BioLawCom.De » บทความ » บทความทั่วไป » กองเดคีวิถีแห่งชุมชน
กองเดคีวิถีแห่งชุมชน
|
Author : สิริไพลิน สิงห์อินทร์ Quelle : BioLawCom.De Category : บทความทั่วไป Publisher : bow_der_kleine |
|
ส่วนนำผู้เขียนเรียบเรียงบทความนี้จากประสบการณ์ การฝึกปฏิบัติงานภาคสนาม ตามหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต (บัณฑิตอาสาสมัคร) แห่งมหาวิยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นระยะเวลา 7 เดือน ตั้งแต่เดือนกันยายน 48 - มีนาคม 2549 ที่ผู้เขียนได้ร่วมใช้ชีวิต อยู่กับชนเผ่าโปว์ บ้านกองดา หรือ กองเดคี หมู่ที่ 14 ตำบลนาเกียน อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ผู้เขียนได้เลือกนำเสนอวิถีชุมชนของบ้านกองเดคี โดยการแสดงวันที่เป็นเครื่องกำกับ เพื่อเปิดมุมมองให้เห็นถึงพลวัตรของชุมชน ที่มีปัจจัยหลายประการ เข้ามาขับเคลื่อนให้ชุมชนก้าวเดินไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในบทแรก “กองเดคี” เป็นภาพสะท้อนของหมู่บ้าน ผ่านสายตาของผู้เขียนซึ่งเป็นบุคคลภายนอก บทที่2 “คน-ป่า-ข้าว” เขียนถึงเรื่องราววิถีการทำกินของชาวบ้านกองเดคี ที่ผูกพันอยู่กับป่าใหญ่และไร่ข้าว ตลอดจนวิธีคิดและวิธีปฏิบัติที่พวกเขามีต่อสภาพแวดล้อมรอบๆตัว บทที่3 “คนเล่าขาน” เป็นการนำนิทานพื้นบ้านของชนเผ่าโปว์มาเป็นเครื่องมือในการทำความรู้จักกับตัวตนของชนเผ่าให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทั้งเพื่อแสดงถึงคุณค่าในนิทานพื้นบ้าน ที่เป็นมากกว่าการให้ความบันเทิง บทที่4 “ดั่งดวงดาว” บทสรุปส่งท้าย กล่าวถึงบทเรียนจากหมู่บ้าน วิเคราะห์แนวโน้มอนาคตของหมู่บ้าน ตลอดจนเป็นการแสดงความคาดหวังที่ผู้เขียนมีต่อหมู่บ้านและสังคมภายนอก ผู้เขียนขอขอบคุณสำนักบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มอบโอกาสให้สังคมภายนอกได้ทำความรู้จักกับแง่งามในวิถีชีวิตของชนเผ่าโปว์ ถึงแม้จะเป็นการมองผ่านประสบการณ์ของคนเมืองอย่างผู้เขียนก็ตาม “นิโบนิโคะพรงกองเดคี ” กี่ถ้อยคำที่พร่ำขอบคุณก็ไม่เพียงพอต่อน้ำใจที่ชาวกองเดคีมีให้ ทั้งยามที่อยู่บ้านดอย ทั้งสายใยแห่งความผูกพันที่ยังเชื่อมเราไว้ด้วยกัน “ซูแดซะแนหนี่ ซูแดซะตะหล่งคู้ แยจะลีลุกองเดคีปะ” คิดถึงรอยยิ้มของชาวบ้านทุกคน คิดถึงป่าดอย หวังว่าวันหนี่งคงได้กลับไปพบกันอีก
กองเดคี11/ก.ย./48 จักรยานยนต์ของหมู่ครูดอยกว่า 7 คันที่ปฏิบัติงานในศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวงสายผีปาน ขับตามหลังกันไปบนถนนลูกรังแสนขรุขระคดเคี้ยว พื้นถนนอุ้มน้ำฝนไว้จนชุ่ม ถูกล้อรถที่พันด้วยโซ่บดจนเละ บางช่วงกระแสน้ำป่าก็พัดจนถนนขาด สองข้างทางเต็มไปด้วยต้นสนสูงชะลูด กล้วยไม้ป่าและตะไคร่น้ำเกาะอยู่เขียวครึ้ม ช่วงไหนที่ถนนผ่านหุบเหวลึก ถนนเส้นน้อยเหมือนเอาเส้นลวดไปแขวนไว้บนเวิ้งฟ้า ระยะทางกว่า 75 กิโลเมตรจากตัวอำเภอ พาเราผ่านหมู่บ้านชาวโปว์บ้านแล้วบ้านเล่า ผ่านไร่กะหล่ำปลี,ไร่มะเขือเทศ และนาขั้นบันได พี่ครูดอยที่มีโรงเรียนอยู่ตามรายทางถึงจุดหมายไปทีละคน สุดเส้นทางสายนี้คือจุดหมายของเรา บ้านกองดา หมู่ที่14 ตำบลนาเกียน อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่12/ก.ย. /48 ในอ้อมอกของเทือกเขาถนนธงชัย บ้านกองดาซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาห้อมล้อมไปด้วยแมกไม้สมบูรณ์ ครูน้องให้เด็กๆพาเราเดินชมหมู่บ้าน เราเดินออกจากป่าชุมชนซึ่งเป็นที่ตั้งของ ศศช.กองดาไปทางทิศใต้ มีลำห้วยสายเล็กๆไหลเรียบทางเดินไปไร่ข้าวของชาวบ้านจนบรรจบกับ “น้ำแม่ฮอง” ซึ่งเป็นลำน้ำสายใหญ่ ทางเดินเท้าเล็กๆลัดเลาะไปตามเชิงเขา เราเดินผ่านไปทางไหนชาวบ้านทั้งชายหญิงก็ล้วนแต่ยิ้มแย้มทักทาย “อะเด้าโอกะแล”( เป็นคนบ้านไหน) “โอ่กองเดคีเหม่อฉี” (มาเที่ยวบ้านกองเดคีรู้สึกสุขใจดีหรือเปล่า) ชาวบ้านเรียกชื่อหมู่บ้านของพวกเขาด้วยภาษาโปว์ว่า กองเดคี ซึ่งตรงกับความหมายในภาษาไทยคือหมู่บ้านที่ตั้งอยู่บนที่ลาดชัน [1] ส่วนคำว่าบ้านกองดาเป็นชื่อที่ทางราชการได้กำหนดขึ้น คลองสายตาเบื้องหน้าปรากฏบ้านเรือนซึ่งล้วนตั้งตามที่ลาดชันเชิงเขา บ้านสร้างด้วยไม้หรือไม้ไผ่ หลังคาบ้างมุงด้วยหญ้าคา บ้างมุงด้วยสังกะสี ที่มุงกระเบื้องมีเป็นส่วนน้อย ทุกบ้านยกใต้ถุนสูงเพื่อใช้พื้นที่วางครกกระเดื่องตำข้าว เก็บฟืน และใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ทั้งวัว หมู และไก่ เด็กโตเล่าว่าหมูที่เห็นอยู่นี้ชาวบ้านเพิ่งซื้อมาเลี้ยงใหม่ เพราะปีที่แล้วหมูในหมู่บ้านและชุมชนข้างเคียง พากันล้มตายลงด้วยโรคระบาดตายเป็นจำนวนมาก เด็กน้อยพาเราเดินขึ้นลงตามแต่ละบ้าน ที่ตรงชานบ้าน มุมหนึ่งเป็นที่นั่งทอผ้าของหญิงสาว มุมหนึ่งมีไว้เก็บพืชผัก เช่นแตงกวาดอย มัน ฟักทอง อีกมุมหนึ่งเป็นที่วางภาชนะจัดเก็บน้ำอันได้แก่แกลลอลน้ำมัน และหม้ออลูมิเนียมแบบไม่มีหูซึ่งชาวบ้านซื้อจากพ่อค้าที่เดินทางมาไกลจากแดนพม่า ตรงเสาเรือนแขวน “ ทิผั่ง” ไม้ไผ่ที่ถูกเหลาผิวจนเกลี้ยง เปลี่ยนจากไม้ไผ่ธรรมดามาเป็นกระบอกใส่น้ำที่ใช้กันมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ แม่อุ๊ยเจ้าของบ้านชักชวนให้เราเข้าไปนั่งในบ้าน เมื่อเราเดินผ่านประตูเข้าไปก็เจอะห้องครัว ที่ถูกต้องควรเรียกว่าห้องอเนกประสงค์เสียมากกว่า ห้องครัวถือเป็นห้องที่สำคัญที่สุดในบ้าน มีเตาไฟทำจากกระบะดินอัดแน่น มีเหล็กสามขาวางอยู่ตรงกลาง บนเตาต่อเป็นชั้นไม้ไผ่ 4 เสา แต่ละชั้นใช้เก็บกระด้ง, ข้าวเปลือก, เนื้อสัตว์ตากแห้ง ตามเสาแขวนฝักข้าวโพดและกระบอกใส่เกลือ โคนเสาเจาะเป็นช่องเล็กสำหรับเก็บสาก, ที่คนข้าว, และขวดผงชูรส ข้าวของเครื่องใช้แทบทุกอย่างทำจากไม้ไผ่น่ารักน่าชม เตาไฟใช้เพื่อหุงหาอาหาร ทั้งก่อควันไล่เหลือบริ้นไร