ComBioLaw.De » บทความ » สรุปคุยสบายสไตล์มิวนิค » คุยสบาย ฯ ครั้งที่ 6 (สุราเมรัย ฯ)

คุยสบาย ฯ ครั้งที่ 6 (สุราเมรัย ฯ)

Author : ช.ชลัท มิวนิค

Quelle : BioLawCom

Category : สรุปคุยสบายสไตล์มิวนิค

Publisher : charly

สรุปคุยสบายสไตล์มิวนิค สรุปคุยสบายสไตล์มิวนิค

คุยสบายสไตล์มิวนิค ครั้งที่ ๖

ประจำเดือนพฤษภาคม (วันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๘)

“สุราเมรัย คนไทย แค่ไหนจึงจะพอ”

(นำคุยโดย ช ณ. มึนเช่น)

สรุปการประชุมครั้งนี้เรียกว่า ออกมาช้ากว่าปกติเยอะเลย เพราะคนสรุปเปลี่ยนจาก ป.ป้าน ณ มึนเช่น มือสรุปของเมือง มาเป็นนาย ช (เชื่องช้า) ณ มึนเช่น แทน แต่ด้วยดัชนีสัมพันธ์จิตใจ ก็ได้ใช้สองนิ้วจิ้มตามแรงจิกของผู้ดำเนินการจนเสร็จ ต้องขอบคุณทางผู้ดำเนินการที่หมั่นเติมไฟที่ก้นผู้เขียนครั้งนี้อย่างยิ่ง มิฉะนั้นคงบ่มเรื่องเล่าเกี่ยวกับเหล้าที่คุยกันไว้ ณ. Hirschgarten ซึ่งเป็นการประชุมครั้ง ที่ ๖ (แล้ว... เย้ ๆ ๆ ๆๆ) จนกลายเป็น V.S.O.P แน่ ๆ

การประชุม พูดคุย พบปะสังสันท์แบบนิ(ด)หน่อย ๆ ของชาวมิวนิคครั้งนี้ ก็เป็นครั้งที่ ต่อจากเรื่อง “ไขแข แลพระจันทร์” ซึ่งน้องเหลิม ลูกทัพฟ้าพูดไว้ และเป็นครั้งแรกที่ออกมาคุยนอกสถานที่ สูดอากาศสดชื่นของหน้าร้อนที่ Hirschgarten สวนเบียร์ขนาดใหญ่ ในเมืองมิวนิค เรียกว่าเลือกบรรยากาศการคุยเข้ากับหัวข้อที่เกี่ยวกับเหล้ากันเลยทีเดียว

ระหว่างรอ คนมาครบ บางส่วนก็นั่งกินปลาทอดกับข้าวเหนียวที่เอามาจากบ้าน บางส่วนก็ไปซื้อขาหมูทอดมากิน บางส่วนก็แอบดื่มเบียร์อุ่นเครื่องไปก่อน บางส่วนก็ดูเขากินดัง เอื้อก ๆในลำคอ แต่ส่วนใหญ่จะรุมปลาทอด เพราะมีพริกน้ำปลามาด้วย สวนเบียร์ในบาวาเรียมีข้อดีตรงนี้แหละครับที่สามารถเอาอาหารมากินในร้านได้ แต่เครื่องดื่มต้องซื้อจากที่ร้านเท่านั้น

พอมาครบ ๑๖ คน ทำลายสถิติการคุยครั้งอื่น เราก็เริ่มการคุยพร้อมกับกินเบียร์ไปด้วย ซึ่งครั้งนี้คุยกันนานมาก ๆ ย้ายหนีแดดซึ่งร้อนมาก ๆ ในวันนั้นหลายรอบมาก ๆ จนสุดท้ายก็ได้ผลการสรุปที่ใช้เวลาพิมพ์นานมาก ๆ มาตามนี้ครับ

สุรา หรือ เหล้า ในภาษาชาวบ้าน เป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน และถูกใช้ในหลาย รูปแบบ ไม่ว่าจะใช้เป็นยา (ดอง) เนื่องจากคุณสมบัติที่สามารถสกัดสารบางชนิดที่อยู่ในพืชสมุนไพรได้ดี ใช้เป็นเครื่องดื่ม

ในพิธีกรรม เซ่นไหว้บรวงสรวง หรือใช้เฉลิมฉลองในเทศกาล งานบุญของชาวบ้าน

แม้ด้านหนึ่งเหล้าเป็นเครื่องดื่ม ซึ่งทำให้คนดื่มรู้สึกผ่อนคลาย แต่เหล้าก็ก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ และประสิทธิภาพของปัจเจกบุคคลหากดื่มมากเกินไป นอกจากนี้เหล้ายังเป็นปัญหาของสังคมโดยรวม มีผลกระทบทั้งที่เห็นชัดเจน เช่น อุบัติเหตุ อาชญากรรมความเดือดร้อนรำคาญ และผลโดยอ้อมที่สังคมทั้งหมดโดยรวมต้องรับภาระร่วมกัน เช่น ค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข การสูญเสียทรัพยากรบุคคล กำลังแรงงาน เป็นต้น

ในปัจจุบันทั่วโลกต่างพยายามรณรงค์ เพื่อลดการดื่มเหล้าลง เช่น ในกลุ่มประชาคมยุโรปมีแผนปฏิบัติการร่วมสำหรับการรณรงค์ดังกล่าว แม้แต่ประเทศเยอรมนี ซึ่งการดื่มเบียร์เป็นเรื่องปกติในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะแถบแคว้นบาวาเรีย ซึ่งในอดีตคนงานแม้ต้องทำงานกับเครื่องจักรก็สามารถดื่มเบียร์ได้ หรือสามารถดื่มได้ขณะพักกลางวัน แต่ปัจจุบันหลายโรงงานห้ามการดื่มเหล้าในที่ทำงาน หรือบางโรงงานอนุญาตให้ดื่มเฉพาะคนงานรุ่นเก่าเท่านั้น ส่วนที่เป็นคนรุ่นหนุ่มสาว คนงานเข้าใหม่จะไม่สามารถดื่มได้

ในประเทศไทย การรณรงค์เพื่อลดการดื่มเหล้านับว่ามีความสำคัญยิ่ง เนื่องจากสังคมไทยมีการดื่มเหล้าเพิ่มขึ้นสูงมากจนน่าเป็นห่วง ทั้งนี้องค์กรที่มีบทบาทสำคัญในการรณรงค์ลดการดื่มเหล้าคือ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริม สุขภาพ (สสส.) มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ

ก่อนที่จะกล่าวถึงมาตรการการควบคุมการดื่มเหล้าสิ่งที่น่าสนใจคือ สังคมไทยซึ่งเดิมเป็นสังคมดื่มน้ำ ทำไมจึงมีกลายเป็นสังคมดื่มหนัก มีปริมาณการดื่มต่อคนต่อปีสูงขึ้นมาก ไม่รวมถึงการเกิดอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับเป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ทุก ๆ เทศกาลสงกรานต์ หรือวันขึ้นปีใหม่

การทำความเข้าใจเกี่ยวกับเหล้า และพัฒนาการเกี่ยวกับการดื่มเหล้าในสังคมไทยนับว่ามีความสำคัญ เนื่องจากหากรู้มูลเหตุของการเปลี่ยนแปลง ย่อมนำไปสู่การนิยามเป้าหมาย และการใช้มาตรการการควบคุมที่ถูกต้องเหมาะสม

สุรา: แปลว่าเหล้า กินแล้วเมาเดินโซเซ

หากพูดแบบง่ายๆ เหล้าก็คือ เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เป็นองค์ประกอบนั่นเอง โดยแอลกอฮอล์นั้นเกิดจากการหมักน้ำตาลโดยยีสต์ ถ้าวัตถุดิบที่ใช้ มีน้ำตาลอยู่แล้ว ยีสต์ก็สามารถเปลี่ยนน้ำตาลเป็นแอลกอฮอล์ได้เลย เช่น การผลิตไวน์ จากองุ่น หรือกระแช่ น้ำตาลเมา จากน้ำมะพร้าว หรือตาลโตนด แต่ถ้าวัตถุดิบที่ใช้อยู่เป็นข้าว ก็ต้องมีการเปลี่ยนแป้งในข้าวให้เป็นน้ำตาลก่อน เช่น

การผลิตสาเกของญี่ปุ่น จะมีขั้นตอนการเลี้ยงเชื้อราบนข้าวก่อน เพื่อให้ราย่อยแป้งเป็นน้ำตาล แล้วจึงหมักด้วยยีสต์ต่อไป ซึ่งการหมักสาโท น้ำขาว (น้ำแดง ถ้าทำจากข้าวเหนียวแดง) หรืออุ ด้วยลูกแป้งของไทยก็คล้ายคลึงกัน เพียงแต่จะใช้วิธีคลุกข้าวเหนียวนึ่ง กับลูกแป้งซึ่งมีทั้งรา ยีสต์ และเครื่องเทศต่างๆ ปนกันอยู่ ดังนั้นการหมักแทนที่จะเป็นขั้นตอนลำดับกัน การเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาลโดยเชื้อรากับการเปลี่ยนน้ำตาลเป็นแอลกอฮอล์โดยยีสต์ ก็อาจเกิดในเวลาใกล้เคียงกัน และเหล้าที่ได้ก็อาจมีกลิ่นเครื่องเทศด้วย

สาโทหรือน้ำขาวนั้น จะหมักราว

3 วัน จึงเติมน้ำ หมักต่ออีก 1-3 อาทิตย์ แล้วจึงกรองแยกเอาเศษข้าวออก ส่วนอุ การทำก็คล้ายคลึงกัน เพียงแต่มีการเติมแกลบนึ่งด้วย นอกเหนือจากข้าว หลังจากหมักในไหที่ปิดฝาสนิทราว 2-3 อาทิตย์ ก็ดื่มได้โดยเติมน้ำลงไปผสม แล้วดูดด้วยหลอด หรือไม้ซาง

การผลิตเบียร์ แม้จะใช้ข้าวเป็นวัตถุดิบเช่นเดียวกับสาเก สาโท หรือ อุ แต่การเปลี่ยนแป้งเป็นน้ำตาล จะอาศัยน้ำย่อยในเมล็ดข้าวเอง ข้าวที่ใช้ทำเบียร์โดยทั่วไปจะเป็นข้าวบาร์เลย์ ส่วนข้าวชนิดอื่นที่ใช้ทำเบียร์ได้แก่ เบียร์จากข้าวฟ่าง (Shakparo) ในแถบแอฟริกาตะวันตก เบียร์จากข้าวสาลี (Weissbier) ในเยอรมนีตอนใต้แถบบาวาเรีย ซึ่งเบียร์ชนิดหลังนี้มีขายในโรงเบียร์ที่เมืองไทยเช่นกัน แต่เรียกว่าเบียร์ผลไม้ โดยอาจเรียกตามอวลผลไม้ (fruity) ที่มีในเบียร์ชนิดนี้ก็เป็นได้

การกระตุ้นน้ำย่อยในเมล็ดข้าวให้ทำงาน จะใช้การพรมน้ำให้ข้าวชื้นจนเริ่มงอกราก จึงอบเมล็ดข้าวให้แห้ง กระบวนการนี้เรียกว่า การทำมอลท์ (malting process) ซึ่งเป็นที่มาของความเข้าใจผิดส่วนมากว่า เบียร์ผลิตจากข้าวมอลท์ ทั้งที่ข้าวชนิดนี้ไม่มีอยู่เลย มีแต่ “มอลท์” ซึ่งทำจากข้าวชนิดไหน ก็แล้วแต่ชนิดของเบียร์นั้น ๆ มอลท์ นี้จะใช้ผสมกับวัตถุดิบอื่นๆ เช่น

น้ำ และดอกฮอป (hop) แล้วจึงหมักด้วยยีสต์ต่อไป ในบางประเทศการผลิตเบียร์อาจมีการเติมวัตถุดิบอื่นๆ เช่น น้ำตาล หรือแป้ง แต่เบียร์ที่ผลิตในประเทศเยอรมนี ถูกควบคุมคุณภาพด้วยกฏหมายที่เรียกว่า Reinheitsgebot จึงต้องผลิตจาก มอลท์ น้ำสะอาด ดอกฮอป และยีสต์ เท่านั้น

ตัวอย่างเหล้าข้างต้น หากนิยามตาม พระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. 2493 จะเรียกว่า “สุราแช่” ซึ่งหมายถึง สุราที่ไม่ได้กลั่นและรวมถึงสุราแช่ที่ได้ผสมกับสุรากลั่นแล้ว แต่ยังมีแรงแอลกอฮอล์ไม่เกินสิบห้าดีกรี

