข์ให้แก่สมเด็จพระพี่นาง พระองค์จึงไม่มีพระราชประสงค์ที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ เกี่ยวข้องกับการสืบทอดราชบัลลังก์ อย่างไรก็ตาม ไม่ต้องสงสัยเลยว่า กลุ่มพันธมิตรได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางโดยสถาบันที่เกี่ยวกับ ข้าราชการ ระบบความยุติธรรม และกองทัพที่เกี่ยวข้องกับองคมนตรี ซึ่งนำโดยอดีตนายกฯเปรม ติณสูลานนท์ซึ่งอายุ 88 ปี การสนับสนุนโดยราชวงศ์ ซึ่งสามารถเห็นได้จากการที่พระราชินีได้เสด็จไปร่วมงานศพของฝ่ายพันธมิตรที่อ้างว่าเสียชีวิตจากระเบิดแก๊สน้ำตาซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน กองทัพไม่สามารถที่จะนำความสงบกลับคืนมา หรือหยุดปัญหาโดยทำรัฐประหารอีกครั้ง เพราะครั้งก่อนก็ล้มเหลวและไม่มีแผนรองรับที่ดีหลังรัฐประหารด้วย "พันธมิตรประชาชนประชาธิปไตย" ก็เป็นการตั้งชื่อที่ผิดด้วย เพราะส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่มาจากชนชั้นสูง หรือการสนับสนุนทางการเงินโดยชนชั้นสูงที่เกลียดและกลัวอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ซึ่งถูกขับไล่จากตำแหน่งโดยการรัฐประหารปี 2006 พวกเขาไม่ไว้ใจระบอบประชาธิปไตย และอ้างว่าเป็นตัวแทนของรัฐบาลที่สุจริต ทักษิณแน่นอนได้ใช้อำนาจในทางที่ผิดโดยต้องการผลประโยชน์ทางการเมืองและ การเงิน และเขาก็สมควรที่จะถูกลดอำนาจลง แต่สิ่งที่ศัตรูของเขาไม่พอใจคือการกุมอำนาจ และการที่เขาพึ่งคะแนนเสียงจากกลุ่มคนในชนบท กลุ่มที่ไม่พอใจกับข่องว่างของรายได้ที่กว้างระหว่างพวกเขากับชนชั้นกลาง กลุ่มคนที่สนับสนุนระบอบการปกครองแบบกษัตริย์มีความต้องการอย่างมากที่จะให้ทักษิณหมดอำนาจระหว่างที่จะมีการสืบทอดพระราชบัลลังก์ มกุฎราชกุมารได้รับความนิยมน้อยกว่าพระราชบิดา และบทบาทไนอนาคตของราชวงศ์รวมทั้งราชินีก็ไม่มีความแน่นอน ทักษิณไม่ใช่นักนิยมสาธารณรัฐ แต่เหมือนกับผู้นำที่แข็งแกร่งในทศวรรษที่ 50 และ 60 อย่างจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่พึงพอใจจะให้สถาบันกษัตริย์เป็นแต่เพียงการรักษาสัญลักษณ์ของธรรมเนียม ปฎิบัติมากกว่า และไม่ต้องการที่จะให้สถาบันกษัตริย์เป็นศูนย์กลางของอำนาจ ชนชั้นสูงต้องการเพียงที่จะใช้สถาบันกษัตริย์เพื่อเกื้อหนุนสถานะภาพของ ตนเอง เหมือนที่กำลังทำอยู่ในขณะนี้ผ่านทางพันธมิตร แต่นี่อาจจะลงเอยด้วยการเป็นภัยต่อสถาบันกษัตริย์มากกว่าไม่ใช่การช่วยเหลือ เลย และถ้ากลุ่มคนที่สนับสนุนทักษิณได้เปรียบในการต่อสู้ชิงอำนาจครั้งนี้ พวกเขาจะสร้างความไม่พอใจให้กับราชวงศ์ที่ไม่สามารถดึงดูดความเคารพรักที่ ให้แก่กษัตริย์ภูมิพล และความสำเร็จของชนชั้นสูงนั้นก็ต้องได้รับการสนับสนุนจากทางกองทัพด้วย ซึ่งบุคคลที่มีอำนาจในกองทัพอาจปรากฏออกมา และลดบทบาทของกษัตริย์องค์ใหม่ ดังนั้นคนไทยที่ให้ความสำคัญกับบทบาทของกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ควรศึกษาประวัติศาสตร์ของราชวงศ์ที่เพิ่งจะเกิดขึ้นไม่นานมานี้ และอันตรายของการใช้ฝูงชนประท้วงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง. -------------------------------- บทความ ๒.
ประเทศไทย และรัฐประหารเพื่อคนรวย
(Thailand and the Coup for the Rich )
โดย : ใจ อึ๊งภากรณ์
ได้ข้อมูลผ่าน : กระทู้บอร์ดฟ้าเดียวกัน โดย สมเสร็จเปรม แปลโดย : Invisible hands
เป็นไปตามคาดหมาย ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ศาลรัฐธรรมนูญ ของประเทศไทยตัดสินยุบพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย เป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันอังคารนี้ ทำให้รัฐบาลต้องลาออก เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่กองทัพและตำรวจปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำสั่ง ของรัฐบาล ให้ยึดสนามบินนานาชาติทั้งสองซึ่งถูกยึดโดยกลุ่มพันธมิตรฟาสซิสต์คืน กลุ่ม นิยมเจ้าต่อต้านรัฐบาลประกอบด้วยพันธมิตรฟาสซิสต์ ทหาร ตำรวจ ตุลาการ สื่อกระแสหลัก พรรคประชาธิปัตย์ นักวิชาการชนชั้นกลางส่วนใหญ่ และ ....... พวกเขาอยู่เบื้องหลังการรัฐประหารโดยตุลาการครั้งนี้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์เป็นหนึ่งในแกนนำกลุ่มนอกกฎหมายที่ทำการปิดสนามบินใน กรุงเทพฯทั้ง 2 แห่ง พันธมิตรฯเสื้อเหลืองมีการ์ดติดอาวุธยิงปืนใส่ ศัตรูอยู่เสมอ พวกเขาใช้ความรุนแรงเป็นประจำและเรียกร้องให้มี"การดูแลความปลอดภัยร่วม"กับ ตำรวจ พันธมิตรฯละเมิดกฎหมายอยู่เสมอ แต่ก็ไม่มีใครทำอะไรเขาได้ แม้นานๆครั้งพวกเขาจะต้องไปขึ้นศาล พวกเขาก็จะได้รับประกันตัวและอนุญาตให้กลับไปก่ออาชญากรรมเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำ เล่าเสมอมา คนไทยส่วนใหญ่ซึ่งเป็นคนจนต้องรับเคราะห์ซ้ำกรรมซัด อันดับแรก พวกนิยมเจ้าชนชั้นสูงกำลังทำทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่ทำได้เพื่อพรากสิทธิ พื้นฐานในระบอบประชาธิปไตยไปจากพวกเขา อันดับสอง คนงานจำนวนมากในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกำลังตกงานเนื่องจากการปิดสนามบิน ภาคเกษตรกรรมและอิเล็กทรอนิกส์ต่างก็ได้รับผลกระทบเช่นกันและพวกเราก็กำลัง เผชิญหน้า กับวิกฤติเศรษฐกิจโลกขั้นรุนแรง พวกชนชั้นสูงไม่สนใจว่าเศรษฐกิจไทยจะถูกทำลายเพียงใดหรือประเทศไทยจะกลับไป เป็นประเทศโลกที่ 3 หรือไม่ ในประเทศโลกที่ 3 พวกชนชั้นสูงต่างก็มีชีวิตเช่นเดียวกับคนรวยในประเทศที่พัฒนาแล้ว พันธมิตรฯเป็นพวกชนชั้นกลางหัวรุนแรงที่ไม่จำเป็นต้องไปทำงาน ด้วยเหตุนั้นพวกเขาจึงชุมนุมอย่างยืดเยื้อ เราได้รับการบอกกล่าวจาก พวกหัวอนุรักษ์อยู่เสมอว่าคนจนโง่เกินกว่าที่ควรจะมีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้ง กองทัพทำรัฐประหารใน พ.ศ. 2549 และเขียนรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่เพื่อลดพื้นที่ทางประชาธิปไตยและเพื่อนิรโทษกรรม ให้ตัวพวกเขาเอง ประชาชนได้เลือกพรรครัฐบาลเข้ามาบริหารด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นหลายครั้งหลาย หน ไม่ว่าจะเป็นพรรคไทยรักไทยของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร หรือพรรคพลังประชาชนที่รับช่วงต่อ ตอนนี้ นักการเมืองของพรรคพลังประชาชนกำลังย้ายไปพรรคใหม่ชื่อพรรคเพื่อไทย การเลือกตั้งที่ยุติธรรมจะเกิดขึ้นหรือไม่? หรือพวกชนชั้นสูงจะวางแผน"แก้ไข"เพื่อทำให้คนของพวกเขาชนะ ? อะไรคือสาเหตุของวิกฤติครั้งนี้ ? ต้นเหตุ ของวิกฤติครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องการคอรัปชันของรัฐบาลทักษิณในอดีต ไม่ใช่เรื่องการซื้อเสียง, ธรรมาภิบาล, สิทธิพลเมือง, หรือหลักนิติรัฐ นักการเมืองทุกพรรครวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์เป็นที่รู้กันดีว่าซื้อเสียง ทั้งนั้น พวกชนชั้นสูงไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการ หรือทหาร ต่างก็มีประวัติคอรัปชันอย่างน่าสะอิดสะเอียน แม้เมื่อพวกเขาไม่ได้ทำผิดกฎหมาย พวกเขาก็รวยด้วยการทำนาบนหลังแรงงานและชาวนายากจน พรรคประชาธิปัตย์เต็มไปด้วยเศรษฐีเหล่านั้น เป็นเรื่องประหลาดที่ พรรคไทยรักไทยกลับทำให้การซื้อเสียงลดความสำคัญลงเพราะมันเป็นพรรคแรกในรอบ หลายทศวรรษที่มีนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อคนยากจนอย่างแท้จริง พวกเขาริเริ่มนโยบายประกันสุขภาพแบบครอบคลุมและนโยบายกองทุนหมู่บ้านแบบเศรษ ศาสตร์สำนักเคนส์ ประชาชนเลือกพวกเขาด้วยนโยบายเหล่านี้ พรรคประชาธิปัตย์และพวกชนชั้นสูงหัวอนุรักษ์เกลียดการร่วมมือระหว่างพรรคของ ทักษิณกับคนยากจน พวกเขาเกลียดความคิดที่รัฐบาลจะใช้งบประมาณสาธารณะเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของ คนยากจน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เครือข่ายต่อต้านรัฐบาลจึงเป็นเครือข่ายต่อต้าน ประชาธิปไตย พันธมิตรฯได้แนะนำให้ลดจำนวน ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งและยื่นข้อเสนอให้ยกเลิกหลักการ"หนึ่งคน หนึ่งเสียง" ดังนั้นต้นเหตุของปัญหาก็คือการที่ชนชั้นสูงอนุรักษ์ดูถูกเหยียดหยามคนจนและ รังเกียจประชาธิปไตย พวกเขาพร้อมที่จะละเมิดกฎหมายเมื่อมันเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา อะไรคือทางออก ? พวก นักธุรกิจและชนชั้นสูงนิยมเจ้ากำลังเรียกร้องรัฐบาลแห่งชาติที่ไม่ได้มาจาก การเลือกตั้ง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์"รับอาสา"เป็นนายกรัฐมนตรี! รัฐบาลแห่งชาติจะทำให้การรัฐประหารโดยตุลาการเพื่อคนร่ำรวยเสร็จสมบูรณ์ มันจะเป็นชัยชนะของพันธมิตรฯและเป็นความพ่ายแพ้ของผู้เลือกตั้ง กลุ่ม เสื้อแดงที่ก่อตั้งโดยนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลเป็นความหวังเดียวของ ประชาธิปไตยไทย พวกเขาตอนนี้เป็นกลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตยเพื่อคนจนโดยแท้จริง นี่คือสิ่งที่เรียกว่า "ประชาสังคม" หาใช่พวกพันธมิตรฟาสซิสต์ไม่ นักวิชาการไทยไม่เข้าใจข้อเท็จจริงพื้นฐานข้อนี้ แต่กลุ่มเสื้อแดงก็ไม่ใช่กลุ่มที่มีความเห็นเดียว หลายคนมีภาพลวงตาเกี่ยวกับอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร พวกเขามองข้ามการละเมิดสิทธิมนุษยชนในภาคใต้และสงครามยาเสพติด ซึ่งประชาชนหลายร้อยคนถูกยิงเพราะเป็นผู้ค้ายาโดยปราศจากการจับกุม ตัดสินหรือพิสูจน์ แต่ประเด็นสิทธิมนุษยชนเหล่านี้ก็ถูกละเลยอย่างสิ้นเชิงโดยพวกพันธมิตรฯและ เครือข่าย ของเขาด้วยเช่นกัน ตลอดวิกฤติที่ยาวนานกว่าสามปีนี้ ขบวนการเอ็นจีโอไทยส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน) ต่างล้มเหลวในการสนับสนุนประชาธิปไตย พวกเขาหลายคนอ้าแขนรับรัฐประหาร พ.ศ. 2549 ด้วยความยินดี หลายคนสนับสนุนรัฐธรรมนูญของทหาร ตอนนี้พวกเขากำลังเงียบหรือไม่ก็พูดย้ำข้อเสนอของผู้บัญชาการทหารบก ที่พูดเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่ารัฐบาลควรลาออก พวกเขาไม่เคยพยายาม สร้างขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมที่สนับสนุนประชาธิปไตย หลายคนเชื่อว่าคนจน "ไร้การศึกษา" และขาดข้อมูลเพียงพอที่จะเลือกตั้ง ตัวอย่างที่น่านับถือได้แก่มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนที่เชียงใหม่ บางส่วนของขบวนการแรงงาน และกลุ่มนักกิจกรรมเอ็นจีโอรุ่นใหม่ๆ และกลุ่มเลี้ยวซ้าย วิกฤติเศรษฐกิจ คนหลายล้านคนต้อง สูญเสียงานเพราะวิกฤติเศรษฐกิจโลกและความวุ่นวายในสังคมไทย ผู้คนถูกผลักกลับไปสู่ความยากจน แต่กระนั้น พรรคประชาธิปัตย์ ทหาร ชนชั้นสูงนิยมเจ้า และเอ็นจีโอกระแสหลัก ก็ไม่เข้าใจหรือไม่แยแสเรื่องนโยบายที่จะปกป้องคุณภาพชีวิตของคนจนแม้แต่ นิดเดียว พวกเขาพร่ำสรรเสริญเศรษฐกิจพอเพียงของพระเจ้าอยู่หัวและความจำเป็นเรื่อง วินัยทางการ คลัง พูดง่ายๆก็คือคนจนต้องลดรายจ่ายของเขาและเรียนรู้ที่จะมีชีวิตอยู่กับความยากจน ในขณะที่คนรวยก็มีชีวิตอยู่อย่างหรูหราต่อไป พวก เราเรียกร้องให้รัฐใช้จ่ายกับถนนหนทาง การปกป้องงาน และการเพิ่มสวัสดิการ อย่างหมดหวัง ภาษีมูลค่าเพิ่มควรจะต้องถูกลดหรือกำจัดให้หมดไป และควรเรียกเก็บภาษีชนชั้นสูงที่ร่ำรวยให้สูงขึ้นอย่างไม่มีข้อยกเว้น งบทหารมหาศาลควรถูกตัด ค่าแรงควรเพิ่ม ชาวนายากจนควรได้รับการปกป้อง สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ในบรรยากาศประชาธิปไตยที่แท้จริงเท่านั้น นี่เป็นเหตุผลที่เราต้องต่อต้าน"รัฐประหารเพื่อคนรวย"ครั้งที่ 2 ครั้งนี้. ---------------------------------
บทความ ๓.
บทวิเคราะห์ : ข่าวลือรอบ ๆ สถาบันกษัตริย์ไทย และชัยชนะของพันธมิตรฯ (Analysis: dark rumours around Thai monarchy and PAD victory)
โดย : Richard Lloyd Parry แปลโดย : Invisible hands ได้ข้อมูลผ่าน : กระทู้บอร์ดฟ้าเดียวกัน โดย สมเสร็จเปรม ดูภายนอก สำหรับนักท่องเที่ยวกว่าสองแสนคนที่ต้องไปค้างในโรงแรมและห้องโถงผู้โดยสารขาออกเมื่อสัปดาห์ก่อน มันดูเหมือนเป็นวิธีแก้ปัญหาไร้สาระด้วยความเมตตาปรานี เมื่อคืนนี้ หลังจากที่นายกรัฐมนตรีไทยถูกตัดสินให้พ้นจากตำแหน่ง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ประกาศว่า พวกเขาจะเลิกการชุมนุม พวกเสื้อเหลืองจะออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ การยึดทำเนียบรัฐบาลในใจกลางกรุงเทพฯกว่า 3 เดือนจะยุติลง อย่างไรก็ตาม การคิดว่าประเทศไทยกลับเข้าสู่ความสงบแล้วนั้นเป็นการคิดผิด ปรากฏการณ์เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา – ที่นักท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการส่งออกของทั้งประเทศถูกจับเป็นตัวประกันโดยคนชั้นก ลางบ้าคลั่งหลายพันคน – แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงอันน่าสะพรึงกลัวที่เข้ามาสู่ประเทศไทยตลอดสามปีที่ผ่านมา จากที่เคยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีเสถียรภาพมากที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตอนนี้มันกลายเป็นสถานที่ประชาธิปไตยแทบจะหยุดทำงาน คำถามหลักคือ ม็อบที่อย่างมากก็มีเพียงอาวุธเบา สามารถยึดสถานที่ที่สำคัญเชิงยุทธศาสตร์ เช่น สนามบิน ได้อย่างง่ายดายและยาวนานมากได้อย่างไร ถ้าทหารต่างชาติหรือผู้ก่อการร้าย เช่น พวกที่โจมตีมุมไบเมื่อสัปดาห์ก่อน บุกสนามบินสุวรรณภูมิแล้วล่ะก็ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าตำรวจและทหารไทยจะต่อสู้กับพวกนั้นไปแล้ว มันไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่สามารถเอาพันธมิตรฯออกมาได้ พวกเขาเลือกที่จะไม่ทำ และนี่ก่อให้เกิดคำถามสำคัญ – ใครเป็นคนบริหารประเทศไทยกันแน่? ทั้ง ๆ ที่มีชื่อว่าเพื่อประชาธิปไตย พันธมิตรฯ กลับสนับสนุนให้รัฐธรรมนูญลดขอบเขตประชาธิปไตยเพื่อลดอิทธิพลของผู้ลงคะแนน เสียงในชนบท ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงข้างมากอาจปฏิเสธการเมืองของพันธมิตรฯ แต่ จากความไม่สะทกสะท้านของพันธมิตรเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้แสดงให้เห็นว่ามันมีผู้อยู่เบื้องหลังจากสถาบันที่มีอำนาจมากพอที่ทำให้ ตำรวจและทหารต้องหวั่นกลัว พวกเขาเป็นใคร ? คำตอบที่ได้รับ แม้ว่าจะมาจากคนไทยที่รู้ข้อมูลมากที่สุด ก็ยังคลุมเครือและยากจะพิสูจน์ ไม่ต้องสงสัยว่าผู้สนับสนุนพันธมิตรฯหลายคนเพียงแค่เกลียดทักษิณ ชินวัตร และเกลียดการที่เขาเอาใจคนยากจนตามชนบท แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้อธิบายว่าทำไมพวกเขาถึงสามารถละเมิดกฎหมายอย่าง โจ่งแจ้งได้ถึงเพียงนี้ สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำม็อบ เป็นเจ้าพ่อสื่อผู้มั่งคั่ง แต่ลำพังตัวเขาเองไม่สามารถทำให้พันธมิตรฯชุมนุมยืดเยื้อขนาดนี้ได้ ข่าวลือ ลึกลับ – และมากกว่านั้นนิดหน่อย – กล่าวว่า พวกเขาได้รับการสนับสนุนจากสถาบันกษัตริย์ไทยที่ทรงอำนาจ บางทีอาจมาจากพระราชินีสิริกิติ์ผู้แสดงความเห็นใจอย่างชัดแจ้งต่อพันธมิตรฯ ที่บาดเจ็บจากการปะทะกับตำรวจ คาดเดากันว่า พระองค์สนับสนุนพันธมิตรฯ เพื่อต่อต้านอิทธิพลของทักษิณที่ว่ากันว่ามีเหนือพระโอรสของพระองค์ เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณผู้ไม่เป็นที่นิยม เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องยากแม้แต่จะพูดถึงในประเทศไทยที่ซึ่งผู้หมิ่นพระบรมเดชานุภาพหรือทำให้กษัตริย์เสื่อมเสียชื่อเสียง จะต้องรับโทษถึงขั้นจำคุก ไม่ว่าอะไรคือความจริงที่อยู่เบื้องหลังม็อบพันธมิตรฯที่ชั่วร้าย มันจะยังคงส่งอิทธิพลต่อไปยาวนานหลังจากที่นักท่องเที่ยวที่โศกเศร้ากลับบ้านไปแล้ว.
---------------------------------------
บทความ ๔.
ผู้ประท้วงชาวไทยทำสำเร็จได้อย่างไร ? (How did Thai protesters manage it ?) From BBC News December 3, 2008
โดย : Jonathan Head แปลโดย : มือที่มองไม่เห็น ได้ข้อมูลผ่าน : Hello Siam หลังประกาศชัยชนะ ฝูงเสื้อเหลืองพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ม้วนเสื่อและถุงนอนของพวกเขา พวกเขาต่อคิวรับของที่ระลึกเป็นผ้าพันคอ (แน่นอน สีเหลือง) ที่มีลายเซ็นแกนนำที่พาพวกเขาก่อจลาจลที่น่าประหลาดใจ แล้วพวกเขาก็ขึ้นรถบัสและรถปิคอัพกลับบ้าน ฝูงคนทำความสะอาด ช่าง และ รปภ. กลับเข้ามาทำสนามบินอันทันสมัยของกรุงเทพฯมูลค่ากว่า 4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ให้ใช้งานได้อีกครั้ง ภายในไม่กี่วัน การประท้วงครั้งนี้จะกลายเป็นความทรงจำเหมือนฝัน แต่คำถามที่การกระทำของพวกเขาได้ทิ้งไว้เกี่ยวกับรัฐไทย จะยังคงอยู่ต่อไปอีกนานหลังจากที่มือตบพลาสติกชิ้นสุดท้ายถูกหยิบไปทิ้ง ประเทศที่เจริญและพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวเท่ากับประเทศไทย จะปล่อยให้ศูนย์กลางการคมนาคมที่สำคัญยิ่งถูกบุกรุกโดยม็อบที่ไม่เคยมีคนมาก ไปกว่าไม่กี่พันคนได้อย่างไร? พันธมิตรฯ คือใคร และอะไรทำให้พวกเขามีความมั่นใจที่จะก่อวินาศกรรมทางเศรษฐกิจโดยไม่เกรงกลัวกฎหมายใด ๆ ? ตำรวจอ่อนแอ การประท้วงในสนามบินแสดงให้เห็นฝีมือของพันธมิตรฯในการทำงานเสี่ยงอันตราย ที่อาจหาญและและไม่คาดคิด เมื่อขบวนรถพันธมิตรฯขบวนแรกเข้าใกล้สนามบินเมื่อวันอังคารที่แล้ว พวกเขาบอกว่าพวกเขาเพียงต้องการประท้วงนายกรัฐมนตรีสมชาย วงสวัสดิ์ ซึ่งมีกำหนดกลับจากการประชุมเอเปคที่เปรู รัฐบาลมีแผนหลีกเลี่ยงการปะทะ พวกเขาไม่ต้องการซ้ำรอยเหตุการณ์หายนะในเดือนตุลาคม ที่พันธมิตรฯหลายคนได้รับบาดเจ็บรุนแรงในการปะทะกับตำรวจ ตำรวจได้รับคำสั่งไม่ให้ใช้กำลัง จึงต้องถอยไม่มีใครคาดคิดว่าพันธมิตรฯจะพยายามยึดหนึ่งในสนามบินที่ใหญ่ ที่สุดและคนพลุกพล่านมากที่สุดในโลก ความจริงแล้ว ผู้จัดตั้งม็อบพันธมิตรฯหลายคนบอก BBC ว่าพวกเขาวางแผนยึดสนามบินไว้อย่างรอบคอบเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน ความอ่อนแอของตำรวจไทยคือ สิ่งสำคัญเช่นกัน พวกเขาไม่อาจเทียบกับม็อบที่มีความแน่วแน่และจัดตั้งมาอย่างดีแบบนี้ได้เลย พวกเขาไม่ได้รับการฝึกควบคุมจลาจลมาดีนัก และยังขาดสถานะของกองทัพ เมื่อเป็นที่ชัดเจนว่าพันธมิตรฯต้องการยึดสนามบิน ผู้ว่าจังหวัดจึงขอความช่วยเหลือจากกองทัพ ไม่มีใครมาแม้แต่คนเดียว ตลอดปีนี้ การที่กองทัพปฏิเสธให้ความช่วยเหลือควบคุมม็อบพันธมิตรฯทำให้รัฐบาลไม่มี หนทางต้านการจลาจลนี้ได้ ตำรวจกำลังเผชิญหน้ากับองค์กรที่มีความแข็งแกร่งด้านการส่งกำลังบำรุงอย่าง มหาศาล มันเป็นม็อบที่ได้รับการฝึกมาอย่างดีและมีเงินทุนหนาแน่น ประสิทธิภาพการส่งบำรุงกำลัง หนึ่งในนายพลเกษียณที่ให้การสนับสนุนการยึดสยามบินให้ความเห็นว่า ม็อบนี้ควรถูกมองว่าเป็นกำลังทหาร ไม่ใช่องค์กรของพลเรือน ที่ยืนหลัง "ป้าๆกับมือตบ" และสาวๆแต่งตัวดีจูงสุนัขตัวเล็กๆ ดังภาพที่ปรากฏในสื่อ คือกลุ่มนักเลงถือไม้ ตะปู ปืนพก เฝ้าด่านและตามล่าผู้บุกรุกเช้าวันหนึ่ง ผมตามพวกเขาไป พวกเขาลากคนที่ต้องสงสัยว่าเป็นสายสืบของรัฐบาลไปยังสถานที่ที่ไม่เปิดเผย และเตะต่อยเขาผมไม่อาจทราบชะตากรรมของเขาได้ อันธพาลบางคนเหล่านี้เป็นสมาชิกกองทัพส่วนตัวของพวกนายพลเกษียณประสิทธิภาพ การส่งบำรุงกำลังของพันธมิตรฯนั้นน่าประทับใจ ภายในไม่กี่ชั่วโมงของการยึดสนามบิน มันก็มีเสบียงอาหาร น้ำ ผ้าห่ม และยา พร้อมสำหรับผู้เข้าร่วมการประท้วงหลายพันคนอาหารไม่เคยขาดแคลน คุณสามารถชาร์จมือถือของคุณหรือส่งข้อความก็ได้ คนทำสะอาดของพันธมิตรฯคอยทำความสะอาดพื้นและห้องน้ำ ร้านค้าปลอดภาษีและที่เช็กอินถูกปิดไม่ให้เข้า และได้รับการปกป้องโดยการ์ดพันธมิตรฯ อาวุธโฆษณาชวนเชื่อของพันธมิตรฯก็น่าประทับใจไม่แพ้กันมันมีสถานีโทรทัศน์ ส่วนตัวชื่อ ASTV ซึ่งแพร่ภาพไปทั่วและโจมตีรัฐบาลไม่ขาดสายไม่ว่าม็อบจะไปที่ไหน มันจะมีเวทีเคลื่อนที่ ซึ่งอยู่บนหลังคารถบรรทุกที่คอยแพร่เสียงการปราศัยและดนตรี ตั้งแต่เช้ามืดไปจนหลังเที่ยงคืนสารของมันเรียบง่าย: อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร คือปีศาจ ขโมยเงินของประชาชน และจะทำลายประเทศ คนจนในชนบทที่เลือกพรรคของเขาต่างถูกซื้อ และไม่อาจคิดด้วยตัวเองได้ บางคนที่เข้าร่วมการยึดสนามบินนั่งฟังการปราศัยของนักปลุกระดมเหล่านี้มา หลายเดือนไม่หยุดหย่อนพวกเขาเชื่ออย่างแรงกล้าว่าการกระทำของพวกเขาคุ้มค่า กับความเสียหายที่เกิดขึ้่นกับประเทศ เพื่อการเมืองไทยที่ใสสะอาดคำถามที่ว่าใครอยู่เบื้องหลังพันธมิตรฯยังคงเป็น เรื่องที่คาดเดากันอย่างมากมายในประเทศไทยผมพบกับนักธุรกิจเชื้อสายจีนหลาย คนที่สนามบินซึ่งคอยช่วยสนับสนุนเสบียงให้พันธมิตรฯแต่เชื่อกันว่า ธุรกิจไทยที่ใหญ่กว่านี้หลายเท่า เป็นผู้สนับสนุนม็อบด้านการเงิน ซึ่งรวมถึงธนาคารไทยสองแห่งเป็นอย่างน้อย การสนับสนุนจากพระราชวัง ? ทักษิณ ชินวัตร สร้างศัตรูกับผู้มีอิทธิพลไว้จำนวนมากขณะที่เขาเป็นนายกฯ ด้วยความทะเยอทะยานที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศ พวกเขาเหล่านี้กำลังใช้นักรบพันธมิตรฯแก้แค้นพรรคของทักษิณ มีอดีตนายทหารมากมายที่ให้ความช่วยเหลือพันธมิตรฯ เช่น พล.อ.ปฐมพงศ์ เกษรศุกร์ ผู้เรียกร้องอย่างเปิดเผยให้กองทัพทำรัฐประหารขับไล่รัฐบาลหนึ่งในแกนนำ พันธมิตรฯ คือ จำลอง ศรีเมือง อดีตนายพลที่มีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ที่ปรึกษาสูงสุดของกษัตริย์ ดังนั้น จึงเกิดคำถามที่อ่อนไหวต่อความรู้สึกมากที่สุด นั่นคือ ความสัมพันธ์กับพระราชวังพันธมิตรฯอ้างความชอบธรรมให้กับการกระทำของพวกเขา ว่าเป็นการปกป้องสถาบันกษัตริย์ พระบรมฉายาลักษณ์ถูกแสดงเด่นชัดตลอดการชุมนุมบุคคลใกล้ชิดกับพระราชวังระดับ สูงหลายคนสนับสนุนม็อบอย่างเปิดเผย เมื่อพระราชินีรับเป็นประธานในงานศพของพันธมิตรฯคนหนึ่งที่เสียชีวิตระหว่างการปะทะกับตำรวจ มันดูเหมือนการให้พรแก่ม็อบอย่างเป็นนัยๆ บางคนในรัฐบาลยังเชื่อด้วยว่ากษัตริย์ผู้เป็นที่เคารพอาจกำลังสนับสนุนม็อบ แม้ว่าด้วยพระชนมายุกว่า 81 พรรษา เรื่องนี้ดูไม่น่าเป็นไปได้ยากที่จะหาหลักฐานแน่ชัดได้ แต่การเคลื่อนไหวของประชาชนในประเทศไทยตอนนี้กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยสิ่งที่ พวกเขาเชื่อว่าจริง รัฐบาลและผู้สนับสนุนตามชนบท เชื่อว่า พระราชวัง กองทัพ และชนชั้นสูง วางแผนปล้นสิทธิเลือกตั้งของพวกเขา พันธมิตรฯและผู้สนับสนุนชนชั้นกลาง เชื่อว่า ฝ่ายทักษิณตั้งใจจะเปลี่ยนประเทศไทยให้เป็นสาธารณรัฐ และทำลายระเบียบสังคมที่มีอยู่ด้วยเชื่อว่าเดิมพันครั้งนี้สูงยิ่งนัก การประนีประนอมระหว่างสองฝ่ายจึงแทบเป็นไปไม่ได้.
