ComBioLaw.De » บทความ » ธรรมศึกษา สัปดาห์ละเรื่อง » บทบาทสื่อ กับความแตกต่างทางความคิดในสังคม

บทบาทสื่อ กับความแตกต่างทางความคิดในสังคม

Author : ปาฐกถาของ ว.วชิรเมธี

Quelle : เว็บข่าวประชาไท

Category : ธรรมศึกษา สัปดาห์ละเรื่อง

Publisher : เชกูวารา

ธรรมศึกษา สัปดาห์ละเรื่อง ธรรมศึกษา สัปดาห์ละเรื่อง

4 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 วันครบรอบ 12 ปี สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติได้นิมนต์ พระมหาวุฒิชัย (ว.วชิรเมธี) ผู้อำนวยการสถาบันวิมุตตยาลัย แสดงปาฐกถาธรรม เรื่อง “บทบาทสื่อกับความแตกต่างทางความคิดในสังคม” โดยมีความดังนี้

Image

เจริญพร ผู้เข้าร่วมเสวนาธรรมวิชาการในวันนี้ทุกท่าน ต้องขออนุโมทนาสภาการหนังสือพิมพ์ฯ ไว้ ณ โอกาสนี้ที่นิมนต์ให้อาตมาภาพให้มาเป็นผู้ปาฐกถาในวันนี้ การที่สภาการหนังสือพิมพ์ฯ ได้ก่อตั้งมาครบ 12 ปี ถือเป็นเวลาที่ไม่น้อย คงจะผ่านร้อนผ่านหนาวผ่านวันเวลาผ่านประสบการณ์มามากมาย อาตมาภาพได้อ่านบทสัมภาษณ์ของผู้ใหญ่ในแวดวงหลายท่าน ซึ่งให้สัมภาษณ์ในช่วงหลายวันก่อนที่ผ่านมาแล้วได้เห็นว่าน่าอนุโมทนา เพราะแวดวงสื่อที่มีการตรวจสอบกันเองนั้นเป็นนิมิตหมายว่าเรายังคงมีอนาคต สังคมใดก็ตามที่คนในสังคมนั้นมีการตรวจสอบกันเอง สังคมนั้นเป็นสังคมที่มีอนาคต แต่ถ้าสังคมใดก็ตามปฏิเสธการตรวจสอบกันเองระหว่างคนด้วยกันเองสังคมนั้น กำลังถอยหลังเข้าคลอง
 
มีคำอยู่คำหนึ่งว่า “แมลงวัน อาจจะไม่ตอมแมลงวัน” ถ้าแมลงวันไม่ตอมแมลงวันเมื่อไหร่ก็เสื่อม ในทางพุทธศาสนายกย่องมากเรื่องการวิพากษ์วิจารณ์การตรวจสอบซึ่งกันและกัน ฉะนั้นในธรรมเนียมของพระถ้าโยมสังเกตให้ดีทุก 15 ค่ำ พระจะลงอุโบสถพร้อมกันแล้วฟังปาติโมกข์ หัวใจของการฟังปาติโมกข์ คือการทบทวนพระวินัย 227 ข้อ จะมีพระรูปหนึ่งขึ้นมานั่งสวดและพระที่เหลือทั้งหมดนั่งฟังทบทวนพระวินัย 227 ว่าเราได้ทำอะไรผิดพลาดไปแล้วบ้าง ถ้าผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ก็มาแสดงอาบัติกัน ถ้าผิดพลาดหนักหนาสาหัสก็ต้องออกจากอาบัติตามกรรมวิธีที่ทรงวางไว้ และโดยวิธีนี้ทำให้องค์กรสงค์ของพระพุทธองค์ เป็นองค์กรเก่าแก่ที่สุดในโลก ในบรรดาองค์กรที่มีอยู่ในโลกทั้งหมดสถาบันสงค์เป็นสถาบันที่เก่าแก่ที่สุดใน โลก เมื่อก่อตั้งแล้วไม่ต้องยกเลิก ยังคงมีบทบาท ยังคงมีพลัง มาจนกระทั่งทุกวันนี้ เพราะอะไร เพราะพระองค์ทรงวางระบบตรวจสอบกันเองเอาไว้ ฉะนั้น การที่สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ มีระบบ มีระเบียบ และมีการตรวจสอบซึ่งกันเองเป็นระยะๆ ถือว่าดำเนินอยู่บนเส้นทางที่ถูกต้อง จึงเป็นเรื่องที่ควรอนุโมทนา
 
สำหรับหัวข้อปาฐกถาในวันนี้คือ “บทบาทสื่อกับความแตกต่างทางความคิดในสังคม” ถือว่าเป็นหัวข้อที่ค่อนข้างใหญ่มาก จึงแบ่งประเด็นการพูดไว้ 5 ประเด็น
 
ประเด็นแรก มาดูกันก่อนว่าสภาพสังคมไทยในเวลานี้เป็นอย่างไร โดยจะเล่าผ่านนิทาน
 
พุทธปรัชญาเรื่องหนึ่ง ซึ่งพระนักปราชญ์ของศรีลังกา หลวงปู่อานันทไมตรี ท่านเขียนเอาไว้ นิทานพุทธปรัชญาเรื่องนี้มีชื่อว่า “หาก พระพุทธเจ้ากลับมาจะเกิดอะไรขึ้น” อยากจะลองเชิญชวนทุกท่านฟังให้ดีว่าหากพระพุทธเจ้ากลับมาจะเกิดอะไรขึ้น ท่านเขียนเอาไว้โดยใช้บริบท ศรีลังกา อาตมาขอเปลี่ยนเป็นหากพระพุทธเจ้ากลับมาที่ประเทศไทย จะเกิดอะไรขึ้น
 
นิทานพุทธปรัชญาเรื่องนี้มีอยู่ว่า ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์เสด็จกลับไปที่ศรีลังกา ตอนนี้อาตมาขอเปลี่ยนใหม่ว่าเสด็จมาที่ประเทศไทย ในพ.ศ.นี้ พระพุทธองค์เสด็จกลับมาในบุคลิกภาพเป็นพระที่แสนธรรมดาที่สุด ห่มจีวรธรรมดาๆ และมีบาตร 1 ใบ เป็นสมบัติติดตัว เสด็จดำเนินมาตามถนนหนทางไปถึงวัดๆ หนึ่ง พระพุทธองค์เสร็จดำเนินเข้าไปในวัด ได้พบว่าทั้งพระลูกวัด ทั้งเจ้าอาวาส ทั้งญาติโยม กำลังตั้งวงถกเรื่องการเมือง พระพุทธองค์เสด็จดำเนินเข้าไป พระผู้กำลังตั้งวงถกเรื่องการเมืองก็ถามพระพุทธองค์ว่า ท่านสังกัดพรรคไหน ยังไม่ถามเลยว่าเป็นใคร พระพุทธองค์บอกว่าเราตถาคตไม่สังกัดพรรค พระทางวัดก็บอกว่าถ้าไม่สังกัดพรรคนั้นนิมนต์ที่อื่นแล้วกัน ที่นี่เรามีพรรค พรรคไหนต้องคิดกันเอง นี่เป็นเหตุการณ์ที่ศรีลังกา ปรากฏว่าไม่มีใครรู้จักพระพุทธเจ้าเลย เดินเข้าไปไม่ถามชื่อด้วยซ้ำว่าเป็นใคร มาจากไหน แต่พระองค์ไปถามว่าท่านสังกัดพรรคไหน โยมคิดตามให้ดีว่าความผิดพลาดอยู่ตรงไหน
 
