ComBioLaw.De » บทความ » บทความไบโอเทค » อธิปไตยด้านอาหาร
อธิปไตยด้านอาหาร
|
Author : ปีเตอร์ รอสเส็ต Quelle : มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน Category : บทความไบโอเทค Publisher : BioLawCom |
|
อธิปไตยด้านอาหาร
เสียงเรียกร้องก้องโลกของขบวนการชาวนา
สุนทรี เกียรติประจักษ์ : แปล จากบทความเรื่อง
"Food Sovereignty: Global Rallying Cry of Farmer Movements"
ซึ่งตีพิมพ์ในฤดูใบไม้ร่วง ปี 2546 อธิปไตยด้านอาหารเป็นสิทธิของประชาชนที่จะกำหนดความหมายของอาหาร และการเกษตรของตนเอง ที่จะคุ้มครองและออกระเบียบการผลิตและการค้าด้านการเกษตรภายในประเทศเพื่อให้สามารถ บรรลุวัตถุประสงค์ในการพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่จะกำหนดขอบเขต ที่พวกเขาอยากจะพึ่งพาตนเอง [และ] ที่จะควบคุมการทุ่มตลาดสินค้าของตน ... อธิปไตยด้านอาหารไม่ได้ปฏิเสธการค้า ตรงกันข้าม กลับส่งเสริมการรวมตัวกันเพื่อการกำหนดนโยบายการค้าและวิถีปฏิบัติที่ตอบสนองสิทธิของ ผู้คนนานาเผ่าพันธุ์ ที่จะมีวิถีการผลิตที่ปลอดภัย ถูกสุขอนามัยและให้ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม คำประกาศว่าด้วยอธิปไตยด้านอาหารของผู้คนนานาเผ่าพันธุ์ โดยกลุ่มเวียกัมเปสินาและคณะ ในขณะที่กระแสโลกาภิวัตน์ด้านเศรษฐกิจซึ่งขับเคลื่อนโดยบรรษัทธุรกิจและนโยบายการค้า เสรีแบบไร้การควบคุมสร้างความย่อยยับให้แก่ชุมชนชนบททั่วโลกอยู่นั้น องค์กรชาวนาทั้งหลายก็กำลังรวมพลังกันกู่ก้องเรียกร้องอธิปไตยด้านอาหารอยู่ อธิปไตยด้านอาหารประกาศไว้ว่า การเลี้ยงประชาชนของชาติใดชาติหนึ่ง คือประเด็นที่เป็นเรื่องของความมั่นคงแห่งชาติ เป็นเรื่องของอธิปไตย หากประชาชนของประเทศใดประเทศหนึ่งจะต้องพึ่งพิงอาหารมื้อต่อไปของตน อยู่กับความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ไมตรีจิตของพวกมหาอำนาจที่จะไม่ใช้อาหารเป็นอาวุธ หรือพึ่งพิงภาวะที่ไม่อาจทำนายได้และค่าใช้จ่ายสูง ๆ ของการส่งสินค้าทางไกล ประเทศนั้นก็ไม่มีความมั่นคง ไม่ว่าจะในแง่ของความมั่นคงแห่งชาติหรือความมั่นคงด้านอาหาร "อธิปไตยด้านอาหาร"นั้น กินความนอกเหนือไปจากแนวคิดเรื่อง "ความมั่นคงด้านอาหาร" ซึ่งถูกปอกลอกเอาความหมายที่แท้จริงทิ้งไปอยู่เสมอมา ความมั่นคงด้านอาหารหมายถึงว่าเด็ก ผู้หญิง ผู้ชายทุกคนจะต้องมีความแน่นอนที่จะมีอาหารพอกินในแต่ละวัน แต่แนวคิดนี้ไม่ได้พูดอะไรเลยว่า อาหารที่ว่านั้นมาจากไหนหรือผลิตอย่างไร ฉะนั้น (รัฐบาลสหรัฐฯ ที่) วอชิงตันจึงสามารถจะโต้แย้งได้ว่า สำหรับประเทศยากจนแล้ว การนำเข้าอาหารราคาถูกจากสหรัฐฯ เป็นวิธีการที่ดีกว่าในการได้มาซึ่งความมั่นคงด้านอาหาร แทนที่จะต้องผลิตด้วยตนเอง แต่การนำเข้าอาหารราคาถูกและได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลของประเทศผู้ผลิต เป็นการทำลายชาวนาท้องถิ่น เป็นการผลักไสพวกเขาออกจากที่ดิน ให้ต้องไปเพิ่มจำนวนของคนอดอยากหิวโหย และความมั่นคงด้านอาหารของพวกเขาก็ถูกดึงไปไว้ในอุ้งมือของระบบเศรษฐกิจที่ใช้เงินเมื่อ ต้องอพยพไปอาศัยอยู่ในสลัม ที่พวกเขาไม่สามารถหางานซึ่งให้ค่าจ้างที่จะประทังชีวิตได้ การจะได้มาซึ่งความมั่นคงด้านอาหารที่แท้จริงนั้น ประชาชนในพื้นที่ชนบทจะต้องเข้าถึงที่ดินเพื่อการผลิตและขายพืชผลได้ในราคาที่เปิดช่อง ให้พวกเขาใช้ชิวิตอย่างเป็นผู้เป็นคนกับเขาได้