-----------------------------
บทความ ๕.
สถาบันกษัตริย์ของไทย กษัตริย์กับประชาชนไทย :
เรื่องเร้นลับเกี่ยวกับบทบาทของพระราชวัง ต่อความความล้มเหลวของประชาธิปไตยไทย
บทบรรณาธิการ The Economist แปลโดย : saraburian (บอร์ดฟ้าเดียวกัน) ธุรกิจการท่องเที่ยวของไทย อุตสาหกรรมการส่งออก และภาพลักษณ์ของประเทศได้ถูกทำลายลงราบคาบจากเหตุการณ์ทั้งหลายที่เพิ่งเกิดขึ้น บรรดาผู้จงรักภักดีต่อราชวงศ์ได้เข้ายึดพื้นที่ในหน่วยราชการหลายแห่งเป็นเวลาหลายเดือน และได้เข้ายึดสนามบินกรุงเทพฯทั้งสองแห่ง ตำรวจไทยปฏิเสธที่จะทำการขับไล่กลุ่มผู้ชุมนุม กองทัพก็ปฏิเสธที่จะเข้ามามีบทบาทช่วยเหลือ สัปดาห์นี้เองการยึดสนามบินจบลงหลังจากที่ศาลได้ตัดสินยุบพรรคการเมืองสามพรรคที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล แต่ทั้งสามพรรคมีแผนที่จะตั้งพรรคขึ้นใหม่ภายใต้ชื่อใหม่ และร่วมกันบริหารประเทศต่อไปท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังครุกรุ่น เปรียบดั่งเปลือกหุ้มแห่งความทันสมัยอันเป็นผลของการพัฒนาแบบก้าวกระโดดในช่วงทศวรรษ 1980 และต้นทศวรรษ 1990 ได้ลอกคราบบาง ๆของมันออกมาเสียแล้ว ทั้งที่ไม่นานมานี้ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่า เป็นหัวขบวนของเอเชีย ในความเป็นสังคมอันเปิดกว้างที่ยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย ตอนนี้ดูเหมือนประเทศไทยกลับค่อย ๆ คืบคลานเข้าสู่ความเป็นอนาธิปไตย ความขัดแย้งเริ่มปรากฎเมื่อสามปีที่แล้วจากการชุมนุมประท้วงที่สงบและเป็นระเบียบ เพื่อต่อต้านการฉ้อราษฎร์บังหลวงและการใช้อำนาจในทางที่ผิดของรัฐบาลของ ทักษิณ ชินวัตร บรรดาผู้ประท้วงซึ่งแต่งกายในชุดสีเหลืองอันเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของกษัตริย์ ซึ่งกล่าวหาว่าทักษิณเป็นผู้ที่มีแนวความคิดแบบสาธารณรัฐนิยมประสบความสำเร็จ เมื่อบรรดานายทหารผู้จงรักภักดีได้ทำการยึดอำนาจจากทักษิณเมื่อปี พ.ศ. 2549 แต่เมื่อประชาธิปไตยได้กลับมาเริ่มทำงานอีกครั้งเมื่อปีที่แล้ว คนไทยส่วนใหญ่ได้ลงคะแนนเสียงเลือกพรรคการเมืองซึ่งเป็นมิตรกับทักษิณเข้ามาบริหารประเทศ บรรดาผู้ประท้วงสวมเสื้อเหลืองซึ่งเรียกตนเองอย่างไม่ค่อยจะตรงกับความจริงนักว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้กลับมาก่อการประท้วงอีกครั้ง รวมทั้งได้นำเอาวิธีการอันเป็นอันธพาลมากยิ่งขึ้นมาใช้ ซึ่งกระตุ้นให้บรรดาผู้ที่สนับสนุน ทักษิณรวมตัวกันสู้โดยมีสัญลักษณ์เป็นเสื้อสีแดง พูดไม่ได้ ตลอดความขัดแย้งที่เกิดขึ้น สิ่งที่มิอาจพูดถึงได้ ซึ่งไม่ใช่เพียงเฉพาะโดยสื่อสารมวลชนไทย แต่รวมถึงโดยผู้สื่อข่าวต่างชาติส่วนใหญ่ด้วยนั้น ก็คือ บทบาทของกษัตริย์ภูมิพล ราชวงศ์ และผู้รับใช้ใกล้ชิดทั้งหลาย กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพซึ่งถูกบังคับใช้อย่างรุนแรงที่สุดในบรรดาทุกประเทศทั่วโลก เป็นเกราะกำบังสำคัญที่ทำให้แม้แต่การเอ่ยถึงบทบาทของราชวงศ์ แม้แต่อย่างที่สุภาพที่สุดก็ยังถือว่าเป็นเรื่องต้องห้ามในที่สาธารณะ กฎหมายดังกล่าว ซึ่งถือว่าตกสมัยไปแล้วในประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกแต่ในประเทศไทยกลับได้ถูกนำมาปรับใช้อย่างแข็งขันในช่วงทศวรรษ 1970 เป็นความพิลึกยิ่งที่ใครก็ได้ สามารถที่จะฟ้องร้องในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งตำรวจจะต้องดำเนินคดีอย่างจริงจังแม้กับข้อหาขี้ประติ๋ว ทั้งหมดนี้ทำให้กฎหมายดังกล่าวเป็นเครื่องมือย่างดีสำหรับนักการเมืองหรือใครก็ตามที่ต้องการจะทำลายศัตรูของตน และบ่อยครั้งสื่อสารมวลชนก็ไม่ได้รับอนุญาตให้อธิบายถึงรายละเอียดของข้อกล่าวหาที่มีต่อราชวงศ์ ทำให้คนไทยไม่มีทางเลยที่จะได้รับทราบว่าข้อกล่าวหาที่ว่าเป็นการไม่เคารพต่อราชวงศ์จริง ๆ หรือไม่ กฎหมายหมิ่นพระบรมราชานุภาพนับเป็นความโหดเหี้ยมในตัวเองอยู่แล้ว และไม่ควรถูกนำมาบังคับใช้ในประเทศใดก็ตาม ที่ประกาศตนว่าเป็นประชาธิปไตย แย่ยิ่งกว่านั้นอีก ก็คือ การที่กฎหมายดังกล่าวปิดบังให้คนไทยทราบถึงเหตุผลบางประการที่เป็นต้นเหตุของปัญหาของการเมืองของประเทศตน แม้แต่สิ่งที่กษัตริย์เองตรัสเรียกว่าเป็นความ “มั่ว” ของประเทศไทยนั้น ก็มีสาเหตุในหลาย ๆ ทางที่มาจากการเข้ามายุ่งเกี่ยวทางการเมืองของตัวพระองค์เอง ตลอด 62 ปีที่ทรงครองราชสมบัติ (โปรดดูบทความประกอบ) ส่วนหนึ่งของความขัดแย้งนี้เป็นผลอันเกิดจากแก่งแย่งซึ่งอำนาจก่อนการเปลี่ยนรัชสมัย ยิ่งเหตุการณ์ที่พระมหากษัตริย์เองจะทรงมีพระชมมพรรษาครบ 81 พรรษาในวันที่ 5 ธันวาคมนี้ ยิ่งทำให้เหตุการณ์ที่นับวันยิ่งทวีความสำคัญยิ่งๆขึ้นเรื่อย ๆ รายละเอียดส่วนใหญ่ของเรื่องราวที่ว่า การกระทำของกษัตริย์ได้ทำลายระบบการเมืองของประเทศตนอย่างไรนั้น เป็นสิ่งที่ไม่คุ้นหู เพราะคนไทยไม่ได้รับอนุญาตให้ได้รับทราบ หลายคนจะพบว่า ข้อวิพากษ์วิจารณ์ของเราทำให้พวกเขาไม่สบอารมณ์ และโมโหเป็นฟืน เป็นไฟ แต่เราคิดว่า เราคงไม่ทำการการวิพากษ์วิจารณ์ครั้งนี้หากเราไม่เห็นว่ามันไม่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวิจารณ์
ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องเปิดกว้างต่อการอภิปรายในเรื่องนี้เพื่อที่จะเตรียมตนเองสำหรับการที่จะมีผู้ที่ได้รับการยอมรับนับถือน้อยกว่าขึ้นเป็นกษัตริย์ ไม่ดีแน่ ๆ ที่ประเทศใดจะหลอกตนเองกับประวัติศาสตร์ในแบบเทพนิยายปรัมปรา ซึ่งเชื่อว่ากษัตริย์ของตนนั้นไม่เคยทำสิ่งใดผิดเลย ทรงอยู่เหนือการเมือง และทรงเข้ามาแทรกแซงเพื่อรักษาประชาธิปไตยเท่านั้น ทั้งหมดนี้ไม่เป็นความจริงเลยประวัติศาสตร์ไทยฉบับเป็นทางการ ย้ำแล้วย้ำอีกกับเหตุการณ์ เช่นในปี พ.ศ. 2535 ซึ่งกษัตริย์ภูมิพลได้แทรกแซงให้ทรราชมือเปื้อนเลือดลาออก และเป็นอิทธิพลสำคัญให้ประเทศกลับสู่ภาวะประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่ง แต่เหตุการณ์อื่น ๆ ซึ่งมีการแทรกแซงจากกษัตริย์ และราชวงศ์ในทางที่ส่งผลเสีย กลับไม่ได้รับการกล่าวถึง หรือนำมาอภิปรายเลย ในปี พ.ศ. 2519 ในขณะที่กษัตริย์ภูมิพลมีความกลัวจนเกินกว่าเหตุกับภัยร้ายจากลัทธิคอมมิวนิสต์ กษัตริย์ได้ทรงละเลยถึงความโหดร้ายป่าเถื่อนของขบวนการขวาจัดซึ่งสมาชิกได้รุมเข่นฆ่ากลุ่มผู้ประท้วง นักศึกษาที่ไร้อาวุธ ในช่วงสงครามเย็น อเมริกา เห็นว่า กษัตริย์ภูมิพลเป็นพันธมิตรที่สำคัญยิ่ง และได้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินต่อกระบวนการสร้างภาพลักษณ์ของกษัตริย์ภูมิพล ความร่วมมืออันยาวนานนี้ ผนวกกับกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ถูกบังคับใช้อย่างรุนแรง เป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้บรรดานักการฑูต นักวิชาการ และ ผู้สื่อข่าวจากโลกตะวันตกยอมกลืนเลือดตัวเองโดยการหุบปากเงียบจากการวิพากษ์วิจารณ์ใด ๆ หลังจากเหตุการณ์การรัฐประหารในปี พ.ศ. 2549 ซึ่งเป็นครั้งที่ 15 ในรัชสมัยของกษัตริย์ภูมิพล เจ้าหน้าที่ทางการของไทยพยายามที่จะบอกชาวต่างชาติว่า รัฐพิธีบีบบังคับให้กษัตริย์ต้องยอมรับการยึดอำนาจของนายทหารในกองทัพ ในขณะที่คนไทยถูกบอกอีกอย่างหนึ่งว่า กษัตริย์ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้คณะผู้ก่อการรัฐประหารเข้าเฝ้าฯ และหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ ได้ตีพิมพ์ภาพดังกล่าวในหน้าหนึ่งเสมือนเป็นการบอกว่า กษัตริย์ได้ให้การยอมรับกับการยึดอำนาจดังกล่าว ในความเป็นจริงแล้วกษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจที่จะแสดงออกว่า ทรงไม่พอพระราชหฤทัยต่อการยึดอำนาจ หากทรงเห็นเช่นนั้นโดยการสั่งการให้กำลังทหารภายใต้พระองค์ออกมาต่อสู้ หรือแม้แต่การที่จะเลือกทรงนิ่งเฉยไม่ยอมรับผลดังกล่าวก็ได้ แต่ทรงกลับเลือกที่จะใช้พระราชอำนาจในอีกทางหนึ่งแทน ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 ซึ่งได้ทรงมีพระราชดำรัสต่อบรรดาผู้พิพากษาให้ดำเนินการจัดการกับวิกฤตการเมืองนั้น บรรดาศาลดูเหมือนจะได้แปลพระราชประสงค์ออกมาในรูปของการเร่งดำเนินการกับคดีต่าง ๆ ต่อตัวอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร และเครือข่ายของเขา โดยล่าสุด มีการตัดสินยุบพรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลทั้งสามพรรคลง อนาคตอันไร้ซึ่งเทพนิยาย ในจินตนาการของคนไทยผู้นิยมเจ้า ประเทศของพวกเค้านั้นเหมือนกับภูฏาณ ประเทศซึ่งมีกษัตริย์หนุ่มที่ได้รับความนิยมและเป็นที่รักของประชากรทั้งหลาย ซึ่งมีเพียงไม่กี่แสนคนซึ่งยินดีกับการอยู่ภายใต้การปกครองแบบกษัตริย์มากกว่าระบอบประชาธิปไตย แต่ในความเป็นจริง ท่ามกลางความโกรธแค้นของสาธารณะชนต่อการสนับสนุนของพระราชินีต่อวิธีการอันเป็นอันธพาลของพันธมิตรฯ รวมถึงการมองเห็นถึงความไม่เหมาะสมในตัวรัชทายาท ที่นับวันยิ่งกระชั้นชิดต่อการขึ้นครองราชย์ ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่เผชิญกับเหตุการณ์เฉกเช่นที่เกิดกับประเทศเนปาล คือ สงครามกลางเมือง และการที่กษัตริย์ที่ได้มายุ่งเกี่ยวกับการเมืองปัจจุบัน ได้กลายเป็นประชาชนธรรมดาในประเทศสาธารณรัฐไปเสียแล้ว พันธมิตรฯ ซึ่งได้รับการอุ้มชูและให้ท้ายโดยพระราชวัง แต่กลับกลายมาเป็นสิ่งที่บ่อนเซาะทำลายพระราชวังเสียเอง ภาพที่ปรากฎซ้ำแล้วซ้ำเล่าต่อสาธารณชนในหลายวันที่ผ่านมา ก็คือ บรรดาอันธพาลในกลุ่มผู้สนับสนุนพันธมิตรฯ ได้ยิงทำร้ายผู้สนับสนุนรัฐบาลในขณะที่ชูพระบรมฉายาลักษณ์ เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า กษัตริย์และราชวงศ์ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาใหญ่นี้ และประทับอยู่เหนือสุดในลำดับชั้นอันไม่สิ้นสุดในสังคมที่ไม่เท่าเทียมกันนี้ คุณไม่จำเป็นต้องมีความเชื่อในการปกครองแบบสาธารณรัฐที่จะเห็นด้วยว่าเป็ ความจำเป็นที่จะต้องอภิปรายได้อย่างเปิดเผยต่อเรื่องนี้แล้ว ก่อนที่ ดิ อีโคโนมิสต์ จะตีพิมพ์บทความชิ้นนี้ ในคืนวันก่อนวันเฉลิมพระชนมพรรษา มีรายงานว่า กษัตริย์ภูมิพล ทรงมีพระอาการป่วยและไม่ทรงสามารถที่จะพระราชทานพระราชดำรัสได้อย่างที่ทำเป็นประจำทุก ๆ ปี ดังนั้นกษัตริย์ภูมิพลจึงยังไม่ได้ออกมาแสดงความไม่เกี่ยวข้องของพระองค์เอง กับ บรรดาบุคคลในเสื้อเหลืองที่อ้างว่าพวกเค้านั้นดำเนินการต่าง ๆ เพื่อพระองค์ การนิ่งเฉยของกษัตริย์ได้ส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อระบบนิติรัฐของประเทศไทย กระนั้นก็ดีพระองค์ก็ยังทรงเป็นบุคคลเดียวที่จะสามารถช่วยแก้ปัญหานี้ได้ โดยการออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพอันคร่ำครึรวมทั้ง การตัดรัฐธรรมนูญส่วนที่สนับสนุนกฎหมายดังกล่าวทิ้งเสียทั้งหมด สิ่งนี้จะช่วยเปิดโอกาสให้ประชาชนไทยสามารถร่วมกันอภิปรายเพื่อหาทางออกสำหรับอนาคตของตนได้ กษัตริย์ภูมิพลได้เคยกล่าวถึงกฎหมายดังกล่าวอย่างครึ่ง ๆ กลาง ๆ เมื่อปีพ.ศ. 2548 ว่า ตัวพระองค์เองไม่ได้ทรงอยู่เหนือการวิพากษ์วิจารณ์ แต่สิ่งใดก็ตามที่น้อยกว่าการยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพทิ้งทั้งหมด ไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาใหญ่นี้ได้ ใครก็ตามที่เป็นมิตรแท้กับประเทศ และประชาชนไทยต้องช่วยกันบอกประเทศไทย.