ต่อมาเสด็จดำเนินไปวัดที่สอง ก็เจอสภาพแบบเดียวกัน ทั้งพระทั้งโยมตั้งวงถกกันเสียงดังกว่าวัดแรก พระพุทธองค์เสด็จเข้าไป พระลุกขึ้นยืนถามขอโทษนะครับหลวงพ่อสังกัดนิกายอะไรมิทราบ สยามวงศ์ รามมัญวงศ์ หรือลังกาวงศ์ ถามถึงนิกาย พระพุทธองค์อยู่พ้นนิกายอยู่แล้วจึงบอกว่าเราไม่ได้สังกัดนิกายอะไรเลย พระวัดนั้นมองหัวจรดเท้า แล้วบอกว่าไม่สังกัดนิกายนั้นนิมนต์พักที่วัดอื่นแล้วกัน ที่นี่เรานิกายลังกาวงศ์ ปรากฏว่าคนเหล่านั้นก็ไม่รู้จักพระพุทธองค์ จำต้องเสด็จดำเนินออกจากวัดนั้นไป แล้วไปแต่ละวัดๆ พระองค์ท่านถูกถามเรื่องนี้ตลอด ถามเรื่องพรรคบ้าง ถามเรื่องนิกายบ้าง ถามเรื่องพรรคพระพุทธองค์ก็บอว่าฉันไม่มีพรรค เพราะอะไรท่านไม่เล่นการเมืองอยู่แล้ว ถามเรื่องนิกายพระพุทธองค์ก็บอกว่าฉันไม่มีนิกาย ตกลงพระพุทธองค์วันนั้นทั้งวันไม่ได้พักที่วัดไหนเลยแม้แต่วัดเดียว
 
วันรุ่งขึ้นเสด็จไปตามถนนหนทางอีกไม่ มีใครตักบาตรท่านเลย จนกระทั่งไปเจอชาวบ้านธรรมดาๆ ชาวนาคนหนึ่ง เห็นพระเดินมาแต่ไกล ชาวบ้านคนนี้เห็นบุคลิกภาพท่านสงบจึงเข้าไปกราบ แล้วประนมมือถามว่า หลวงพ่อครับหลวงพ่อดูบุคลิกภาพน่าจะมีอายุพรรษามากนะขอครับ ขอโทษนะครับหลวงพ่อมาจากไหนครับ พระพุทธองค์ก็ตรัส ถ้านับจากวันที่ฉันเกิดมาจนถึงตอนนี้ฉันก็น่าจะมาจากกาลเวลาสัก 2500 ปี ได้แล้วมั้ง ชาวบ้านคนนั้นถามว่าขอโทษนะครับท่านเป็นสัมมาสัมพุทธทาสหรือเปล่า ใช่ เราคือสัมมาสัมพุทธะ โอ..นั้นโยมก็โชคดีเหลือเกิน นิมนต์ไปพักที่บ้านโยมเลยโยมขอถวายมื้อเพล พุทธองค์ทรงแย้มพระโอษฐ์ โยมได้ถวายมื้อเพล แล้วพระองค์ก็เสด็จกลับไป หลวงปู่อนันทไมตรี พระนักปราชญ์ชาวศรีลังกาได้เขียนเรื่องนี้ไว้ประมาณ 20 ปี แล้ว สงครามที่ศรีลังกาเพิ่งสงบ แต่ปะทุที่ประเทศไทย
 
สาระสำคัญของนิทานพุทธปรัชญาเรื่องนี้ อยู่ตรงไหน อาตมาคิดว่าอธิบายสภาพของสังคมไทยในเวลานี้ได้เลยตั้งแต่ต้นจนจบ นั่นก็คือ สังคมไทยในเวลานี้เป็นสังคมที่สุดโต่ง เลือกข้าง แบ่งฝ่าย แยกขั้ว ชัดเจน อาการเหล่านี้เราเรียกว่าเป็นภาวะยึดติดในลัทธินิยมอุดมการณ์ และความคิดความเห็นความเชื่อมากกว่าความเป็นจริง เหมือนกับพระและชาวบ้านในศรีลังกาที่แม้พระพุทธองค์จะเสด็จมาประทับยืนอยู่ ต่อหน้า แต่เขาเหล่านั้นไม่รู้จักพระพุทธเข้าตัวจริง ทั้งๆ ที่เดินไปวัดไหน แห่งหนตำบลไหน ในประเทศนั้นๆ เต็มไปด้วยพระพุทธรูป เต็มไปด้วยเครื่องรางของขลัง คำไปที่คอก็เต็มไปด้วยพระพุทธรูป แต่พระพุทธองค์ตัวจริงมาไม่มีใครรู้จัก
 
ทำไมเราจึงไม่รู้จักพระพุทธองค์ตัว จริง ก็เพราะเราอยู่กับความเชื่อ สังคมไทยเวลานี้เป็นอย่างนั้น คือเป็นสังคมที่สมาทานความเชื่อมากกว่าความจริง และเจ้าความเชื่อซึ่งไม่ใช่ความจริงนี้เอง คือที่มาของความขัดแย้ง คือที่มาของความสุดโต่ง คือที่มาของการแบ่งขั้วและเลือกข้างมนุษย์นั้นเมื่อสุดโต่ง เมื่อแบ่งขั้ว เมื่อเลือกข้าง ไปแล้ว แน่นอนที่สุดเขาจึงกีดกันตัวเองเอาไว้ในโลกของความเชื่อเท่านั้น ต่อให้ความจริง ก็เหมือนกับพระและก็ชาวบ้านในศรีลังกาที่ แม้พระพุทธองค์จะเสด็จมาประทับยืนอยู่ต่อหน้า แต่เขาเหล่านั้นไม่รู้จักพระพุทธเจ้าตัวจริง ทั้งๆ ที่เดินไปวัดไหนในหนตำบลไหนในตำบลนั้นๆ เต็มไปด้วยพระพุทธรูป เต็มไปด้วยเครื่องรางของขลัง ทั้งๆ ที่คอก็เต็มไปด้วยพระพุทธรูป แต่พระธุดงธ์ตัวจริงมาไม่มีใครรู้จักท่านเลย
 
ทำไมเราไม่รู้จักพระธุดงธ์ตัวจริง ก็เพราะเราอยู่กับความเชื่อ สังคมไทยเป็นอย่างนั้น คือเป็นสังคมที่สมาทานความเชื่อซะมากกว่าความจริง และก็ความเชื่อที่ไม่ใช่ความจริงนี้เองคือที่มาของความขัดแย้ง คือที่มาของความสุดโต่ง คือที่มาของการแบ่งขั้วและเลือกข้าง มนุษย์นั้นเมื่อสุดโต่ง เมื่อแบ่งขั้ว เมื่อเลือกข้างไปแล้วในที่สุดเขาจะกีดกันตัวเองเอาไว้ในเฉพาะในโลกของความ เชื่อเท่านั้น ต่อให้ความจริงเปิดเผยต่อตรงหน้าเขาๆ ก็จะมองไม่ค่อยเห็น นั่นคือสภาพการณ์ของสังคมไทยในเวลานี้
 
ประการที่สอง แล้วสภาพการณ์ของสื่อในสังคมไทยเป็นอย่างไร อาตมาเองเป็นผู้หนึ่งที่ได้บริโภคสื่อค่อนข้างเยอะ เพราะอะไร เพราะตั้งแต่สมัยอาตมาเองยังไม่บวช ทุกๆ เช้าโยมแม่จะเปิดวิทยุทิ้งเอาไว้ตอนเข้าครัวตั้งแต่ตี 5 เราเป็นลูกชายตื่นขึ้นมาก็เข้าครัวตามโยมแม่ สายๆ 6 โมงก็ฟังข่าวของคุณปรีชา ทรัพย์โสภา ไปโรงเรียนนั้นรู้เรื่องหมดแล้วเหตุการณ์ต่างๆ ของประเทศไทย ในขณะที่เพื่อนๆ เขายังไม่รู้อะไร และก็ไปอ่านหนังสือพิมพ์ที่โรงเรียน ไปที่โรงเรียนเสร็จแล้วก็กลับมาอ่านที่วัดอีกฉบับหนึ่ง ไทยรัฐฉบับเดียวอ่านจนยับขาดพรุน อ่านทั้งหมู่บ้านฉบับเดียว
 