สุราแช่ หรือเหล้าแช่ มีแอลกอฮอล์ไม่สูงนัก เช่น อย่างมาก 15 เปอร์เซนต์ เนื่องจากเมื่อยีสต์หมักน้ำตาลไประยะหนึ่ง น้ำตาลจะลดลงทำให้ยีสต์ขาดอาหาร และแอลกอฮอล์ที่เกิดขึ้นก็เป็นพิษกับตัวยีสต์เองเช่นกัน ดังนั้นเหล้าที่มีแอลกอฮอล์ หรือที่เรียกว่าดีกรีสูงๆ จึงต้องนำเหล้าหรือน้ำหมักดีกรีต่ำมากลั่นต่อ เช่น บรั่นดีได้จากการกลั่นไวน์ หรือวิสกี้ได้จากกลั่นน้ำหมักจากข้าว หรือกากน้ำตาล(ในวิสกี้คุณภาพต่ำ) และเหล้าที่ได้จากการกลั่นนี้ พรบ.สุรา พ.ศ. 2493 เรียกว่า “สุรากลั่น” ซึ่งหมายถึง สุราที่ได้กลั่นแล้ว รวมถึงสุรากลั่นที่ได้ผสมกับสุราแช่แล้ว แต่มีแรงแอลกอฮอล์ เกินกว่าสิบห้าดีกรี

เหล้ากลั่นพื้นบ้านของไทยที่เรียกว่า เหล้าขาว หรือเหล้าโรง ปกติมีแอลกอฮอล์ 45-50 ดีกรี ทำจากสาโท หรือน้ำขาว ซึ่งชาวบ้านกลั่นเองได้ไม่ยาก เพียงแต่ใส่สาโทในหม้อต้มเหล้า ซึ่งอาจเป็นปี๊บหรือถัง ที่เจาะรูด้านข้าง เพื่อสอดกรวยที่ต่อกับท่อไปรองใต้ก้นกระทะที่ปิดอยู่บนหม้อต้มเหล้า บนกระทะนี้จะมีการเติมน้ำเย็นจากลำธาร หรือบ่อไว้ เมื่อต้มเหล้า แอลกอฮอล์ซึ่งจุดเดือดต่ำกว่าน้ำ ก็จะระเหยแยกจากน้ำ ไปปะทะความเย็นที่ก้นกระทะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ เมื่อสะสมมากเข้าก็ไหลลงกรวยที่รองใต้ก้นกระทะ ไหลผ่านท่อไปลงขวดที่รออยู่อีกปลายหนึ่ง ความง่ายในการกลั่น และการที่ไม่ต้องเสียภาษีทำให้เหล้า(ซึ่งถูกเรียกว่าเถื่อน) ของชาวบ้านถูกกว่าเหล้าซื้อจากร้านค้ามาก (และการกลั่นที่ต้องอาศัยน้ำเย็นจากลำธารนี้เอง ทำให้มักถูกตรวจจับได้ง่าย เพราะตำรวจพอจะรู้ได้ว่า สถานที่ที่นิยมกลั่นเหล่าเถื่อนมักอยู่ใกล้ แม่น้ำ ลำธาร)

ประวัติศาสตร์สุรา: ดื่มเพื่อเมา เหล้าเพื่อโลก

เหล้าเป็นสิ่งที่แทบจะอยู่คู่กับประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ จากหลักฐานที่พบ บอกได้ว่าการผลิตเหล้ามีมานานนับพันปีก่อนคริสตกาล ทั้งในแถบตะวันออกกลาง ยุโรป และเอเชีย จากการวิเคราะห์ไหโบราณ ที่ขุดได้ในหมู่บ้าน Jiahu ของจีนทำให้คาดว่าแถบนี้มีการผลิตเหล้าจาก

ข้าว น้ำผึ้ง และองุ่นป่า มาตั้งแต่ 6-7 พันปีก่อนตริสตกาล นอกจากนี้จากการวิเคราะห์ภาชนะโบราณในแถบตะวันออกกลาง พบว่าในช่วงเวลาใกล้เคียงกับจีน (ราว5,400 ปีก่อนคริสตกาล) แถบภูเขา Zagrosในประเทศอิหร่านปัจจุบัน ก็มีการผลิตไวน์เช่นกัน

ส่วนหลักฐานเกี่ยวกับการผลิตเบียร์ที่เก่าแก่ที่สุด คือ แผ่นศิลาจารึกอายุราว 4 พันปี ของชาวสุเมเรียน ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณแม่น้ำไทกริส และยูเฟรติส หรือแถบพรมแดนประเทศอิรักในปัจจุบัน ในจารึกซึ่งถือเป็นวรรณกรรมชิ้นแรกของโลก ที่ปัจจุบันเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูวัวร์ (Louvre) ประเทศฝรั่งเศส มีการระบุถึงสูตรการทำเบียร์ และฤทธิ์ของเบียร์ที่ทำให้อสูรชื่อ “ Enkidu “ กลายร่างเป็นมนุษย์หลังจากดื่มเบียร์ไป 7 ครั้ง

หลังจากนั้นราว 2,000ปี ก่อนคริสตกาล ชาวบาบิโลเนียนได้ยึดครองแถบบริเวณแม่น้ำไทกริส และยูเฟรติส และให้กำเนิดกฏหมายที่เกี่ยวข้องกับเหล้าฉบับแรก โดยปรากฏเป็นส่วนหนึ่งในบัญญัติของกษัตริย์ Hammurabi ซึ่งเป็นกฏหมายที่ใช้หลักตาต่อตา ฟันต่อฟัน ในจารึกกระบุว่า พ่อค้าเบียร์คนใดเจือน้ำลงในเบียร์ที่ขาย จะถูกกดให้จมน้ำ (เบียร์) ของตัวเองตาย

เบียร์น่าจะมีค่ามากในอียิปต์โบราณ ซึ่งรับเอาการผลิตเบียร์มาจากชาวบาบิโลเนียน ดังที่พระราชินี Nefertiti พระมารดาเลี้ยงของฟาโรห์ Tutankamun ใช้เบียร์ หรือ “ Kash ” ในภาษาอิยิปต์ (ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า เงินสด หรือ cash) จ่ายค่าแรงกรรมกรสร้างปิระมิด นอกจากนี้ภาษีเหล้าก็เกิดเป็นครั้งแรกในอียิปต์เช่นกัน โดยพระนางคลีโอพัตรา (69-30 ปีก่อนคริสตกาล) ซึ่งต้องการหาเงินสำหรับสร้างปิรามิดให้ได้มากขึ้น เป็นผู้กำหนดให้มีการเก็บภาษีเบียร์ โดยอ้างว่าเพื่อควบคุมไม่ให้ชาวอียิปต์ดื่มเหล้ามากเกินไป

ต่อมาแม้ชนชาติกรีก และโรมันจะรับเอาการผลิตเบียร์จากอิยิปต์ แต่ไวน์กลับเป็นเหล้าซึ่งเป็นที่นิยมมากกว่าในกรีก และโรมันซึ่งรับอารยธรรมส่วนใหญ่จากกรีกอีกทอดหนึ่ง เหตุที่เบียร์ไม่เป็นที่นิยมส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะดินและสภาพอากาศแถบนี้เหมาะกับ การปลูกองุ่นมากกว่าการปลูกธัญญพืช

อีกส่วนหนึ่งนั้นมากจากทัศนะคติหลังจากที่ศาสนาคริสต์สถาปนาลงอย่างมั่นคงในจักรวรรดิโรมัน ไวน์ซึ่งถือว่าคือโลหิตของพระเยซู จึงเป็นเหล้าที่มีอารยะกว่าเบียร์ซึ่งดื่มโดยพวก Germanic (ไม่ได้หมายถึงชาวเยอรมันเท่านั้น การระบุชัดเจนว่าประเทศใดในปัจจุบัน คือชาว Germanic เป็นเรื่องทำได้ค่อนข้างยาก) ที่โรมันเห็นว่าเป็นพวกคนป่านอกรีต (Pagan) ยังนับถือเครื่องราง รูปเคารพและผีสางเทวดาอยู่

แม้เบียร์ และไวน์มีความเป็นมาย้อนไปได้ไกลถึงก่อนคริสตกาล แต่เหล้าดีกรีสูงซึ่งต้องใช้ความรู้เกี่ยวกับการกลั่น เช่น ไอริชวิสกี้ หรือบรั่นดี เพิ่งเริ่มมีในช่วงหลังจากศตวรรษที่ 12 เท่านั้น และเหล้าดีกรีสูงอื่นๆของแต่ละประเทศ แม้จะเริ่มผลิตได้ในช่วงศตวรรษที่ 14 แต่กว่าจะมีชื่อเฉพาะเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละประเทศ เช่น ยิน (อังกฤษ) วอดก้า (รัสเซีย) ชนัปส์ (Schnapps, เยอรมนี) ก็ในช่วงศตวรรษที่ 16 นี้เอง

นอกจากใช้ดื่มแล้ว เหล้ายังมีบทบาทในพิธีกรรมของมนุษย์ในยุคก่อนที่จะมีศาสนาเช่น ใช้เซ่นสังเวยภูตผี บรวงสรวงสิ่งศักสิทธิ์ หรือบูชาเทพเทวดา แต่หลังจากศาสนาเกิดขึ้นก็ทำให้การดื่มเหล้าอาจเป็นทั้งข้อห้าม ข้อควรเว้น หรือเป็นส่วนหนึ่งของพิธีทางศาสนา

พุทธศาสนานั้นห้ามมิให้พระสงฆ์ดื่มเหล้า ขณะที่พุทธศาสนิกชนที่ดีก็ควรละเว้นจากการดื่มเหล้า แต่ในศาสนาคริสต์นั้นเหล้าไวน์มีความเกี่ยวพันแน่นแฟ้นกับความเชื่อทางศาสนาและพิธีกรรม มีการกล่าวถึงไวน์อยู่หลายครั้งในคัมภีร์ไบเบิล ตัวอย่างเช่น การแสดงปาฏิหารย์ครั้งแรกของพระเยซูคริสต์ ด้วยการเสกน้ำให้กลายเป็นไวน์ในงานสมรสที่หมู่บ้านคานา (Cana)

การปรับปรุงคุณภาพหรือการเกิดขึ้นของเหล้าบางชนิด ก็มาจากนักบวชในศาสนาคริสต์เป็นสำคัญ เนื่องจากเป็นผู้มีความรู้ และมีเวลาในการทดลองคิดค้น ดังเช่น การใช้ฮอป (hop) เพื่อช่วยในการถนอมรักษาและปรุงรสในเบียร์ ก็คาดน่าจะเกิดตั้งแต่ราวศรรษตวรรษที่ 8่ โดยนักบวชของโบสถ์ Weihenstephan ในประเทศเยอรมนี เนื่องจากที่โบสถ์ดังกล่าวมีการปลูกฮอปไว้โดยรอบ นอกจากนี้เอกสารเกี่ยวกับคุณสมบัติของฮอปชิ้นแรกก็เขียนโดยนักบวชชาวเยอรมัน Hildegard von Bingen ในราวศรรษตวรรษที่ 11

ศาสนาคริสต์แม้ไม่ห้ามการดื่มเหล้าแต่ก็ถือว่าคริสตชนผู้เมามายย่อมห่างจากพระผู้เป็นเจ้า...

“ พระองค์ตรัสว่า ไวน์ไม่ว่าจะเก่าบ่มหรือใหม่ กำลังปล้นเอาสำนึกของสาวกแห่งเรา พวกเขาร้องขอพระสาสน์จากท่อนไม้ พวกเขาอุทิศตนแก่บรรดาเครื่องราง รูปเคารพ บุตรีของเขากลายเป็นโสเภณี

หลังจากดื่มไวน์จนเมามาย พวกเขายินดีในการเป็นโสเภณีนั้น และปรีดาในความอดสูยิ่งกว่าเกียรติยศ “

(Hosea4: 11-15)*

ส่วนศาสนาอิสลามนั้นเชื่อว่าเดิมไม่ได้มีการห้ามดื่มเหล้า ดังที่มีการเขียนในคัมภีร์กุรอ่าน ถึงเหล้าไว้ว่าเป็นหนึ่งในของขวัญที่องค์อัลเลาะห์ทรงประทานแก่มนุษย์...