พื้นที่โดยรอบใช้เป็นที่นอนของสมาชิกในบ้าน ด้วยต้องผิงไฟให้อุ่นกายคลายหนาว บ้านไหนที่มีลูกสาววัยรุ่นและบ้านกว้างพอก็จะกั้นเป็นห้องเล็ก ๆ ให้ลูกสาวแยกไปนอนต่างหาก แม่อุ๊ยจัดแจงสำรับอาหารให้เรา กระด้งไม้ไผ่เก่าคร่ำตรงกลางกระด้งมีถ้วยน้ำพริกใบเล็กและชามแกงอีกหนึ่งใบรายรอบด้วยข้าวดอยร้อนส่งควันกรุ่น มื้อนี้เราต้องทานข้าวคนเดียว เพราะตามประเพณีของชาวโปว์เขาให้เกียรติแขก ผู้มาเยือนจะได้ทานอาหารที่ดีที่สุดที่เขามีอยู่ และต้องทานก่อนสมาชิกในครอบครัว [2] ทานเสร็จจะต้องหาน้ำให้ดื่ม แขกจะช่วยล้างจานหรือกวาดบ้านก็มิได้ ต่อเมื่อสนิทสนมเหมือนเป็นคนครอบครัวแล้ว จึงจะร่วมทานอาหารพร้อมกันได้ ยังไม่ทันมืดเราทานข้าวไปแล้ว 5 บ้าน เจ้าของบ้านแต่ละหลังล้วนคะยั้นคะยอให้เราทานเยอะ ๆ เสียงพูดจาและแววตาของพวกเขาดูมีความสุขที่เห็นเราทานอาหารของพวกเขาได้ คำเตือนของครูน้องแว่วเข้ามาในหู “ชาวบ้านเขารู้สึกว่าหากแขกไม่ทานข้าวก็หมายความว่าแขกไม่รับน้ำใจและความตั้งใจดีของพวกเขา” [3] ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทบต่อความรู้สึกของชาวบ้านอย่างมาก เรารู้สึกอิ่มจนไม่คิดว่าจะทานบ้านไหนได้อีกแล้ว จึงเอ่ยขอบคุณและชวนเจ้าของบ้านพูดคุยอีกนิดหน่อยแล้วจึงขอตัวกลับโรงเรียน เสียงหัวเราะของเด็กๆที่เล่นกันอยู่ในโรงเรียน ชวนให้อยากกลับเป็นเด็กอีกครั้ง เด็กกองเดคีไม่มีของเล่นมากมาย เด็กผู้ชายเล่น “กง” หรือหนังสติก “กะบัง” หรือกังหันไม้ไผ่ หาแมลงกว่าง หรือจับนกมาเล่น เด็กผู้หญิงเล่น “เกลอง” หรือหมากเก็บ “พื้อโก่อะ” หรือเล่นกระโดดเชือก แต่บนดอยใช้ผิวไม้ไผ่ที่ปอกเป็นเส้นบางยาวแทนเชือก เด็กๆไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายต่างก็ปีนต้นไม้คล่องราวกับลิง ต้นพุชาแซสูงลิ่วมีเจ้าลิงน้อยห้อยโหนดูน่าหวาดเสียว เด็กๆเก็บผลไม้ป่ามาให้เรากิน พุชาแซลูกรีเล็กผิวบาง เป็นช่ออย่างลูกหว้า รสเปรี้ยวหวานอมฝาดนิดๆ เรากินจนฟันดำ เวลาย่ำเย็นชาวบ้านกลับจากไร่ พากันมาอาบน้ำที่โรงเรียน ช่วงนี้ฝนหนักแรงดันน้ำทำให้ท่อประปาภูเขาอีก 4 สายหลุดหมด รอฝนทิ้งช่วงเสียก่อนกลุ่มชาวบ้านที่รับผิดชอบดูแลท่อประปาจึงจะลงมือช่วยกันซ่อมแซม เจ้าแม่ขะน้อยช้างตัวโตก็มาอาบน้ำกับเขาด้วย มันใช้งวงทำเป็นฝักบัวดอย พ่นน้ำใส่เด็กๆให้ได้วิ่งหนีกันเป็นที่สนุกสนาน ช้างตัวนี้มีเจ้าของเป็นคนจาก 4 หมู่บ้านรวมเงินกันซื้อ และผลัดเปลี่ยนกันใช้ ได้อย่างไม่ขัดแย้งกัน มีเสียงปืนดังขึ้นนัดหนึ่ง เสียงมาจากภูเขาทางทิศเหนือของหมู่บ้าน สอบถามได้ความว่าเป็นเสียงปืนของพรานชาวบ้านที่เข้าไปล่าหมูป่า อบต.งี่สุข มุเชอร์ อุ้มลูกคนเล็กไว้กับอก สวมกางเกงสะดอ ถลกขากางเกงขึ้นจนเห็นลายสักเต็มขา เล่าให้ฟังถึงวิธีการล่าสัตว์ว่า เวลาล่าสัตว์จะออกล่าตามลำพังก็ได้ หากไปล่าพร้อมกันหลายคนเขามีวิธีแบ่งผลประโยชน์กันโดยยึดกันมาแต่คนรุ่นก่อน ๆ ว่า ใครที่ยิงถูกเป็นคนแรก คนนั้นจะได้รับส่วนหัวไป เจ้าของกระสุนนัดที่สองจะได้รับส่วนก้น เนื้อที่เหลือก็ปันกันอย่างเท่าเทียม เมื่อกลับถึงบ้านปรุงเนื้อเป็นกับข้าวแล้ว ก็เดินไปเรียกบอกเพื่อนบ้านให้มากินด้วยกัน หากได้เนื้อมากก็จะรมควันหรือหมักเก็บไว้ได้อีกหลายวัน เขาบอกว่าชาวบ้านล่าแต่พอกินไม่ได้ล่าขาย “ถ้ายิงไปขายต่อไปลูกหลานก็ไม่มีกิน แล้วผิดกฎหมายด้วย” [4] 13/ก.ย./48 คืนนี้ครูน้องจะพาเราไปพบ “พ่ออุ๊ยตั้งข้าว” พ่ออุ๊ยเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณของชุมชน ท้องฟ้ามืดมิดดวงดาวแต่งแต้มเต็มฟ้า เรารู้สึกเหมือนอยู่ใกล้ดาวจนแทบเอื้อมถึง เด็กชายหญิงเกือบสิบคนมานั่งรอเราตั้งแต่ก่อนค่ำ เด็กๆเดินนำทางออกไป ในมือถือไต้ตามไฟให้แสงวอมแวม เรากับครูน้องมีไฟฉายคนละกระบอก ทางลื่นและชันแต่เด็กๆเดินกันอย่างสบายราวกับทางราบเรียบ สาวน้อยคนหนึ่งกลัวเราลื่นล้มจึงจูงมือเราไปเกือบตลอดทาง เวลา หนึ่งทุ่มโดยประมาณ บ้านกองเดคีเงียบสงบท่ามกลางดาวเดือนที่ทอแสงแข่งกัน ไม่มีแสงจากไฟฟ้าหรือไฟจากโซล่าร์เซลส์อย่างหมู่บ้านใกล้เมือง พ่ออุ๊ยแก่มากแล้ว หมู่บ้านกองเดคีกับพ่ออุ๊ยมีอายุเท่ากันคือประมาณ 80 ปี พ่ออุ๊ยเล่าเป็นภาษาคำเมืองว่า พ่อแม่ของพ่ออุ๊ยเป็นคนรุ่นแรกซึ่งย้ายมาจากบ้านแม่ฮอง มาตั้งรกรากที่นี่ เดิมมีเพียง 5 ครอบครัวแต่ตอนนี้ขยายเป็น40 ครัวเรือน มีคนเกือบ 200 คน พ่ออุ๊ยเล่าถึงหน้าที่ของ “ไงคู” หรือ “พ่ออุ๊ยตั้งข้าว” ว่า พ่ออุ๊ยมีหน้าที่เป็นผู้นำในการทำพิธีของชนเผ่า เช่น การเลี้ยงผีภูเขา,เลี้ยงผีต้นน้ำ พิธีแต่งงาน และพิธีกินปีใหม่ ชาวโปว์มีพิธีกรรมมากมายที่แสดงออกถึงความนับถือผีบรรพบุรุษ และความเคารพในจิตวิญญาณศักดิ์สิทธิที่คอยปกปักรักษาสิ่งแวดล้อมรอบๆตัว ไม่ว่าจะเป็นผืนฟ้า ผืนดิน ผืนน้ำ ราวป่า หนทาง หรือแม้แต่ไร่ข้าว ล้วนมีวิญญาณศักดิ์สิทธิสถิตอยู่ทั้งสิ้น ชาวโปว์ต้องปฎิบัติดีต่อธรรมชาติหาไม่แล้วจะนำความเดือดร้อนมาสู่ตนเองและหมู่บ้านได้ [5] พ่ออุ๊ยชวนเราคุยแลกเปลี่ยนถึงวิถีชีวิตของชาวปักษ์ใต้บ้านเรา และถามว่าเรามาอยู่กองเดคี สุขใจสุขกายดีหรือไม่ เราตอบไปว่าสุขใจดี แต่มีปัญหาเรื่องปวดท้อง เพราะวันๆหนึ่งต้องตระเวนกินข้าวหลายบ้าน พ่ออุ้ย ให้เราดื่ม สมุนไพรสีชารสขมชื่อว่า “ย่ากี” แก้ปวดท้องและช่วยให้เจริญอาหาร ชาวบ้านรุ่นเก่ายังคงใช้ยาสมุนไพร แต่หนุ่มสาวยุคใหม่ในยามเจ็บป่วยก็จะไปขอยาสามัญประจำบ้านที่ตู้ยาของ ศศช. บ้างก็ไปหาหมอเถื่อนที่หมู่บ้านข้างเคียง บ้างก็ไปอนามัยที่อยู่ไกลออกไปเกือบ 30 กิโลเมตร หากอาการหนักมากก็ต้องลงไปถึงโรงพยาบาลที่ตัวอำเภอ ชาวบ้านต้องหมดเปลืองเงินทองไปกับค่าเดินทางและค่ารักษาพยาบาลเพราะหลายคนยังไม่ได้สัญชาติไทย นโยบายบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรคจึงไม่เอื้อประโยชน์ต่อพวกเขา 10/ตุลา/48 โบ มอแต และตือพะ หอบเอาอุปกรณ์ทอผ้ามานั่งทอในโรงอาหารของโรงเรียน ชาวบ้านต่างทอเสื้อผ้าใช้เอง รูปแบบของเสื้อเหมือนกันหมดทั้งหญิงและชาย ต่างกันตรงสีและการประดับตกแต่ง “ชะอวย” เป็นชุดยาวสีขาวสำหรับหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงาน “ชะบัง” สำหรับหญิงที่ออกเรือนแล้ว เป็นเสื้อสีสันสดใส ทอยกลายใหญ่ มีลูกปัดลูกเดือยประตกแต่งสวยงาม ตัวยาวถึงสะโพก ท่อนล่างสวม “หนี่” หรือผ้าถุง ทอเป็นลายขวางสลับสี และต้องทอเป็นสองชิ้นแล้วค่อยนำมาเย็บต่อกันตรงกลาง เพราะการทอด้วยกี่แบบผูกเอวทำให้ผ้าที่ทอออกมาเป็นผ้าหน้าแคบ “ชะเก๊อะ” เสื้อผ้าผู้ชายตัวยาวถึงสะโพก ต่างจากเสื้อผู้หญิงตรงไม่มีลวดลายมากนักและไม่มีลูกปัดลูกเดือยตกแต่ง ด้ายที่ใช้ในการทอผ้าของชาวกองดานั้นซื้อมาจากตัวอำเภออมก๋อยบ้าง ร้านค้าในหมู่บ้านข้างเคียงบ้าง เมื่อประมาณ 50 ปีที่แล้ว ชาวบ้านเล่ากันว่าเคยมีการปลูกฝ้ายและย้อมสีด้วยสีจากธรรมชาติเช่นกัน แต่ในปัจจุบันด้ายทั้งหมดเป็นด้ายสำเร็จที่ย้อมสีด้วยสีเคมีทั้งหมด นอกจากชุดแต่งกายแบบดั้งเดิมแล้ว ปัจจุบันชาวบ้านได้นำเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของคนเมืองมาใช้เพื่อความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น หญิงสาวชายหนุ่มต่างใช้ชุดชั้นใน และสำหรับผู้หญิงนั้น หากเป็นหญิงแต่งงานแล้วจะสวมกางเกงวอร์มและนุ่งผ้าถุงทับอีกชั้นหนึ่ง ส่วนหญิงสาวก็จะสวมเสื้อยืด หลายคนก็นิยมสวมกางเกงยีนส์แล้วค่อยสวมชะอวยทับไว้ ผู้ชายทั้งเด็กและวัยรุ่นต่างสวมเสื้อยืด กางเกงวอร์ม กางเกงยีนส์ ส่วนผู้ใหญ่หรือผู้เฒ่านิยมสวมกางเกงสะดอ เสื้อผ้าของชาวบ้านนั้น นอกจากจะได้มาโดยการซื้อหามาใส่เองแล้ว ก็ยังมีคณะคนใจดีต่างๆ แบ่งปันเสื้อผ้า และผ้าห่มมาให้แก่ชาวบ้านแทบทุกปี สามสาวสอนเราให้ทอผ้า พากันกระเซ้าว่าถ้าเราทอผ้าไม่เป็นก็แต่งงานไม่ได้ เด็กสาวทุกคนต้องทอผ้าเป็นเสียก่อนจึงมีคุณสมบัติครบถ้วนพร้อมที่จะออกเรือน [6]
คน-ป่า-ข้าวมกรา/49วันฤกษ์ดีตามความเชื่อของชนเผ่า ช่วงกลางเดือนมกราคม พ่ออุ๊ยตั้งข้าวในฐานะผู้นำทางจิตวิญญาณก็เดินทางไปไร่ของตนเอง พ่ออุ๊ยตั้งข้าวต้องแผ้วถางไร่ก่อนใคร เพื่อความเป็นมงคลและเพื่อพืชผลงอกงาม เช้าวันใหม่เมื่อสิ้นเสียงตำข้าวเรารีบออกจากโรงเรียน วันนี้เราไปไร่ของเยพะ ไปดูว่าชาวบ้านเขาฟันไร่กันอย่างไร “เยพะอะหมู่” (แม่ของเยพะ) บ้วนน้ำหมากแล้วหันมาส่งยิ้มจนเห็นเหงือกแดงและฟันดำมะเมื่อม อะหมู่ไต่ถามว่าเราทานข้าวรึยัง พลางบอกเราว่างานฟันไร่เป็นงานหนัก เราไม่เคยทำมาก่อนจะปวดเมื่อยเนื้อตัวและอาจถูกต้นไม้ล้มใส่ พอเราบอกว่าวันนี้อะหมู่ต้องเป็นครู ต้องสอนเราฟันไร่ แกก็หัวเราะชอบใจ พลางบอกว่าได้เตรียมมีดพร้า เตรียมน้ำดื่มใส่แกลลอน ห่อข้าวกับน้ำพริกใส่ย่ามไว้ให้เราแล้ว ชาวบ้านนิยมทำไร่ติดกัน เดินผ่านไร่ของสีแด เจอสีแดกับเด็กสาวที่เราไม่คุ้นหน้า สีแดบอกว่าเด็กสาวเป็นญาติของเขาเดินทางมาจากหมู่บ้านใกล้ๆ มาช่วยเขาฟันไร่ “เวลาทำไร่ก็ช่วยกัน ในหมู่บ้านก็ช่วย บางทีก็ไปช่วยหมู่บ้านอื่นด้วย” แสงแดดยามเช้าสาดสะท้อนกับคมวาวของมีดพร้าในมือ ความเหน็ดเหนื่อยและการต่อสู้ดิ้นรนเป็นบทบาทที่ชาวบ้านจำต้องแสดงมาแต่ครั้งบรรพบุรุษ วัยแรงงานสำหรับการฟันไร่เริ่มตั้งแต่เด็กน้อยที่พอมีกำลังถือมีดฟันต้นไม้ได้ ยามนี้เด็กเล็ก (อายุประมาณ 4-7 ขวบ) กลายเป็นเจ้าของโรงเรียนไปโดยปริยาย เพราะรุ่นพี่ไปเรียนวิถีแห่งการหาเลี้ยงปากท้องอยู่กลางไร่ ใช้มีดพร้าต่างดินสอ ใช้ต้นไม้ต่างแบบฝึกหัด เพื่อฝึกฝนทักษะในการทำกิน ซึ่งมีความจำเป็นสำหรับการดำรงเผ่าพันธุ์ของพวกเขามากกว่าความรู้จากในโรงเรียน สิทธิ์ถือครองในไร่ข้าวนั้นไม่เด็ดขาด เพราะพื้นที่ทั้งหมดถือเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันทั้งหมู่บ้าน ใครจะทำไร่ตรงไหนก็ต้องปรึกษาหารือกัน ทุกครัวเรือนทำไร่หวังแค่พอมีข้าวกินตลอดปี ขืนจับจองที่ดินมากเกินไปก็ทำไม่ไหวอยู่ดี ต้นไม้ใหญ่น้อยถูกโค่นลง การโค่นต้นไม้ที่ขึ้นบนพื้นดินที่ได้รับการพักฟื้นมาเป็นระยะเวลา 7 ปีมิใช่เรื่องง่าย ต้นไม้ขนาดหนึ่งคนโอบมีอยู่มากมาย ไม้ใหญ่เช่นนี้ชาวบ้านจะใช้วิธีรานกิ่งไม้ทิ้ง แล้วปล่อยให้ยืนต้นไว้เช่นนั้น ไม่ได้โค่นทิ้ง ดังนั้นเมื่อพวกเขาละทิ้งผืนดินตรงนี้ไปในเวลาที่เสร็จสิ้นการทำไร่แล้ว ไม้ใหญ่ก็จะฟื้นตัวออกกิ่งก้านใบให้ร่มเงาได้อีกครั้ง ดังนี้จึงเรียกว่าทำไร่หมุนเวียนไม่ใช่ไร่เลื่อนลอย [7] ยามพัก อะหมู่ส่งขวดน้ำ “มังคลา” (มะขาม) ให้เราดื่ม เมื่อใช้แรงงานจนร่างกายอ่อนล้า ชาวบ้านจะสรรหาผลไม้ป่ารสเปรี้ยวอย่าง “มังคลา” และ “พุชาแซ” นำมาแช่น้ำไว้แก้กระหาย หากเป็นเวลาปกตินั้นชาวบ้านไม่นิยมทานรสเปรี้ยวแต่อย่างใด สายลมหอบเอาเสียงเพลงของนักร้องชาวดอยมา ฟังแล้วรู้สึกผ่อนคลายจากอาการเหนื่อยล้าได้บ้างเหมือนกัน เพลงมีให้ฟังหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเพลงพื้นบ้านดั้งเดิม เพลงพื้นบ้านประยุกต์ หรือเพลงสตริงตามสมัยนิยม คนดอยร้องเพลงเต็มเสียงกู่ร้องก้องภู ไม่ต้องมีการเกรงใจคนฟังอย่างในวิถีของคนเมือง บ่ายแก่ๆ อะหมู่ชวนเรากลับบ้าน ระหว่างทางอะหมู่สอดสายตาหา “กะแมโพ้” ดอกไม้สีเหลืองหอม เก็บกันจนเต็มย่าม “กะแมโพ้” นี้นำไปตำกับข้าวสารแล้วนึ่งหรือทอด ได้เป็นของกินเล่นแสนอร่อย พอเดินถึงบ้านอะหมู่ชวนเราให้ขึ้นไปพักผ่อนบนบ้าน เราขอตัวกลับเพราะมีนัดทานข้าวเย็นกับ “มอแตอะพี้”(ยายของมอแต) อะหมู่จึงแบ่ง “กะแมโพ้” ให้เรา ขอบคุณเราที่ไปช่วยฟันไร่ และบอกเราว่าวันหน้าให้มาทานข้าวบ้านอะหมู่บ้าง เราตอบไปว่าขอบคุณอะหมู่เช่นกันที่สอนเราฟันไร่ วันนี้เราสนุกมากและวันหน้าจะมาทานข้าวบ้านอะหมู่แน่นอน อะพี้สาละวนอยู่กับการให้อาหารไก่ พอเห็นหน้าเราก็เดินมาจูงมือเราขึ้นบ้าน