แต่ด้วยอุปนิสัยที่โยมแม่รับข่าวสาร ข้อมูลอย่างนี้ แล้วเราก็อ่านมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยอย่างนี้ จนโตขึ้นมาจนถึงปัจจุบันอย่างนี้ก็มีโอกาสได้อ่านหนังสือพิมพ์เยอะมากทั้ง ภาษาไทยทั้งภาษาอังกฤษ ถ้าเฉลี่ยก็สัก 7 ฉบับต่อ 1 วัน ไม่นับรายสัปดาห์ รายเดือนอะไรต่างๆ ฉะนั้นตลอดเวลาแบบนี้เราก็ได้บริโภคสื่ออยู่ตลอด เราก็ได้เห็นว่าฉบับเป็นเอียงกระเท่เล่บึ้ง ฉบับไหนสุดโต่งบ้างก็ได้เห็นอยู่ตลอดเวลา แต่นั่นไม่ใช่ภารกิจของอาตมาที่จะไปบอกว่าฉบับไหนเป็นฉบับที่เชื่อได้หรือ เชื่อไม่ได้ อาตมาเชื่อว่าท่านที่อยู่ตรงนี้เป็นผู้มีวิจารณญาณตอบคำถามตรงนั้นได้อยู่ แล้ว อยากจะบอกเพียงแต่ว่าอาตมาเองได้อาศัยสื่อพิมพ์เหล่านี้เป็นทั้งห้องสมุด เป็นทั้งครูบาอาจารย์ เป็นทั้งมหาวิทยาลัย เป็นทั้งอาหารสมองประจำวัน เราได้บริโภคสื่ออยู่ตลอดเวลา และเราก็ได้เห็นปัญหาอยู่ตลอดเวลาเช่นเดียวกัน สื่อจำนวนมากเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อสังคม ฉะนั้นสื่อจึงอยู่ในฐานะที่เป็นฐานันดรที่สี่ เมื่อสื่อถูกจัดเป็นฐานนันดรที่สี่นั่นหมายความว่าสถานภาพของสื่อในทางสังคม นั้นไม่ธรรมดา
 
ทีนี้ถ้าสื่อไม่มีคุณธรรมกำกับ คำถามที่ตามมาก็คือสถานภาพพิเศษของสื่อจะก่อให้เกิดอะไรในสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมซึ่งเชื่อมั่นในระบบความคิดความเชื่อและลัทธินิยม และอุดมการณ์มากกว่าเชื่อถือในความจริง สถาบันต่างๆ ในสังคมไทยเวลานี้ถูกเขย่าจนโยกโคลง
 
อาตมาคิดว่าทุกสถาบัน ปัญญาชนสาธารณะของสังคมไทยเกือบทุกคน ถูกแลกถูกกระแสของความขัดแย้ง อาจจะพูดได้ว่าไม่มียุคไหนสมัยไหนที่ปัญญาชนสาธารณะตั้งแต่รุ่นใหญ่ลงมา จนถึงรุ่นเล็กขัดแย้งกันเหมือนครั้งนี้ รวมทั้งสถาบันสงฆ์ด้วยก็ถูกลากจูงเข้าไป ถูกวังวนของความขัดแย้งด้วยเช่นเดียวกัน จึงไม่ต้องพูดว่าสถาบันหลักต่างๆ นี้ถูกลากจูงเข้าไปสู่ความขัดแย้งในขณะนี้นั้น สถาบันสื่อจะสุดเอี่ยมขนาดไหนในการที่จะพยายามพยุงตัวให้มีความเป็นกลาง และก็มั่นคงในจรรยาบรรณวิชาชีพของตนเอง เพราะอะไร เพราะสื่อใกล้ชิดความขัดแย้งซะยิ่งกว่าชาวบ้าน
 
ดังนั้นประเด็นที่สามก็ คือว่า อันตรายของการตกอยู่ในความคิดของแบบสุดโต่ง แบ่งขั้ว และเลือกข้างนั้นมีมากน้อยเพียงใด สภาพสังคมไทยอย่างที่บอกแล้วในเวลานี้ตกอยู่ท่ามกลางความเชื่อมากกว่าความ จริง ตกอยู่ในภาวะสุดโต่ง เลือกข้างและแยกขั้ว และสื่อเป็นผู้ที่ปฏิสัมพันธ์กับภาวะเหล่านี้ตลอดเวลา ประเด็นที่สามที่จะมาชวนคิดก็คือว่า ในสภาวะอย่างนี้อันตรายมันมีมากมีน้อยแค่ไหน
 
พอดีอาตมาพึ่งเดินทางกลับจากประเทศ ฝรั่งเศสเป็นเวลา 1 เดือนที่อาตมาได้ไปใช้ชีวิตกับท่าน ซีสระฆัง (ชื่อบุคคล) ซึ่งเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณในระดับโลกที่ท่านลี้ภัยจากประเทศเวียดนามไปอยู่ ที่ฝรั่งเศส และบัดนี้ได้กลายเป็นคนของโลกคนหนึ่งไป เป็นพระมหาเถระผู้นำทางจิตวิญญาณเดียวกันกับดาไลลามะ วันหนึ่งของการปาถกถาธรรมท่านได้พูดถึงสงครามเวียดนาม พูดจากประสบการณ์ตรงของท่านว่า ในสังคมที่คนศรัทธาในความเชื่อมากกว่าความจริง คนชาติเดียวกันเลือกข้างมากกว่าเลือกความเป็นธรรมและความเป็นจริง เวียดนามพบกับความเจ็บปวดขนาดไหน
 
ในยุคหนึ่งประธานาธิบดีของเวียดนาม พยายามที่จะทำให้ประเทศทั้งประเทศเป็น ผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์นิกายคาทอริคและดังนั้นจึงออกพระราชบัญญัติมาห้ามทำ พิธีการสำคัญในวันพระพุทธศาสนา เช่น วันวิสาฆบูชา ห้ามชาวพุทธทั้งประเทศจัดงานวิสาฆบูชา และพยายามให้คนทั้งประเทศ คนไหนอยากมีชีวิตรอดเปลี่ยนเป็นคริสเตียน ถ้าไม่เปลี่ยนโยนข้อหาคอมมิวนิสต์ให้ ความขัดแข้งทางความเชื่อคราวนั้นก่อให้เกิดอะไรขึ้นมา พระสงฆ์เผาตัวตายเพื่อเรียกร้องเสรีภาพทางศาสนา และในเวลาต่อมาจากการที่เรียกร้องเสรีภาพทางศาสนารุกรามขึ้นมาเป็นสงคราม กลางเมืองระหว่างคนในชาติเดียวกัน กลุ่มคอมมิวนิสต์ก็ถือห่างเวียดนามฝ่ายหนึ่ง กลุ่มประชาธิปไตยถือห่างเวียดนามฝ่ายหนึ่ง ผลสุดท้ายเคราะห์กรรมตกอยู่กับประชาชน เวียดนามแตก มีความเวียดนามจำนวนมากต้องหนีหัวซุกหัวซุนไปขอพึ่งประเทศเพื่อนบ้าน
 
ไม่เพียงแต่จะไม่สามารถรักกันได้ เหมือนเดิมอีกต่อไปเท่านั้น ยังหันกลับมาทำร้ายกันอีกด้วย หมายถึงที่ผ่านมาที่เราได้เห็นการเมืองกำลังเขม่นกัน บุคคลกลุ่มที่ใส่เสื้อต่างสี หรือการใช้อาวุธสงครามยิงเข้าสู่ฝูงคนของกลุ่มคนไทยด้วยกันเอง เค้ารู้สึกไม่ผิดเพราะอะไร เพราะใส่เสื้อไม่เหมือนกันหรอก เห็นได้ว่าการที่เราอยู่กับความเชื่อมั่นเป็นอย่างไร เราเลือกขั้วเลือกข้าง แบ่งฝ่าย เราได้ลดคุณค่าของความเป็นมนุษย์ซึ่งมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกับเราให้ต่ำต้อย ด้อยค่าลงขนาดไหน ขนาดเรียกมนุษย์ด้วยกันว่าเป็นแมลงสาป บางทีเรียกมนุษย์ด้วยกันว่าเป็นสุนัข ในสังคมไทยในขณะนี้เราลดค่าของมนุษย์ต่ำลงมาขนดนั้นหรือยัง
 