----------------------
บทความ ๖. (ภาคละเอียดของบทความ ๕) พระเจ้าแผ่นดินของไทย กับวิกฤตของประเทศ : ความวุ่นวายที่เกิดจากพระเจ้าแผ่นดินอย่างแท้จริง (Thailand's king and its crisis : A right royal mess) From The Economist December 4, 2008
บทบรรณาธิการ The Economist แปลโดย : freethai (บอร์ดฟ้าเดียวกัน) ได้ข้อมูลผ่าน : Hello Siam ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองที่ไม่มีทางออกของไทยเป็นผลมาจากคำสั่งต้องห้ามบางประการของราชวงศ์ และนี่คือเหตุผลที่ว่าข้อห้ามเหล่านั้นจะต้องถุกยกเลิก แม้แต่พระเจ้าแผ่นดินที่ได้รับการยกย่องมากที่สุด ได้รับการบูชาจากประชาชนเสมือนว่าเป็นสมมติเทพ ก็ยังไม่มีชีวิตที่เป็นอมตะ คนไทยถูกเตือนถึงความจริงข้อนี้จากงานพระราชพิธีศพที่กินเวลานานถึงหกวัน ที่จัดขึ้นตามโบราณราชพิธี สำหรับงานศพของเจ้าฟ้าหญิงกัลยาณิวัฒนา พี่สาวของพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล มีการพูดกันในกรุงเทพว่า การจัดงานดังกล่าวเป็นเสมือน “การซ้อมใหญ่” สำหรับวันสุดท้ายของยุคสมัยของพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล ที่ครองราชย์ยาวนานถึง ๖๒ ปี ก่อนหน้าวันเกิดครบรอบ ๘๑ ปีของพระองค์ ในปีนี้ พระองค์ได้ปรากฏกายในที่สาธารณะน้อยมาก และเมื่อทรงปรากฏพระองค์ ก็ทรงดูชราภาพสมตามอายุจริง งานพระราชพิธีดังกล่าวช่วยชะลอความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นและมีอยู่อย่างรุนแรงตลอดเวลาสามปีได้เพียงเล็กน้อย ความขัดแย้งทางการเมืองดังกล่าวเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้ที่สนับสนุน ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกขับให้พ้นจากตำแหน่งโดยนายพลทหารที่จงรักภักดีต่อราชวงศ์ เมื่อปี ๒๐๐๖ และกลุ่มที่คัดค้านทักษิณซึ่งประกอบด้วยชนชั้นนำในกรุงเทพและปรากกชัดเจนว่าหนึ่งในผู้สนับสนุนพันธมิตรนั้นก็คือ พระราชินีสิริกิต แต่เพียงหนึ่งวันหลังจากพระราชพิธีศพ ก็มีการขว้างระเบิดใส่กลุ่มผู้ที่ประท้วงทักษิณจนมีผู้เสียชีวิตหนึ่งราย หลังจากนั้น กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือ PAD ซึ่งได้ยึดครองทำเนียบรัฐบาลมาตั้งแต่เดือนสิงหาคมก็ได้บุกเข้ายึดสนามบินหลักของกรุงเทพ สร้างความโกลาหลวุ่นวาย การยึดสนามบินสิ้นสุดในอีกแปดวันต่อมาเมื่อศาลได้มีคำสั่งยุบพรรคการเมืองหลักที่เป็นแกนนำของรัฐบาล และเป็นฝ่ายที่สนับสนุนทักษิณ ขณะนี้ ทักษิณ อยู่ระหว่างการลี้ภัย เขาถูกศาลพิพากษาคดีลับหลังและศาลตัดสินว่าเขามีความผิดฐานคอร์รัปชั่น แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยเป็นกลุ่มพรรคการเมืองที่สนับสนุนเขา และกลุ่มผู้สนับสนุนเขาก็มุ่งมั่นที่จะตั้งพรรคการเมืองใหม่แม้ พรรคเดิมจะถูกยุบตามคำสั่งศาล เมื่อเดือนที่แล้ว ได้มีการจัดการรวมตัวของกลุ่ม “เสื้อสีแดง” ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนเขาจำนวนมาก เพื่อเป็นการเตือนกลุ่มศัตรูสวมเสื้อเหลืองในฝั่งพันธมิตร ซึ่งชอบอ้างว่าพันธมิตรทำเพื่อในหลวง ในขณะที่กล่าวหาว่าทักษิณต้องการสถาปนาสาธารณรัฐว่า ทักษิณยังคงเป็นนักการเมืองที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในประเทศไทย นอกเหนือจากข้ออ้างในการจำกัดทักษิณที่พอจะมีมูลว่า ทักษิณใช้อำนาจอย่างไม่ถูกต้อง สิ่งหนึ่งที่พวกขวาจัดและสนับสนุนราชวงศ์วิตกก็คือ การที่ทักษิณได้สร้างความยอมรับ ความชื่นชมในหมู่ประชาชนผ่านทางนโยบายประชานิยมอย่าง สามสิบบาทรักษาทุกโรค หรือกองทุนหมู่บ้าน จะเป็นการสร้างสถานะและเครือข่ายของทักษิณที่เป็นการท้าทายอำนาจของพระเจ้าแผ่นดินไปในตัว สิ่งที่วิตกกันอีกประการหนึ่ง ก็คือ ตามที่มีการกล่าวหาว่า ทักษิณได้แสดงถึงความใจกว้างต่อเจ้าฟ้าชายเป็นการกระทำเพื่อสร้างบารมีและอิทธิพลเหนือเจ้าฟ้าชายเมื่อต่อไปได้ขึ้นครองราชย์ ด้วยเหตุนี้และเหตุผลอื่นๆ การเข้าใจถึงเรื่องราวในเบื้องหลังที่ไม่มีการเปิดเผยของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้ จึงเป็นสิ่งที่สำคัญในการที่จะเข้าใจปัญหาที่กลืนไม่เข้า คายไม่ออกของประเทศที่มีประชากรหกสิบสามล้านคนนี้ สิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้จะทำให้คนไทยจำนวนมากทุรนทุราย และต้องการได้ยินเรื่องราวที่เป็นดังเทพนิยายเกี่ยวกับพระเจ้าแผ่นดินของพวกเขามากกว่า แต่การกระทำที่ผ่านมาในอดีตของพระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้เป็นตัวปัญหาหลักของความขัดแย้งที่กำลังแบ่งแยกประเทศนี้ให้ร้าวฉาน ด้วยเหตุผลนี้เองที่เราจะตรวจสอบเรื่องราวต่าง ๆ เหล่านั้น เรื่องราวของพระเจ้าแผ่นดินภูมิพล แม้จะตัดเรื่องต่าง ๆ ที่สร้างเสริมในประเทศไทยให้เป็นดังตำนานเทพนิยาย ก็ยังเป็นเรื่องราวที่น่าสนใจมากอยู่ดี เขาเกิดในสหรัฐ มีมารดาเป็นสามัญชนที่เป็นลูกครึ่งจีน และโดยอุบัติเหตุ ก็ได้รับการแต่งตั้งให้สืบทอดราชบัลลังก์ที่เวลานั้นใกล้จะสูญสิ้น และพระองค์เป็นผู้พลิกฟื้นชะตากรรมของราชวงศ์ให้กลายเป็นราชวงศ์ ที่ร่ำรวยและมีอำนาจมากที่สุดในโลก และแน่นอนที่สุด เป็นพระเจ้าแผ่นดินพระองค์เดียวในโลกสมัยใหม่ที่มีอำนาจทางการเมืองสูงที่สุด บุคคลิกภาพ สติปัญญา และความสามารถของพระองค์ (จากการเล่นแซกโซโฟนไปจนถึงการทำฝนเทียมที่พระองค์จดสิทธิบัตรไว้ในยุโรป) และความห่วงใยที่มีต่อประชาชนทำให้พระองค์เป็นที่เคารพรักในประเทศ และชื่นชมไปทั่วโลก ภาพลักษณ์ของพระองค์ อาจจะขึ้นถึงจุดสุดยอดเมื่อปี ๑๙๙๒ หลังจากที่กองทัพใช้อาวุธฆ่าประชาชนที่ประท้วงต้องการประชาธิปไตยหลายสิบคน และโทรทัศน์ ได้ถ่ายทอดภาพที่ผู้นำกองทัพ (และนายกรัฐมนตรีในเวลานั้น) สุจินดา คราประยูร และผู้นำการประท้วงอย่างจำลอง ศรีเมือง (ุ้เเกนนำของพันธมิตร) ได้คุกเข่าแทบเท้าพระองค์ หลังจากนั้นไม่นาน สุจินดาก็ลาออก และพระองค์ได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้นำประชาธิปไตยกลับคืนสู่ประเทศ อย่างไรก็ดี ยังมีเรื่องราวที่ไม่เปิดเผยว่า พระองค์ได้สูญสิ้นความเชื่อถือในระบอบประชาธิปไตยไปแล้ว (ถ้าพระองค์จะเคยเชื่อมั่นในการปกครองภายใต้ระบอบนี้จริง) พระองค์ได้คอยเข้ามาแทรกแซงทางการเมืองในเบื้องหลังอยู่ตลอดเวลา และด้วยเหตุนี้เอง ในช่วงท้ายที่ไม่มีความชัดเจนของยุคสมัยของพระองค์ จึงมีความเสี่ยงที่จะทำให้ประเทศอยู่ในภาวะที่ไม่พร้อมจะมีชีวิตโดยปราศจาก “พ่อหลวง” ดังที่คนไทยเรียกพระองค์เช่นนั้น การที่จะเข้าใจปัญหาของประเทศที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นประทีปของเสรีนิยมในเอเชียแต่กลับกลายเป็น ประเทศที่ยุ่งเหยิงจนน่าสิ้นหวังไปได้นั้น จะไม่สามารถทำได้ ถ้าเราไม่เข้าไปตรวจสอบเบื้องหลังฉากหนา ๆ ที่สร้างไว้รอบ ๆ พระองค์ท่าน การกระทำครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะสิ่งนี้ดูจะขัดแย้งกันโดยสิ้นเชิง ระหว่างพระเจ้าแผ่นดินที่อ้างกันว่าได้รับความรัก ความเคารพบูชาจากประชาชนอย่างสูงที่สุดนั้น กลับมีการบังคับใช้กฏหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่รุนแรงมาก ในขณะที่ราชวงศ์ต่างๆทั่วโลกได้พากันยกเลิกกฏหมายนี้ หรือมิฉนั้นก็ไม่มีการบังคับใช้กฏหมายนี้แล้ว แต่ในประเทศไทยกลับมีการเพิ่มโทษสำหรับการกระทำความให้รุนแรงยิ่งขึ้นไปจนถึงขั้นจำคุกสิบห้าปี แม้แต่การวิพากษณ์ วิจารณ์อย่างเบาบางก็ทำไม่ได้ และผลของกฏหมายตัวนี้ไม่ได้มีแต่เฉพาะคนไทยเท่านั้น บรรดานักการทูต นักวิชาการ สื่อมวลชนจากค่ายตะวันตกก็พากันยอมรับผลของกฏหมายฉบับนี้ด้วยความขลาดกลัว ทุกคนเป็นคนของพระราชา ต้นตอส่วนหนึ่งของปัญหานี้เริ่มสมัยสงครามเวียดนาม เมื่อสหรัฐค้นพบว่า พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นี้เป็นพันธมิตรในการต่อต้านคอมมิวนิสต์ และเมื่อตระหนักถึงคุณค่าของพระองค์ที่จะเป็นเสมือนไอคอนในการต่อต้านกองทัพแดง อเมริกาก็ให้เงินสนับสนุนกองทุนในการโฆษณาชวนเชื่อให้ทุกครัวเรือนของไทยมีพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์ และแม้แต่ทุกวันนี้ ในขณะที่สหรัฐไม่รอช้าที่จะโวยวายกระบวนการที่ไม่เป็นประชาธิปไตยในประเทศต่าง ๆ ในเอเชีย แต่น้อยครั้งนักที่อเมริกาจะประท้วงไทยเวลาที่มีการจับกุมทั้งคนไทย และต่างชาติเพราะการวิพากษณ์ วิจารณ์ราชวงศ์ ทั้งสือมวลชน และนักวิชากการจากโลกตะวันตกต้องการวีซ่าในการเดินทางเข้าไทยเพื่อมาทำงาน ดังนั้น จึงทำให้กระแสการวิพากษณ์ วิจารณ์ราชวงศ์ไทยลดลงไปโดยปริยาย และด้วยการสมรู้ร่วมคิดในการปิดบังข้อมูลนี้เอง