“ และจากผลของต้นปาล์มและองุ่น เธอจะได้สุรา อันมีคุณค่าอาหารอันอุดม “

(Sura XXI:67)*

การห้ามดื่มเหล้าที่ต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน คาดว่าน่าจะเกิดจากการดื่มเหล้าจนเป็นปัญหาเช่น

”ไม่มาสวดมนต์ เมื่อเมามาย” ( Sura IV: 43)* ดังนั้นเพื่อเป็นการตัดปัญหาจึงได้มีบัญญัติให้อิสลามิกชนต้องเป็นผู้ถือสุราวิรัติ

* แปลโดยผู้เขียน

การดื่มสุราในอดีตของไทย: โอ้บาปกรรมน้ำนรก เจียวอกเรา

แม้หลักฐานเก่าแก่ที่สุดของไทยเกี่ยวกับเหล้า คือจารึกภาษาเขมร อายุราวพุทธศรรษตวรรษที่ 16-18 ซึ่งพบที่ประสาทพนมรุ้ง จะระบุว่าไทยมีการใช้เหล้าในพิธีสักการะเทวดา แต่จากบันทึกของชาวต่างชาติที่เข้ามาในไทยมักตรงกันว่าคนไทย ในอดีตนิยมดื่มเพียงน้ำเปล่าเป็นเครื่องดื่มปกติ ดังเช่น นิโคลาส์ แชรแวส ชาวฝรั่งเศส ซึ่งเดินทางเข้ามาพำนักอยู่ในกรุงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเป็นเวลานาน ๔ ปี

บันทึกไว้ว่า…

” ไม่มีชนชาติใดที่จะบริโภคอาหารอดออมเท่าคนสยาม สามัญชนดื่มแค่น้ำเท่านั้น แล้วก็กินข้าวหุง ผลไม้ ปลาแห้งบ้างเล็กน้อย ”

การดิ่มเหล้านั้นมักเป็นในเทศกาล งานเลี้ยง ซึ่งสังคมเปิดโอกาสให้ดื่มเหล้าได้ ดังที่ โยส เชาเต็น ผู้จัดการบริษัทการค้าฮอลันดา ซึ่งเข้ามาใช้ชีวิตอยู่ในกรุงศรีอยุธยาในสมัยพระเจ้าทรงธรรมและพระเจ้าปราสาททองเป็นเวลานาน 8 ปี บันทึกไว้ว่า... “ อาหารของชาวสยามไม่ฟุ่มเฟือยและมีน้อยสิ่งตามปกติมีข้าว ปลา และผัก ส่วนเครื่องดื่มตามปกตินั้น เขาดื่มแต่น้ำอย่างเดียว แต่ในวันหยุด ชาวสยามกินอาหารกันอย่างฟุ่มเฟือย และชาวบ้านก็ดื่มสุราอย่างเมามายด้วย ”

การไม่ดื่มเหล้าของไทยน่าจะเป็นเพราะอิทธิพลของพุทธศาสนา ซึ่งถือว่าเหล้าเป็นโทษ ดังที่มีระบุเป็นข้อหนึ่งในศีล 5

นอกจากใน พระไตรปิฏก วรรณคดี ที่ระบุโทษของเหล้า และมีผลอย่างสูงต่อคนไทยในอดีต

ได้แก่ ไตรภูมิพระร่วง หรือไตรภูมิกถา ซึ่งเป็นวรรณคดีไทยที่ได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนา

เถรวาท แต่งโดยพระเจ้าลิไทยในสมัยสุโขทัย ในไตรภูมิพระร่วง ตอนหนึ่ง ระบุโทษภัยของเหล้าว่า...

“ ถ้าแลว่าผู้ใดคบหากันกินเหล้าไส้ บาปนั้นจะให้ตกนรก แลมียมบาลทั้งหลายทำร้ายแก่ตนๆ ทุกขเวทนา หึงนานนักแล เมื่อพ้นจากนรกขึ้นมาได้เป้นผีเสื้อ 500 ชาติ แลเป็นสุนัขบ้า 500 ชาติ แม้เกิดมาเป็นคนไส้ก็เป็นบ้า อนึ่ง แลมีรูปกายนั้นบมิวายเป็นคนอัปลักษณ์ ใจพาล แลมิรู้จักความรับผิดชอบ แลเป็นคนโหดหืนหนักหนา ผิว่ามิรู้จักบาปตนนั้น แลยังจะทำบาปนั้น สืบไปเล่า แลบาปนั้นก็เร่งมากไป

เล่าแล ยากที่จะพ้นบาปทั้งหลาย แลกรรมอันใดอันมิควรกระทำ แลเจ้าทั้งหลายอย่าได้กระทำสืบ

ไปอีกเลย “

อิทธิพลของพุทธศาสนาน่าจะทำให้ลักษณะผู้ชายที่ดีของไทยในอดีตคือ ต้องไม่ดื่มเหล้าเมายา

ในวรรณคดีเรื่อง ขุนช้างขุนแผน ตอนที่นางทองประศรีแม่ของพลายแก้วสู่ขอนางพิมพิลาไลย นางศรีประจันแม่นางพิมไม่ขัดข้อง ถึงแม้ว่าพลายแก้วจะยากจน แต่ที่สำคัญคือขอให้เป็นคนดี นางศรีประจันจึงถามขึ้นว่า ...

“ ตูจะขอถามความท่านยาย.........ลูกชายนั้นดีหรืออย่างไร

ไม่เล่นเบี้ยกินเหล้าเมากัญชา.........ฝิ่นฝามันสูบบ้างหรือไม่ ”

ใน สุภาษิตสอนหญิง ซึ่งสุนทรภู่แต่งเพื่อสอนผู้หญิงสามัญทั่วไปก็สะท้อนทัศนะคติเดียวกัน

“ คิดถึงตัวหาผัวนี้หายาก.........มันชั่วมากนะอนงค์อย่าหลงใหล

คนสูบฝิ่นกินสุราพาจัญไร ..........แม้หญิงใดร่วมห้องจะต้องจน”

แม้สังคมโบราณ จะเปิดโอกาสให้ชาวบ้านทั่วไปดื่มเหล้าได้ในเทศกาล งานรื่นเริง แต่สำหรับเจ้านายและขุนนางสมัยอยุธยา การดื่มเหล้าเป็นสิ่งต้องห้ามเด็ดขาด ดังใน พระไอยการอาญาหลวงตราในปี พ.ศ. 1895 มาตรา 43 บัญญัติว่า...

“ ห้ามมิให้มุกขมนตรีราชนิกุนขุนหมื่นหัวพันทั้วหลายคบกันเสพยสุรา ยาเมา สูบฝิ่น เที่ยวเล่นในกลางคืน ” ส่วนผู้ที่ละเมิด... “ ผู้นั้นทุรยดขบถต่อแผ่นดิน ”

อย่างไรก็ตามการดื่มเหล้าของขุนนาง หรือพระมหากษัตริย์ในอดีตก็มีอยู่ ดังที่รู้กันดีว่า พระเจ้าประสาททอง มักจะ เมาอยู่เป็นนิจ ส่วนขุนนางในสมัยพระนารายณ์ นิโคลาส์ แชรแวส กล่าวว่ามัก “ ใช้เวลาส่วนใหญ่ในการดื่ม(เหล้า) กิน เล่นการพนัน แล้วก็นอน “

เหล้าที่ชาวบ้านทั่วไปดื่มกันในสมัยอยุธยา คาดว่าน่าจะเป็นเหล้าแช่ส่วนใหญ่ ส่วนเหล้ากลั่น ผู้ดื่มส่วนใหญ่มักเป็นชาวจีนที่อพยพเข้ามาในเมืองไทย ดังที่โรงกลั่นเหล้ามักอยู่ในย่านชุมชนจีน แม้ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นก็น่าจะยังเป็นเช่นนี้อยู่ ดังในนิราศพระประทม ซึ่งสุนทรภู่แต่งในรัชกาลที่ 3 ก็ได้พูดถึงการต้มเหล้าโดยชาวจีน...

“ ถึงปากน้ำลำคลองท้องทุ่ง.......เจ็กเขาหุงเหล้ากลั่นควันโขมง ”

การต้มกลั่นเหล้าซบเซาช่วงที่กรุงศรีอยุธยาติดศึก และล่มสลายลง ส่วนในสมัยกรุงธนบุรีชาวบ้านก็ยังอยู่ในสภาพอดอยาก และเพิ่งย้ายราชธานี การผลิตเหล้าจึงน่าจะเริ่มอีกครั้งในสมัยพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ดังที่มีการตั้งโรงงานเหล้าบางยี่ขันขึ้น

การดื่มสุราในสมัยช่วงต้นรัตนโกสินทร์นี้เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังในสมัยรัชกาลที่ 2 สามารถเก็บอากรสุราได้ถึง 102,000 บาท และเพิ่มขึ้นเท่าตัวในรัชกาลที่ 3 พร้อม ๆ กันนั้นปัญหาจากการดื่มเหล้า เช่น การทะเลาะวิวาท ก็น่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมากเช่นกัน ดังในรัชกาลที่ 4 ได้ออกประกาศห้ามไม่ให้ผู้ดื่มสุราออกนอกบ้าน...

“ เทศกาลตรุษสงกรานต์ควรที่ราษฏรจะชักชวนกันทำบุญใให้ทาน กระทำการกุศลจึงจะชอบ นี่หาดังนั้นไม่ คนที่เป็นพาลสันดานหยาบ ชวนกันเสพสุราแล้วพาไปเที่ยวกลางถนนหนทาง พูดจาท้าทายกล้าหาญ ให้เกิดการก่อวิวาทชกตีกัน เพราะเสพสุราแล้วหาอยู่ในบ้านในเรือนของตัวไม่ แต่นี้สืบไปเมื่อหน้า ผู้ใดผู้หนึ่งจะเสพสุราสักเท่าใดก็มิได้ห้าม ด้วยสุรามีอากรอยู่แต่เดิม ครั้นจะห้ามเสียทีเดียวก็หาควรไม่ ถ้าผู้ใดเสพสุราแล้วก็ให้อยู่แต่ในบ้านในเรือนของตัว ห้ามอย่าให้ไปเที่ยวชกตีวิวาทตามถนนหนทางที่บ้านเรือนเขตแดนผู้อื่นเป็นอันขาด “

การดื่มเหล้าที่เพิ่มมากขึ้น ในรัตนโกสินทร์ตอนต้นมาจากหลายสาเหตุ ได้แก่ การอพยพของชาวจีนมายังเมืองไทย การเข้ามาของเหล้าจากต่างประเทศ และนโยบายเหล้าของรัฐบาล

แม้ชาวจีนจะอพยพเข้ามาในเมืองไทยและต้มกลั่นเหล้ามาแต่ครั้งสมัยอยุธยา แต่ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์นี้ปริมาณชาวจีนในเมืองไทยเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะเกิดความแร้นแค้นในประเทศจีน และทางไทยเองในครั้งรัชกาลที่ 3 ก็มีความต้องการแรงงานอิสระ เพื่อใช้ในทางการเกษตร ต่อเรือ

ทำเหมือง และการสร้างสาธารณูปโภคของรัฐ จากจำนวนประชากรทั่วประเทศ 5 ล้านคนในรัชกาลที่ 3 พบว่ามีชาวจีนมากถึง7 แสนคน และเพิ่มเป็น1.5 ล้านคน จากประชากร 6 ล้านคนในสมัยรัชกาลที่ 4 และการที่เหล้าแพร่หลายไปกับชาวจีน ทำให้คนไทยตามท้องที่ต่างๆ เข้าถึง และหาซื้อเหล้าได้ง่ายขึ้น จึงดื่มกันมากขึ้น

นอกจากนี้จากการเปิดประเทศในสมัยรัชกาลที่ 4 ทำให้มีการนำเหล้าจากต่างประเทศเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยอ้างว่าเพื่อใช้ดื่มกันเองในหมู่ชาวต่างประเทศ และเสียภาษีเพียงร้อยละ 3 ทำให้เหล้านอกเหล่านี้มีราคาถูกจนเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายในหมู่ชาวบ้าน

แม้ภายหลังในสมัยรัชกาลที่ 5 จะสามารถเจรจาจนกำหนดให้การขายเหล้านอกต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลไทย และเสียภาษีสูงขึ้น จนชาวบ้านดื่มเหล้านอกน้อยลง แต่เหล้าดังกล่าวกลับเป็นที่นิยมมากขึ้นของชนชั้นสูง ดังบาทหลวงชาวฝรั่งเศส อาเดรียง โลเนย์ บันทึกว่า “ เหล้าไวน์ของเมืองบอร์โดซ์ เป็นเครื่องดื่มผูกขาดสำหรับเจ้านาย “

การดื่มเหล้าที่เพิ่มมากขึ้น ยังมาจากนโยบายของรัฐที่ต้องการรายได้จาก อากรเหล้า เนื่องจากหลังสนธิสัญญาบาวริง การนำสินค้าเข้าเสียภาษีเพียงร้อยละ 3 ทำให้รายได้แผ่นดินลดลง และยังมีรายจ่ายเพิ่มขึ้น เช่น เบี้ยหวัดทดแทนแก่พระบรมวงศานุวงศ์และขุนนาง ที่สูญเสียรายได้จากการผูกขาดการค้ากับต่างประเทศ ดังปลายรัชกาลที่ 5 มีการเปลี่ยนระบบการจัดเก็บสุราจากระบบ เจ้าภาษีนายอากร เป็นการจับเก็บเองโดยมี สมุหเทศาภิบาล เป็นผู้รับผิดชอบการออกใบอนุญาตต้มกลั่นเหล้าด้วย นอกเหนือจากการดูแลเก็บภาษีในแต่ละมณฑล

ระบบใหม่ทำให้การขายเหล้าขยายไปได้กว้างขวางขึ้น เก็บภาษีได้มากขึ้น บางมณฑลเหล้าไม่พอเนื่องจากรัฐส่งเสริมให้แต่ละมณฑลขายเหล้าให้ได้มากที่สุด กระทรวงมหาดไทยถึงกับมีคำสั่งให้เทศาภิบาลทุกมณฑลพยายามไม่ให้ยอดขายเหล้าลดลง ถ้าหากที่ใดมียอดขายต่ำลง หัวหน้าส่วนราชการในภูมิภาคนั้น และเจ้าหน้าที่ภาษีเหล้าต้องชี้แจงเหตุผลให้ทราบ บางมณฑลถึงกลับมีคำสั่งไปยังผู้ว่าราชการว่า หากเมืองใดการขายเหล้าลดลงกว่าปีก่อนๆ จะไม่พิจารณาความดีความชอบให้

ทางกระทรวงการคลัง ก็ช่วยสนับสนุนการขายเหล้าด้วยการ ให้รางวัลแก่ผู้ขายเหล้าเกินสัญญา และให้รางวัลแก่กำนันผู้ใหญ่บ้าน ที่ทำให้การขายเหล้าในท้องถิ่นประสบความสำเร็จ และสามารถปราบเหล้าเถื่อนได้

ขณะที่ชาวบ้านดื่มเหล้ามากขึ้น ชนชั้นสูงเองก็นิยมดื่มเหล้านอก ในรัชกาลที่ 6 วัฒนธรรมตะวันตกที่เข้ามาในราชสำนัก และแวดวงข้าราชการระดับสูงคือ การเลี้ยงสังสรรค์

หรือที่เรียกว่าเข้า “ สมาคม ” ในบทประพันธ์ เรื่อง สี่แผ่นดิน ของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไว้ผ่านตัวละครคือแม่พลอย...