อาตมาไม่รู้ว่าเวลานี้เราได้ลดค่าของ คนไทยลงมาถึงขนาดไหน รู้แต่ว่าถ้าเรายังมีวิธีคิดในลักษณะสุดโต่ง แบบขั้วเลือกข้างหนึ่ง คนไทยจะถูกลดคุณค่าลงมากขึ้นๆ และวันหนึ่งถ้าไม่มีการแก้ไขอะไรเลย สงครามประสาทระหว่างคนไทยมีสิทธิเกิดขึ้นได้ เพราะรากหญ้าของสงครามไม่ได้อยู่ที่อาวุธสงคราม แต่อยู่ที่ความศรัทธาในความเชื่อมากกว่าความจริง อยู่ที่การรักความเชื่อมากกว่าความจริง อยู่ที่การความเชื่อมากกว่าการเห็นเป็นมนุษย์ด้วยกัน ความเกลียดชังเป็นอาวุธที่ร้ายแรงที่สุดยิ่งกว่าอาวุธทุกชนิด อุดมการณ์เป็นระเบิดที่ยิ่งกว่าระเบิดปรมาณู เค้าว่าระเบิดปรมาณูลูกหนึ่งนั้นถ้าจุดระเบิดขึ้นมาแล้วก็ทำลายได้ในปริมณฑล หนึ่ง แต่ถ้าเรามีอุดมการณ์ที่ผิดสามารถฆ่าคนได้นับจำนวนไม่ถ้วน 
 
สมมติคุณมีปืนอยู่หนึ่งกระบอก ถ้าคุณยิงคนแม่นก็มีคนตายเท่าจำนวนกระสุน แต่ถ้าคุณมีอุดมการณ์ชุดหนึ่งอยู่ในมือ คุณชักชวนคนที่ฟังคุณ อุดมการณ์ฆ่าคนได้มากมายมหาศาลกว่าปืนหนึ่งกระบอกนับไม่ถ้วน 
 
ฉะนั้นประเทศที่ตกเป็นประเทศของ อุดมการณ์หรือตกอยู่ในแหของความคิดต่างๆ มีโอกาสสูงมากที่คนจะลุกฮือขึ้นมาเข่นฆ่าและทำร้ายกันเอง มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งภาวะที่อาตมาพูดมาทั้งหมดนั้น ไม่ใช่ภาวะในอุดมคติแต่เป็นสิ่งที่ครอบลงมาคนไทยเวลานี้ด้วย และเป็นสาเหตุให้สังคมไทยตกลงมาอยู่ก้นเหวความเสื่อมกว่าทุกยุคทุกสมัย ในบรรดาของคนที่ตกอยู่ในข่ายของความคิดทั้งหมดนั้น สื่ออย่างเราทุกคนก็ไม่ได้รับการยกเว้น คำถามต่อมาคือสื่อจะวางตัวอย่างไรในยุคที่สังคมเต็มไปด้วยความแตกต่างกัน เช่นนี้ เราจะเลือกข้าง แบ่งฝ่าย เลือกขั้วอย่างเค้าได้ไหม อาตมาอยากเสนอแนะว่าเราจะเข้าข้างคนที่คิดสุดโต่งเพื่ออยู่ร่วมกับคนที่คิด แตกต่างได้คงต้องใช้พุทธธรรมเข้ามาช่วย 
 
เมืองไทยนั้นโชคดีมากที่มีขุมปัญญาทาง พุทธศาสนาให้ตักตวงมาใช้ได้ไม่หมดไม่สิ้น บางทีเราก็มองข้ามภูมิปัญญาตรงนี้ไป แล้วเราใช้วิธีปะอุดประเทศไทยด้วยการซ่อมรัฐธรรมนูญ อาตมาคิดว่าเรากำลังตกอยู่ในเขาวงกตของคนเป็นช่างเทคนิคที่ไม่สามารถคนมอง เห็นประเทศไทยทั้งระบบได้ เรามองแยกส่วน มองตัดตอน มองแบบจำเพาะเหมือนคนติดเชื้อเอชไอวี คืออาการไหนแสดงขึ้นมาก็รักษาตรงนั้น เหมือนเราเป็นโรคหู หมอดูแต่หู ซึ่งเมื่อคืนทะเลาะกับสามี ปวดท้องหมอก็ตรวจท้อง หมอไม่ได้ถามว่าคุณใช้ชีวิตยังไง คุณเครียดอะไรหรือเปล่า เห็นคนน้ำตาไหลเราก็ประเมินว่าต้องเสียใจ ความคิดของคนเราสุดโต่งไปหมด ตื้นเขิน มองเฉพาะส่วน เฉพาะที่ เราไม่สามารถมองคนให้เห็นคนทั้งระบบ ไม่สามารถมองให้เห็นช้างทั้งตัว ไม่สามารถมองให้เห็นประเทศไทยได้ทั้งประเทศ 
 
การที่เราไม่ประสิทธิภาพที่จะมองอย่าง องค์รวม ทำให้เราหลุดเข้าไปสู่การเลือกข้าง เราจะออกจากภาวการณ์เลือกข้างอย่างไรท่ามกลางสังคมที่เลือกไปแล้ว ก็มีวิธีการที่อาตมาจะเสนอคือ ไม่พลัดหลงสู่การเลือกข้างด้วยการวางท่าทีแห่งปัญญาชนที่เป็นกลาง ตรงนี้ขอยกตัวอย่าง ชุมชนนั้นจะมีคนเผยแพร่ศาสนา จนชาวบ้านสับสนว่าศาสนาไหนดีที่สุด จนพระพุทธองค์มาถึงหมู่บ้านนั้น ก็มีชาวบ้านมาเข้าเฝ้าหลายร้อยคน มีคนถามว่า ที่ชุมชนของเรามีศาสดา มีเจ้าลัทธิมาเผยแพร่ศาสนา ต่างคนก็บอกว่าเป็นผู้รู้ ก็เลยจะถามว่า ใครเป็นศาสดาตัวจริง ใครที่บรรลุธรรมจริงๆ บ้าง พระธุดงธ์ตอบว่าใครจะเป็นศาสดาตัวจริงเอาไว้ก่อน อยากให้ฟังก่อนก็กล่าวกามาลสูตร 10 ประการ           
 
1. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการฟังตามๆ กันมา (ไม่ได้ฟังด้วยตัวเอง แต่ฟังมาอีกต่อหนึ่ง)
2. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการถือสืบๆ กันมา (ตามประเพณีเหมือนเถรส่องบาตร)
            3. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการเล่าลือ (แมงเม้าท์ข่าวลือ)
            4. อย่าปลงใจเชื่อ ด้วยการอ้างตำราหรือคัมภีร์ (ไม่ทำข่าวเจาะอีกต่อไป อ้างกันเป็นทอดๆ จากแหล่งข่าว เหมือนกรณีข่าวเต้าเรื่องประเทศในละตินอเมริกาให้ที่พักพิงแก่อดีตนายก รัฐมนตรี)
            5. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะตรรก (ใช้ตรรกศาสตร์)
            6. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการอนุมาน
            7 อย่าปลงใจเชื่อ เพราะการคิดตรองตามแนวเหตุผล
            8. อย่าปลงใจเชื่อ เพราะสอดคล้องกับทฤษฎีที่มีอยู่แล้ว
9. อย่าปลงใจเชื่อเพราะว่ามองเห็นรูปการว่าน่าจะเป็นไปได้ หมายความว่าเข้าเค้า เช่น เดินออกไปข่างนอก เห็นเมฆทะมึนจึงเดาว่าอีกไม่นานฝนจะต้องตกอย่างแน่นอน หรือ ออกไปต่างจังหวัดเห็นสส.ลงพื้นที่จึงเดาว่า ไม่เกิน 3 เดือน ต้องมีการยุบสภาอย่างแน่นอน ทั้งนี้ในความเป็นจริงอาจจะเป็นคนละเรื่องเลยก็ได้
10. อย่าปลงใจเชื่อเพราะเห็นว่าเป็นครุบา อาจารย์ นับเป็นเรื่องที่สำคัญมาก บางคนอาจจะไม่เชื่อทั้ง 9 ข้อที่ผ่านมา ซึ่งเป็นลักษณะของสังคมไทย