ทำให้เราได้เห็นหนังสืออัตชีวประวัติที่เขียนอย่างจริงจังเกี่ยวกับผู้นำคนสำคัญของเอเชียเพียงเล่มเดียว นั้นก็คือหนังสือ “เดอะคิงเนเวอร์สไมล์” โดยพอล แฮนด์ลีย์ สื่อมวลชนชาวอเมริกัน ผู้ซึ่งได้เขียนบันทึกไว้ว่าเรื่องราวการฟื้นฟูราชวงศ์ไทยเป็น “หนึ่งในเรื่องราวที่ไม่มีการเปิดเผยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในศตวรรษที่ ๒๐” แฮนด์ลีย์บอกว่า เป็นเวลาถึงสองปีที่ไม่มีใครจะโต้แย้งข้อเท็จจริงที่ระบุในหนังสือของเขา แม้แต่ส่วนที่ถือได้ว่ารุนแรงที่สุด นั่นก็คือ การเปิดเผยว่า ความเชื่อที่ว่าพระเจ้าแผ่นดินไม่แทรกแซงการเมือง และจะทรงเข้าข้างแต่ฝ่ายที่ถูกต้อง หรือดีงามนั้นไม่เป็นความจริง ข้อกล่าวหาของพอลในหนังสือเล่มนี้ที่ดูจะรุนแรงมาก (แต่ไม่มีคนโต้แย้งในเรื่องข้อเท็จจริง) ก็คือว่า สำหรับเหตุนองเลือดในปี ๒๕๑๙ นั้น ดูเหมือนพระองค์จะเป็นผู้ไม่เอาผิดกับกองกำลังฝ่ายขวาที่ร่วมมือกับกองทัพในการสังหารหมู่และทำร้ายนักศึกษาที่ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างสงบ และก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเสมอ ๆ ในประวัติศาสตร์ไทยสมัยใหม่ (และก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง) ที่การก่อความไม่สงบในปี ๒๕๑๙ จะกลายเป็นข้ออ้างที่จะล้มล้างรัฐบาลและตั้งรัฐบาลใหม่ที่พระเจ้าแผ่นดินเห็นชอบให้มาทำหน้าที่แทน พระเจ้าแผ่นดินภูมิพลขึ้นครองราชย์เมื่อมีอายุ ๑๘ ปี หลังจากที่พี่ชายของพระองค์ ในหลวงอานันมหิดลตายอย่างปริศนาในปี ๑๙๔๖ พระองค์อยู่ใต้การดูแลของลุงของพระองค์ซึ่งเป็นเจ้าชายที่มีความเคียดแค้น และมุ่งมั่นที่จะฟื้นคืนอำนาจของราชวงศ์ รวมทั้งทรัพย์สินและความมั่งคั่งของราชวงศ์ ภายหลังจากที่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองไปในปี ๑๙๓๒ หรือ พศ ๒๔๗๕ เมื่อพระองค์เจริญพระชนมายุขึ้น ก็พัฒนาเครือข่ายระบบอุปถัมภ์ มีการพระราชทานเกียรติยศต่าง ๆ เพื่อแลกกับการบริจาคเงินเพื่อการดำเนินการต่าง ๆ ของราชวงศ์ ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ราชวงศ์กลายเป็นศูนย์กลางของการทำการกุศล และอย่างที่ศาสตราจารย์ ดันแคน แมคคาร์โก เรียกว่าเป็น “เครือข่ายราชสำนัก” network monarchy ทำให้พระเจ้าแผ่นดินกลายมาเป็นศูนย์กลางของสังคมไทยอีกครั้ง และสามารถฟื้นคืนพระราชอำนาจมาได้อย่างมากมาย และสิ่งนี้ได้กลายมาเป็นแนวคิดหลักของพันธมิตร สืบเนื่องมาจากพระราชดำรัสของพระเจ้าอยู่หัวตลอดหลายปีที่ผ่านมาว่า ประชาธิปไตยและการเลือกตั้งเป็นสิ่งที่สกปรกชั่วร้าย และประเทศชาติจะเจริญกว่าถ้ามีการบริหารโดยคนที่พระเจ้าแผ่นดินโปรดแล้วว่าเป็นคนดี ตัวอย่างที่สำคัญ ก็คือ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ซึ่งเป็นนากรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งในช่วงทศวรรษที่ ๘๐ เปรมมีบทบาทสำคัญมากในการสร้างเสริมความคิดที่ว่าพระเจ้าแผ่นดินเป็นเสมือนสมมติเทพ ปัจจุบันนี้ เปรมเป็นประธานองคมนตรี และโดยหลักการ เขาต้องอยู่เหนือการเมือง แต่สิ่งนี้ก็เป็นแค่เทพนิยายเช่นกัน คนส่วนใหญ่ในสังคมรับรู้ว่าเปรมเป็นผู้วางแผนการรัฐประหารในปี ๒๐๐๖ และก่อนหน้าการทำรัฐประหารไม่นาน เปรมออกมาพูดกับทหารมนที่สาธารณะว่า พระราชาเป็นเจ้าของ ”ม้าแข่ง” หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ กองทัพ ในขณะที่ ทักษิณเป็นเพียง “จ็อคกี้” ที่สามารถเปลี่ยนเมื่อไหร่ก้ได้เท่านั้น กลุ่มพันธมิตรเป็นการรวมตัวของแกนนำที่แตกต่างกันอย่างมาก อยู่รวมกันเพียงเพราะเกลียดทักษิณเหมือนกัน มีทั้ง นักธุรกิจที่ไม่พอใจทักษิณ หญิงชั้นสูงที่เป็นข้าราชการ กลุ่มคลั่งศาสนาหัวรุนแรง ปัญญาชนที่เคยต่อต้านราชวงศ์ และกองกำลังทหาร และ “การเมืองใหม่” ของกลุ่มพันธมิตร ก็คือต้องการให้รัฐสภามาจากการเลือกตั้งบางส่วน และแทนที่ด้วยการแทรกแซงจากกองทัพ และผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากราชวงศ์ ที่เรียกว่า เป็นการเลียนแบบพลเอกเปรม ปัญหาของประเทศเกิดมาจากกองทัพเป็นส่วนใหญ่ บรรดานายพลเหล่านี้เชื่อว่าพวกเขามีสิทธิที่จะเปลี่ยนรัฐบาลที่ทำให้พวกเขาหรือราชวงศ์ไม่พอใจ และพวกเขาจะรับคำสั่งจากราชวงศ์ ซึ่งให้การเห็นชอบในการทำรัฐประหารมานับครั้งไม่ถ้วน สองอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยเป็นสิ่งที่มีความเกี่ยวโยงกันชนิดแยกไม่ออก แฮนด์ลีย์ ยังวิจารณ์ถึงการที่พระเจ้าแผ่นดินเข้าไปแทรกแซงกระบวนการนิติรัฐ เมื่อพระองค์แทรกแซงด้วยการแจ้งความปรารถนาของพระองค์ให้เหล่าผู้พิพากษาทราบ อิทธิพลของพระองค์ ทำให้ผู้พิพากษารับฟังประดุจเป็นคำสั่ง ในตัวอย่างที่เขาบอก แต่เหตุเกิดขึ้นช้าเกินกว่าที่เขาจะนำมาอ้างอิงในหนังสือเล่มดังกล่าวได้ ไม่กี่เดือนก่อนการรัฐประหาร พระองค์ได้มีรับสั่งกับผู้พิพากษาให้แก้ไขปัญหาทางการเมือง หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีการอัดเสียงบทสนทนาของผู้พิพากษาศาลฎีกาสองคน ที่ได้มีการนำมาเปิดเผยในอินเตอร์เนท โดยผู้พิพากษาคนหนึ่งบอกว่า ต้องหลีกเลี่ยงการทำให้คนเข้าใจว่าเป็นรับคำสั่งของในวัง เพราะ “พวกคนต่างชาติไม่มีวันยอมรับ” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา การตีความพระประสงค์ของพระเจ้าแผ่นดินก็ชัดเจนขึ้นทุกที เพราะศาลได้เร่งรีบพิจารณาพิพากษาคดีความที่มีการกล่าวหาทักษิณและพวกพ้อง ในขณะที่ลดหย่อน และให้ประโยชน์แก่ฝ่ายตรงข้ามของทักษิณ ในบางกรณี เช่น การดำเนินคดีในข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชั่นที่มีต่อทักษิณก็อาจจะควรได้รับความสนใจจากศาล แต่ในบางเรื่องราวที่เหตุเล็กๆ น้อยๆ เช่น การที่ศาลสั่งปลดอดีตนายกรัฐมนตรีที่สนับสนุนทักษิณอย่าง นายสมัคร สุนทรเวชเพราะการทำอาหารออกรายการโทรทัศน์ แต่ในทางกลับกัน ข้อหากบฏที่มีต่อกลุ่มพันธมิตรเพราะบุกเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล กลับได้รับการลดหย่อน และศาลยังปล่อยตัวพวกเขาให้เป็นอิสระ เพื่อให้กลับมายึดครองทำเนียบรัฐบาลต่อไปได้อีก ที่กล่าวมาทั้งหมด ไม่ได้ต้องการจะปฏิเสธความผิดของทักษิณ และพวกพ้อง แต่แม้แต่ข้อกล่าวหาต่อทักษิณที่รุนแรงที่สุดอย่างเรื่อง “สงครามยาเสพติด” ที่มีการกล่าวหาว่า ตำรวจได้ทำวิสามัญฆาตกรรมผู้ต้องสงสัยหลายร้อยคนนั้น จริง ๆ แล้ว ก็ไม่ใช่ความผิดของทักษิณทั้งหมด สงครามสกปรกที่ทำต่อพ่อค้ายาเสพติดได้รับการสนับสนุนจากคนไทยทุกระดับในสังคม แม้แต่พระเจ้าอยู่หัวเอง ก็เคยมีพระดำรัสในปี ๒๐๐๓ ที่ฟังดูเหมือนกับว่าพระองค์ให้การสนับสนุนการกระทำดังกล่าว พ่อรู้ดีที่สุด ในประเทศอื่น ๆ เช่น สเปน มาจนถึง บราซิล ได้มีการก้าวพ้นจากระบอบเผด็จการมาสู่ประชาธิปไตยที่เข้มแข็งที่การต่อสู้ทางการเมืองจะทำในรัฐสภา ไม่ใช่ตามท้องถนน การที่ประเทศไทยล้มเหลวในด้านนี้ บางทีอาจเป็นเพราะการที่มี “พ่อ” ที่พร้อมจะเข้ามาแก้ปัญหาแทน ดังนั้น บรรดาลูก ๆ ของพ่อ จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเติบโตมารับกับปัญหานั้น ๆ เอง พรรคประชาธิปัตย์ที่เป็นฝ่ายค้านในรัฐสภาก็เป็นนักฉวยโอกาส คอยสนับสนุนกลุ่มพันธมิตร โดยมีความหวังว่า การทำรัฐประหารที่ได้รับความเห็นชอบจากในวังอีกครั้งหนึ่งจะช่วยให้พรรคของตนได้เป็นรัฐบาล ความโกรธแค้นของชนชั้นนำในกรุงเทพที่มีต่อทักษิณ อาจมาจากความเจ็บใจที่เคยให้การสนับสนุนทักษิณ เมื่อทักษิณเข้าสู่ตำแหน่งในปี ๒๐๐๑ ความรู้สึกในประเทศไทยเวลานั้นก็คือ ประเทศต้องการนายกรัฐมนตรีที่เป็นผู้นำแบบซีอีโอ แบบที่อดีตนักธุรกิจผู้นี้เคยนำเสนอตนเองไว้ พรรคการเมืองของเขา พรรคไทยรักไทยชนะการเลือกตั้ง ได้เสียงข้างมากเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทย และก็เป็นรัฐบาลที่อยู่ในตำแหน่งจนครบวาระเป็นครั้งแรกอีกเช่นกัน และเมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ พรรคการเมืองของเขาก็ชนะการเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมากอีก นโยบายของทักษิณที่ต้องการปรับปรุงบริการสาธารณะ และให้เงินทุนแก่คนยากจน แม้จะทำให้เขาได้ผลประโยชน์ส่วนตัว แต่คำสัญญาที่เขาจะยกระดับความเป็นอยู่ของคนจน และสร้างความเสมอภาคในสังคม เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้กลุ่มชนนำที่ใกล้ชิดกับราชวงศ์ต้องการกำจัดเขาออกไป รัฐบาลที่ประกอบด้วยนายพลและอดีตข้าราชการที่ตั้งโดยคณะรัฐประหารในปี ๒๐๐๖ นั้นปฏิบัติหน้าที่ด้วยความล้มเหลว แม้ว่าพรรคไทยรักไทยจะถูกยุบ แต่เมื่อมีการเลือกตั้งในเดือนธันวาคม พรรคการเมืองใหม่ของทักษิณ คือ พรรคพลังประชาชนก็ชนะเลือกตั้งด้วยคะแนนสูงสุด ซึ่งทำให้กลุ่มพันธมิตรกลับเข้ามาประท้วงใหม่ เมื่อมีการปะทะกันในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา พันธมิตรต่อสู้กับตำรวจด้วยปืน ระเบิดและเหล็กปลายแหลม โดยหวังว่า ความไม่สงบจะทำให้ทหารฉวยเป็นสาเหตุในการปฏิวัติ ถึงกระนั้น กลุ่มพันธมิตรก็กล่าวหาว่า ความรุนแรงทั้งหมดเกิดมาจากตำรวจ และสื่อมวลชนในกรุงเทพซึ่งเป็นพวกต่อต้านทักษิณก็ให้การสนับสนุนโดยปล่อยให้พันธมิตรรอดตัวไปได้ ทั้ง ๆ ที่สมาชิกคนหนึ่งของพันธมิตรตายด้วยระเบิดในรถของตัวเอง ในระหว่างที่ผู้ตายกำลังขนระเบิด สื่อมวลชนไทยกลับกลบเกลื่อนข่าวนี้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่การตายของผู้หญิงคนหนึ่งที่รายงานว่า ตายเพราะกระสุนแกสน้ำตาของตำรวจระเบิดใส่ กลับได้รับการเชิดชูยกย่องจากสื่อมวลชนเหล่านี้ มาจนถึงจุดนี้ ก็มีแต่เพียงการกระซิบถามกันเท่านั้น ว่าอะไรทำให้กลุ่มพันธมิตรได้รับการปฏิบัติที่ยืดหยุ่นขนาดนี้ แม้แต่กองทัพเอง ก็ปฏิเสธที่จะช่วยตำรวจ ในการจัดการเคลื่อนย้ายผู้ที่ชุมนุมประท้วง อย่างไรก็ดี ข่าวลือต่าง ๆ ก็ได้รับการยืนยันเมื่อพระราชินีได้เสด็จไปงานศพของหญิงสาวในกลุ่มพันธมิตร ในขณะที่พระเจ้าอยู่หัวยังคงเงียบเฉย แน่นอนที่สุด ไม่มีใครสามารถแสดงความคิดเห็นว่าการที่รพราชินีสนับสนุนพันธมิตรจะมีผลอย่างไรต่อคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศที่ปรากฏชัดว่ายังคงสนับสนุนทักษิณอยู่ ท่ามกลางการกล่าวหาว่า มีการทำผิดกฏหมายเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทั้งต่อฝ่ายที่สนับสนุนและต่อต้านทักษิณ แต่การกระทำของกลุ่มพันธมิตรดูจะยิ่งเลวร้ายกว่า การที่ราชวงศ์ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับพวกพันธมิตร และการที่กลุ่มพันธมิตรย้ำ และยืนหยัดให้คนไทยต้องตัดสินใจเลือกว่า จะจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัว หรือจะเลือกทักษิณต่อไป การกระทำดังกล่าว อาจจะส่งผลร้ายที่ไม่มีใครกล้าพูดถึงต่อสถาบันพระมหากษัติรย์ของไทย ผู้ที่สนับสนุนทักษิณจำนวนมากอาจจะพิจารณาถึงข้อโต้เถียงของพันธมิตร ถ้าราชวงศ์ต่อต้านผู้นำที่พวกเขาใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเข้ามา บางที อาจเป็นการกระทำที่ต่อต้านประชาชนอย่างพวกเขาด้วยก็ได้ และความรู้สึกของคนยากจนในชนบทยิ่งถูกซ้ำเติมจากการกล่าวอ้างของกลุ่มพันธมิตรว่า คนจนในชนบทซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของทักษิณนั้น “ด้อยการศึกษาเกินว่าจะใช้สิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง” ดังนั้น จึงไม่ควรให้คนจนมีสิทธิลงคะแนน ในการรณรงค์สนับสนุนทักษิณ เมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา มีนักรณรงค์คนหนึ่งกล่าวโจมตีสถาบันโดยระบุว่า พระเจ้าอยู่หัวเป็น “เสี้ยนหนามในระบอบประชาธิปไตย” เพราะการที่ทรงสนับสนุนรัฐประหารหลายครั้ง และเตือนราชวงศ์ว่า มีความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับเครื่องตัดศรีษะแบบกิโยติน ไม่นานนัก เธอก็ถูกจับกุม สิ่งที่ทำให้พวกที่สนับสนุนราชวงศ์ตกใจ ไม่ใช่แค่การวิพากษณ์ วิจารณ์สถาบันอย่างรุนแรง แต่เพราะการที่ฝูงชนพากันตะโกนโห่ร้องสนับสนุนเมื่อเธอพูดต่างหาก “เป็นเรื่องที่ยากมากสำหรับพวกเขาที่จะยังพยายามรักษาภาพลวงตาว่า พระเจ้าอยู่หัวเป็นที่ชื่นชมไปทั่วโลก” นักวิชาการชาวไทยคนหนึ่งบอกว่า ภาพลวงตากำลังถดถอยท่ามกลางความวิตกกังวลว่า อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อสิ้นรัชสมัยของพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ ความกลัวว่า ทักษิณจะมีอิทธิพลเหนือเจ้าฟ้าชาย ดูจะถูกลบไปด้วยความวิตกถึงความเหมาะสมของรัชทายาทของราชบัลลังค์ เจ้าฟ้าชาย แสดงออกถึงบุคคลิกภาพของพระบิดา หรือความทุ่มเทต่อประชาชนน้อยมาก และยังมีชื่อเสียงที่ไม่ดีในเรื่องตั้งแต่สมัยยังเยาว์วัย ในการให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ เจ้าฟ้าชายปฏิเสธว่า ไม่เคยทำตัวเป็นหัวหน้ามาเฟีย แต่แม้แต่พระราชินีเอง ก็เคยให้สัมภาษณ์ ในเรื่องนี้ในสหรัฐตั้งแต่ปี ๑๙๘๑ ว่า เจ้าฟ้าชาย “ค่อนข้างจะเป็นดอน ฮวน และถ้าประชาชนคนไทยไม่ยอมรับพฤติกรรมของลูกชายของเรา เขาก็ต้องเปลี่ยนพฤติกรรม หรือไม่ก็ลาออกจากราชวงศ์ไป” สื่อมวลชนของไทยทำการเซ็นเซอร์ข่าว ๆต่างด้วยตนเองอย่างเคร่งครัด และก็จะไม่ยอมเสนอข่าวการวิพากษณ์ วิจารณ์ใด ๆ ที่มี แต่ถึงกระนั้น คนส่วนใหญ่ของประเทศก็พากันเกลียดชังเจ้าฟ้าชายอย่างลึกซึ้ง มีข่าวลือตลอดหลายปีที่ผ่านมาว่า พระเจ้าอยู่หัวจะยกราชบัลลังก์ให้พระเทพฯ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบของประชาชนมากกว่า และทำหน้าที่ต่าง ๆ แทนพระเจ้าอยู่หัวในเวลานี้ ในข่าวภาคค่ำตอนสองทุ่ม จะเห็นพระเทพฯ พร้อมรอยยิ้มที่แจ่มใส เดินทางไปประกอบพระกรณียกิจทั่วประเทศ ไปทำบุญที่วัดต่างๆ ในขณะที่น้อยครั้งมากที่เจ้าฟ้าชายจะออกงาน และยิ่งน้อยมากที่จะพบปะกับสามัญชนแต่ธรรมเนียมการสืบเชื้อสายทางลูกชายของราชวงศ์จักรีจะไม่มีการยกเลิก บทบาทที่สำคัญของเจ้าฟ้าชายในงานพระศพสมเด็จเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ได้แก้ข้อสงสัยว่าใครคือองค์รัชทายาทที่ได้รับการเลือกแล้ว แต่กระนั้นก็ตาม คนไทยจำนวนมากต่างพากันนึกถึงคำทำนายโบราณที่ว่า ราชวงศ์นี้จะมีเพียงเก้ารัชกาล และพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันก็เป็นองค์ที่เก้า และองค์ที่สิบจะเป็นภัยพิบัติ สักวัน เจ้าชายของเรา ด้วยเหตุผลเหล่านี้ อดีตข้าราชการชั้นสูงที่มีความใกล้ชิดกับราชวงศ์บอกเราว่า มีความหวาดวิตกถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังรัชกาลปัจจุบัน “เมื่อเราพูดว่า “ทรงพระเจริญ” เราหมายความอย่างนั้นจริง ๆ เพราะเราไม่กล้าคิดว่า จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น” คนไทยส่วนใหญ่จะเด็กเกินกว่าที่จะจำได้ว่ าประเทศไทยก่อนที่จะมีพระเจ้าอยู่หัวปัจจุบันนั้นเป็นอย่างไร การสวรรคตของพระองค์จะเป็นการก้าวกระโดดเข้าไปสู่ดินแดนที่ไม่มีใครรู้จัก จึงดูจะเป็นสิ่งที่ชาญฉลาดที่สำนักพระราชวังจะวางแผนการสืบทอดราชวงศ์ไว้ แต่ดูเหมือนจะไม่มีการดำเนินการไปในทิศทางนั้น และคำแนะนำใด ๆ ก็ไม่น่าจะได้รับการตอบสนอง “พระองค์ทรงเชื่อมั่นในตนเองมาก ไม่มีใครจะแนะนำอะไรพระองค์ได้” ข้าราชการผู้นั้นบอกเรา ในระยะอันใกล้ อาจมีการเผชิญหน้ากันอีก ถ้ารัฐบาลที่สนับสนุนทักษิณเอาตัวรอดได้ พวกเขาพยายามแก้รัฐธรรมนูญที่จัดทำขึ้นสมัยรัฐประหาร การแก้ไขบางหลักการเช่นให้วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ดูเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล แต่พวกพันธมิตรสันนิษฐานว่า เป็นการแก้ไขเพื่อช่วยทักษิณ และพวกพ้องจากคดีความต่าง ๆ ทั้งสองฝ่ายดูเหมือนไม่มีใครยอมประนีประนอม และต่างฝ่ายต่างพร้อมที่จะนำฝูงชนที่สนับสนุนตนมาเดินขบวนประท้วงเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ยังมีความหวังว่า “การประนีประนอมแบบไทย ๆ” ที่เลอะเทอะ แต่อาจจะได้ผล จะช่วยดึงประเทศให้พ้นจากวิกฤต ยังมีความฝันว่าจะมีความเป็นไปได้ที่จะเห็นกลุ่มเสื้อเหลือง เสื้อแดงได้แปลงสภาพให้กลายเป็นพรรคการเมืองที่เข้มแข็ง และมีมารยาท โดยเรียกร้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้น ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ ก็อาจจะช่วยให้ประเทศรอดพ้นจากพวกสนับสนุนราชาธิปไตย และนายพลที่พยายามจะลากประเทศไทยให้ถอยหลังกลับเข้าสู่อดีต แต่ดูเหมือนโอกาสที่เป็นไปได้จะไม่มี ถ้ารัชสมัยของพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลสิ้นสุดลงด้วยสงคราม หรือทำให้ประเทศไทยกลายเป็นอัมพาต เพราะความวุ่นวายที่ไม่รู้จบ โดยที่ไม่มีใครที่มีสถานะเท่าพระองค์ที่จะมายุติข้อขัดแย้งครั้งนี้ จะเป็นภัยพิบัติที่น่าเศร้า แต่พระองค์ได้มีบทบาทสำคัญในอดีตที่หาข้อยุติของปัญหา แต่ก็มีเสียงโต้แย้งว่า พระองค์จะสร้างเสถียรภาพในยามที่วุ่นวาย และการที่ทรงทุ่มเทต่อภารกิจต่าง ๆ เป็นสิ่งที่น่ายึดถือเป็นตัวอย่าง และจะทรงแต่สิ่งที่พระองค์เห็นว่าดีที่สุดสำหรับประเทศ และสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ก็ได้มีการบอกเล่าให้คนไทยฟังทุกเช้าทุกเย็น ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา คนไทยไม่ได้รับอนุญาตให้วิพากษณ์ วิจารณ์ถึงอีกด้านหนึ่งของเหรียญในที่สาธารณะ.