“ คุณเปรมก็เปลี่ยนไปตามโดยไม่รู้ตัว การแต่งเนื้อแต่งตัวนั้นดูพิถีพิถันขึ้น เอาสวยเอางามขึ้นกว่าแต่ก่อน ท่าทางก็ดูทะมัดทะแมงกระเดียดไปทางฝรั่ง หมากพลูบุหรี่ที่เคยกินก็เปลี่ยนเป็นบุหรี่กระป๋องจากนอก และที่พลอยรู้สึกตะขิดตะขวงใจแต่ไม่กล้าห้ามปรามก็คือ คุณเปรมเริ่มกินเหล้าฝรั่งจากนอกชนิดต่างๆ ซึ่งมีราคาแพง และถึงแม้ว่าคุณเปรมจะอธิบายถึงการเข้าสมาคมและคุณสมบัติอันวิเศษ ไม่มีอันตรายของเหล้านั้นๆอย่างไร พลอยก็ยังเห็นว่าเป็นเหล้าอยู่นั่นเอง คุณเปรมบอกว่า คนในสมัยนี้ถ้าจะก้าสหน้ารุ่งเรืองต่อไปในชีวิต ก็ต้องเข้า “ สมาคม “ และการ “ เข้าสมาคม ” ของคุณเปรมเท่าที่พลอยทราบก็คือการกลับบ้านดึกๆโดยมีกลิ่นสุรา ควันบุหรี่ติดมาด้วย หรือมิฉะนั้นก็ไม่กลับเลย “

ในรัชกาลที่ 7 มีการตั้งโรงงานผลิตเบียร์เป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยพระยาภิรมย์ภักดี ซึ่งเดิมประกอบกิจการเดินเรือยนต์รับส่งผู้โดยสาร แต่ต่อมาในปี พ.ศ. 2471 ราชการคิดจะสร้างสะพานข้ามแม่น้ำเชื่อมตลาดพลู และประตูน้ำภาษีเจริญ ซึ่งตรงกับเส้นทางเดินเรือที่มีอยู่ ทำให้พระยาภิรมย์ภักดีต้องคิดหาทางทำการค้าใหม่ ต่อมาพระยาภิรมย์ภักดีมีโอกาสได้ดื่มเบียร์เยอรมัน เห็นว่ามีรสชาติดี จึงคิดอยากทำกิจการผลิตเบียร์ เมื่อได้ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมจนแน่ใจ จึงตัดสินใจยื่นหนังสือขอนุญาตผลิตเบียร์ ในวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2474

ก่อนการผลิตเบียร์พระยาภิรมย์ภักดีได้เดินทางไปดูการผลิตเบียร์ที่ไซ่ง่อน ประเทศเวียตนามเพื่อขอผังโรงงาน และให้แน่ใจว่า เบียร์สามารถผลิตในประเทศที่อากาศร้อนได้ นอกจากนี้ยังส่งน้ำประปาไปวิเคราะห์ที่มหาวิทยาลัยในกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี

เพื่อให้แน่ใจในคุณภาพน้ำ ซึ่งผลการตรวจพบว่าน้ำประปานี้ มีลักษณะ คล้ายคลึงกับน้ำในเมืองมิวนิกซึ่งเป็นแหล่งผลิตเบียร์รสชาติดี ในการขอผลิตเบียร์ พระยาภิรมย์ภักดีต้องวิ่งเต้นกับเจ้านายหลายพระองค์ เช่น เสด็จในกรมกำแพงเพ็ชร์ รวมทั้งขอเฝ้าพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นการส่วนพระองค์ ณ พระราชวังสุโขทัย จนในที่สุดเมื่อได้รับอนุญาตให้ผลิต จึงเดินทางไปยังยุโรปเพื่อหาซื้อเครื่องจักร แต่เมื่อกลับจากยุโรปมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล พระยามโนปกร์นิติธาดาซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีคลัง แจ้งว่าสัมปทานของรัฐบาลเดิม ที่จะเก็บภาษีปีแรกลิตรละ 1 สตางค์ ปีที่สอง 3 สตางค์ และปีที่สาม 5 สตางค์นั้น รัฐบาลนี้ถือเป็นโมฆะ ต้องตกลงกันใหม่ เมื่อต่อรองกันเป็นที่สุดจึงตกลงว่าต้องเสียภาษีเบียร์ลิตรละ 10 สตางค์ เมื่อเริ่มผลิตจนได้ปริมาณ

มากพอ บริษัทบุญรอดบริวเวอรี่ จึงเปิดขายเบียร์อย่างเป็นทางการในวันที่ 7 กรกฏาคม พ.ศ. 2477 โดยระยะแรกมี 3 ตรา คือ ว่าวปักเป้าทอง สิงห์ และพระปรางค์ แต่สุดท้ายไม่มีตราใดสู้ตราสิงห์ได้จึงยกเลิกการผลิตตราอื่นเหลือเพียงตราสิงห์เท่านั้น

การดื่มสุราในปัจจุบัน: กินแล้วภาคภูมิใจ เบียร์คนไทยทำเอง

จากอดีตที่ผ่านมา จะเห็นว่าสังคมไทยเปลี่ยนจากการดื่มเหล้าตามโอกาส เทศกาล งานรื่นเริง เป็นการดื่มเหล้าได้ทุกโอกาสโดยไม่มีแบบแผน ไม่ว่าจะเป็นการประชุม พบปะสังสันท์ อวยพร ฉลองความสำเร็จต่างๆ แม้แต่งานบุญซึ่งเดิมไม่มีการดื่มเหล้า เช่น บุญกฐิน ผ้าป่า ก็กลายเป็นเรื่องปกติที่มีการดื่มเหล้า ในรอบสิบปีที่ผ่านมา คือตั้งแต่ พ.ศ. 2532 ถึง ปีพ.ศ. 2543 การดื่มเหล้าของไทยเมื่อคิดเป็นปริมาณแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ (เช่นเหล้า 40 ดีกรี 1 ลิตร เท่ากับ0.4 ลิตรแอลกอฮอล์) เพิ่มขึ้นถึงเกือบสองเท่า คือจาก 7 ลิตรเป็น 13.5 ลิตรต่อคนต่อปี ซึ่งปริมาณดังกล่าวจัดเป็น อันดับ 5 ของโลก สูงกว่าหลายประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นนักดื่มอย่าง เยอรมนี ฝรั่งเศส และรัสเซีย

นอกจากนี้ชนิดของเหล้าที่ดื่มก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน คือ มีการดื่มเบียร์มากขึ้นถึง ราว 4 เท่า จาก 0.33 ลิตร เป็น1.12 ลิตรแอลกอฮอล์ ต่อคนต่อปี ขณะที่เหล้าวิสกี้หรือ เหล้าดีกรีสูงมีการเพิ่มเพียง

2 เท่า จาก6.66 เป็น12.45 ลิตรแอลกอฮอล์ การดื่มเบียร์เพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการ

ที่รัฐบาลในปี พ.ศ. 2535 มีการออกประกาศกรมสรรพสามิตปรับปรุงเงื่อนไขให้ผู้ต้องการลงทุนผลิตเบียร์ขออนุญาต ได้ง่ายขึ้น ทำให้มีผู้ผลิตใหม่ที่สำคัญเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริษัท คาร์ลสเบอร์ก บริวเวอรี่ (ประเทศไทย)จำกัด

ในระยะแรกเบียร์คาร์ลสเบอร์กเป็นสินค้าพรีเมี่ยม จับตลาดผู้ดื่มที่มีรายได้สูง แต่เนื่องจากมีรสชาติอ่อนไม่ถูกลิ้นคนไทย จึงขายได้ไม่ดีนัก ทางบริษัทคาร์ลสเบิร์กฯ ซึ่งผู้ถือหุ้นฝ่ายไทยเป็นเจ้าของบริษัทสุรามหาราษฎร ผู้ผลิตเหล้าดีกรีสูงตราแสงโสม และเหล้าขาว จึงใช้วิธีบังคับเอเย่นต์เหล้าให้รับเบียร์คาร์ลสเบิร์กไปด้วย เกิดเป็นการ ขายเหล้าพ่วงเบียร์ เมื่อเบียร์ค้างอยู่ที่เอเย่นต์เหล้าจำนวนมากเนื่องจากขายไม่ออก เอเย่นต์เหล้าจึงใช้วิธีเพิ่มราคาเหล้าดีกรีสูงซึ่งขายง่ายกว่า แล้วนำส่วนที่กำไรเพิ่ม ไปชดเชยการลดราคาเบียร์ให้ต่ำ เพื่อเร่งการขายเบียร์ก่อนเบียร์ซึ่ง เก็บได้เพียง 3-6 เดือนจะหมดอายุ ชาวบ้านทั่วไปเมื่อเหล้าดีกรีสูงราคาแพงขึ้น จึงเริ่มหันมาดื่มเบียร์ที่ถูกกว่ามาก หรือไม่ก็หันไปดื่มเหล้าเถื่อนแทน

การดื่มเบียร์เริ่มเข้าไปทดแทนการดื่มเหล้าดีกรีสูงในผู้ใช้แรงงานซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สุด เพิ่มมากขึ้นเมื่อบริษัทคาร์ลสเบิร์กผลิต เบียร์ราคาต่ำ รสชาติเข้มข้น อย่างเบียร์ตราช้าง ออกวางตลาด ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2538 ทำให้ต่อมาบริษัทบุญรอด บริวเวอรี่ต้องออก

เบียร์ตราลีโอ ออกมาแข่งขันด้วย ในกลางปี พ.ศ. 2541 เนื่องจากทั้งสองบริษัทต่างต้องการ

เป็นผู้นำตลาด การดื่มเบียร์จึงถูกกระตุ้นด้วยโฆษณาอย่างมากจนตลาดเบียร์ขยายใหญ่โตขึ้น

ระหว่างปี พ.ศ. 2539-2545 งบโฆษณาเหล้า เฉลี่ยสูงกว่า 2,500 ล้านต่อปีโดยสินค้าที่โฆษณา

สูงสุดคือ เบียร์ ใช้เงินค่าโฆษณามากกว่า 1,849.9 ล้านบาท ส่วนด้านการผลิตพบว่าการผลิตเบียร์เพิ่มขึ้นจาก 327 ล้านลิตรในปี พ.ศ. 2535 เป็นสูงถึง 1,427

ล้านลิตร ในปี พ.ศ. 2544

นอกจากการแข่งขันของเอกชนและการโฆษณา นโยบายรัฐเองก็อาจมีส่วนในการทำให้การดื่มสุราเพิ่มขึ้น ใน ปีพ.ศ. 2544 รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน โดยอนุญาตให้ผู้ผลิตรายย่อยทำการผลิต และจำหน่ายเหล้าแช่และเหล้ากลั่นได้อย่างเสรีขึ้น แม้ด้านหนึ่งเปิดโอกาสให้เกิดการพัฒนาการผลิตเหล้าของชาวบ้านให้ได้มาตรฐาน มีความปลอดภัยสูงขึ้น เนื่องจากเป็นการดึงให้ผู้ผลิตเหล้าเถื่อนเข้ามาอยู่ในระบบ แต่อีกด้านหนึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้การดื่มเหล้ามีปริมาณมากขึ้น เนื่องจากราคาถูกลง และหาซื้อได้ง่ายมากขึ้นในแทบทุกชุมชน