เอาน้ำ “พุชาแซ” มาให้เราดื่ม เรามี “กะแมโพ้” มาฝากอะพี้ด้วย อะพี้เห็นมือเราแตกพองก็พร่ำพูดว่า “โย้ชาน้าเล้”( น่าสงสารแท้ๆ) จากนั้นก็จัดการเอาเข็มมาจิ้มตรงมือที่พองจนน้ำใสๆค่อยๆไหลซึมออกมาจนหมด ใครเดินผ่านไปมา ก็เรียกให้มาดูมือเรา บ่นว่าเราขยันไม่เข้าเรื่อง วันนี้เราทานข้าวเย็นพร้อมหน้า อะพี้ อะพู้ (ตา) มอแต และเรา นั่งล้อมวงทานข้าวกันตรงชานบ้าน เราได้ไปฟันไร่แล้ว แต่ไม่มีโอกาสได้เห็นชาวบ้านปลูกข้าว เพราะเราต้องจะลงดอยในกลางเดือนมีนานี้แล้ว อาศัยคำบอกเล่าจากอะพี้ว่า เมื่อถึงเดือนเมษากระบวนการหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินก็เกิดขึ้น ชาวบ้านเริ่มปลูกข้าวในเดือนนี้ วิธีการปลูกนั้นฝ่ายชายจะเป็นคนขุดหลุม และฝ่ายหญิงเป็นคนหยอดเมล็ดข้าวลงไป จากนี้ก็ได้แต่รอให้ต้นข้าวเติบโต อะพี้ถอนหายใจแววตาหม่นลง แกบอกกับเราว่า ปีนี้แก่มากแล้ว คงปลูกข้าวไม่ไหวอีกต่อไป มอแตขยับเข้าไปนวดอะพึ้พลางพูดว่า ลูกหลานโตกันหมดแล้วหาเลี้ยงอะพี้อะพู้ได้สบายๆ อะพี้อย่ากังวลไปเลย แสงสุดท้ายของวันกำลังจะลาขอบฟ้า เราชี้ชวนอะพี้ดูพระอาทิตย์สีแดงฉาน อะพี้หัวเราะชอบใจ เมื่อเราบอกว่าพระอาทิตย์กองเดคีดวงเท่ากระด้ง สวยและโตกว่าที่กรุงเทพฯเยอะเลย กันยา/48 เสียงเพลงชาติไทยสำเนียงกองเดคีเพิ่งจะจบลง เด็ก ๆ ผลัดกันออกมานำกายบริหาร มีเด็กอีกหลายคนทยอยกันเข้ามาในโรงเรียน เด็กทุกคนมีหน้าที่ช่วยเหลืองานที่บ้านด้วย บ่อยครั้งต้องวิ่งไปมาระหว่างบ้านกับ บางทีมาเรียนได้ไม่นานก็มาบอกว่าต้องไปช่วยงานไร่บ้าง ต้องไปหาฟืนบ้าง คนกองเดคีแสดงความรัก เมตตาต่อเด็กๆโดยไม่เขอะเขิน ภาพหนุ่มวัยรุ่นกระเตงเด็กเล็กไว้ข้างเอว ชี้ชวนให้ดูนกดูไม้ หอมแก้มกอดฟัดหยอกล้อเล่นหัวกัน หรือเห่กล่อมให้หลับนอน อาจเป็นภาพที่หาดูได้ยากในสังคมอื่น แต่ที่กองเดคีมีให้เห็นจนเจนตา การดูแลเด็กมิใช่เพียงภาระของผู้เป็นแม่ แต่เป็นหน้าที่ของทุกคนไม่มีแบ่งแยกเพศ วัย หรือสถานะอย่างอื่น เด็กจะได้รับการดูแลเอาใจใส่จากผู้คนรอบๆตัว หากมีเด็กคนหนึ่งร่ำไห้ต้องมีใครสักคนหนึ่งที่เข้าไปปลอบโยน เด็ก ๆ ซึมซับเอาอุปนิสัยที่ใส่ใจต่อผู้อื่นนี้มาแต่เล็กแต่น้อย ส่งผลให้พวกเขามีสำนึกรับผิดชอบต่อคนรอบตัว เมื่อโตพอที่จะดูแลน้องได้ก็จะกระเตงน้องไว้บนหลัง เราเฝ้าสังเกตเด็กนักเรียนที่เอาน้องมาโรงเรียนด้วย ทุกครั้งที่ผู้เป็นพี่ได้รับขนมหรืออาหารต่างๆ ก็จะยกให้น้องได้กินก่อน และไม่ว่าจะเล่นหรือจะเรียนอยู่ หากน้องร้องขึ้นมาความใส่ใจทั้งหมดก็จะพุ่งเป้าไปที่เจ้าตัวเล็กทันที เมื่อเป็นเช่นนี้ การให้ การแบ่งปัน และความเสียสละรวมทั้งความรับผิดชอบจึงเป็นสิ่งที่เติบโตมาในจิตใจของเด็กๆอย่างที่ไม่ต้องพร่ำสอนกัน ที่กองเดคีถึงแม้เด็กจะเป็นกำพร้าก็ไม่ถูกทอดทิ้ง อย่างคำของพ่ออุ๊ยตั้งข้าวที่ว่า “ถ้านับกันดีๆ ทุกคนในกองเดคีก็เป็นญาติ เป็นพี่น้องกันหมด” อบต.งี่สุขมาหาเราถึงโรงเรียน วันนี้อบต.ไม่ได้แต่งชุดประจำเผ่า แต่มาในชุดเสื้อยืดกางเกงผ้าร่ม สะพายย่ามคู่กาย สวมรองเท้าสีดำรูปร่างคล้ายฟักข้าวโพด มีปุ่มใต้รองเท้ายึดเกาะดินลื่นเละได้ดี ชาวบ้านเรียกมันว่า “รองเท้าโฟร์วีล” อบต.มาบอกว่าญาติของเขาจะ “เบียเคอะ” (ไหว้ไร่หรือเลี้ยงผีไร่) อบต.เห็นว่าเราอยากศึกษาวิถีของชนเผ่าจึงมาชวนเราไปดูพิธีกรรม อบต.เดินนำเราไปทางทิศใต้ของหมู่บ้าน เดินมาจนถึงดอยลูกหนึ่ง อบต.ชวนเรานั่งพัก บอกว่าเราไม่เคยเดินดอยไม่ต้องเร่งเดินนัก ไม่ต้องกลัวว่าจะไปไม่ทันพิธี เขาคำนวณเวลาเผื่อไว้แล้ว เราหยุดพักได้เป็นชั่วโมงเลยทีเดียว จากจุดที่นั่งพักนี้สูงมาก มองไปจะเห็นหมู่บ้านกองเดคี และเห็นอีกสองหมู่บ้านอยู่ลิบๆ อบต.ชี้ ป่าที่อยู่ในเขตหมู่บ้านกองเดคีให้เราดูและอธิบายว่า คนโปว์แบ่งป่าไว้หลายแบบ ป่าต้นน้ำมีผีน้ำคอยรักษาห้ามตัดโดยเด็ดขาด ป่าสะดือ เป็นที่ชาวบ้านเอาสายสะดือของเด็กแรกเกิดใส่กระบอกไม้ไผ่แล้วนำไปผูกติดไว้กับต้นไม้ใหญ่ ต้นไม้นี้ก็จะไม่ถูกโค่นเพราะถือว่าขวัญของเจ้าของสะดือได้ผูกติดไว้กับต้นไม้นี้แล้ว ป่าช้า เป็นที่ทราบกันว่าชาวบ้านนับถือผี ไม้ในป่าช้าซึ่งเป็นที่ฝังผีจึงไม่มีใครไปยุ่งเช่นกัน ไม้ที่ตัดใช้ได้แต่เพื่อการสาธารณประโยชน์คือไม้ใน ป่าชุมชน ส่วนไม้ที่ตัดใช้ได้ทั่วไปคือไม้ใน ป่าใช้สอย แต่ก็มีกฎของหมู่บ้านว่าจะไม่ตัดเกินจำเป็นและไม่ตัดขาย “ถ้าตัดขายไม่นานป่าก็หมด เดี๋ยวนี้ตำรวจก็จับ ถ้าตำรวจขึ้นมา เราหลายคนก็ยังไม่มีบัตรประชาชนต้อง เดือดร้อนอีก” เราชวนคุยเรื่องกะหล่ำ,มะเขือเทศที่หมู่บ้านอื่นๆเขาปลูกกัน อบต.บอกว่า ไร่กองเดคีอยู่บนที่สูง อาศัยได้เพียงน้ำฝนไม่มีแหล่งน้ำอื่น เท่าที่เขาทราบมาการปลูกกะหล่ำ ปลูกมะเขือเทศ ต้องใช้น้ำมาก ต้องใช้ปุ๋ย และใช้ยาฆ่าแมลงด้วย เพื่อนชาวโปว์ต่างหมู่บ้านรับเมล็ดพันธุ์ รับปุ๋ย รับยาฆ่าแมลงมาจากเถ้าแก่ในอำเภอ ปีไหนราคาดีก็มีเงินดาวน์รถยนต์ ปีไหนขายไม่ได้ราคาก็ต้องมาเรียกบอกให้คนหมู่บ้านอื่นที่ไม่ได้ปลูกมาช่วยเก็บไปกิน ดีกว่าทิ้งให้เน่าเสียเฉยๆ รถก็ถูกยึด แล้วก็ต้องเป็นหนี้ค่าปุ๋ยค่ายา บางคนทำแล้วมีเงิน อบต.ก็อยากได้เงินเหมือนกัน แต่ที่ไม่ทำก็เพราะกลัวว่า ถ้าได้เงินมาก็อาจไม่ได้กินไม่ได้ใช้ เพราะต้องเอาไว้เสียค่าหมอ เหมือนที่ครูน้องสอนเด็กๆที่โรงเรียนว่า ยาฆ่าแมลงเข้าปากเข้าจมูก ซึมเข้าทางผิวหนังทำให้เป็นโรคมะเร็ง เขาเคยเห็นคนเป็นโรคนี้ดูแล้วน่าสงสาร มีเงินแล้วต้องป่วย มีมากแค่ไหนก็ไร้ความหมาย [8] เราไปถึงไร่ประมาณ 9 โมง อบต.อธิบายให้ฟังว่า ชาวบ้านเชื่อว่าการทำพิธีเลี้ยงไร่ ทำให้ข้าวงอกงาม เก็บเกี่ยวได้ผลดี พิธีเลี้ยงไร่จะทำกัน 1-3 ครั้ง แล้วแต่ว่าข้าวจะงอกงามจนเป็นที่พอใจของเจ้าของไร่แล้วหรือไม่ พิธีครั้งแรกทำในเดือนสิงหา-กันยา เวลานี้ต้นข้าวเพิ่งเติบโต ชาวบ้านต้องดูแลต้นข้าวโดยการ “เพียวนัง” (ฟันหญ้า) พิธีครั้งที่ 2 ทำในเดือนกันยา-ตุลา เวลานี้ต้นข้าวใกล้โตเต็มที่ พิธีครั้งสุดท้ายทำในเดือนตุลา-ต้นเดือนพฤศจิกา เป็นช่วงที่ข้าวสุกพร้อมเก็บเกี่ยว และพิธีครั้งที่ 4 อาจเกิดตามมาได้ หากพิธีครั้งก่อนทำไว้ไม่ถูกต้อง เจ้าของไร่มาเตรียมศาลเพียงตาไว้แล้วตั้งแต่เช้า “ตะซี” คือ ศาลที่ไหว้ด้วยไก่ ตั้งศาลไว้กลางแจ้ง “ตะไซไท้” คือศาลที่ไหว้ด้วยหมู ตั้งศาลไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ ข้าวสุก และ ขุยไผ่ ถูกนำมาใส่กรวยแล้วนำไปวางบนศาล พร้อมกับเหล้าต้ม 1 ขวด พอได้ฤกษ์แล้วก็เริ่มพิธีโดยการเชือดหมูเชือดไก่พร้อมกันทั้งสองศาล ในระหว่างนี้ก็ส่งเสียงร้องเรียกขวัญข้าว “ขอให้ข้าวจากทุกทิศทุกที่มารวมกันในไร่นี้ ให้ข้าวงาม ให้ได้ข้าวเปลือกมากมาย อย่าให้นกหนู อย่าให้ฝนฟ้าต้องทำให้ข้าวเสียหายเลย” จากนั้นนำหมูและไก่ไปทำให้สุกแล้วจึงนำกลับไปเซ่นไหว้อีกครั้งหนึ่ง ในขั้นตอนสุดท้ายเจ้าของไร่นำอาหารวางบนใบไม้ ทิ้งไว้บนเถียงนา เชื่อว่าให้นก หนูได้กินอาหารนี้แล้วก็จะไม่มากินข้าวและพืชผักในไร่อีก อบต.บอกว่าเวลาไหว้ไร่ต้องคิดดี พูดดี ทำดี พิธีจึงจะได้ผล เมื่อพิธีไหว้ไร่เสร็จสิ้นลง คนที่มาร่วมพิธีต้องช่วยกันกินอาหาร และเหล้าที่ใช้ประกอบพิธีให้หมด คน 7 คนนั่งเบียดกันบนเถียงนาน้อย กินไก่ต้มกับแกงลูกหมูใส่เผือก แก้วเหล้าดอยถูกส่งวนไปรอบวง ทุกคนหน้าตายิ้มแย้ม ต้นข้าวเขียวชะอุ่มสูงเท่าเอวสะบัดใบพลิ้วท่ามกลางสายฝนที่โปรยละอองชุ่มเย็น ราวกับคำอวยพรจากฟ้าเบื้องบน พฤศจิกา/48 เสียงตำข้าวของโบปลุกเราตั้งแต่ตี 3 อากาศหนาวจัดจนเราทนนอนต่อไปไม่ไหว ลุกขึ้นมาช่วยโบตำข้าว พอได้เหงื่อร่างกายเลยอบอุ่นขึ้น หุงข้าวกินข้าวเสร็จก็ตี5พอดี เสียงเป่า “โคย” (เครื่องดนตรีทำจากไม้เนื้ออ่อนเหลาจนโค้งเหมือนเขาควาย นิยมเป่าเฉพาะในฤดูเก็บเกี่ยว) ดังขึ้นรับกันเป็นทอดๆ ชาวบ้านทั้งรุ่นหนุ่มสาวและรุ่นพ่อแม่ชักแถวเดินฝ่าความมืดสายหมอกและลมหนาว ออกจากหมู่บ้านไปยังไร่ข้าวพร้อมๆกัน ทางทั้งชันและลื่นทำให้จนเราเกือบล้มหลายครั้ง ยีอวยเห็นเราเหนื่อยแล้วคงสงสาร มาแย่งเป้จากเราไปช่วยสะพายให้ กว่าจะถึงไร่ฟ้าก็ใกล้สาง นั่งพักเหนื่อยกันครู่หนึ่งก็เริ่มลงมือเกี่ยวข้าว วันนี้เรามาช่วยไร่ของกองกี ต้นข้าวสูงเกือบท่วมหัวถูกคมเคียวของฝ่ายชายเป็นผู้เกี่ยว ฝ่ายหญิงต้องรับกอข้าวด้วยสองมือ นำมามัดเป็นกำ เมื่อจะวางก็ต้องวางกอข้าวให้เป็นคู่กันด้วย ในสถานที่และเวลาเช่นนี้ จารีตของชาวโปว์เปิดโอกาสให้หนุ่มสาวได้สานสัมพันธ์รัก หนุ่มสาวหลายคู่มีโอกาสพูดจาใกล้ชิดกันในขณะที่จับคู่เกี่ยวข้าว ถึงยามพักก็มีเสียงโคยดังมา ส่งสัญญาณว่าไร่ของฉันกำลังพักแล้วนะ ไร่ของเธอก็พักเสียหน่อยเถิด สักครู่ค่อยเริ่มงานใหม่ หยาดเหงื่อที่สูญเสียไปจาการทำงาน ถูกทดแทนด้วยแตงกวาดอยฉ่ำน้ำ ปอกตัดเหมือนแท่งไอติม กินแล้วเย็นชื่นใจ พอได้มีแรงทำงานต่อจนเที่ยง มื้อเที่ยงก็พากันล้อมวง แกะข้าวและน้ำพริกที่ห่อด้วยใบไม้มาเปิบกินกัน บ้างก็ไปเสาะหาแตงกวาหาผักกาด มาแกง มายำกันเดี๋ยวนั้นเลย แตงและผักเก็บใหม่ทั้งหวานทั้งกรอบ กับข้าวอร่อยๆบวกกับที่หิวโซเพราะใช้เรี่ยวแรงกันไปเยอะ ข้าวห่อใหญ่ๆจึงถูกจัดเข้าไปเรียงเม็ดอยู่ในกระเพาะเสียจนหมด ในระหว่างเกี่ยวข้าวสายตาก็เสาะหาตื่อพง(ตั๊กแตน) จับสะสมเอาไว้ เสียงร้องอุทานว่า “อิเอ้ๆ” ดังขึ้นทุกครั้งที่ชาวบ้านจับเจ้าตั๊กแตนน้อยปีกสีเขียวอมชมพู สีปีกของมันสะท้อนกับแสงแดดสวยงามจนชาวบ้านให้ฉายากับมันว่า “พรงมือนัง” (หญิงสาวบริสุทธิ์) ยามเย็นก่อนกลับบ้าน หนูป่าที่พากันลงมากินข้าวก็ถูกสำเร็จโทษเช่นกัน พวกผู้ชายแวะดู “กะตั๊ง” (เครื่องมือดักหนู) เผื่อจะได้แกงหนูกันเป็นอาหารเย็น หากมีเรี่ยวแรงเหลือพอที่จะขุดรู้หนูได้ก็อาจได้กินหนูน้อย คือลูกหนูตัวแดงๆที่เพิ่งคลอด ระหว่างนี้พวกผู้หญิงก็เก็บแตงกวา ผักกาด มะเขือ ขุดเผือกมันอีกพอเต็มตะกร้า อาหารเย็นที่อบอุ่นด้วยสมาชิกครอบครัวพร้อมหน้าก็รออยู่ที่หมู่บ้านแล้ว เสียงเป่าโคยดังเป็นท่วงทำนองคึกคัก ชาวบ้านทยอยกันเดินทางกลับไปยังหมู่บ้าน บอกลาไร่ข้าวก่อนสำหรับเย็นนี้ ธันวา/48 เราลงไปสัมมนาที่กรุงเทพฯเสียหลายวัน ชาวบ้านเก็บข้าวและกองข้าวเรียบร้อยแล้ว เราตามอบต.ไปดูเขาตีข้าว ตอนนี้ชาวบ้านแบกกระบุงขนาดยักษ์ขึ้นไปที่ไร่ คนแบกกระบุงยักษ์เลยต้องเดินช้า มองดูเหมือนเต่ายักษ์กำลังคลานอยู่กลางไร่ข้าว การตีข้าวนั้นในวันแรกที่เริ่มตี สมาชิกทุกคนในครอบครัวที่มีหน้าที่ตีข้าวต้องไปไร่พร้อมกัน จะขาดใครไปไม่ได้เลย และยังมีความเชื่ออีกว่า หากคนภายนอกครอบครัวจะมาช่วยตีข้าว ก็ต้องมาติดต่อกันทุกวัน ข้าวรวงแล้วรวงเล่าถูกฟาดลงในกระบุง ข้าวเปลือกที่ได้ถูกถ่ายเทลงกระสอบปุ๋ย แล้วนำไปเรียงไว้ในเถียงนา ที่แปลสภาพเป็นที่เก็บข้าวอย่างดี ชาวบ้านหลายคนเริ่มพัดข้าว โดยเอาข้าวเปลือกที่เก็บไว้มากระจายลงบนเสื่อไม้ไผ่ขนาดใหญ่ รอให้ข้าวเปลือกได้แดดจนแห้ง ก็ใช้พัดไม้ไผ่ขนาดใหญ่พัดเมล็ดข้าวลีบ และเศษฟางข้าวออกไป มือถือพัดโบกไปมา เท้าซ้ายขวาก็ใช้กลับกองข้าว ทำเป็นจังหวะดูเพลินตา เซงโจเป็นครูสอนให้เราพัดข้าว เราพัดจนหน้าดำหน้าแดง สองแขนก็ปวดล้าไปหมด ยังไม่วายถูกเจ้าหนุ่มดอยหัวเราะเยาะและกระเซ้าว่า “ครูพัดจะอี้ ชาติหน้าก็บ่แล้วละก้า” (ครูพัดแบบนี้ ชาติหน้าก็ไม่เสร็จหรอก) ตอนเย็นระหว่างทางลงดอยกลับเข้าหมู่บ้าน เราต้องคอยหลีกทางให้กับชาวบ้านที่ทยอยแบกข้าวกลับไปใส่ยุ้ง งานแบกข้าวเป็นงานใช้หัว ต้องมีหัวมีลำคอที่แข็งแรง ข้าวเต็มกระสอบถูกแบกขึ้นหลัง เชือกที่ผูกไว้ตรงก้นกระสอบทั้งสองข้าง ถูกจับมาคาดไว้กับหน้าผาก เป็นการช่วยถ่ายเทน้ำหนักและสร้างสมดุล ครอบครัวของ อบต.สบายกว่าครอบครัวอื่น ตรงมีเจ้าช้างแม่ขะน้อยมาช่วยผ่อนแรง “ข้าวทุกจานอาหารทุกอย่าง อย่ากินทิ้งขว้างเป็นของมีค่า ผู้คนอดอยากมีมากหนักหนา สงสารบรรดาคนยากคนจน ในโลกนี้ยังมีคนที่จนยาก ต้องลำบาก อัตคัดแสนขัดสน อย่ากินทิ้งขว้าง ตามใจตน สงสารคนที่ไม่มีกิน” ที่ ศศช.กองดา ก่อนนักเรียนจะทานอาหารเที่ยงต้องท่องอาขยานบทนี้ ครูน้องอยากปลูกฝังให้เด็กๆ เห็นคุณค่าของข้าวปลาอาหาร เพื่อไม่ให้พวกเขาฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย สอดคล้องกับวิถีแห่งชนเผ่า ที่พวกเขาเป็นผู้รู้ ผู้ปฏิบัติเอง พวกเขาเป็นนักเรียนในโรงเรียน แต่เป็นแรงงานในไร่ข้าว พวกเขาจึงซาบซึ้งแก่ใจว่า เมล็ดข้าวแต่ละเมล็ด ต้องแลกมาด้วยความเหนื่อยยากแสนสาหัสเพียงใด