----------------------------------
บทความที่ ๗. (บทวิเคราะห์ทั่วไป ไม่ได้เน้นเฉพาะกรณีพันธมิตรฯ) รอยแตกที่ยาวขึ้นของกำแพงไทย (The cracks widen in Thailand´s wall) From New Straits Times January 14, 2009
ปรัชญาชาวกรีกกล่าวว่า “คนเกิดมาด้วยความบริสุทธิ์และตายไปด้วยตัณหา” หรือความหมกมุ่น นั่นอาจจะเป็นชะตากรรมของประเทศไทย การดิ้นรนในสองปีที่ผ่านมา ซึ่งไม่ใช่เป็นเรื่องระหว่างทักษิณ ชินวัตรและกลุ่มเสื้อแดง กับพันธมิตรเสื้อเหลืองฝ่ายราชวงศ์ ร่วมด้วยพรรคเพียงแต่ในนาม คือ “ประชาฺธิปัตย์” ในอีกด้านหนึ่ง ซึ่งเป็นมุมมองสองด้านว่าราชอาณาจักรควรจะดำเนินต่อไปอย่างไร หรือที่ว่า ควรจะเป็นราชอาณาจักรหรือไม่ ขณะนี้ ประเทศยังเป็นราชอาณาจักร ราชบัลลังก์เป็นส่วนค้ำจุนของระบอบชนชั้น ซึ่งวัดความมั่งคั่งจากการมีรถยนต์นำเข้า BMW และ Mercedes Benz (เมื่อเทียบกับรายได้ของประชากรต่อคน) ซึ่งไม่มีที่ไหนเทียบได้ในโลกนี้ นี่ยังไม่ได้รวมถึงเรื่องที่อาจจะเป็นไปได้ ขี้นอยู่กับระบบบัญชีอย่างไหน ว่ากษัตริย์เป็นบุคคลที่รวยที่สุดของโลก ชนชั้นปกครองที่ประสบผลสำเร็จจะฉลาดในการซ่อนอภิสิทธิ์ของตัวเอง ผมมีเพื่อนฝรั่งในกรุงเทพซึ่งไม่ทราบความหมายของคำว่า “มรว” และ “มล” สำหรับหม่อมราชวงศ์ (เหลนของกษัตริย์) และ หม่อมหลวง อันเป็นรุ่นถัดไป พวกเขาเหล่านี้รั้งตำแหน่งปลัดกระทรวงและเอกอัครราชทูตต่างๆ ซึ่งไม่ได้สัดส่วนกับคนชนชั้นอื่น แน่นอน พวกเขาเหล่านี้มีคุณสมบัติเหมาะสม พวกเขาเหล่านี้ส่วนใหญ่เมื่ออายุ 8 ขวบได้รับการศึกษาจากโรงเรียนในอังกฤษ ที่อีตั้น วินเชสเตอร์ ออกซ์ฟอร์ด แคมบริจจ์ พวกเขาพูดภาษาอังกฤษตามวิธีการของราชินีอังกฤษพูด และเมื่อเขากลับประเทศไทยก็ได้รับสิทธิ์พิเศษมากขี้น ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยคนหนึ่งซึ่งมียศ “มรว” กล่าวว่าพวกเขารู้จักการ “บริหารประเทศ” และรู้ว่าจะรักษาสถานะภาพของตัวเองได้อย่างไร คำถามคือ ทำไมพวกเขาเหล่านี้จึงอยู่สถานะนั้นตั้งแต่แรก จากเริ่มแรก พวกเขาเห็นว่าทักษิณกำลังโจมตีพวกเขา ผ่านทางคะแนนนิยมและทำความสั่นสะเทือนให้กับระบอบของพวกเขา มาทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่า กษัตริย์เป็นสิ่งที่ดีสำหรับประเทศชาติ ท่านได้เสริมสร้างราชบัลลังค์อย่างน่าประทับใจ และในระหว่างขั้นตอนนั้น ท่านได้รวมประเทศไทยให้เป็นหนึ่งเดียว และในขณะเดียวกันก็สร้างเกราะป้องกันในระหว่าง 60 ปีที่ผ่านมา คนไทยรักกษัตริย์ด้วยเหตุผลที่ดี แต่ระบอบชนชั้นนั้นเล่า ท่านทรงพระราชทานยศและศักดิ์ซึ่งมีค่ามหาศาล กษัตริย์ได้พระราชทานสิทธิให้นายพลทั้งหลาย ซึ่งเข้าพระราชวังทางประตูหลังและออกมาประตูหน้าพร้อมไปด้วยยศถาบรรดาศักดิ์ เอ็นจีโอ (NGO) องค์กรไม่ฝักใฝ่การเมือง (ภาษาไทยเหมือนคำว่า “โง่”) ได้เสแสร้งโจมตีระบอบชนชั้นและผู้สนับสนุนราชวงศ์ เขารู้ว่าใครค้ำจุนระบอบนี้อยู่ แน่นอน เขาไม่โจมตีกษัตริย์ในด้านส่วนตัว ไม่เหมือนโจมตีทักษิณ แต่อย่าได้เข้าใจผิด พวกองค์กรทั้งหลายเหล่านี้ได้คืบจะเอาศอก พวกเขารอฉวยโอกาสเท่านั้นเอง ที่อื่นๆ นักเรียกร้องสิทธิสามารถโจมตีเรื่องความไม่เท่าเทียมกันได้ แต่สำหรับประเทศไทยนั่นหมายถึงโจมตีราชบัลลังค์ ถ้าคุณต้องการจะสาวให้ถึงต้นเหตุ ดังนั้นพวกเขาต้องโจมตีไปที่ตัวแทนของราชวงศ์ เช่น นายพลคนโปรดทั้งหลาย หยิบถั่วปากอ้าขี้นมาและทุก ๆ คนในกรุงเทพจะหัวเราะหัวสั่นหัวคลอน มันคล้ายคลึงกับเจ้าหญิงที่คนไม่นิยมของราชวงศ์ แต่ไม่มีใครกล้าพูดสักคำ เพราะถ้าพูดก็หมายถึงต้องโดนข้อหาหมิ่นฯ ซึ่งเป็นกฎหมายหลักสำคัญของระบอบชนชั้น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันนี้ ผลผลิตจาก อีตัน-ออกซ์ฟอร์ด เริ่มต้นดี (คนไทยพูดว่า เป็นเลขนำโชคของเขา) มีพรรคร่วมรัฐบาล 5 พรรคชนะการเลือกตั้งซ่อมได้เสียงเพิ่มมาอีก 20 เสียง ที่เห็นชัดที่สุด ในวันรับพระราชทานโอวาส คืออภิสิทธิ์นั่งเก้าอี้ต่ำว่ากษัตริย์แน่ ๆ บางทีกษัตริย์ซึ่งทรงมีพระปรีชาสามารถ ทรงพยายามที่จะทำพระองค์ให้ห่างจากความวุ่นวาย ที่ท่านช่วยสร้างในระยะสองปีครึ่งที่ผ่านมา ไม่ใช่พระราชินี ท่านแยกกันอยู่กับกษัตริย์ ประทับในพระราชวังจิตรลดาอันเป็นพระราชวังสไตน์เอ็ดวาเดียนในกรุงเทพ มีกษัตริย์ครองแผ่นดิน (และส่วนใหญ่ของเวลาหลายปีที่ผ่านมา ได้ปกครองแผ่นดิน) จากหัวหิน ราชินีทรงเลือกที่รักมักที่ชัง เห็นได้จากการไปงานศพของผู้หญิงที่เสียชีวิตในการประท้วงของกลุ่มพันธมิตร ทำให้พระองค์ถูกโจมตีอย่างหนักและสุดท้ายพระองค์ส่งของขวัญพระราชทานแก่ครอบครัวของผู้ประสบเคราะห์ร้ายทุกครอบครัว คนโปรดของพระองค์ คือ บรรดาเหล่าพันธมิตร ราชวังอาจแยกเป็นสองข้าง แต่คำถามเปิดก็คือ ราชินีได้สนับสนุนทางการเงินตามความต้องการของกษัตริย์จริง ๆ หรือไม่ กษัตริย์ได้กำจัดทักษิณออกไป ซึ่งในการเลือกตั้งเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว พรรคตัวแทนของทักษิณไม่สามารถนำชัยชนะมาได้ ชนชั้นสูงของมนิลาเป็นตัวอย่างที่ชัดเจน ชนชั้นสูงอาศัยเบื้องหลังกำแพงแก้วสูงถัดจากหมู่บ้านที่เผาฟืน ชนชั้นปกครองของอเมริกา (แน่นอน มีชนชั้น) ได้หลบซ่อนความสำเร็จโดยใช้การปฎิเสธแบบหน้าตายว่า ประเทศตัวเองให้สิทธิเสมอภาคและจะไม่อดทนต่อความไม่เสมอภาคกัน ในทางตรงข้ามกัน ศักดินาไทยอาศัยอยู่ในถิ่นหรู มีรั้วซ่อนรถที่จอดไว้หลาย ๆคัน ผมยังจำอาหารมื้อค่ำที่หัวข้อสนทนาเป็นเรื่องเศรษฐกิจที่น่าอัศจรรย์ของไทย และพวกศักดินาชั้นสูงของไทยได้เสริฟไวน์ Petrus, Haut, andBeaune ที่แพงลิบลิ่ว ความหรูหรานี่เกิดขี้นก่อน ที่จะเกิดการปะทะในปี 2540 แม้ว่ายุทธวิธีของศักดินาจะได้ผลดี แต่กำแพงมีรอยแยกเสียแล้ว แค่รูปของอภิสิทธิ์กับกษัตริย์คงไม่พอหรอก ความจริงที่ว่า สองปีที่ศักดินามีอำนาจเหนือประชาชนควรจะเป็นการเตือนภัยได้เพียงพอ แม้ทักษิณจะจากไปแต่สิ่งที่เขาทำไว้ยังคงอยู่ ในปี 2533 อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศ ถนัด คอมันต์ ได้อธิบายให้ผมฟังถึงเหตุผล 3 อย่างของความสำเร็จของประเทศไทย คือ กษัตริย์ ชนชั้นปกครองศักดินา และนักธุรกิจศักดินารวมทั้งครอบครัว
“ชนชั้นปกครองศักดินาอนุญาตให้กลุ่มนักธุรกิจศักดินาคุมเศรษฐกิจ” ซึ่งความลับเล็กน้อยที่ว่าเป็นคนจีนทั้งหมด (นายกรัฐมนตรีหลายคนก็เป็นคนเชื้อสายจีน มีนายกรัฐมนตรีคนหนึ่งที่เกิดที่เมืองจีนด้วยซ้ำไป) กฎสำหรับการบริหารธุรกิจครอบครัวคือการไม่มีหนี้ ซึ่งทำให้ราชอาณาจักรคงยังอยู่ได้หลังจากการปะทะกันในปี 2540 แต่นักธุรกิจศักดินาลูกครึ่งจีนไทยต้องการมากกว่านั้น พวกเขาได้บริหารองค์กร NGO ด้วย นอกเหนือจากนายธนาคารและนายหน้าค้าหุ้น มีการอนุญาตให้แต่งงานได้แต่เฉพาะในกลุ่มชนชั้นปกครองศักดินา ซึ่งผลที่จะได้ตอบแทนไม่ทราบแน่ชัด บางทีคนรุ่นถัดไปอาจจะรู้มากขี้น ขณะนี้ประเทศไทยได้เริ่มปีใหม่ด้วยความเรียบร้อยเกินความคาดหวัง เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ทุกประเทศก็ควรยินดีด้วย *นักเขียนเป็นอาจารย์ที่เกษียณของโรงเรียนกฎหมายและการฑูตเฟลทเช่อร์
---------------------------------
ปล. ถ้ามีอีกจะเอามาลงเพิ่ม | |
05 Dec 08 | by เชกูวารา | tags บทความทั่วไป สถาบันพระมหากษัตริย์ การเมืองไทย ม็อบพันธมิตรฯ
เชกูวารา
คุณคิรัสครับ ข้อเท็จจริง และปัญหาต่าง ๆ เกี่ยวกับแนวคิดอันล้าสมัยของกฎหมายหมิ่นเบื้องสูง รวมทั้งข้อเสนอแนะให้ "ควรพิจารณายกเลิก" หรืออย่างน้อยก็ทำให้มัน "เพลา ๆ" ลงบ้างทั้งในแง่ "โทษ และตัวคนฟ้อง" ซึ่งระยะหลัง มีทั้งจากนักวิชาการไทยและเทศ เหล่านี้ ....แน่นอน เป้าหมายหนึ่งอาจมีการคาดหวังกันถึงขนาดให้ กษัตริย์เป็นคนเสนอแนะให้ยกเลิกเอง (ผมเคยถกเรื่องนี้กับเพื่อนว่า เพียงแค่บอกว่า ด่าเราได้ แต่ยังมีกฎหมายห้ามด่าเราอยู่... คำอนุญาตนั้น แทบไม่มีความหมายอะไรเลย) แม้มันจะเป็นเรื่องที่ใคร ๆ ต่างก็ทราบว่า เกิดขึ้นได้ยาก ก็ตาม อันนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าให้ "คนธรรมดาสามัญ" ที่ได้ประโยชน์จากกฎหมายข้อนี้อย่าง สส. เป็นคนทำ เพราะนั่นแทบเป็นไปไม่ได้ยิ่งกว่า...แต่ การอ่านบทความประเภทนี้ โดยฟันธงว่า "เสนอมาทำไม ในเมื่อมันไม่น่าจะเกิดขึ้นได้" ผมว่าไม่มีประโยชน์ คุณูปการของบทความลักษณะนี้ คือ การเปิดมุมมองให้ "คนไทย" ได้ฉุกคิด หรือ "ตั้งคำถามกับเรื่องเหล่านี้บ้าง" ซึ่งน่าเชื่อว่า มีคนไทยจำนวนไม่น้อย ที่ไม่เคยคิดเลยว่า กฎหมายข้อนี้ คือ ตัวปัญหาหนึ่ง ที่ทำให้ "ความเกิดขึ้นไม่ได้" เหล่านั้น ดำรงอยู่ หรือกระทั่งถ้าสืบดูดี ๆ มันสามารถสาวความไปถึง เบื้องหลังความคิดของคนไทยที่ว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่เคยมีความ "ผิดพลาด หรือไม่ดีใด ๆ" เกิดขึ้นในสถาบันกษัตริย์ เลย (ทั้งที่จริง ๆ มันอาจจะมีแต่โดนกดไว้) จนนำไปสู่ "ความจงรักภักดี ในระดับงมงาย" ประเด็นเรื่องงานเขียนเกี่ยวกับการคอรัปชั่นในเมืองไทยของฝรั่งนั้น ผมเห็นอยู่บ้างนะครับ เผลอ ๆ จะมากกว่างานเขียนประเภทนี้เสียอีก ยังไงลองค้นย้อนหลังดู โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงรัฐบาลทักษิณสมัยแรก กรณีว่า บทความที่เขาเขียนกัน ผมหมายถึงทุกบทความ เป็นข้อเท็จจริง จริง ๆ หรือ เป็นเพียงความคิดเห็นลอย ๆ อันนี้ ผมคงตอบคุณคิรัสไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของการใช้เหตุผล และวิจารณญาณส่วนบุคคล ขึ้นอยู่กับว่าอ่านแล้ว "เลือก" จะเชื่อส่วนไหน หรือคิดว่า คนเขียน "เลือก" หยิบส่วนไหน มาวิเคราะห์ แต่ข้อเท็จจริง สองข้อ ที่เราคนไทยควรต้องทราบ ก็คือ 1. ฝรั่งที่ศึกษาเรื่องเอเชีย (ไม่เฉพาะประเทศไทย) จำนวนหนึ่ง อาจรู้เรื่อง "ประเทศไทย และคนไทย" มากกว่า "คนไทยจำนวนมาก" กับ 2. เรื่องบางเรื่อง ฝรั่งสามารถคิด แล้วเขียนตรงไปตรงมาได้ ในขณะที่ คนไทย ทำไม่ได้ อย่างไรก็ตาม จากข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเมืองไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องผู้หนุนหลัง หรือให้การสนับสนุนกลุ่มพันธมิตร ฯ ...จริง ๆ แล้ว สำหรับผม ไม่ต้องพึ่งบทวิเคราะห์ของฝรั่งเหล่านี้ ก็ได้ครับ |
ศิรัส