ผลกระทบของการดื่มสุรา: เมาไม่ขับ แล้วจะกลับยังไง

จากข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) และธนาคารโลกระบุว่า อัตราการตายและทุพพลภาพจากการดื่มเหล้า รวมทั้งผลเสียของเหล้าต่อสุขภาพและอายุขัยเฉลี่ยของผู้ดื่ม จะ สูงกว่าของการสูบบุหรี่หรือยาสูบ 4 เปอร์เซนต์ของการตายและพิการทั่วโลก เกิดจากการการดื่มเหล้า ซึ่งตัวเลขนี้ สูงกว่าการตายจากยาเสพติดถึง 5 เท่า โดย 30 เปอร์เซนต์ของการตายดังกล่าวเกิดจากมะเร็งหลอดอาหาร โรคตับ โรคชัก อุบัติเหตุจราจร และฆาตกรรม เป็นต้น หลายประเทศมีการคำนวนค่าใช้จ่ายเชิงสังคมจากปัญหาการดื่มเหล้า เช่น ค่ารักษาพยาบาลจากอุบัติเหตุและโรคต่างๆ ค่าฟื้นฟูสมรรถภาพ ค่าใช้จ่ายเพื่อการบังคับใช้กฏหมาย และการสูญเสียประสิทธิภาพในการทำงาน ผลที่ได้พบว่าค่าใช้จายดังกล่าวสูงมาก เช่น ญี่ปุ่น 46.2 พันล้านเหรีญสหรัฐ (พ.ศ. 2530) ออสเตรเลีย 3.09 พันล้านเหรีญสหรัฐ (พ.ศ. 2531)และสหรัฐอเมริกา 166.5 พันล้านเหรีญสหรัฐ (พ.ศ. 2538)

ในประเทศไทย มูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากอุบัติเหตุจราจร ในปี พ.ศ. 2545 สูงถึง 122,400-189,040 ล้านบาท คิดเป็น 2.25-3.48 เปอร์เซนต์ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (GDP) ขณะที่ในประเทศอื่นๆอยู่ที่ประมาณ 1-2 ปอร์เซนต์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนา

ประเทศไทย (TDRI) คาดว่าหากสามารถลดอุบัติเหตุจากการดื่มเหล้าได้ 50 ปอร์เซนต์ จะลดการเสียชีวิตได้ปีละ 2,900 ราย ลดการบาดเจ็บได้ปีละ 29,625 ราย และลดการสูญเสียทางเศรษฐกิจได้ประมาณ 13,975 ล้านบาท

การควบคุมการดื่มสุรา: สุรากิจพอเพียง

ปัญหาการดื่มเหล้าในสังคมไทยนั้นจะทำให้หมดไปโดยสิ้นเชิงเป็นเรื่องยาก เมื่อพิจารณาจากการเปลี่ยนแปลงที่เป็นมา และข้อเท็จจริงว่า ที่สังคมไทยในอดีตยอมรับการดื่มตามโอกาสมาช้านานแล้ว อีกทั้งการดื่มเหล้าก็มีประโยชน์อยู่บ้างต่อสุขภาพโดยเฉพาะ ผลบวกต่อหัวใจในสตรีอายุ 40-45 ปี หรือผู้ชายอายุ 40-50 ปี หากดื่มในปริมาณที่เหมาะสม คือประมาณ ไม่เกิน 1 ขวดเบียร์ (750 มิลลิลิตร) หรือ 1 แก้ว ไวน์ (250 มิลลิลิตร) ต่อวัน

นอกจากผลต่อสุขภาพเหล้ายังมีผลเชิงสังคมในแง่การผ่อนคลาย ความรื่นรมย์ และการสมานฉันท์ระหว่างเพื่อนฝูง ซึ่งแม้จะมีความพยายามหาวิธีการประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์

ของผลบวกดังกล่าว แต่ก็ยังทำได้ไม่สำเร็จ

ดังนั้น ความเหมาะสมหรือความพอดีของการดื่มเหล้าในสังคมไทย น่าจะอยู่ที่การพยายามลดปริมาณการดื่มสุราให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ควบคุมหรือลดความสูญเสียที่เกิดจากการดื่มสุรา และป้องกันการเพิ่มขึ้นของนักดื่มหน้าใหม่หรือนักดื่มรุ่นเยาว์ ซึ่งประการสุดท้ายมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะพบว่าหากเด็กไทยเริ่มดื่มเหล้าก่อนอายุ 13 ปี จะมีโอกาสติดเหล้าไปจนโต แต่หากเริ่มดื่มในวัย 21 ปีขึ้นไป โอกาสของการติดเหล้าจะลดน้อยลงถึง70 เปอร์เซนต์ อีกทั้งปัญหาที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ นักดื่มอายุ 15-19 ปี เพิ่มขึ้นจนในปัจจุบันมีสูงถึง 47 เปอร์เซ็นต์

นอกเหนือจากพระราชบัญญัติการจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา43 ที่กำหนดว่า “ ห้ามมิให้ผู้ใดขับขี่รถขณะเมาสุรา หรือของเมาอย่างอื่น” ในปัจจุบันมีการออกกฏหมาย หรือระเบียบเพิ่มเติมหลายฉบับเพื่อควบคุมการดื่มเหล้า ได้แก่

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบบับที่ 272 พ.ศ. 2546 ซึ่งกำหนดเรื่องการแสดง

ฉลากสุรา ระบุให้สุราเป็นอาหารที่ต้องมีฉลาก และฉลากของสุราต้องมีคำเตือนเป็นภาษาไทยเห็นได้ชัดเจน ระบุว่า “ ห้ามจำหน่ายสุราแก่เด็กอายุต่ำกว่า18 ปี” “ การดื่มสุราทำให้ความสามารถในการขับขี่ยานพาหนะลง “ และ

“ เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีไม่ควรดื่ม “

พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ซึ่งระบุว่า “ เด็ก ” หมายถึงผู้ที่อายุไม่ครบ 18 ปีบริบูรณ์ แต่ไม่รวมถึงผู้ที่บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรส ต่อเนื่องด้วยมาตรา 26(10) กำหนดไว้ว่า มิให้ผู้ใดจำหน่าย หรือแลกเปลี่ยน หรือให้สุราหรือบุหรี่แก่เด็ก เว้นแต่การปฏิบัติทางการแพทย์ ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

และในมาตรา 45 ห้ามมิให้เด็กซื้อ หรือเสพ สุราหรือบุหรี่ หากฝ่าฝืนให้เจ้าหน้าที่สอบถามเด็กเพื่อ

ทราบข้อมูล และเรียกผู้ปกครองมาปรึกษาหารือ ว่ากล่าวตักเตือนทำทัณฑ์บน หรือจัดให้เด็กทำงานบริการสังคม หรือทำงานสาธารณะประโยชน์

ประกาศกรมประชาสัมพันธ์ 2546 เรื่องกำหนดหลักเกณฑ์ และระยะเวลาสำหรับการโฆษณา และบริการธุรกิจทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ ได้กำหนดไว้ว่า ห้ามโฆษณาเครื่องดื่มทุกชนิดที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ หรือเครื่องดื่มอื่นใดที่มีแอลกอฮอล์มากกว่าร้อยละ 0.5 ของน้ำหนัก ทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ ตั้งแต่เวลา 05.00-22.00 น.

มติครม.เมื่อวันที่ 19 กรกฏาคม พ.ศ. 2546 กำหนดให้สถาบันการศึกษาและการแข่งขันกีฬาแห่งชาติ ไม่รับการสนับสนุนใดๆ จากผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และห้ามติดตั้งป้ายโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในรัศมี 500 เมตรจากสถานศึกษา

นอกจากกฏหมาย หรือระเบียบที่มีการออกไปแล้ว เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ระบุว่า มีแนวคิดที่จะปรับภาษีสุราเสียใหม่เพื่อลดปริมาณการบริโภคสุรา ผู้ผลิตเหล้ารายใหญ่ จึง เสนอให้ใช้วิธีคิดภาษีตามปริมาณแอลกอฮอล์บริสุทธิ์อย่างเดียว โดยอ้างว่าเพื่อดูแลสุขภาพของประชาชนคือ ยิ่งเหล้าดีกรีสูงก็จะยิ่งเสียภาษีมากจะทำให้คนดื่มน้อยลง

วิธีการดังกล่าวนับว่าเป็นการฉวยโอกาส และตีสองหน้าโดยแท้ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ปัจจุบันระบบการคิดภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ของไทยมี 2 แบบ คือ การคิดภาษีตามปริมาณแอลกอฮอล์บริสุทธิ์(คำนวณจากดีกรี) และการคิดภาษีตามมูลค่าซึ่งคำนวณจากราคาขาย หากคิดตามวิธีใดแล้วรัฐได้ภาษีมากกว่าก็ใช้วิธีนั้น หากมีการเปลี่ยนเป็นการคิดตามปริมาณแอลกอฮอล์บริสุทธ์อย่างเดียว ผู้ที่จะได้ประโยชน์ คือบริษัทเหล้า ตัวอย่างเช่น เบียร์สิงห์ ภาษีเดิม 20.09 บาท/ขวด

จะเหลือ 3.78 บาท/ขวด, เบียร์ช้าง ภาษีเดิม 14.78 บาท/ขวด จะเหลือ 4.096 บาท/ขวด, จอห์นนี่ วอล์กเกอร์, แบลค เลเบิ้ล ภาษีเดิม 305.25 บาท/ขวดกลม

จะเหลือ 77.40 บาท/ขวดกลม ขณะที่เหล้าขาว 28 ดีกรี และ 40 ดีกรี เหล้าสี 35 ดีกรี

อาทิ แม่โขง แสงโสม ฯลฯ ยังคงเสียภาษีเท่าเดิม

นอกจากนี้ในความเป็นจริงแล้ว จากผลการวิจัยพบว่า การทำให้ผู้ดื่มหาซื้อเหล้าได้ลำบาก เช่น ลดปริมาณความหนาแน่นของร้านจำหน่าย การจำกัดอายุผู้ซื้อ ก็มีผลในการควบคุมหรือลดการดื่มเหล้าเช่นเดียวกับมาตรการทางด้านราคา อีกทั้งปัญหาผลพวงจากการใช้มาตรการภาษีอย่างเดียวคือ คนอาจเปลี่ยนไปดื่มเหล้าเถื่อนแทน ทำให้เหล้าเถื่อนระบาดเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้การควบคุม การลดความสูญเสีย และการป้องการเพิ่มขึ้นของการดื่มเหล้า หากพิจารณาการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการดื่มเหล้าจากอดีตจนถึงปัจจุบันตามที่กล่าวมาก่อนหน้า อาจสรุปมาตรการที่ต้องดำเนินการไปพร้อมๆกันได้ดังนี้

การเพิ่มภาษีเหล้า การลดความสะดวกในการหาซื้อเหล้า เช่น การจำกัดเวลาขาย การกำหนดอายุผู้ซื้อ และการลดปัจจัยที่มีผลต่ออุปสงค์ของการดื่มเหล้าเช่น การควบคุมการโฆษณา โดยสองประการแรกจะได้ผลต้องสามารถปราบปรามการผลิตหรือการซื้อขายเหล้าเถื่อนได้อย่าง

ได้มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญคือ ท่าทีของรัฐที่ต้องมองการเก็บภาษีเป็นมาตรการควบคุมการดื่มเหล้าไม่ใช่แหล่งรายได้ที่สำคัญ

ของรัฐบาล การออกมาตรการที่อาจมีผลเพิ่มการดื่มเหล้าจึงต้องเป็นไปโดยรอบคอบ

การระมัดระวังในการรับค่านิยมจากชาวต่างชาติเรื่องการดื่มเหล้า โดยเฉพาะในประเทศแถบตะวันตกซึ่งการดื่มเหล้าเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อทางศาสนา หรือบางส่วนก็ถือว่าเหล้าเป็นเครื่องดื่มปกติมาแต่เดิม ซึ่งมาตรการหนึ่งที่ควรนำมาใช้คือ การนำหลักศาสนาหรือคำสอนในศาสนาพุทธซึ่งเคยมีบทบาทควบคุมการดื่มเหล้ามาปรับใช้ใน

ปัจจุบัน ดังตัวอย่างเช่น แคมเปญ “ งดเหล้าเข้าพรรษา” ของสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า เป็นต้น ซึ่งอาจขยายไปถึงการร่วมกับวัดรณรงค์เพื่องดเหล้าในงานพิธีกรรมที่เกี่ยวกับวัดเช่น งานบวช งานศพ งานบุญกฐิน บุญผ้าป่า เป็นต้น