หากไม่ปฏิบัติตามกาลามสูตร 10 แล้ว พลัดหลงเข้าไปสู่การแบ่งเลือกข้างโดยไม่รุ้ตัว เพราะฉะนั้นพระธุดงค์จึงบอกว่าหากเราอยากใช้ปัญญาอย่างเป็นกลาง เป็นอิสระ ใรฐานะสื่อมวลชนของประชาชนอย่างแท้จริง จะต้องสมาทานตามหลักกาลามสูตร 10 อย่างแท้จริง ทั้งๆ ที่พระธุดงค์ทรงถูกถามนำ แต่ในความเป็นจริง ตำรวจต้องเป็นศูนย์กลางถามนำหรือไม่

อาตมาพบบ่อยมากเมื่อครั้งไปออกรายการโทรทัศน์ พิธีกรเก่งๆ มักถามว่า “พระ อาจารย์ครับ ตกลงว่าประเด็นนี้พระอาจารย์ไม่เห็นด้วยใช่ไหมครับ” อาตมาต้องถามว่าอาตมาไปตกลงตั้งแต่เมื่อไหร่ เห็นหรือไม่ว่าเรามีโอกาสสูงมากที่จะถูกถามนำให้ตกหลุมพราง สื่อมวลชน สื่อสิ่งพิมพ์ ต้องไม่ตกหลุมพรางตรงนี้ โดยใช้หลักกาลามสูตร 1-10 ก่อน เพื่อคิดวิเคราะห์ให้ดี พระธุดงค์กล่าวว่า เมื่อ เธอพิจารณาอย่างถี่ถ้วนด้วยตัวเองและเห็นว่าสิ่งใดมีคุณ มีโทษ จึงเลิกจึงละเว้น ทั้งนี้เมื่อใครปฏิบัติตามหลักกาลามสูตร 10 มีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นคือ “ความเป็นกลางทางปัญญา” ซึ่งเป็นสิ่งที่สื่อมวลชนต้องมี หากเรามีความเป็นกลางทางปัญญาแล้ว สิ่งที่เราคิด สิ่งที่เราพูดนั้น เราจะถือว่าสิ่งนั้นเกิดจากดุลยพินิจ

“ดุลย” คือความเที่ยงตรง
“พินิจ” คือการวิเคราะห์ วิจารณ์ อย่างลึกซึ้ง
“ดุลยพินิจ” คือการที่เราจะมีทัศนคติที่ มีความเที่ยงและเป็นธรรม โดยอาศัยหลักกาลามสูตรมาเป็นแนวความคิด ในการพิจารณาข้อมูลข่าวสารที่ไหลมาจากทุกสารทิศ
 
ประการต่อมา ต้องปลูกฝังวิธีคิดแบบ “องค์รวม” คือวิธีคิดที่ทำให้เราสามารถมองทุกสิ่ง ทุกอย่างที่ปฏิสัมพันธ์กับทุกเรื่องราวในลักษณะเชื่อมโยงตลอดสาย ไม่เลือกข้างแบบสุดโต่ง คนส่วนใหญ่เลือกสายเลือกข้าง มีวิธีคิดแบบสุดโต่ง ถ้าไม่ดี ก็ชั่ว แต่ในโลกของความเป็นจริง สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนเชื่อมโยงเป็นสิ่งเดียวกัน ไม่มีอะไรดำรงค์อยู่อย่างเป็นเอกเทศ แม้แต่อาตมาเอง การที่อาตมาเดินทางมาที่นี่ ก็มีเหตุ ปัจจัย การที่ได้มานั้น อาจจะมีใครสักคนที่รู้จักอาตมาเป็นการส่วนตัว โดยประสานงานกับหลายส่วน กว่าจะได้มาจึงเต็มไปด้วยเหตุและปัจจัยหลายๆ อย่าง
 
หลายวันที่ผ่านมาได้อ่านข่าวดาราสาว ท่านหนึ่งขับรถคว่ำแล้วให้สัมภาษณ์ว่าโชคดีมากที่มีตะกรุด นี่เป็นวิธีคิดของคนไทย เป็นวิธีคิดแบบสุดโต่ง เลือกข้าง ตัดตอน เพราะว่าการที่ดาราสาวกล่าวว่า โชคดีที่มีตะกรุด แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ได้ให้เกียรติรถที่ตนเองนั่งว่ามีระบบความปลอดภัยดีมาก และไม่ได้สำรวจพื้นที่ตรงนั้นเลยว่าไม่ลึก และไม่มีคลอง และเป็นการไม่ให้เกียรติตนเองว่าที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าเธอเองไม่ได้ประมาท เลย เหตุปัจจัยเหล่านี้คนเราไม่เคยเอามาพิจารณาร่วมเลย
 
เพราะวิธีคิดแบบสุดโต่งเราจึงมองไม่ เห็นช้างทั้งตัว เวลาเราคิดวินิจฉัย หรือพิจารณาใครก็ตาม เราจึงไม่ให้ความเป็นธรรมกับสิ่งเหล่านั้นอย่างถูกต้อง เป็นธรรมและเป็นจริงตามที่สิ่งเหล่านั้นดำรงค์อยู่อย่างเป็นจริง แท้ที่จริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ดำรงค์อยู่ในลักษณะสัมพัทธ์ โดยเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งโลก
 
อาตมามีชาแก้วนี้อยู่ในมือ พิจารณาด้วยการมองตามเหตุตามผล ในท่วงทำนองของศาสนา จะเห็นว่าในน้ำชาประกอบด้วยสิ่งที่ไม่ใช่ชาตั้งมาก มีก้อนเลือดอยู่ในน้ำชานี้ มีหยาดเหงื่อในน้ำชานี้ มีสารเคมีในน้ำชานี้ มีชาวเขาชาวดอย มีพ่อค้าคนกลาง คนทำบรรจุภัณฑ์ นักการตลาดหรืออาจจะมีสื่อโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์อยู่ในน้ำชานี้ และในที่สุดก็มีคนซื้อชานี้จากร้านค้า แล้วนำมาถวายพระ ดังนั้นหากเราคิดแบบมองสิ่งต่างๆ ตามเหตุปัจจัย เราจะสามารถมองเห็นช้างทั้งตัว และไม่วินิจฉัยอะไรตื้นๆ แต่เวลานี้ใครมองสักอย่างหนึ่ง จะฟังธง หากใครเลวจะเลวบริสุทธิ์ หากใครดีก็ดีแบบหาที่ติไม่ได้เลย 
 
สื่อจะมีวิธีคิดอย่างนี้ไม่ได้ สื่อคิดแบบนี้เมื่อไหร่ ความเป็นกลางทางปัญญาได้สูญเสียไปแล้วเรียบร้อย เพราะฉะนั้นสื่อต้องมีวิธีคิดในลักษณะเชื่อมโยง มองสิ่งต่างๆ ตามเหตุปัจจัย แล้วจึงจะได้ปัญญาที่แท้จริงมา หากไม่มองสิ่งต่างๆ ตามเหตุและปัจจัย เราจะได้ปัญญาแบบกระท่อนกระแท่น แบ่งเป็นเสื้อ เป็นส่วน และเมื่อวิจารณ์สิ่งใดเราก็จะนำเสนอแต่ข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ตื้นเขิน เป็นเศษ เสี้ยว ส่วน ตื้นๆ และเราก็ไปยัดเยียดความผิดให้ใครสักคนที่เราได้เห็นเขาเพียงบางแง่มุม เท่านั้นเอง
 