ผมคิดอยู่เหมือนกันว่า ถ้าบ้านเราไม่มีกฏหมายข้อนี้ คนไทยเราจะวิจารณ์ท่าน (ในทางเปิดเผย) มากขึ้นหรือเปล่า แล้วก็คิดต่ออีกว่า ทำไมคนหลายคนถึงอยากวิจารณ์ท่าน บางคนที่วิจารณ์ท่านก็บอกว่าหวังดี คือผมสงสัยลึกๆ ว่าทำไมเราอยากวิจารณ์ในหลวงในทางเปิดเผยกัน (เรื่องซุบซิบคุยกันในหมู่เพื่อนฝูงคงมีอยู่แล้วแน่นอน) ผมเคยลองคิดว่า ถ้าเราไม่มองว่าท่านคือกษัตริย์ แต่มองว่าท่านคือคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่ทำประโยชน์เพื่อชาติบ้านเมืองมากมาย ทำไมเราถึงจะเคารพท่านด้วยเหตุผลด้านนี้ไม่ได้ ผมเคยอ่านเจอบทความของคุณสุลักษณ์ ศิวลักษณ์ กล่าวทำนองว่าทำไมเราต้องหมอบ ต้องคลานเมื่อเวลาเขาพบกษัตริย์ เพราะมันแสดงถึงความไม่เจริญ ความล้าหลัง.. ผมจำรายละเอียดไม่ได้นัก ผมก็เลยคิดว่า เอ.. ปกติเวลาเราเดินผ่านญาติผู้ใหญ่ วัฒนธรรมไทยเราก็สอนให้มีการน้อมตัวเวลาเดินผ่าน หรือถ้าผู้ใหญ่นั่งอยู่ เราก็ต้องคลานเข่าผ่านเหมือนกัน (ถึงจะไม่คลานเข่า แต่ก็ต้องน้อมตัวให้ต่ำๆ ที่สุด) แล้วเหตุใด เราถึงจะหมอบคลานในเวลาที่ต้องเข้าพบกษัตริย์ไม่ได้ หมายเหตุ: ต้องขออภัยด้วยนะครับ อาจจะเขียน comment ออกทะเลไปไหนไม่รู้ เผอิญอ่านๆ แล้วเกิดความคิดพวกนี้ขึ้นมา |
เชกูวารา
ยังไม่ออกทะเลครับ ยังอยู่ ๆ :) ....ผมขออนุญาตคุยเรื่องนี้ต่อด้วยคำถาม ผมแอบคิดว่า ปัญหาของเราคนไทยที่ต้องยอมรับกัน (บางครั้งผมก็เป็น) คือ ตรรกขาว-ดำของเราค่อนข้างเหนียวแน่น กับ ทัศนะคติที่ไม่ดีนักต่อคำว่า "วิจารณ์" (ถ้าสนใจ เบื้องหน้า เบื้องหลังของ คำ ๆ นี้ ผมขออนุญาตชวนไปอ่านบทสรุปการเสวนาของกลุ่มพวกผมที่จัดกันเมื่อหลายปีก่อน ตอน "การวิจารณ์ในฐานะพลังทางปัญญาของสังคมร่วมสมัย " ได้ อ. เจตนา นาคะวัชระ มาเป็นแขกรับเชิญ) คำถามของผมต่อเรื่องนี้ ก็คือ เหตุใดเราจึงต้องคิดอยู่เสมอว่าการ "วิจารณ์" แนวคิด งาน หรือการทำงาน ของใครสักคนหนึ่ง คือ การแสดงออกถึงความ "ไม่เคารพ" ต่อคน ๆ นั้น ในประเทศไทย การ "วิจารณ์ด้วยความเคารพ" การ "วิจารณ์เชิงสร้างสรรค์ในฐานะพลังทางสังคม" โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ "เรื่องที่เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์" จะได้รับการยอมรับ หรือเกิดขึ้นได้อย่างเสรี บ้างหรือไม่ ? ถ้าเราไม่หนีความจริง ...ประเทศไทยไม่ได้มีคนเพียงคนเดียวครับ แต่ยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อย ที่ "ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติบ้านเมือง" เหมือนกัน (บางคนอาจมากกว่า) แม้แต่นโยบายบางอย่าง หรือการกระทำบางเรื่อง ของนักการเมืองบางคน ก็เป็นประโยชน์กับชาติบ้านเมือง คำถามของผม ก็คือ เหตุใดเราจึง กล้า สามารถ หรือควร "วิจารณ์" "ชี้ให้เห็น" บางคนใช้คำว่า "เปิดโปง" การฉ้อฉล โกงกิน เรื่องหมกเม็ด ความเสียหาย หรือแม้กระทั่ง "ข้อผิดพลาดบางอย่าง" ที่เกิดขึ้นจากน้ำมือของนักการเมืองเหล่านั้น ให้ประชาชน หรือใครต่อใครได้เห็น ? เราทำกันทำไม ? เราวิจารณ์ "นักการเมือง" ทำไม ? เหตุใดเราจึงไม่คุยกันอยู่แค่ในวง เหตุใดเราไม่เอาแต่นั่งนินทา ? ถ้าหาคำตอบว่า "เราทำกันทำไม" ได้แล้ว คำถามต่อมา ก็คือ แล้วเหตุใดเราต้องคิดกันอยู่เสมอว่า เป้าหมายหรือนัย ในการวิจารณ์สถานบันการเมือง นักการเมือง แตกต่างกับ การวิจารณ์สถาบันกษัตริย์ หรือกระทั่งตัวคนในแวดวงนี้ ? ถ้าคนไทยรู้ว่า นักการเมืองใช้เงินภาษีประชาชนพัฒนาประเทศ คนไทยก็ควรต้องรู้ด้วยว่า โครงการในพระราชดำริต่าง ๆ ก็ใช้เงินภาษีประชาชนเหมือนกัน, ถ้าคนไทยในฐานะเจ้าของภาษี สามารถวิจารณ์นโยบาย หรือการดำเนินงานของนักการเมือง ที่ก่อความเสียหายให้ประเทศได้ เรื่องแบบนี้ก็น่าจะเกิดขึ้นได้เช่นเดียวกัน กับ "โครงการพิเศษ" ต่าง ๆ ที่สร้างความเสียหาย, ถ้าเราสามารถเรียกร้องให้นักการเมืองจ่ายภาษีในส่วนที่ควรจ่ายให้ชาติได้ เราก็น่าจะทำเรื่องแบบนี้ได้กับคนทุก ๆ คนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยได้ โดยไม่มีข้อยกเว้น อย่างไรก็ตาม ถ้าทั้งหมดที่ว่ามา เรายังสามารถ "แก้ตัว หรือมีธงคำตอบ" ที่ไม่เหมือนกัน ทั้ง ๆ ที่มันควรจะเหมือนกัน ออกมาได้ เราก็ต้องยอมรับกันตรง ๆ ว่า "ความเคารพต่อ...." ที่เรามีอยู่นั้น ไม่ใช่ความเคารพในระดับปกติ หรือด้วยสาเหตุเพียงเพราะว่า เขา "ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ" แต่เราเคารพในระดับของ "สิ่งศักดิ์สิทธิ" ที่ใครก็มิอาจแตะต้องได้ โดยส่วนตัว ผมเชื่อว่า บรรดาคนที่วิจารณ์ จำนวนมากไม่มีใครบอกหรอกว่า "การเคารพ..." ของคนที่เคารพเป็นสิ่งผิด หรือเป็นสิ่งไม่ดี แล้วมันก็ไม่ได้ตีความได้เสมอไปด้วยว่า คนที่ลงมือวิจารณ์ คือคนที่ "ไม่เคารพ" คำถามสุดท้าย จึงไม่ใช่คำถามที่ว่า "จะเคารพกันไปทำไม ?" (ซึ่งฝ่ายนิยมเจ้ามักยัดเยียด ว่าเป็น "คำถามเชิงล้มล้าง" ของพวกที่วิจารณ์) แต่เป็น คำถามที่ว่า ในยุคสมัยนี้ การเคารพที่เกินพอดี หรืออยู่ในระดับสิ่งศักดิ์ดั่งเช่นที่เป็นอยู่ จะยังถือเป็นเรื่องดี ยังได้ชื่อว่าเป็นเรื่องจำเป็น หรือมันจะยังประโยชน์โภคผลให้กับทุกคนในชาติ อยู่อีกหรือ โปรดตรอง ? |
Taken
ความประหลาดใจ ถ้าเราจะมองย้อนกลับไป ก็จะพบว่าในยุคสมัยของทักษิณ คือจุดเริ่มต้นของความพยายามในการที่จะดึงเอาสถาบันพระมหากษัตริย์เข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งเพื่อวัตถุประสงค์ใดนั้นผมขอไม่แสดงความคิดเห็นส่วนตัว แต่ถ้าดูจากความคิดเห็นของหลายท่านก็จะเห็นว่าทุกคนมองว่าคุณทักษิณพยายามที่จะดิสเครดิตของสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเห็นได้ชัด และนี่คือจุดเริ่มต้นจนกลายเป็น ประเด็นวิจารณ์กันอย่างต่อเนื่องในสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงหลัง ที่จะต้องมีความพยายามที่จะดึงสถาบันพระมหากษัตริย์ให้มาเกี่ยวข้องด้วยทุกครั้ง และไม่ว่าด้วยเหตุผลกลใด แต่น่าประหลาดใจว่าสิ่งที่คุณทักษิณทำกลายเป็นประเด็นที่จุดประกายให้คนหลายกลุ่มที่มีความพยายามอย่างเดียวกัน ให้เกิดความกล้าที่จะโผล่หัวออกมาจากกระดอง และเกิดการแสดงความคิดเห็นกันอย่างมากในสังคมปัจจุบัน จนดูเหมือนกว่าหลายกลุ่มคนเหล่านั้นก็จะมองคุณทักษิณเป็นเหมือนวีรบุรุษ โดยไม่สนใจว่า ชายผู้นี้จะโกงกินบ้านเมืองอย่างไร และทรัพย์สมบัติของประเทศชาติที่สูญหายไปจะมากมายเท่าใด เพิยงเพราะชายคนนี้ "ทักษิณ ชินวัตร" ที่ช่วยนำร่องทำให้เค้าเหล่านี้ได้กล้าโผล่หัวออกจากกระดองได้ หลังจากที่หดหัวอยู่นานจนหัวหงอกเกือบหมด ดังนั้นเค้าเหล่านั้นจึงพร้อมใจกันยกประเทศไทยทั้งประเทศให้ชายผุ้นี้โกงกินได้อย่างออกหน้าออกตา ไม่ว่าจะเรื่องน้ำมัน ไฟฟ้า ประปา การสื่อสาร โทรคมนาคม หรือแม้แต่สถาบันที่แข็งแกร่งมาเป็นเวลายาวนานอย่างสถาบันพระมหากษัตริย์ก็คงไม่ต้องพูดถึง มุมมองความเห็นส่วนตัว (นะโว้ย) ผมมีมุมมองความคิดเห็นอยู่ว่าไม่ว่าจะกษัตริย์หรือคนธรรมดา ต่างก็เป็นมนุษย์ปุถุชน ไม่มีใครขาวบริสุทธิ์ หรือ ดำสุดๆ แต่ทุกคนต่างก็มีบทบาทของตัวเอง และในทุกบทบาทที่มีนั้น ก็ต่างมีส่วนเสริมสร้างและขัดแย้งกันในตัวของมันเอง ดังจะเห็นว่าบางครั้งบางคนก็จะเสียผลประโยชน์ แต่บางคนจะได้ผลประโยชน์ ดังนั้นขอเพียงเราต่างมองในสิ่งดีของกันและกัน แล้วพิจารณาว่าถ้าสิ่งดีนั้นจะรังสรรค์ให้เกิดประโยชน์ต่อบ้านเมืองต่อประเทศชาติมากกว่าแล้ว ก็ไม่น่าที่จะไปขุดคุ้ยประเด็นอะไรที่จะทำให้การกระทำดีนั้นต้องหยุดชะงักลง หรือเสียกำลังใจไป พูดถึงตรงนี้ก็มีบางคนบอกกับผมว่า "การที่ตระกูลชินวัตรได้ทุกอย่างของประเทศชาติไปจะมีผลเสียอย่างไร? ทำไมต้องต่อต้านถ้าคุณบอกอย่างนี้" ผมจึงบอกไปว่าผมไม่รู้หรอกว่าจะมีผลเสียอย่างไร แต่ถ้าเค้ามีความสามารถที่จะหุบกิจการของรัฐมาเป็นของเค้าโดยถูกกฏหมายได้ และสามารถทำให้กิจการตนเองก่อเกิดผลประโยชน์มหาศาลได้ แล้วทำไมเค้าไม่ใช้ความสามารถของเค้าทำประโยชน์ให้ประเทศชาติจริงๆ โดยไม่ต้องแอบแฝงเป็นการยึดครองเป็นของตนเอง แล้วกล่าวอ้างว่าเป็นการกระทำเพื่อชาติ ส่วนตัวผมก็พอรู้บ้างว่าราชวงศ์บางท่านวางตัวไม่เหมาะสม แต่ไม่ใช่ทั้งหมดไม่ใช่ และสิ่งดีที่ทำก็มีมากมายมหาศาล แต่เหตุใดจึงจ้องแต่จะรุมแทะรุมทึ้งท่านให้ระคายระเคืองเบื้องพระยุคลบาทด้วย แทนที่จะมองสิงดีมากมายที่ท่านทรงกระทำต่อประเทศชาติ ทั้งนี้เป็นความเห็นบางส่วนที่พยายามเรียบเรียงในเวลาอันสั้น ใครมีหูจงฟังเถิด.. ใครมีตาจงดูเถิด.. ใครมีสมองจงใคร่ครวญเถิด.. ใครมีจิตสำนึกรู้คุณแผ่นดินจงพินิจดูเถิด.. เฮ้อๆๆๆ |
Oakyman
ยังไม่ได้อ่านบทความทั้งหมด แต่เหตุใดไม่ทำการรณรงค์เพื่อรวบรวมรายชื่อให้ได้ 10,000 คนล่ะครับ? บทบัญญัติในมาตรา ๑๖๓ นี้ กำหนดให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า ๑๐,๐๐๐ คน มีสิทธิเข้าชื่อร้องขอต่อประธานรัฐสภาเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาร่างพระราชบัญญัติตามที่กำหนดในหมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย และหมวด ๕ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ http://www.parliament.go.th/parcy/sapa_db/sapa_document.php?group_id=14&type_id=8 |
m16
มันก็พวกคอมมิวนิสเฉี่ยใส่สูตรนั่นแหละวะ
เข้าให้กลับใจเป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยก็บุญแล้ว (ไม่ฆ่าล้างบางเหมือนไนประเทศอื่นๆ) สมัยนั้นผมไปรบกับคอมมิวนิสในป่า จำได้ยิงตายไปหลายศพ ไม่อยากนับ ยังไงก็ไทยด้วยกัน แต่แตกต่างทางการคิดเรื่องการ เมือง
ปัญหามีอยู่ว่า พวกคุณจะพากันกลับเข้าไปสู่ยุคนั้นอีกเหรอ ผมยิงปืนไม่รอดแล้วนะ.
|

ศิรัส
คุณเชครับ ผมมีคำถามเกี่ยวกับบทความที่ 4 ถ้าในหลวงท่านออกมาเรียกร้องให้ยกเลิกกฏหมาย (ผมคิดว่าท่านก็เคยบอกเป็นนัยๆ แล้ว) แต่คนที่จะยกเลิกกฏหมาย หรือแก้กฏหมายได้ ก็ต้องเป็น ส.ส. ใช่หรือเปล่าครับ ทีนี้นักการเมืองบ้านเราก็คงไม่อยากจะแก้ เพราะอย่างที่ทราบๆ กันว่า กฏหมายเรื่องนี้ใช้เป็นเครื่องมือในการกลั่นแกล้งกันได้ดีที่สุด ถ้าเป็นอย่างนี้ในหลวงท่านก็คงทำอะไรไม่ได้ ใช่หรือเปล่า
คุณเชครับ ผมเห็นบทความของนักวิชาการฝรั่งศึกษาเกี่ยวกับกษัตริย์เรามานักต่อนัก ผมเลยอยากทราบว่า นักวิชาการเหล่านี้เขาเคยศึกษาเกี่ยวกับนักการเมืองไทยบ้างหรือเปล่า ว่าทำไมถึงได้มีการคอรัปชั่นอะไรกันไม่หยุดไม่หย่อน แล้วทำไมกฏหมายไทยถึงเอาผิดนักการเมืองที่ไม่ดีไม่ได้
ผมขอย้อนถึงบทความอื่นๆ 1,2,3 ข้อมูลต่างๆ ที่เขียนอ้อมๆ ว่า การรัฐประหาร หรือกลุ่มพธม. ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันกษัตริย์นี่ นักวิชาการเหล่านี้เขาทราบถึงข้อเท็จจริงเลยหรือครับ ว่าได้รับการสนับสนุนจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงข้อคิดเห็นลอยๆ ที่ไม่ได้มีหลักอะไรมารองรับเลย หรือว่าเป็นเพราะเป็นบทวิเคราะห์ จึงสามารถเขียนอะไรก็ได้
06 Dec 08