การเพิ่มโทษและการบังคับใช้กฏหมายอย่างเข้มงวดโดยเฉพาะการ “ดื่มแล้วขับ” และ “เมาแล้วขับ” ซึ่งมักเป็นสาเหตุของอุบัติเหตุบนท้องถนน นอกจากโทษปรับเพียง 400-1,000บาท ควรมีการเพิ่มโทษ อื่นๆเช่น โทษจำคุก การยกเลิกใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ หรือการกำหนดให้โทษครอบคลุมถึงผู้ร่วมโดยสารดัง เช่นในประเทศเยอรมนีผู้ร่วมโดยสารอาจถูกยกเลิกใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ด้วย หากร่วมโดยสารมาทั้งที่รู้ว่าผู้ขับขี่รถยนต์เมาเหล้า (ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงกว่า 1.1กรัมเปอร์เซนต์)

การใช้มาตรการทางสังคมเพื่อให้เกิดการควบคุมกันเองของชุมชนดังเช่น ในประเทศญี่ปุ่นซึ่งหากเมาแล้วขับจะโดนคว่ำบาตรจากเพื่อนร่วมงาน และสังคมรอบข้าง หรือโดนไล่ออกจากบริษัท ทำให้คนญี่ปุ่นหากดื่มเหล้าก็จะเรียกแท็กซี่กลับบ้านหรือหาที่ค้างคืนแทน ในส่วนของประเทศไทยหากสามารถรณรงค์ให้การดื่มแล้วขับ หรือการดื่มจนเมามายเป็นพฤติกรรมที่น่ารังเกียจ เช่นเดียวกับการสูบบุหรี่บนรถโดยสารหรือพื้นที่สาธารณะ การควบคุมการดื่มเหล้าน่าจะได้ผลเช่นเดียวกับการรณรงค์งดสูบบุหรี่

ประการสุดท้ายที่สำคัญคือ การให้การศึกษาในเรื่องโทษภัยของเหล้าแก่เยาวชน รวมทั้งการส่งเสริมสถาบันครอบครัวให้มีความเข้มแข็งเพื่อให้เยาวชนซึ่งมักถูกชักจูงได้ง่าย

มีภูมิคุ้มกัน และไม่ตกเป็นเหยื่อของการโฆษณาสร้างค่านิยมการดื่มเหล้าที่ผิดๆ เช่น การผูกเอาการดื่มเหล้ากับความเท่ ความเป็นชาย หรือความมี สเน่ห์ต่อเพศตรงข้าม โดยเฉพาะสิ่งนี้หากได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบธุรกิจบันเทิงเช่น มิให้นำเอานักแสดงที่เยาวชนชื่นชอบมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการโฆษณาเหล้า แต่ใช้เพื่อรณรงค์ควบคุมการดื่มเหล้าแทน ปริมาณนักดื่มเยาวชนก็น่าจะลดลงอย่างมาก

อันสิ่งใดเกินพอดีล้วนมีโทษ ยิ่งเหล้านั้นงดหรือลดได้ย่อมดียิ่งเพราะ “ ความเมามาย หาใช่ใดไม่ แต่คือความเต็มใจจะวิปลาส”(ปราชญ์โรมัน Lucius Annaeus Seneca)

นอกจากการพูดคุยแล้ว ยังมีการตั้งคำถาม และเรื่องถกเถียง ที่น่าสนใจหลายประเด็นด้วย อย่างเช่น มีคนสงสัยว่า สาโทของเรานี่สู้สาเกได้ไหม หลังจากแลกเปลี่ยนกันก็ได้ความว่า ถ้าในแง่ความคงที่ของคุณภาพ ประสิทธิภาพการผลิตนี่คงสู้ไม่ได้ เพราะของเรานี่ไม่ค่อยมีการพัฒนากระบวนการผลิต อาจจะเพราะเป็นของเถื่อน ต้องคอยยกเตาหนีตำรวจ เลยไม่ค่อยมีการศึกษาเป็นเรื่องเป็นราว แถมบางแห่งกลัวแมลงตอมเหล้าหรือไงไม่ทราบ เหยาะยาฆ่าแมลงลงไปด้วยบอกเป็นหัวเชื้อเร่งเมา กินแก้วเมากลมทีเดียว (ไม่รู้เมาเหล้าหรือว่าเมายา...ฮา) แต่สาเกที่ญี่ปุ่นคุณภาพจะคงที่ มีการเลือกเชื้อราคุณสมบัติดีมาใช้ และมีการทดสอบควบคุมตลอดการผลิต เรียกว่าผ่านการพัฒนาภูมิปัญญาต่อเนื่อง ขณะที่ของเราเพิ่งเริ่มเดินเตาะแตะตามโครงการส่งเสริมการเมาระดับรากหญ้าด้วย

ภูมิปัญญาชาวบ้าน ซึ่งตอนนี้ก็สะดุดล้มไปหลายรายแล้ว ไอ้ครั้นจะพูดกันในแง่ของรสชาติ ก็คงลำบากที่จะมาถกเถียง เพราะเรื่องแบบนี้ มันเป็นเรื่อง ลิ้นใครลิ้นมัน นิ

ครั้งนี้เรามีฝรั่งชาวเยอรมันมาสังเกตการณ์ แอบนั่งฟังด้วยหนึ่งคน (สงสัยว่าฟังรู้เรื่องเปล่าหว่า)หลังจากที่คนไทยเถียงกันว่าจริงเหรอที่ ฝรั่งมองไวน์เป็นเครื่องดื่มที่ดูดีมีอารยะกว่าเบียร์ ก็เลยได้ที ใช้ฝรั่งให้เป็นประโยชน์ ด้วยการถามเสียเลย เราได้คำตอบว่า “ ถูกต้องแล้วคร้าบบบ” เพราะมีแต่ไวน์แพง แต่ไม่มีเบียร์แพง (ฮา).....อันนี้น่าคิดทีเดียว เพราะเดิม เชื่อว่าไวน์เหนือกว่าเบียร์ ด้วยเหตุผลทางศาสนา ว่าเป็นเลือดของพระเยซู อย่างคริสตชนที่เคร่งบางกลุ่มจึงดื่มไวน์เฉพาะในพิธีศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาเท่านั้น มาถึงยุคทุนนิยมการดูความมีอารยะ ก็เปลี่ยนเป็นวัดกันที่มูลค่า และราคาแทนเสียแล้ว แหม!! ทำไปได้

พอพูดกันถึงเรื่องรณรงค์ ลดการดื่มเหล้า ก็มีคนบอกว่าไอ้เรื่องรณรงค์นี่คนไทยเก่งหนักหนา การรณรงค์ทั้งบุหรี่ ทั้งเอดส์ เป็นที่ชื่นชมของทั่วโลก ว่าประสบความสำเร็จสูงกว่าที่อื่น แต่มีน้องบางคนบอก “ คนไทยเชื่อคนง่ายหนะพี่” นอกจากนี้ มีคนอภิปรายว่าสโลแกนรณรงค์ที่ใช้ตอนนี้ไม่ถูกนะ “ เมาไม่ขับ” เนี่ย คนเมาเขาว่า เขาไม่มาวววว ทั้งนั้นแหละ ที่กำหนดว่าคนขับรถต้องมีแอลกอฮอล์ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์นี่ไม่ได้หมายความว่า เกินค่านี้จะเมาไม่รู้เรื่องหรอก แต่ว่ามันทำให้การตัดสินใจ การมองเห็น เป็นปัญหาต่างหาก เพราะฉะนั้นมันต้อง “ ดื่มไม่ขับ” ถึงจะถูก

นอกจากนี้ พวกเรายังมีการพูดถึงเรื่อง เพศสภาพ หรือ(อ)คติทางเพศในเหล้า คนไทยมักผูกเอาเหล้ากับความเป็นชาย การยกแก้วเหล้า จึงแทบเหมือนกับการเบ่งกล้ามทีเดียว ่ ทอม(ที่ไม่ใช่แมว) บางคนจึงต้องกินเหล้า คาบบุหรี่ เพื่อเป็นทอมเท่ การกินเหล้าของคนไทย จึงมักเป็นการแสดงความเป็นชายในที มักดื่มพร้อมกับคอยนับขวดแข่งกัน หรือคอยดูว่าแก้วใครยุงไปวางไข่ การเบ่งแก้วแข่งกันจึงน่าเป็นส่วนหนึ่งที่ ทำให้เรามักกินเหล้าจนกว่าจะกินไม่ไหว หรือขาดสติ เรียกว่า เหมือนแข่งยกน้ำหนักจนกว่าจะยกไม่ไหวนั่นแหละ ลักษณะแบบนี่อย่างน้อยไม่พบในการดื่มกับคนเยอรมนี ซึ่งใครอยากกินน้ำผลไม้ น้ำเปล่าขณะที่คนอื่นดื่มเหล้าก็ไม่เป็นไร หรือดื่มเหล้าเล็กน้อยพอตึงๆ แล้วมาดื่มน้ำก็ไม่เป็นไร คติเรื่องความเป็นแมนกับเหล้า นี่พวกเรายืนยันว่าไม่จริง เพราะสาวๆ ที่มิวนิกบางคนคนสามารถดื่มเบียร์เป็นโหล แล้วก็เขียนสรุปการประชุมได้เป็นปกติ (ฮา)

หลังจากคุยกันตั้งแต่บ่ายโมงครึ่งจนเกือบหกโมงเย็น ก็ได้เวลาปิดการประชุม แยกย้ายกันกลับ บางกลุ่มก็ไปเดินดูกวาง บางกลุ่มก็ไปกินข้าวเย็น โดยได้ผู้นำคุยครั้งต่อไป ก็คือ ป.ป้าน มึนเช่น นั่นเอง ส่วนไอ้เรื่องที่จะพูดน่าสนใจไม่ใช่เล่น “อาชญากรรมคอมพิวเตอร์/อินเทอร์เน็ต (Computer crime)” เรื่องนี้ผ่านการคัดเลือก ชนะโหวตได้คะแนนเฉือนอีก 2 หัวข้อ คือ เศรษฐกิจพอเพียง และชีวิตหลังความตาย ขอแอบกระซิบว่า ผู้นำคุยติดตามเรื่องนี้มาตั้งแต่ปริญญาตรี จนกำลังทำปริญญาเอกด้านนี้อยู่ เนื้อหาจะเป็นยังไง เข้มข้นขนาดไหนก็ติดตามกันได้ใน “ คุยสบาย สไตล์มิวนิค” ครั้งหน้าครับ

read 4378

เชกูวารา

พอดี ผมอ่านข่าววันนี้ เจอข่าวที่น่าจะช่วยเสริม หรือยืนยัน อันดับการดื่มหนักของคนไทย ที่สอดคล้องกับบทสรุปของคุณ ช ณ มึนเช่น ครับ เลย ขออนุญาตเก็บมาฝากอ่านกันต่อ

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

ขี้เมาไทยพุ่งทะยาน 11ขวบดวดถึงเพี้ยน

...เผยคนไม่รู้เมา แล้วขับจะมีประวัติอาชญากรรมติดตัว ตะลึงเด็ก 11 ขวบ เป็นโรคจิตเพราะติดเหล้างอม เมื่อวานนี้ (15 ก.ค.)

ในงานประชุมวิชาการสุราชาติ ครั้งที่ 1 เรื่องวิกฤติปัญหาสุราและนโยบาย จัดโดยศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) และสำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดย น.ส.นิตยา โควสุวรรณ ผอ.สำนักงานคุมประพฤติประจำศาลแขวงพระนครเหนือ กล่าวในหัวข้อ มาตรการสังคมและกฎหมายในประเทศไทย ว่า

กฎหมายเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยถือว่าครอบคลุมทุกส่วน มีหลายฝ่ายร่วมทำงาน ทั้งการควบคุมฉลาก จำกัดกลุ่มผู้บริโภค จำกัดการโฆษณาทางสื่อวิทยุโทรทัศน์ พ.ร.บ.จราจร การจำกัดเวลาจำหน่าย

แต่ปัญหาที่เกิดคือไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายที่มีอยู่ได้อย่างเต็มที่ เปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็งที่เห็นเพียงยอดขนาดเล็ก แต่จริงๆ แล้วยังมีภูเขาขนาดใหญ่อยู่ใต้น้ำ ซึ่งมองไม่เห็น คือมีมาตรการมากมาย แต่นำมาใช้ได้นิดเดียว เพราะปัญหาบุคลากร งบประมาณ เครื่องมือ ที่ไม่เพียงพอ และคนส่วนมากยังไม่ทราบถึงการบังคับใช้กฎหมายดีพอ ไม่ทราบว่าคนที่ถูกคุมประพฤตินั้นจะถูกจับกุมในคดีอาญา มีประวัติในประวัติอาชญากร

น.ส.นิตยากล่าวต่อว่า สถิติการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.จราจร พบว่า ในปี 2547 สถิติผู้ถูกคุมประพฤติจากการเมาแล้วขับเฉพาะในเขต กทม. จำนวน 11,925 คน ในภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 17,949 คน ซึ่งสถิติการจับกุมสูงที่สุดอยู่ในช่วงเดือนเมษายน สถิติรายวันมากที่สุดวันละเกือบ 100 ราย ส่วนในช่วงเข้าพรรษา 3 เดือน สถิติจะลดต่ำลงที่สุดในรอบปี