ประการต่อมา สื่อต้องทั้งอคติ 4 ใจแคบ 5 และหลักธรรมาธิปไตย 1
 
อคติ 4 คือ ลำเอียง 4 ประการ คือ 1. ลำเอียงเพราะรัก หากเป็นพวกเดียวกันก็เชียร์ 2. ลำเอียงเพราะชัง หากเกลียดใครก็จะเขียนในแง่ลบลงในคอลัมน์ของฉัน 3. ลำเอียงเพราะไม่รู้ข้อมูลครบถ้วน คือการวิจารณ์ไปโดยที่เห็นความจริงเพียงบางส่วนเท่านั้น แต่ข้อมูลที่ถูกเผยแพร่ออกไปได้รับความเสียหายเรียบร้อยแล้ว 4. ถ้าเราลำเอียงเพราะกลัว เช่น เห็นว่าเป็นผู้มีอิทธิพล จึงไม่กล้านำเสนอ หรือไม่เข้าไปยุ่งดีกว่า ทั้ง 4 ประการนี้ปัญญาเราทำงานไม่เป็นกลางทันที ทำให้ประชาชนมีโลกทัศน์ที่ผิดเพราะมีปัญหาที่ไม่เป็นกลาง
 
นอกจากนี้สื่อต้องออกจากเสน่ห์ทั้ง 5 คือ ออกจากความใจแคบ ซึ่งมี 5 ประการคือ 1. ใจแคบเพราะหวงแผ่นดิน แผนที่ 2. ใจแคบเพราะหวงตระกูลวงศ์ พงษ์เผ่า 3. ใจแคบเพราะหวงผลประโยชน์ 4. ใจแคบเพราะชนชั้นวรรณะ สีผิว 5. ใจแคบเพราะหวงปัญญาและวิทยาการ ซึ่งสื่อต้องออกจากความใจแคบทั้ง 5 ประการนี้ให้ได้ มิเช่นนั้นจะทำหน้าที่ด้วยความลำเอียงอีก
 
และในการตัดสินใจสื่อต้องถือหลัก ธรรมาธิปไตย คือความถูกต้อง ความจริง ประโยชน์สุขของคนส่วนใหญ่คือ ธรรมาธิปไตย การตัดสินใจมี 3 ลักษณะคือ 1. อัตตาธิปไตย คือ ตัดสินใจตามใจฉัน ฉันเชื่ออย่างนี้ ตัดสินใจอย่างนี้ จะเขียนอย่างนี้ 2. โลกาธิปไตย คือเขียนเชียร์ใครก็ได้ เพื่อให้ถูกใจเป็นใช้ได้ แต่ในทางพุทธศาสนา บอกว่าต้องถือหลักธรรมาธิปไตย โดยเอาความจริง เอาความถูกต้อง เอาความ เอาประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นใหญ่ ถ้าเข้าเกณฑ์นี้แล้วให้ตัดสินใจนำเสนอข้อมูลข่าวสารนี้ไปตามนั้น เราจึงจะมีปัญญาเป็นกลาง
 
สรุปด้วยข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้เอาไว้ ให้กับสื่อมวลชนเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์เอาไปพิจารณา นี่ไม่ใช่สูตรสำเร็จ เป็นเพียงแค่ข้อคิดความเห็นของผู้ที่บริโภคสื่อเป็นประจำเพียงคนเดียว เท่านั้น
 
ประการที่หนึ่ง สื่อต้องก้าวออกจากความ เชื่อมาอยู่กับความจริง กล่าวคือ มีอุปนิสัยของนักวิจัยมืออาชีพที่ต้องการค้นหาความจริงสูงสุดโดยที่ไม่ตั้ง ข้อสรุปล่วงหน้า แต่ใช้วิธีสืบค้นหาข่าวและรายงานข่าวที่มีหลักฐานข้อมูลหนักแน่นเป็นแก่นสาร อย่างตรงไปตรงมา เพื่อส่งต่อความจริงสุดท้ายให้ถึงมือประชาชนทั้งในแง่ปริมาณและคุณภาพ
 
สอง สื่อต้องมีวิธีคิดในแบบอิทัปปัจจยตา หรือเรียนรู้ที่จะมองให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของสรรพสิ่งในลักษณะ “สิ่ง นี้มี – สิ่งนี้จึงมี , หรือ “สรรพสิ่งล้วนอิงอาศัยกัน” ซึ่งจะทำให้สื่อสามารถก้าวข้ามวิธีคิดแบบสุดโต่ง แยกขั้ว เลือกข้าง ถูกผิด ดีชั่ว เหลือง แดง ได้อย่างแยบคาย
 
ประการที่ 3 สื่อต้องเป็นทั้งสื่อมวลชนผู้ ยึดโยงอยู่กับอุดมคติอันดีงาม เชื่อมั่นศรัทธาในฐานข้อมูลที่เป็นความจริง ไม่ขายศักดิ์ศรีให้กับประโยชน์โสตถิผลเฉพาะหน้า และขณะเดียวกันต้องเป็นทั้งวิญญูชน ผู้สามารถรักษาจรรยาวิชาชีพของสื่อเอาไว้ได้อย่างขาวสะอาดในทุกกาลเทศะ สามารถเป็นประภาคารทางปัญญาให้กับสังคมทั้งในยามปกติและยามวิกฤตได้อย่างน่า เชื่อถือ คือต้องเป็นทั้งสื่อมวลชนและวิญญูชน
 
สี่ สื่อต้องมีความกล้าหาญทางจริยธรรม เห็นแก่ความจริง มากกว่าเห็นแก่ความเชื่อ ต้องเห็นแก่ประโยชน์โสตถิผลของประเทศชาติและประชาชนโดยส่วนรวมมากกว่า เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว ต้องเห็นแก่หลักการมากกว่าเห็นแก่ความสัมพันธ์ส่วนบุคคล
 
สื่อต้องถือหลักต่อบุคคลด้วยเมตตา ต่อปัญหาด้วยปัญญา อันนี้สำคัญมาก ต่อบุคคลต้องด้วยปัญญา ต่อปัญหาด้วยปัญญา และแม้ปฏิบัติกิจข้อนี้ก็คือ ต่อบุคคลด้วยอะไรดี ด้วยเมตตา และก็ต่อปัญหาก็ด้วยปัญญาอีก เลยไม่มีการแก้ปัญหาถึงจุดสิ้นสุดเสียที
 
ฉะนั้นสื่อต้องถือหลักต่อบุคคลด้วย ปัญญา ต่อปัญหาด้วยปัญญา นั่นคือการให้เกียรติแหล่งข่าวด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ ของเขาเหมือนกับที่เราให้เกียรติตนเอง
 
แต่ต่อปัญหาต้องใช้ปัญญาเจาะลึกให้ถึง ที่สุด ก่อนอื่นต้องมีเครือข่ายกัลยาณมิตรที่สามารถตรวจสอบ ท้วงติง วิพากษ์วิจารณ์ตนเองได้อย่างบริสุทธิ์ใจ และต้องมีใจกว้างพร้อมที่จะรับฟังเสียงจากกัลยาณมิตรผู้ปรารถนาดีต่อวงการ ของตนเองอยู่เสมอ
 
และสื่อต้องเรียนรู้ที่จะเจริญสติอยู่ เสมอ เพื่อที่จะได้ไม่อหังการ ทะนงตน ว่าเป็นฐานันดรที่สี่ มีอภิสิทธิ์เหมือนคนอื่น แท้ที่จริงสื่อต้องตระหนักอยู่เสมอว่า เราคือข้าช่วงใช้ของประชาชนผู้ต่ำต้อย ผู้เฝ้าคอยสดับเสียงแห่งความทุกข์ยาก เสียงแห่งความอยุติธรรมของประชาชน เสียงแห่งความฉ้อฉลในยศ ทรัพย์ อำนาจ ของผู้นำรัฐ แล้วนำสิ่งเหล่านั้นมาเปิดเผยเพื่อแสวงหาวิธีสร้างสรรค์พัฒนาสังคมที่อุดม สันติสุขร่วมกัน
 