คนเล่าขาน“อ๊าพรงคะนา” (คนเล่ากันว่า) คำพูดนี้เป็นคำที่ใช้พูดเมื่อชาวกองเดคีจะเริ่มเล่านิทาน เมื่อชาวบ้านรู้ว่าเราสนใจนิทานพื้นบ้าน ต่างก็บอกว่านิทานของกองเดคีมีมากมาย ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ล้วนเล่านิทานได้ทั้งนั้น เราชวนเด็กๆไปขอฟังนิทานตามบ้านของชาวบ้าน และให้เด็กๆวาดภาพเรื่องราวจากในนิทานพร้อมทั้งอธิบายว่า เด็กสามารถจดจำเนื้อหาสาระในนิทาน และคิดว่าจะนำมาปรับใช้กับชีวิตจริงของพวกเขาหรือไม่ อย่างไร ค่ำหนึ่งครูน้องมาบอกเราว่า ให้เตรียมตัวไปฟังนิทานวังพออะแผ่ (พ่อของวังพอ) อาสาเล่านิทานให้ฟัง เขาผู้นี้เป็นชาวบ้านห้วยครั่งและมาเป็นเขยของกองเดคี วังพอผู้เป็นลูกสาวนั้นอะพี้ได้ขอมาเลี้ยงไว้ที่กองเดคีตั้งแต่เล็กๆ เมื่อเราไปถึงกระท่อมไม้ไผ่ของอิจันอะแผ่ (พ่อของอิจัน) ชาวบ้านทุกเพศวัยเกือบ 20 คนรออยู่ก่อนแล้ว นี่ถือเป็นวงนิทานที่ใหญ่ที่เดียว วังพออะแผ่เอนนอนกับกระสอบข้าวเปลือก พวกเรานั่งล้อมรอบกองไฟ เด็กๆเอามันเอาเผือกมาเผาไฟ ส่งกลิ่นหอมน่ากิน วังพออะแผ่บอกว่าแต่ก่อนมีฝรั่งมาที่บ้านห้วยครั่ง มาศึกษาวิถีชีวิตของชาวบ้าน ฝรั่งคนนี้ก็สนใจนิทานพื้นบ้านเช่นกัน เขาได้แลกเปลี่ยนนิทานกับชาวบ้านด้วย วังพออะแผ่มวนใบยาสูบแล้วจึงเล่านิทานกล่อมผู้คน กล่อมดงดอย
นิทานเรื่อง “โจวหลู่ หนังหลู่”
นับแต่วันที่พ่อแม่ได้ลาโลก ชายหนุ่มสองพี่น้องก็ช่วยกันทำไร่ ช่วยกันดูแลสัตว์เลี้ยงเรื่อยมา จนเวลาล่วงไปสองปี ทั้งคู่ก็รู้สึกเบื่อหน่าย และอยากแต่งงานมีครอบครัวเป็นของตัวเอง สองพี่น้องชวนกันออกเดินทางเพื่อตามหาคู่ครอง เดินมาจนถึงลำห้วยใหญ่จึงแยกทางกัน คนพี่มุ่งหน้าไปทางต้นน้ำ คนน้องเดินไปทางปลายน้ำ ต่างเดินไปพบหมู่บ้านและแต่งงานกับหญิงสาวในหมู่บ้านนั้น เวลาผ่านไปเมียของทั้งคู่ก็ตั้งท้องแล้วให้กำเนิดลูกน้อย เป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่เมียของทั้งคู่ตั้งท้องวันเดียวกัน คลอดลูกก็วันเดียวกันอีก ตามประเพณีเผ่าโปว์ เมื่อคลอดลูกแล้วก็ต้องไปปลูกสะดือให้ลูกไว้ที่ต้นไม้ใหญ่ ทั้งคู่ไปปลูกสะดือวันเดียวกันที่ต้นไม้ต้นเดียวกัน จึงได้ทราบว่าแท้จริงแล้วสองพี่น้องก็ได้แต่งงานกับหญิงในหมู่บ้านเดียวกันนั่นเอง แต่เพราะหมู่บ้านใหญ่มากมีจำนวนถึงร้อยกว่าหลังคาเรือน สองพี่น้องจึงไม่เคยได้พบกัน ลูกของผู้พี่เป็นเด็กชายให้ชื่อว่าโจวหลู่ ลูกของน้องเป็นเด็กหญิงให้ชื่อว่า หนังหลู่ เด็กคู่นี้มีอาการประหลาดคือ เมื่ออยู่ห่างกันก็จะร้องไห้ไม่หยุดหย่อน แต่หากอุ้มมาวางไว้ใกล้กันเมื่อไรก็จะหยุดร้องทันที ที่เป็นอย่างนี้เพราะเด็กทั้งคู่มีวาสนาต่อกัน ฟ้าเบื้องบนกำหนดมาแล้วว่าต้องเป็นคู่ครองกัน เมื่อทั้งคู่อายุ 15 ปี รู้สึกชอบพอกันฉันหนุ่มสาว ก็ได้แต่เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ เพราะประเพณีเผ่าโปว์ ไม่นิยมให้ญาติใกล้ชิดแต่งงานกันเอง โจวหลู่ต้องไปเรียนคาถาบนฟ้าเป็นเวลา 3 ปี หนังหลู่ก็ให้สัญญาว่าจะเฝ้ารอคอยวันที่โจวหลู่เรียนสำเร็จและกลับมา จะไม่แต่งงานกับชายใดไปเสียก่อน โจวหลู่จากไปได้เพียงหนึ่งปี พ่อของหนังหลู่ก็ประกาศหาลูกเขย โดยตั้งเงื่อนไขว่าชายใดสร้างบ้านได้ใหญ่โตสวยงามก็จะยกลูกสวยแสนสวยให้ ปรากฏว่าเศรษฐีชาวฝรั่งคนหนึ่งได้ยินข่าวจึงมาแสดงตัว พร้อมสัญญาว่าเมื่อแต่งงานแล้วจะให้ครอบครัวของหนังหลู่ย้ายไปอยู่ที่บ้านตน และให้พ่อของหนังหลู่ขึ้นเป็นพ่อหลวงด้วย หนังหลู่จำใจต้องทำตามคำสั่งพ่อ ก่อนย้ายจากหมู่บ้านเดิมก็มวนบุหรี่ ทอย่าม ทอเสื้อ และทอผ้าห่ม ด้วยลวดลายที่สวยงามไม่เหมือนใคร นำไปฝากไว้กับพ่อแม่ของโจวหลู่และสั่งความว่า เมื่อโจวหลู่กลับมาแล้วช่วยมอบของทั้งหมดนี้ให้โจวหลู่ และฝากบอกด้วยว่าหนังหลู่ต้องติดตามพ่อแม่ไปอยู่บ้านเมืองของฝรั่งแล้ว โจวหลู่เรียนสำเร็จก็กลับมา เมื่อได้รับข่าวและของที่หนังหลู่ฝากไว้ ก็ตัดสินใจ ออกเดินทางไปตามหาหนังหลู่ เมื่อเดินทางไปจนถึงบริเวณท้ายหมู่บ้านของฝรั่ง โจวหลู่ก็ใช้วิชาที่ไปร่ำเรียนมาจากบนฟ้า สร้างบ้านหลังใหญ่สวยงามกว่าบ้านในแถบนั้นทั้งหมด โจวหลู่ได้พบกับเด็กกำพร้าคนหนึ่ง เด็กคนนี้ไม่สวมเสื้อผ้าอย่างคนทั่วไป เก็บขนไก่ที่เลี้ยงไว้นำมาทำเป็นเสื้อผ้า ทั้งสองคนนับถือเป็นพี่น้อง โจวหลู่เล่าเรื่องความรักที่เต็มไปด้วยอุปสรรคของเขากับหนังหลู่ให้เด็กกำพร้าฟัง ทั้งคู่ช่วยกันคิดอุบายเพื่อทำให้หนังหลู่รู้ว่าโจวหลู่ได้ดั้นด้นตามมาหาถึงที่นี่แล้ว รุ่งขึ้นเด็กกำพร้าก็ทำตามแผนทันที เขาเดินทางไปขอพบพ่อของหนังหลู่ซึ่งตอนนี้มีฐานะเป็นพ่อหลวง เด็กกำพร้าบอกแก่พ่อหลวงว่าตนกับพี่ชายเพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่ อยากจะทำไร่ข้าวจึงขอให้พ่อหลวงเมตตาจัดหาที่ทำไร่ให้ด้วย พวกเขาได้รับอนุญาตจากพ่อหลวงให้ทำไร่ใกล้กับบ้านของพวกเขาเอง เมื่อฤดูเก็บเกี่ยวมาถึง โจวหลู่ก็ให้เด็กกำพร้าสะพายย่ามที่หนังหลู่ทอให้ ออกไปช่วยชาวบ้านลงแขกเกี่ยวข้าว ในที่สุดก็ได้พบกับหนังหลู่ เมื่อเห็นย่ามที่ตนทอหนังหลู่ก็ทราบว่าคนรักของตนได้มาอยู่ใกล้ๆแล้ว หนังหลู่จัดแจงมวนบุหรี่อย่างดี