ขณะเดียวกัน พญ.พันธุ์นภา กิตติรัตนไพบูลย์ ผู้เชี่ยวชาญโรคจิตเวช รพ.สวนปรุง กล่าวถึง มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาสุรา ว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้คือ พบผู้ป่วยที่มีอาการติดแอลกอฮอล์เพิ่มมากขึ้นใน รพ. ทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน โดยมีผู้ป่วยในถึง 2,000 รายต่อปี ผู้ป่วยนอก 4,000 รายต่อปี อีกทั้งยังเป็นผู้ป่วยรายใหม่ที่มาด้วยอาการขาดเหล้าอีกด้วย ที่สำคัญผู้ป่วยจิตเวชที่เกิดจากการดื่มสุรามีอายุน้อยลงเรื่อยๆ ล่าสุดพบผู้ป่วยอายุเพียง 11 ปี โดยพบวัยรุ่นที่ป่วยอายุตั้งแต่ 11-19 ปี และอายุผู้ติดเหล้าเฉลี่ยแล้วลดลง จากที่มีอายุ 45 ขึ้นไป ลดเหลือ 20-30 ปีเท่านั้น

นพ.จิรวัฒน์ มูลศาสตร์ จิตแพทย์ รพ.สรรพสิทธิประสงค์ กล่าวถึง แนวทางดูแลผู้ติดสุราที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ว่า มี 2 ประเภท คือ ผู้ที่มาด้วยตนเอง และญาติพามา ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มักมาด้วยอาการขาดแอลกอฮอล์ มีอาการทางจิตที่เกิดจากแอลกอฮอล์ ผู้ที่ตัดสินใจเลิกดื่มและถูกส่งต่อมารักษาบำบัดอาการติดสุรา โดยผู้ป่วยที่มีอาการน่าเป็นห่วงมากที่สุดคือ ผู้ป่วยที่มีอาการถอนพิษสุราที่รุนแรงหรือคลุ้มคลั่ง (Alcohol withdrawal delirium) เพราะอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตจากอาการแทรกซ้อน และคนไข้ไม่สามารถร่างกายอ่อนแอลงเรื่อยๆ จนเสียชีวิตในที่สุด ซึ่งส่วนมากผู้ป่วยที่มาพบมักมีอาการขาดเหล้า คือ มือสั่น ปากสั่น สับสน เกิดอาการหลอน บางรายมีอาการทางจิตร่วมด้วย จำเป็นต้องอาศัยการดูแลอย่างมาก

บางรายก็มีอาการประสาทหลอน เช่น คนไข้รายล่าสุดที่มารักษามาด้วยอาการทางจิต ยังไม่ทันได้รักษาก็เพ้อคลั่งกระโดดจากชั้น 4 ของ รพ.ลงไป ยังดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บ นพ.จิรวัฒน์กล่าวว่า หลังจากเทศกาลรวมถึงงานบุญต่างๆ จะมีคนไข้มาที่ รพ.จนล้นแผนก ซึ่งมาด้วยอาการอาเจียนเป็นเลือด กระเพาะทะลุ โดยน่าจะมีสาเหตุมาจากการดื่มสุรา เพราะภาคอีสานจะมีเทศกาลงานบุญบ่อยครั้ง อาทิ งานบุญบั้งไฟที่ชาวบ้านจะดื่มสุราทั้งวัน โดยดื่มทั้งก่อนงาน วันงาน และหลังงาน ดังนั้นผู้ให้การรักษาอาการติดสุราควรเข้าใจสภาพสังคม วิถีชีวิตของผู้ป่วยเพื่อให้เอื้อต่อการรักษา.

16 Jul 05

อาสามาแปะ

วันนี้อ่านเจอเรื่องนี้ครับ คิดว่า เกี่ยวกันอย่างยิ่ง จึงน่าเก็บเอาไว้เป็นสถิติเรื่องราวด้วยครับ....

เปลือยชีวิต 4 เด็กพินิจ ก่อเรื่องเพราะเหล้า!

ผู้จัดการออนไลน์ 8 สิงหาคม 2548 12:29 น.

...วันนี้ (8 สิงหาคม) เวลาประมาณ 10.30 น. ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ชั้น 34

อาคาร SM Tower นายวันชัย รุจนวงศ์ อธิบดีกรมพินิจและคุ้มครองเด็ก เป็นประธานในการแถลงข่าวและเผย ผลวิจัยพฤติกรรมการบริโภคสุรา เบียร์ และการใช้สารเสพติดของเยาวชนที่กระทำผิดกฏหมายและถูกควบคุมตัว

ให้มาฝึกอบรมจำนวน 121 ราย อายุระหว่าง 9-23 ปี เริ่มเก็บข้อมูลตั้งแต่เดือน ส.ค.2547 จนถึง พ.ค.2548

โดยพบข้อมูลที่น่าตกใจว่าเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดมีพฤติกรรมสูบบุหรี่มาก

ถึงร้อยละ 95.9 ดื่มเหล้าสูงถึง 85.1 และเสพยาบ้า ร้อยละ 69.4 เหตุผลหลักที่เยาวชนดื่มเหล้าสูบบุหรี่ เสพสารเสพติด คืออยากลอง และเพื่อนชักชวน ตั้งแต่ร้อยละ 75.0-92.6 ที่สำคัญพบว่าการดื่มสุราของเยาวชนมีผลกระตุ้นให้พวกเขากระทำผิด ทั้งการข่มขืน โทรมหญิง ทำร้ายร่างกาย และก่อคดีฆาตกรรม ซึ่งเด็กที่ต้องโทษร้อยละ 38 ดื่มสุราก่อนจะทำผิดไม่เกิน 5 ชั่วโมง หนำซ้ำขณะที่ทำผิดยังอยู่ในสภาพมึนเมา และแม้เด็กจะไม่ได้ดื่มเหล้าก่อนก่อเหตุแต่เหล้าก็เป็นสิ่งจูงใจให้ลักทรัพย์ จี้ ปล้น เพราะต้องการหาเงินไปซื้อ รวมถึงไปเที่ยวสถานบันเทิงจะได้ดื่มเหล้าด้วย

“ยกตัวอย่างเช่น เด็กคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าดื่มเหล้าอยู่กับเพื่อนอีก 11 คนแล้วเกิดอารมณ์ทางเพศ จึงให้เพื่อนพาแฟนมาที่ห้องแล้วซ่อนตัว จากนั้นเมื่อเพื่อนมีเพศสัมพันธ์กับแฟนแล้ว ทั้ง 11 คนก็ออกมารุมโทรมแฟนของเพื่อน หรือจะเป็นกรณีที่นั่งกินเหล้าอยู่ที่บ้านเพื่อนจนเกิดอารมณ์เลยให้เพื่อนโทร.

ไปชวนเด็กผู้หญิงมาหา เมื่อพยายามจะนอนด้วยแล้วผู้หญิงขัดขืนจึงล็อกคอ แต่กลัวผู้หญิงไปแจ้งความเลยบีบคอจนตกไปในคูน้ำ สุดท้ายเด็กผู้หญิงคนนั้นจมน้ำตาย

นอกจากนี้ยังมีความรุนแรงถึงขั้นก่อคดีฆาตกรรม คือนั่งกินเหล้ากับเพื่อนที่ห้องพักคนงาน แล้วชวนกันไปกินเหล้าต่อที่ร้านคาราโอเกะ โดยพกมีดยาว 1 ฟุตไปด้วย พอกินจนเมาก็เรียกแท็กซี่ ไปถึงที่เปลี่ยวแล้วจี้ พอคนขับแท็กซี่รู้ตัวเปิดประตูวิ่งหนีก็ตามไปรุมแทง 5-6 ทีจนตายคาที่ ค้นตัวได้เงินไป 500 กับพระเครื่อง เหล่านี้เป็นเพียงแค่ไม่กี่ตัวอย่างที่เกิดจากฤทธิ์ของสุราเท่านั้น” นายวันชัยกล่าว

อธิบดีกรมพินิจฯ กล่าวอีกว่า ในกรณีของเด็กหญิงไม่เพียงแต่เป็นผู้ถูกกระทำเท่านั้น แต่เหล้ายังทำให้หลงเดินทางผิด เช่น เด็กหญิงคนหนึ่งที่เบื่อเรียนจึงหนีไปกินเหล้าสูบบุหรี่ที่บ้านเพื่อน ในที่สุดเพราะความเมาจึงถูกเพื่อนรุมข่มขืน จากนั้นก็มีความคิดว่าเสียแล้วจึงมีอะไรกับผู้ชายง่ายๆ ไม่คิดอะไร ทั้งนี้ เมื่อสอบถามเด็กจะพบว่ากิจกรรมที่พวกเขากระทำร่วมกับเพื่อนคือการดื่มเหล้า

สูบบุหรี่ ซึ่งสิ่งที่เด็กทำเป็นผลโดยตรงมาจากคนในครอบครัว เพราะจากการสำรวจพบว่าเด็กร้อยละ 80 มาจากครอบครัวที่มีคนสูบบุหรี่ดื่มเหล้า และคนในครอบครัวร้อยละ 47.5 จะหาความบันเทิงจากการดื่มเหล้า เด็กบางคนเห็นพ่อแม่ดื่มเหล้าทุกเย็น ซึ่งเด็กเพียงร้อยละ 31.4 เท่านั้นที่เห็นว่าเป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสม ซ้ำร้ายเด็กยังเห็นว่าการใช้สารเสพติดทั้งเหล้าบุหรี่มีประโยชน์ทำให้ขยัน คลายเครียด ลืมทุกข์ เพลิดเพลินสูงถึงร้อยละ 59.2

และด้วยความตระหนักในปัญหานี้ ประกอบกับเพื่อเป็นการคุ้มครองสวัสดิภาพของเด็กตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจึงเห็นสมควรจัดทำโครงการรณรงค์บังคับ

ใช้กฎหมายห้ามการขายสุราและบุหรี่แก่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เพื่อป้องปรามเด็กและเยาวชนกระทำผิด โดยทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงยุติธรรม กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก และสื่อมวลชนเครือข่าย เพื่อเผยแพร่กฎหมายการห้ามขายสุราและบุหรี่ให้แก่เด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปีให้ร้านค้า เด็กและเยาวชนและประชาชนทั่วไปให้รู้กันอย่างแพร่หลาย ได้จัดทำบันทึกข้อตกลงกับร้านค้าที่จำหน่ายสุราและบุหรี่เพื่อวางมาตรการ

ไม่ให้มีการจำหน่ายสุราและบุหรี่แก่เด็กและเยาวชนอายุต่ำกว่า 18 ปี รวมทั้งเพื่อตรวจตราบังคับใช้กฎหมายในเรื่องนี้ให้มีผลอย่างมีประสิทธิภาพ

อย่างแท้จริง

“ผมอยากให้คิดแบบนี้ คือมันเป็นสมการ หากเอาเด็กบวกกับเหล้า มันจะเท่ากับอาชญากรรม เด็กสถานพินิจฯ หลายต่อหลายคนเสียโอกาสในชีวิตก็เพราะเหล้า ดื่มเหล้าแล้วก่อเหตุ ต้องมาติดอยู่ในนี้ แทนที่จะได้ไปศึกษาเล่าเรียน ผมอยากฝากไปถึงพ่อแม่ผู้ปกครองที่กำลังดื่มเหล้าให้ลูกเห็นว่า นอกจากเด็กของเราจะ “เรียน” แล้ว เค้ายัง “เลียน” แบบเราอีก เราไปทำอย่างไรให้เขาเห็น เขาก็จะทำสิ่งนั้น

สังคมไทยกินเหล้ามานาน กินมันทุกเทศกาล ไม่ว่าเกิด ตาย บวช โกนผม เด็กเราชินกับภาพที่พ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่กระดกแก้วในโอกาสพิเศษ จนเค้าเห็นเป็นเรื่องธรรมดา ในขณะนี้เราก็ได้ประสานไปยังร้านสะดวกซื้อประเภทยี่สิบสี่ชั่วโมง มินิมาร์ท ซูเปอร์มาเกตในสถานบริการน้ำมัน โดยเชิญผู้บริหารเค้ามาขอความร่วมมือไม่ขายเหล้าให้เด็กและตรวจบัตรทุกครั้ง

ที่สงสัย ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี นี่ถือเป็นเฟสแรก เราจะขอสร้างกระแสการยอมรับและเห็นด้วยจากสังคมก่อน จากนั้นจะขยายไปถึงบรรดาร้านโชว์ห่วย ร้านอาหารอีกทีหนึ่ง”

อธิบดีกรมพินิจฯ กล่าว

ศ.นพ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม รองประธานคนที่สอง คณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ได้ชี้ให้เห็นว่า ในทางจิตวิทยาคนเรามีสัญชาติญาณดิบที่ถูกสติสัมปชัญญะควบคุมอยู่ ในเด็กและเยาวชนที่ยังมีวุฒิภาวะจำกัด เมื่อถูกสุราทำให้สติสัมปชัญญะลดทอนไปก็ยิ่งก่อให้เกิดพฤติกรรมอันน่าสลดใจ