ทั้งหมดนี้ก็คือข้อเสนอจากอาตมาเพื่อ ร่วมกันชี้พินิจพิจารณ์ทั้งหลาย โดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ที่พวกเราทุกท่านทุกคนสังกัดอยู่ และก็ยึดติดถือมั่นว่ามันเป็นวิชาชีพที่สุจริต และเป็นวิชาชีพที่อันเป็นตัวถ่วงดุลอันสำคัญอย่างสูงยิ่งกว่า ไม่น้อยไปกว่าสถาบันต่างๆ เช่น สถาบันรัฐสภา สถาบันนิติบัญญัติ สถาบันทางการเมือง หรือแม้แต่ศาลรัฐธรรมนูญ ในการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตยนั้น ถ้าสื่อได้สูญเสียความเป็นกลางทางปัญญาและสื่อไม่มีอิสรภาพเมื่อไหร่นั้นก็ เท่ากับว่าสดมภ์หลักของประชาธิปไตยได้สูญเสียไปแล้วหนึ่งสดมภ์
 
ฉะนั้น จึงมีคำกล่าวว่าอิสรภาพของสื่อก็คืออิสรภาพของประชาชน เพราะแท้ที่จริงสื่อก็คือประชาชน ประชาชนก็คือสื่อ เพราะฉะนั้นในเวลาอันจำกัดนี้ อาตมาก็คิดว่าคงได้ใช้เวลามาเต็มที่หลังจากที่จะนำเสนอข้อคิดความเห็นในส่วน ของอาตมาให้แก่ท่านทั้งหลายที่เป็นผู้ประกอบการวิชาชีพสื่อโดยทั่วหน้ากัน ในท้ายที่สุดนี้หากมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ไม่เหมาะไม่ควรอาตมาก็ขออภัยด้วยที่ ได้เผลอแสดงทัศนะที่ตื้นเขินออกไป แต่สิ่งใดก็ตามที่เป็นความดีงามล้ำเลิศอาตมาขอนำสิ่งนั้นมาร่วมอนุโมทนาสาธุ กับทุกท่านทุกคนผู้ดำรงวิชาชีพสื่อให้มีแต่ความร่วมเย็นเป็นสุขโดยทั่วหน้า กันทุกท่านทุกคนด้วยเถิด.