ฝากเด็กกำพร้าไปมอบให้โจวหลู่ ข้างฝ่ายฝรั่งทราบเพียงแค่ว่าหนังหลู่เอาบุหรี่ ให้เด็กกำพร้า เพียงแค่นี้ก็โกรธมาก ถึงกับไปฟ้องพ่อหลวงให้ลงโทษหนังหลู่ พ่อหลวงได้ฟังฝรั่งก็โกรธลูกสาวมาก จนออกปากว่าจะตีให้ตาย หนังหลู่แก้ตัวว่า ตนเพียงเอ็นดูเด็กกำพร้าเห็นว่าเพิ่งย้ายมาใหม่ คนเราอยู่หมู่บ้านเดียวกันต้องคอยดูแลเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน ไม่เช่นนั้นหมู่บ้านก็ไม่สงบสุข พ่อหลวงได้ฟังก็เห็นด้วยกับลูกสาว เหตุการณ์แบบเดิมเกิดขึ้นถึง 3 ครั้ง หนังหลู่ก็แก้ไขสถานการณ์ได้ทุกครั้ง จนกระทั่งวันหนึ่งเด็กกำพร้ามาขอให้พ่อหลวงแจ้งแก่ชาวบ้านว่า เด็กกำพร้าจะเกี่ยวข้าวของตนเองแล้ว บ้านใดที่เด็กกำพร้าเคยไปช่วยเกี่ยวข้าวก็ขอให้ไปช่วยเด็กกำพร้าด้วยในวันพรุ่งนี้ รุ่งขึ้นหนังหลู่รีบออกจากหมู่บ้านก่อนใคร แสร้งว่าจะไปช่วยเด็กกำพร้าเกี่ยวข้าว ไปถึงที่บ้านโจวหลู่ก็รีบขึ้นบ้านไปหา แต่โจวหลู่ไม่ยอมออกมาพบ หนังหลู่ได้แต่คร่ำครวญว่า ตนเฝ้ารอคอยคนรักมา 3 ปี พ่อให้เข้าพิธีแต่งงานกับเศรษฐีฝรั่ง ตนก็ออกอุบายผัดผ่อนเรื่อยมา ฝรั่งขอหลับนอนด้วยตนก็ไม่ยอม เพราะผิดผี ผิดประเพณี วันนี้ตนมาหาชายคนรัก แต่เขารังเกียจไม่ยอมออกมาให้พบหน้า หากโจวหลู่ยังไม่ยอมออกมาอีก หนังหลู่จะผูกคอตายที่นี่ เดี๋ยวนี้ โจวหลู่ได้ยินดังนั้นก็ยอมออกมาจากที่ซ่อน เมื่อคนรักได้พบกันก็โผกอดกันด้วยความคิดถึง ฝรั่งที่แอบดูอยู่รู้สึกแค้นใจนัก จึงไปดักสุ่มอยู่กลางทาง คิดว่าเมื่อตนไม่ได้หนังหลู่ ก็ไม่ยอมให้ใครได้ไปเช่นกัน หนังหลู่เดินทางผ่านมาเมื่อไรก็จะจัดการฆ่าเสีย ย่ำเย็นชาวบ้านเดินทางกลับเข้าหมู่บ้านกันหมดแล้ว หนังหลู่ขอให้โจวหลู่ไปส่งเธอที่บ้าน เพราะคาดว่าฝรั่งต้องมาดักทำร้ายแน่ ๆ เมื่อทั้งคู่ไปพบกับฝรั่งก็เกิดโต้เถียงกัน ข้างฝรั่งก็ว่าโจวหลู่แย่งคนรักของตน โจวหลู่ก็โต้ว่าตนกับหนังหลู่ รักกันมาก่อน ฝรั่งเห็นว่าตนรูปร่างสูงใหญ่กว่าโจวหลู่มากจึงท้าให้ประลองกำลังกัน ใครทุ่มอีกฝ่ายลงได้ก็จะได้ครองรักกับหนังหลู่ แข่งกันถึง 3 ครั้งโจวหลู่ก็ชนะทุกครั้ง ฝรั่งเห็นโจวหลู่ตัวเล็กแต่มีกำลังมหาศาลก็กลัวมาก วิ่งหนีกลับบ้านไป ไม่กล้าสู้หน้าโจวหลู่อีก หนังหลู่ก็พาโจวหลู่กลับเข้าหมู่บ้าน และเล่าเรื่องทั้งหมดให้ผู้เป็นพ่อฟัง ในที่สุดทั้งสองก็ได้ครองคู่กัน และโจวหลู่ก็ได้เป็นพ่อหลวงของหมู่บ้านนั้นต่อไป [9] เมื่อนิทานจบ ชาวบ้านก็ทำคบไฟแบ่งกัน แยกกันกลับบ้าน ข้างกองไฟในคืนจันทร์แจ่มนิทานพื้นบ้านของกองเดคี ได้ร้อยเรียงวิถีชุมชน ทั้งการทำกิน จารีตประเพณี คติธรรมและจริยธรรมเอาไว้ คนรุ่นก่อนรู้จักหาวิธีถ่ายทอดความรู้ ความดี ความคิด ความคาดหวังของชนเผ่าสู่ลูกหลาน นิทานเป็นความบันเทิง เป็นสิ่งเสริมจิตนาการให้แก่เด็กๆ เป็นความอบอุ่นในครอบครัว เป็นเครื่องมือเชื่อมโยงชุมชน ชุมชนมีอดีต ปัจจุบัน และมีอนาคต ในนิทานมีเรื่องราวสะท้อนชีวิต ประเพณี ความเชื่อและค่านิยมของบรรพชน หากฟังนิทานแล้วชาวบ้านได้คิดวิเคราะห์ก็จะตระหนักว่าชุมชนของตนเองมีที่มาที่ไปอย่างไร กว่าบรรพบุรุษจะลงหลักปักฐาน สร้างหมู่บ้านให้ปึกแผ่น มีจุดเริ่ม มีวิธีการอย่างไร ในการดำรงเผ่าพันธุ์ของตนเอาไว้ นิทานช่วยให้ชาวบ้านได้มองเห็นรากเหง้าของตนเอง และเป็นสะพานพาคนภายนอกอย่างเราได้เข้าใจวิถีชีวิตของพวกเขามากยิ่งขึ้น ในบริบทของความเป็นปัจจุบัน นิทานเป็นเครื่องกระตุ้นย้ำเตือนถามต่อชาวบ้านว่า ความเชื่อประเพณีเรื่องราวหรือสิ่งดีงามที่บรรพบุรุษได้สั่งสมไว้ ยังคงโลดแล่นอยู่ในปัจจุบันหรือไม่ คนรุ่นลูกหลานอย่างพวกเขา ทำสิ่งใดตกหายไป หลงลืมสิ่งใดไปหรือไม่ การดำรงอยู่หรือการสูญหายไปของวิถีดั้งเดิมส่งผลดีผลเสียต่อปัจจุบันสมัยของหมู่บ้านอย่างไร ห้วงแห่งอนาคต นิทานคือเหตุการณ์สมมติ สร้างแบบฝึกหัดให้ผู้คนขบคิด แก้ปัญหา หากเขาต้องเป็นดั่งตัวละครในนิทาน หากว่าวันหนึ่งเรื่องราวเช่นในนิทานได้เกิดขึ้นกับชีวิตจริง เขาจะคิด จะทำอย่างไร ให้เรื่องราวนั้นลงเอยด้วยรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และน้ำตาของความปิติ มิใช่ความโศกเศร้า ดั่งดวงดาว14/มี.ค./49 พรุ่งนี้ถึงกำหนดที่เราต้องลงดอยแล้ว ระยะเวลาแค่เพียง 7 เดือนที่กองเดคี วิถีชีวิตที่เรียบง่าย งดงามของชนเผ่าโปว์สร้างบทเรียนให้เรามากมาย ในขณะเดียวกันก็ยังมีคำถามที่ยังไร้ซึ่งคำตอบเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน ทุกครั้งที่เราได้ฟังพื้นบ้านกองเดคีทั้งรู้สึกสนุกและอิ่มเอมใจกับสาระบันเทิงที่ถ่ายทอดออกมาจากมหรสพแห่งดงดอย เราพบข้อสังเกตว่าในนิทานพื้นบ้านกองเดคีจะมีตัวละครเอกของเรื่องเป็นเด็กกำพร้าเสมอ เราเฝ้าถามชาวบ้านก็ไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าเป็นเพราะเหตุใดที่นิทานทุกเรื่องต้องมีเด็กกำพร้า ทำไมเด็กกำพร้าถึงมีคนคอยอุปถัมภ์ ไม่ว่าจะเป็นแม่อุ๊ยแก่ๆ, ยักษ์ใจดี, เทวดาหรือนางฟ้า เมื่อถึงตอนจบของนิทานเด็กกำพร้ามักได้พบกับความสุข ผู้คนที่เคยให้ความช่วยเหลือเอื้อเอ็นดูแก่เด็กกำพร้า ก็ได้รับการตอบแทนความดีจากเด็กกำพร้าด้วยเช่นกัน อาจเป็นได้ที่คำตอบของเรื่องนี้คือ ชนเผ่าโปว์แฝงข้อคิดเรื่องความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ไว้ในนิทาน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เป็นสิ่งที่ทุกสังคมต้องการ เด็กกำพร้าเป็นตัวแทนคนด้อยโอกาสในสังคมที่ควรแก่การให้ความช่วยเหลือ ให้ความเมตตาปรานี มิใช่เห็นว่าเป็นคนด้อยโอกาสไม่มีปากมีเสียงในสังคมก็จะมีแต่คนมุ่งเอารัดเอาเปรียบ สุวิชานนท์ รัตนภิมล ได้เขียนถึงเรื่องของเด็กกำพร้าซึ่งปรากฏในนิทานแทบทุกเรื่องของชนเผ่าสกอ(ปกาเกอะญอ) ไว้อย่างชวนขบคิดว่า “สาระของนิทาน เป็นสำนึกของเผ่าพันธุ์เล็กๆชายขอบของประเทศ-ของโลกหรือไม่ ที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นชนกลุ่มเล็กๆ ต่ำต้อยด้อยโอกาส ถูกเอารัดเอาเปรียบเหยียดหยาม ต้องต่อสู้กับสิ่งที่ใหญ่กว่ามาก มีพละกำลังสูงมาก” ในจริง-ในเชิงรบ น้อยครั้งที่รบได้ชัยชนะ ในนิทาน-ในเชิงรบ ฝ่ายมีกำลังน้อยด้อยกว่า มักจะมีชัยชนะขึ้นเป็นใหญ่เหนือผู้อื่น” [10] สงกรานต์/50 วันนี้ที่กองเดคีมีไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์สาธารณะโรงเรียน ในวันที่กองเดคีมีสิ่งที่เป็นตัวแทนของความเจริญตามคำนิยมสมัยใหม่เราได้รับโทรศัพท์จากเด็กวัยรุ่นชาวกองเดคีเกือบ 10 คน ที่ทิ้งเสรีในไร่ข้าว พากันลงมาทำงานในตัวอำเภอจอมทอง ทำงานเป็นลูกจ้างร้านอาหาร, ร้านขายของชำ, โรงงานลูกชิ้น, รับซื้อของเก่า วันที่หมู่บ้านเจริญขึ้น กลับเป็นช่วงเวลาที่ชาวกองเดคีต้องละทิ้งชุมชนของพวกเขา ออกมาหาสิ่งที่เรียกว่า ความเจริญที่ยิ่งขึ้นไป ความรู้ ค่านิยมชุดใหม่บอกแก่ชาวบ้านว่าความเชื่อเดิมของบรรพบุรุษที่มีบทบาทต่อท้องถิ่นมาช้านาน เป็นสิ่งที่ไม่มีคุณค่า ไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่มีความจำเป็นต่อวิถีชีวิตของชาวบ้านในยุคปัจจุบัน มิหนำซ้ำยังกดพวกเขาไว้ด้วยคำว่าด้อยพัฒนา ความรู้ ค่านิยมชุดใหม่บอกพวกเขาว่า การเกิด-ตายไม่จำเป็นต้องผูกพันกับป่า ไม่ต้องมี ป่าสะดือ ป่าต้นน้ำ ป่าช้าอีกต่อไป ป่าเป็นเพียงทรัพยากรธรรมชาติ ไม่มีคุณค่า แต่เต็มไปด้วยมูลค่า การเกิดการตายเป็นเรื่องของกฎหมาย ต้องแจ้งเกิด แจ้งตาย ต้องทำบัตรประชาชน เจ็บไข้ก็ไม่ต้องเลี้ยงผีหรือสู่ขวัญ เพียงมีบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า มีเงินค่าเดินทางลงมาโรงพยาบาล ก็สามารถหายจากสารพัดโรคร้าย การดำรงชีพด้วยความต้องการเพียงปัจจัย 4 ไม่ใช่วิถีที่สังคมส่วนใหญ่ยกย่องชื่นชม ความมั่งมีถูกวัดจากการมีรายได้เป็นตัวเงิน แม้ชาวบ้านไม่มีหนี้สินแต่ในเมื่อมีเพียงข้าว พริก และพืชผล ชาวบ้านยังถูกค่านิยมของสังคมจัดเอาไว้ให้เป็นคนยากไร้อยู่นั่นเอง หมู่บ้านป่าดอยสักกี่หมู่บ้านจะต้านทานแรงแห่งโลกสมัยใหม่ได้ เราเข้าใจและยอมรับว่าหมู่บ้านต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ขอให้การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นการปรับปรุงสิ่งที่ไม่ดีเป็นสิ่งที่ดี ทำสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น มิใช่เป็นการเปลี่ยนแปลงเสียจนหมู่บ้านกองเดคีไม่หลงเหลือเอาไว้ซึ่งความเป็นตัวตน จนเมื่อวันหนึ่งข้างหน้า เมื่อลูกหลานถามว่าตัวพวกเขาคือใคร บรรพบุรุษของเขาคือใคร ชนเผ่าของเขามีสิ่งใดให้น่าภาคภูมิใจได้บ้าง ในเวลาซึ่งสูญเสียไปแล้วซึ่งความเป็นตัวตน ชาวบ้านกองเดคีคนใดเล่าจะตอบคำถามเหล่านั้นได้ หากแนวคิดหลักของผู้คนในสังคมตัดสินว่า เมืองใหญ่คือศูนย์กลางของการพัฒนา ความเจริญในความหมายของกระแสโลกสมัยใหม่ก็เปรียบได้กับดวงจันทร์คืนเพ็ญ ทว่า ความงดงามในวิถีชีวิตของผู้คนที่อยู่ห่างไกลก็เป็นดั่งดวงดาว ในคืนเพ็ญพระจันทร์เต็มดวง แสงของดวงจันทร์บดบังแสงของหมู่ดาวเสียหมด เหมือนวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นจากการพัฒนากระแสหลัก ที่กลบกลืนวัฒนธรรมอื่นๆเสียสิ้น หากเรามองในมุมกลับ ในคืนเดือนแรม คืนที่พระจันทร์ส่องแสงเพียงเสี้ยว ค่ำคืนเช่นนี้เป็นคืนที่ฟ้ากระจ่างดาว ดาวแต่ละดวงต่างส่องแสงระยิบระยับงามตา ดังความตระหนักรู้ที่กระจ่างชัดขึ้นว่าการพัฒนากระแสหลักมิใช่คำตอบของทุกอย่าง และยังส่งผลร้ายต่อสิ่งแวดล้อมโลก ต่อแก่นของความเป็นคน ในสังคมยังมีอารยธรรมที่งดงามและแตกต่างหลากหลายดั่งดวงดาราราย ควรค่าแก่การยอมรับและอยู่ร่วมกันอย่างสันติ หากเราปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ในฐานะที่เท่าเทียมกับเรา ไม่ปล่อยให้ความแตกต่างทางชาติพันธุ์ ศาสนา หรืออุดมคติใดๆมาบดบังจิตใจ จนเราต้องลดทอนศักดิ์ศรีในความเป็นคนของใคร หากเป็นเช่นนั้นโลกคงสงบสุข หากเป็นเช่นนั้นดาวและพระจันทร์ก็ได้แปล่งประกายแห่งความเป็นตัวตนอยู่ร่วมกัน บนฝากฟ้าเดียวกัน เชิงอรรถ [1] สัมภาษณ์ นายนุลอย มุเชอร์ อายุ 78ปี 13 กันยายน 2548 [2] ประวิตร โพธิอาศน์, คุ่มือการทำงานกับชาวเขาเผ่ากระเหรี่ยง : ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนภาคเหนือ สำนักงานการบริหารการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ,2546. [3] สัมภาษณ์ นางสาว ฐิติชากร คำใจ ครูผู้สอนประจำศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาแม่ฟ้าหลวงบ้านกองดา 10 ก.ย. 2548 [4] สัมภาษณ์ นายงี่สุข มุเชอร์ สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบลนาเกียน 12 กันยายน 2548 [5] สัมภาษณ์ นายนุลอย มุเชอร์ อ้างแล้ว และบทความ “กะเหรี่ยงในป่าทุ่งใหญ่ ชุมชนผู้ถูกตัดตอนจากสังคมไทย ในwww.thaipost.net” [6] สัมภาษณ์ นางสาวโบจ่า มุเชอร์ อายุ19ปี 10ตุลาคม พ.ศ.2548 [7] จากการสอบถามชาวบ้าน และการสังเกตของผู้เขียน [8] ทรรศนะของนายงี่สุข มุเชอร์ ผู้นำชุมชนบ้านกองดา [9] ผู้เขียนถอดความนิทานเรื่องโจวหลู่ หนังหลู่ เล่าความเป็นภาษาพื้นเมืองภาคเหนือผสมกับภาษาโปว์ โดยนายทิพัง กระยาหงัน อายุ29ปี 18 ธันวาคม 2548 [10] ทรรศนะของคุณสุวิชานนท์ รัตนภิมล แสดงไว้ในหนังสือ ปกาเกอะญอ ตาเลอเปลอ ชุด นิทานปกาเกอะญอ เล่ม2 บรรณานุกรม ประวิตร โพธิอาศน์. คู่มือการทำงานกับชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง, ครั้งที่ 3 กรุงเทพฯ : ศูนย์การศึกษา นอกโรงเรียนภาคเหนือ สำนักงานบริหารงานการศึกษานอกโรงเรียน กระทรวงศึกษาธิการ, 2546 อภิชาต ไสวดี. กำพร้าขนนก ปกาเกอะญอ ตาเลอเปลอ ชุด นิทานปกาเกอะญอ เล่ม 2, กรุงเทพฯ : สวนเงินมีมา, 2548 | |
26 Jun 09 | by bow_der_kleine | tags บทความทั่วไป
ปัจมาภรณ์ คงอุโฆษ
11 Sep 09