ได้อย่างง่ายดาย กรณีที่กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนศึกษามานำเสนอนี้เป็นการศึกษาย้อน

หลังจากบทเรียนของกรณีที่สายไปแล้ว นำมาเตือนสติเด็ก ผู้ปกครอง และสังคมไทยโดยรวม ให้เร่งขจัดภัยสุราที่กำลังคุกคามอนาคตเยาวชนไทยอย่างรุนแรงยิ่งในปัจจุบัน

"ต้องยอมรับว่าเด็กไทยสมัยนี้ดื่มเหล้าเร็วขึ้น และขณะนี้ประเทศไทยก็กลายเป็นขี้เมาติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลกไปเรียบร้อยแล้ว เรามีเด็กที่กินเหล้าแล้วก่อเหตุอาชญากรรมสูงมาก สูงจนน่าตกใจ เป็นเพราะเราไปสร้างสภาพสังคมในปัจจุบันให้เป็นสังคมที่ไม่ดี เด็กของเราจึงไม่มีที่ยืน ที่น่าเป็นห่วงคือการทำลายเซลล์สมองของเหล้า โดยเฉพาะเซลล์สมองของเด็กที่ยังไม่โตเต็มที่แล้วไปดื่มเหล้า เพียงแค่ดื่มล่วงพ้นลำคอเข้าไปที่หลอดอาหารส่วนต้น กระบวนการดูดซึมของร่างกายก็จะเริ่มทำงาน แอลกอฮอล์จะเข้าไปในระบบการไหลเวียนของเลือด เข้าไปสู่หัวใจ จากนั้นหัวใจก็จะสูบฉีดไปเลี้ยงสมอง แอลกอฮอล์ก็จะเข้าสู่สมองส่วนกลาง กดสำนึกผิดชอบชั่วดีของมนุษย์ที่เป็นสัตว์ประเสริฐให้กลายเป็นเดรัจฉาน

ที่มีความต้องการฝ่ายต่ำ จนทำให้เด็กเหล่านี้ก่อเหตุต่างๆ อันน่าสลดใจขึ้น”

นอกจากนี้ ศ.นพ.อุดมศิลป์ยังได้เปิดเผยถึงข้อมูลล่าสุดว่า ก่อนหน้านี้ได้ไปบันทึกภาพความเป็นจริงของสังคมภายในหมู่บ้านแถบภาคเหนือ

อันห่างไกล ที่หลายคนคิดว่ามันสวยงามและเต็มไปด้วยวัฒนธรรมประเพณี กลิ่นไอแห่งสายหมอกอันอบอวลไปด้วยความงดงามแบบพื้นเมือง ผู้คนสะสวย พูดจาไพเราะ แต่ในความเป็นจริงนั้นเน่าเฟะจนนึกไม่ถึง เหตุเพราะสุรากลายเป็นหนอนชอนไชเนื้อในจนพรุน

“เพิ่งจะไปเก็บข้อมูลที่หมู่บ้านในแถบภาคเหนือ ถ่ายวีดีโอเก็บไว้ แต่ยังไม่ได้เผยแพร่ภาพให้สื่อมวลชนเห็น คือในหมู่บ้านที่สงบเรียบง่ายสวยงาม มีวัฒนธรรมประเพณีแบบล้านนาที่งดงามนั้น หากกระเทาะเปลือกบางๆ ที่หุ้มอยู่แล้วลงไปเก็บข้อมูลเชิงลึก เราได้ข้อมูลที่น่าตกใจมากคือ ผู้ชายกินเหล้ากันแทบทั้งวัน ผู้หญิงเมื่อทำงานบ้านเสร็จก็ตั้งวงกินเหล้า แล้วเด็กผู้หญิงอายุแค่ 4 ขวบก็โดนแม่สอนให้กินเหล้าแล้ว เพียงเพราะเห็นเป็นความสนุก ตลกขบขันในครอบครัว และแนวคิดที่ว่าเพื่อเป็นการฝึกให้ลูกคอแข็ง”

และในการณ์นี้อธิบดีกรมพินิจฯ ได้นำเด็กและเยาวชนจากสถานพินิจ 4 คน ที่ต้องถูกส่งเข้าสถานพินิจเนื่องจากการก่อเหตุอันเนื่องมาจากการดื่มสุราทั้งสิ้น จากศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนบ้านอุเบกขา ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนกรุณา และศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนา มาบอกเล่าเรื่องราวความเลวร้ายของสุรา

“ต้น” จากบ้านอุเบกขา กล่าวว่า พื้นฐานครอบครัวพ่อเป็นคนที่ดื่มสุราจัด ดื่มทุกวัน ดื่มที่บ้านและเป็นการดื่มให้เห็นจนชิน เมื่อดื่มแล้วก็มีปากเสียงกับคนในครอบครัว รู้สึกเครียดและเบื่อบ้าน จึงยึดเพื่อนเป็นที่พึ่ง ติดเพื่อน และเมื่อเพื่อนชวนไปดื่มสุราก็ไป เพราะอยากลืมทุกข์ อยากระบายความเครียด เริ่มดื่มมาตั้งแต่อายุ 15 ปี

ในวันเกิดเหตุต้นเล่าว่า หลังจากการดื่มเหล้าจนเมาในกลุ่มเพื่อนแล้ว ทั้งหมดก็ตัดสินใจไปเที่ยวกัน โดยเรียกแท็กซี่เป็นพาหนะโดยสาร แต่เกิดทะเลาะกันกับคนขับแท็กซี่ จึงร่วมกันทำร้ายร่างกายจนโชเฟอร์ได้รับบาดเจ็บ ก่อนที่จะชิงเงินแล้วหลบหนีไป ก่อนจะถูกจับได้ในที่สุด

“โบว์” จากบ้านกรุณา กล่าวว่าดื่มเหล้าเพราะเพื่อนชวน เมื่อเมาแล้วเพื่อนก็ชวนไปชิงรถจักรยานยนต์ ด้วยความเมาประกอบกับการอยากลองและความคึกคะนองของวัยรุ่น ทำให้โบว์ติดสินใจไปชิงรถจักรยานยนต์เพื่อนำไปขาย และนำเงินมาแบ่งกินซื้อเหล้ามาดื่มและไปเที่ยว

“บอย” จากบ้านกาญจนา กล่าวว่า เห็นพ่อดื่มเหล้าทุกวันก็เกิดความอยากลอง ประกอบกับเพื่อนชวน ดื่มครั้งแรกตอนอายุ 13 ปี วันเกิดเหตุได้ดื่มกินกับเพื่อนจนเมามายสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เพื่อนชวนไปปล้นคนย่านอนุสาวรีย์ก็ไปกับเพื่อน พอลงมือปล้นปรากฎว่าเจ้าทรัพย์ขัดขืนและต่อสู้ เพื่อนรุ่นพี่อีกคนจึงเอามีดฟันหัวเจ้าทรัพย์อาการสาหัส บอยและกลุ่มเพื่อนได้หนีไปและไปนั่งเล่นอยู่หน้าสถานบริการน้ำมันในซอย

อินทามระ 40 ก่อนจะถูกเจ้าหน้าที่จับตัวได้

และ “กอล์ฟ” จากบ้านกาญจนา วัย 22 ปี ที่ถูกจับส่งสถานพินิจตั้งแต่อายุ 17 ปี ในข้อหา “ฆ่าคนตายโดยเจตนา” อดีตเด็กอาชีวะฯ ผู้ไม่ยอมใครยอมรับว่าเขาเป็นคนที่ติดเหล้ามาก ดื่มครั้งแรกตอนอยู่ชั้น ปวช. 1 เนื่องจากพ่อชอบกินเหล้าแล้วทะเลาะกับแม่เลยเกิดความเครียด ไม่เข้าใจว่าคนที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมานานอย่างพ่อกับแม่เหตุใดเมื่อมีเหล้ามา

เป็นตัวกลางแล้วถึงไม่มีเหตุผล ต้องทะเลาะกันทุกครั้ง

เมื่อกอล์ฟลองลิ้มรสสุราเป็นครั้งแรก ประกอบกับได้สัมผัสถึงฤทธิ์อันมอมเมาของมันที่ทำให้เขาลืมเรื่องราวที่ไม่อยาก

จะจำได้ชั่วครู่ชั่วยาม กอล์ฟก็ดื่มหนักขึ้นเรื่อยๆ จากที่ดื่มเช้าก่อนไปเรียนและเย็นหลังเลิกเรียน ก็กระเถิบมาเป็นการนำเข้ามาดื่มถึงในห้องเรียน

ในวันเกิดเหตุ เป็นวันที่กอล์ฟอยู่ในอาการมึนงงจากการดื่มสุรามาเมื่อคืนก่อนหน้า หรืออาการที่คนทั่วไปเรียกกันว่า “เมาค้าง” เขาไปเดินเล่นที่ห้างสรรพสินค้า จากนั้นก็ได้มีเด็กอาชีวะฯ จากโรงเรียนดังย่านบางนา คู่อริเขาจำนวน 3 คน เดินผ่านประตูอัตโนมัติของห้างมารุมตีเขา กอล์ฟจึงได้ชักมีดออกมาแล้วแทงสวนไป ก่อนจะหลบหนีโดยการนั่งแท็กซี่กลับมาที่โรงเรียน ภายหลังเมื่อถูกตำรวจจับเขาถึงได้ทราบว่าคู่อริที่เขาแทงสวนออกไปนั้น ถูกตัดเอ็นแขนขาด และถูกแทงตัดขั้วหัวใจเสียชีวิต

“ผมกินเหล้า ติดเหล้า อยากเลิกเหมือนกัน แต่เลิกไม่ได้ หลังเกิดเรื่องพ่อผมที่เคยดื่มจัดตอนนี้ก็เลิกแล้ว ตอนแรกผมนึกว่าเหล้ามันดี กินแล้วมันสุข ไม่ต้องเครียด แต่เอาเข้าจริง สุขที่แท้คืออะไร ...ผมยังไม่เคยเห็น” กอล์ฟกล่าว

09 Aug 05

เชกูวารา

เก็บมาฝากอีกระรอกครับ 

โครงสร้างอัตราภาษีสุราปัจจุบัน

โครงสร้างอัตราภาษีสุราในปัจจุบัน ตามพระราชบัญญัติภาษีสุรา พ.ศ.2493 ได้กำหนดหลักการในการจัดเก็บภาษีสุรา โดยใช้วิธีการคำนวณจากมูลค่าราคาและใช้วิธีการคำนวณจากปริมาณแอลกอฮอล์บริสุทธิ์หรือ

ดีกรี วิธีไหนรัฐเก็บภาษีได้มากที่สุดให้ใช้วิธีนั้น

ทั้งนี้เพื่อป้องกันสุราจากต่างประเทศเข้ามาดัมพ์ตลาดในประเทศหากแจ้งราคาต่ำเกินไป ทางเจ้าหน้าที่จะหันมาใช้วิธีการคำนวณภาษีจากปริมาณแอลกอฮอล์แทน และในกฎหมายภาษีสุราได้แบ่งการจัดเก็บภาษีสุราออกเป็น 2 ประเภท คือ

1)สุราแช่ ได้แก่ เบียร์ที่มีความแรงของแอลกอฮอล์ตั้งแต่ 3-7 ดีกรี จะเสียภาษีสรรพสามิต 55% ของมูลค่าราคาหรือเสียภาษีลิตรละ 100 บาทแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์หรือดีกรี, ไวน์ที่มีแอลกอฮอล์ตั้งแต่ 13-15 ดีกรี เสียภาษีสรรพสามิต 60% ของมูลค่าราคาหรือเสียภาษีลิตรละ 100 บาทแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์, สุราแช่พื้นเมืองเสียภาษี 25% ของมูลค่าราคาหรือเสียภาษีลิตรละ 70 บาทแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ และสุราอื่นๆ เสียภาษี 25% ของมูลค่าราคาหรือเสียภาษีลิตรละ 70 บาทแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์

2)สุรากลั่น ได้แก่ สุราขาว เสียภาษี 25% ของมูลค่าราคาหรือเสียภาษีลิตรละ70 บาทแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์, สุราผสม (แม่โขง) เสียภาษี 50% ของมูลค่าราคาหรือเสียภาษีลิตรละ 240 บาทแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์, สุราปรุงพิเศษ เสียภาษี 50% ของมูลค่าราคาหรือเสียภาษีลิตรละ 240 บาทแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์ และบรั่นดี วิสกี้ เหล้ารัม เสียภาษี 50% ของมูลค่าราคาหรือเสียภาษีลิตรละ 240 บาทแห่งแอลกอฮอล์บริสุทธิ์

22 Aug 05

ความคิดเห็น (click here to comment)

Search

Navigation

รวมลิงก์น่าสนใจ

ความเคลื่อนไหว

Login

name password

ลืมรหัสผ่าน