read 3167

กรธัช

การคิดแตกต่าง : แค่ไหน? อย่างไร? จึงจะเหมาะสม!! กรธัช อยู่สุข ในโลกนี้มีความแตกต่างอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ ศาสนา ฐานะ อาชีพ เพศ ความคิดทางเพศรวมไปถึงความคิดด้านอื่นๆที่แตกต่างกัน แต่ที่ผ่านมาความแตกต่างดังกล่าว ก็ได้กลายเป็นทรัพยากรสำคัญที่ทำให้โลกของเรามีการเปลี่ยนแปลง สร้างสรรค์และพัฒนาไปข้างหน้า ซึ่งเกิดจากการนำเอาความสามารถที่เกิดจากความความหลายหลายและแตกต่างขององค์ประกอบในแต่ละบุคคลมาเป็นตัวผลักดันและขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นก่อให้เกิดประโยชน์ต่อมวลมนุษย์โดยรวม ดังนั้นความแตกต่างจึงไม่ได้เป็นต้นเหตุของความแตกแยกหรือความขัดแย้ง แต่ความแตกต่างคือปัจจัยสำคัญสำหรับการเริ่มต้นของการสร้างสรรค์ คำว่าสร้างสรรค์นั้นคือการสร้างในทางที่ดี ทำในสิ่งที่ดีขึ้น เป็นประโยชน์แก่ส่วนรวม มีเรื่องของคุณธรรมและจริยธรรมเป็นพื้นฐาน ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างที่ที่ทุกคนในสังคมควรสนับสนุนความคิดที่แตกต่างและเคารพในความคิดที่แตกต่างด้วย แต่ก็มีการตั้งคำถามกันขึ้นว่าแล้วเราควรยอมรับและเคารพความคิดที่แตกต่างทุกเรื่องหรือไม่ คิดแตกต่างแค่ไหนจึงจะเรียกว่ามีความเหมาะสมและเป็นที่ยอมรับของคนในสังคมได้ เพราะความคิดแตกต่างนั้นย่อมมีทั้งการคิดในเรื่องดีละไม่ดี หรืออีกนัยหนึ่งก็มีทั้งคนที่คิดแตกต่างในทางที่ดีกับทางที่ชั่ว ดังนั้นเราทั้งหลายจึงควรเข้าใจกันเสียก่อนว่าพื้นฐานของการคิดแตกต่างที่เหมาะสมนั้นควรเป็นอย่างไร คนเราเกิดมาจากร้อยพ่อพันแม่ ตั้งแต่เกิดมาก็ได้รับการเลี้ยงดูที่แตกต่างกัน ได้รับประสบการณ์และการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน จึงไม่แปลกที่เราจะแสดงพฤติกรรมออกมาแตกต่างกัน แม้แต่การมองวัตถุเดียวกัน เช่น การมองผู้หญิงของผู้ชาย บางคนชอบมองผู้หญิงที่ผม บางคนชอบที่หน้าอก บางคนชอบที่ขา บางคนชอบที่ตา หรือบางคนชอบมองที่รูปร่าง ถ้าจะให้แต่ละคนมาแสดงความคิดเห็นว่าทำไมตนเองจึงชอบมองที่ส่วนนั้นสวนนี้ของผู้หญิง ก็จะได้ความคิดเห็นที่แตกต่าง เพราะทั้งหมดเกิดจากความชอบที่แตกต่างกัน แต่ถ้าจะให้ทั้งหมดพยายามพูดโน้มน้าวให้ให้คนอื่นๆที่ชอบมองส่วนของผู้หญิงแตกต่างจากตน ให้หันมาชอบหรือมามองแบบที่ตนคิด คงวุ่นวายกันน่าดู เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีเหตุผลที่แตกต่างกันในการคิดว่าทำไมเราถึงชอบมองส่วนนั้นส่วนนี้ของผู้หญิง ดังนั้นความคิดที่แตกต่างจึงต้องมีเรื่องของความเหมาะสมเป็นพื้นฐาน แล้วความเหมาะสมที่ว่านี้คืออะไร ความเหมาะสมที่เป็นพื้นฐานของความคิดแตกต่างดังกล่าวต้องมีความเป็นสากล เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ยอมรับ ดังนั้นเมื่อพูดถึงหลักสากลที่ทุกคนยอมรับนั่นคือการทำคิดดี พูดดีและทำดี เพราะหลักสามอย่างนี้ไม่ว่าใครนับถือศาสสนาใดๆ หรือความเชื่อแบบไหนก็ยอมรับ เพราะการพูดดี คิดดี ทำดี เป็นหลักที่ทำให้ทุกคนอยู่ร่วมกันสังคมได้อย่างสงบสุข สร้างความสันติให้เกิดขึ้น นอกจากนี้การคิดดี พูดดี ทำดี ก็ยังเป็นพื้นฐานของการสร้างสรรค์และพัฒนา ความเจริญก้าวหน้าให้เกิดขึ้นทั้งแก่ตนเองและส่วนรวมอีกด้วย ดังนั้นความคิดแตกต่างที่เหมาะสมจึงต้องมีความดี มีคุณธรรม ไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น ควรเป็นความคิดที่สร้างประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม จะคิดให้แตกต่างสุดโต่งอย่างไรก็แล้วแต่คนผู้นั้นจะคิดได้ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานที่กล่าวมา นั่นคือพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้ความคิดแตกต่างของแต่ละบุคคลเป็นที่ยอมรับ ดังนั้นการคิดแตกต่างทุกความคิดใช่ว่าจะต้องได้การยอมรับและการเคารพ เพราะเมื่อไรที่ความคิดนั้นผิดต่อหลักศีลธรรม ผิดไปจากหลักการทำดี พูดดี คิดดี เป็นการคิดแตกต่างที่สร้างความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น หรือเป็นความคิดที่เห็นแก่ตัว การคิดแตกต่างเหล่านี้ย่อมไม้สร้างสรรค์ ไม่เกิดการพัฒนาและไม่เป็นที่ยอมรับ คนทั้งหลายก็ไม่ควรให้การเคารพความคิดแตกต่างเหล่านี้ เช่น บุคคลที่คิดสร้างอาวุธให้มีความแตกต่างจากเดิม ให้มีพลังอานุภาพมากขึ้นเพื่อไว้ป้องกันตนเองจากการรุกรานโดยผู้อื่น นับว่าเป็นคนที่คิดแตกต่างที่ยังอยู่บนพื้นฐานการการคิดที่ดีเพราะไม่ได้คิดจะสร้างอาวุธไปรุกรานใครนอกจากเอาไว้ป้องกันตนเอง แต่หากบุคคลที่คิดนำเอาอาวุธนั้นไปทำร้ายรุกรานผู้อื่นแล้ว ยอมเป็นความคิดแตกต่างที่ขาดพื้นฐานของการคิดดี ทำดี จึงถือว่าความคิดแบบนี้ไม่เป็นที่ยอมรับ สังคมย่อมออกมาต่อต้านไม่ให้ผู้นั้นสร้างอาวุธชนิดนั้นขึ้นมา เพราะจะเป็นภัยต่อส่วนรวม เป็นต้น ปัจจุบันสังคมในประเทศไทย มีความเป็นปัจเจกบุคลมากขึ้น ทุกคนมีความคิดเห็นความชอบที่แตกต่างและมีโอกาสในการแสดงความต่างต่างของตนเองให้สังคมได้รับรู้มากขึ้น ซึ่งความแตกต่างบางอย่างนั้นเมื่อก่อนอาจไม่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขาง แม้ว่าจะไม่ขัดต่อพื้ฐานของการคิดดี พูดดี ทำดีก็ตาม ทั้งนี้เพราะคนในสังคมส่วนใหญ่ยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับความแตกต่างนั้นๆ แต่เมื่อนานเข้าคนในสังคมได้อาศัยอยู่ร่วมกับความแตกต่างเหล่านั้นแล้ว พบว่าความแตกต่างดังกล่าวไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อสังคม คนในสังคมเองก็เริ่มให้การยอมรับการแตกต่าง หรือแม้กระทั่งสนับสนุนให้ความแตกต่างดังกล่าวมีความเด่นชัดในสังคม ยกตัวอย่างให้เห็นกันง่ายๆ อย่างประเทศไทยเราที่เมื่อก่อนความคิดเห็นเกี่ยวกับความชอบทางด้านเพศนั้นจะมีเฉพาะเรื่องของชายจริงหญิงแท้เพียงอย่างเดียว คนที่เป็นเกย์ ทอม ดี้นั้นยังไม่เป็นที่รู้จักและไม่ยอมรับ ทั้งๆที่จะว่าไปแล้วความแตกต่างในความชอบทางเพศของเขาเหล่านี้ก็ไม่ได้ขัดต่อหลักของการพูดดี คิดดีและทำดีเลย ใครที่แสดงความแตกต่างนี้ออกมา เช่น ผู้ชายที่ตุ้งติ้ง หรือผู้หญิงที่ทำตัวเหมือนผู้ชาย มักจะถูกมองว่าแปลกแยกแตกต่าง คนในสังคมไม่ยอมรับหรือแม้กระทั่งคนในครอบครัวเองก็ตาม แต่พอเวลาเปลี่ยนไป คนเหล่านี้ก้ค่อยๆแสดงออกซึ่งการกระทำที่เป้นประโยชน์ต่อสังคมมากขึ้นจากวคามสามารถที่เกิดจากความแตกต่างของพวกเขา เช่น คนที่เป็นเกย์จะมีวคามคิดสร้างสรรค์มากกว่าคนทั่วไปก็เอาความคิดสร้างสรรค์นั้นมาสร้างประโยชน์และความสุขให้สังคม ไม่ว่าจะเป็นการแสดง การร้องเพลง การออกแบบ การบริการ เป็นต้น ทำให้ในปัจจุบันความชอบทางเพศเริ่มเปิดกว้างมากขึ้นและยอมรับมากขึ้นว่าในโลกนี้ไม่ได้มีแค่ ชายจริง หญิงแท้ เท่านั้นแต่ยังมีเกย์ ทอมดี้อีกด้วย นี่เป็นตัวอย่างของความชอบ และความคิดที่แตกต่างที่อยู่บนพื้นฐานของการคิดดี พูดดี ทำดี ตรงกันข้ามหากคนที่เป็นเกย์ ทอมดี้ ได้ใช้ความสามารถที่เกิดจากความแตกต่างทางที่ไม่ดี เช่น คิดร้ายผู้อื่น เอารัดเอาเปรียบผู้อื่น คนในสังคมก็จะไม่ไห้การยอมรับพวกเขา ไม่ใช่ไม่ยอมรับสถานภาพเกย์ ทอมดี้ แต่เป็นการไม่ยอมรับความคิดแตกต่างที่ไปเอารัดเอาเปรียบหรือไปคิดร้ายผู้อื่น เพราะความคิดแบบนั้นไม่ว่าจะมาจากชายจริงหญิงแท้ เกย์หรือทอมดี้ ก็ไม่เป็นที่ยอมรับเพราะเป็นความคิดแตกต่างที่อยู่ไม่อยู่บนพื้นฐานของการคิดดี ทำดี พูดดี ทีนี้ลองย้อนมองมาดูที่เหตุการณ์ความวุ่นวายจนถึงขั้นก่อการร้ายสร้างจราจลไปทั่วบ้านเมืองที่เพิ่งเกิดขึ้นในบ้านเมืองเราที่ผ่านมา หลายคนพยายามบอกว่า นั่นเกิดจากความคิดที่แตกต่างของคนในสังคมคิดแบบสุดโต่งที่มีอย่างน้อยสองฝ่าย แต่ละฝ่ายก็มีหลายความคิด หลายความแตกต่าง แต่ละฝ่ายก็ได้แสดงออกทางความคิดของตนตามเวทีต่างๆที่ตนมีโอกาสได้เข้าไปมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นการปราศัยบนเวที การแสดงความคิดเห็นผ่านสื่อ การแสดงความคิดเห็นในเวบไซต์ต่างๆ การฉีดพ่นข้อความคิดเห็นบนกำแพง บนผนัง ลองมองย้อนดูว่าความคิดแตกต่างของบุคคลเหล่านั้นแท้จริงแล้วอยู่บนพื้นฐานของความเหมาะสม การคิดดี พูดดี ทำดี และคิดแตกต่างเพื่อเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมหรือไม่ บางคนเมื่อถูกกระแสสังคมต่อต้านไม่ยอมรับการกระทำและความคิดเห็นที่แสดงออกมา กลับมองว่าสังคมไม่ยอมรับความแตกต่าง โดยไม่ยอมย้อนกลับมาคิดดูว่าความคิดแตกต่างและการกระทำของตนนั้นอยู่บนพื้นฐานของการคิดดี พูดดี ทำดีหรือไม่ หรือกระทำไปเพราะประโยชน์ของใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น มิใช่เพื่อประโยชน์ของส่วนรวมอย่างแท้จริง เพราะถ้าคิดถึงส่วนรวม คงไม่ปราศัยก่นด่าผู้อื่น เผาบ้านเมือง เผาห้าง ปิดถนน ทำร้ายผู้อื่นอย่างที่ปรากฏให้เห็น บางคนก็อาศัยเวบไซต์เครือข่ายสังคมในอินเตอร์เนตแสดงความคิดของตนด้วยประโยคที่กล่าวโทษใส่ร้ายเสียดสีผู้อื่น การกล่าวโทษคนชั่วก้คงไม่มีใครต่อต้าน แต่การกล่าวโทษใส่ร้ายบุคคลที่สังคมต่างให้การยอมรับว่าเป็นผู้ที่พูดดี คิดดี ทำดี จึงถูกต่อต้านและไม่ยอมรับ รวมถึงยังถูกสังคมประณามอีกด้วย ที่สังคมไม่ยอมรับความแตกต่างของการแสดงออกดังกล่าวก็เพราะมันขาดซึ่งการคิดดี พูดดี ทำดี เพื่อส่วนรวมมิใช่หรือ แล้วอย่างนี้จะให้สังคมยอมรับความคิดที่แตกต่างอย่างนั้นได้อย่างไร

25 May 10

ความคิดเห็น (click here to comment)

Search

Navigation

รวมลิงก์น่าสนใจ

ความเคลื่อนไหว

Login