วิธีการเดียวที่ได้ผลยั่งยืนในการขจัดความหิวโหย และลดทอนความยากจน ได้แก่การพัฒนาเศรษฐกิจของท้องถิ่น หนทางหนึ่งที่จะบรรลุการพัฒนาในพื้นที่ชนบทดังกล่าวได้ก็คือการสร้างวงจรการผลิตและ การบริโภคในท้องถิ่น ที่ซึ่งครอบครัวของชาวไร่ชาวนา พากันมาขายผลผลิตและซื้อสิ่งจำเป็นของพวกเขาในเมืองในท้องถิ่น เงินทองก็จะหมุนเวียนลายต่อหลายครั้งในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น ก่อให้เกิดการจ้างงานในเมืองนั้น และทำให้ชาวไร่ชาวนาทำมาหากินอยู่ได้ตรงกันข้าม หากชาวนาผลิตเพื่อการส่งออก ขายได้ในราคาตลาดสากล (ที่ต่ำ ๆ) และแทบทุกอย่างที่ซื้อหาต้องสั่งมาจากนอกประเทศ กำไรทั้งหมดจะถูกสูบจากระบบเศรษฐกิจท้องถิ่นและไปเกื้อหนุนก็แต่การพัฒนาเศรษฐกิจ ที่อยู่ไกลโพ้น (ซึ่งก็คือเศรษฐกิจที่วอลล์สตรีท) ดังนั้น ความมั่นคงด้านอาหารที่เน้นความสำคัญของตลาดและระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น จึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการต่อสู้กับความอดอยากและยากจน
การปะทะกันของแบบจำลอง สำหรับขบวนการชาวไร่ชาวนาสากล เวียกัมเปสินา (Via Campesina) แล้ว "อธิปไตยด้านอาหารให้ความสำคัญสูงสุดแก่การเข้าถึงตลาด (Market access) ของผู้ผลิตท้องถิ่น การค้าสินค้าเกษตรแบบเปิดเสรี ซึ่งให้อำนาจการเข้าถึงตลาดโดยใช้อำนาจทางการตลาด และราคาต่ำที่มักได้รับเงินอุดหนุน เป็นเกณฑ์นั้น เป็นการปิดหนทางการเข้าถึงตลาด ของตนเองของผู้ผลิตท้องถิ่น" (2545, ต้นฉบับเป็นตัวเอน) สิ่งที่ขบวนการเวียกัมเปสินาและกลุ่มอื่น ๆ พูดถึงก็คือ เรากำลังเผชิญหน้ากับการปะทะกันของบรรดาแบบจำลองการพัฒนาเศรษฐกิจ (Economic development models) สำหรับโลกชนบท ระหว่างแบบจำลองที่ครอบงำและอิงอยู่กับการส่งออกสินค้าเกษตร (Agroexports) นโยบายเศรษฐกิจเสรีนิยมใหม่และการค้าเสรี กับแบบจำลองของอธิปไตยด้านอาหารนั้น เห็นจะไม่มีอะไรขัดแย้งกันยิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว ในขณะที่แบบจำลองแบบหนึ่งถือว่าพวกชาวนาที่ทำนาเลี้ยงครอบครัว (Family farmers) เป็นพวกตกยุคที่ไร้ประสิทธิภาพ ควรอันตรธานหายไปกับกระแสการพัฒนาได้แล้ว ในขณะที่แบบจำลองอีกชุดเห็นว่าคนเหล่านี้เป็นรากฐานของระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น และของการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติ เพราะตลาดภายในนี้ต่างหาก ที่เป็นกำลังให้แก่มหาอำนาจทางเศรษฐกิจอุตสาหกรรมในปัจจุบันอย่างประเทศสหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีน และเกาหลีใต้ จนสามารถริเริ่มดำเนินการไปได้ตลอดรอดฝั่ง ในเรื่องของความอดอยากหิวโหย แบบจำลองแบบหนึ่งมองว่าการเพิ่มพูนการส่งออกผลผลิตจากไร่นาขนาดยักษ์ จะเป็นหนทางในการสร้างเงินตราต่างประเทศ ซึ่งจำเป็นสำหรับการนำเข้าอาหารราคาถูกสำหรับพวกที่อดอยาก พวกที่เห็นด้วยกับแบบจำลองนี้บอกว่า การปลูกพืชผลเพื่อการส่งออก (Export cropping) ยังช่วยสร้างงานในชนบท อีกทั้งยังช่วยให้เด็ก ๆไม่ต้องอดอยากได้มากขึ้นด้วย แต่อีกแบบจำลองมองว่า การผันไร่นาที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นของครอบครัวผู้ครอบครองรายย่อย (Family smallholders) ไปเป็นไร่พืชผลเพื่อการส่งออก กลับเป็นแรงขับเคลื่อนที่อยู่เบื้องหลังการขยายตัวของความอดอยากและทุกข์ทรมานในพื้นที่ ชนบท ส่วนฝ่ายที่สนับสนุนอธิปไตยด้านอาหารชี้ว่า การปลูกพืชผลเพื่อการส่งออกขนาดใหญ่ ก่อให้เกิดการจ้างงานในระดับที่ต่ำกว่าการทำฟาร์มภายในครอบครัว และตำแหน่งงานที่เกิดขึ้นนั้นก็ให้ค่าตอบแทนต่ำและไม่มั่นคงด้วย ในขณะที่แบบจำลองที่ครอบงำอิงอยู่กับการใช้สารเคมีเข้มข้น การปลูกพืชเชิงเดี่ยวขนาดใหญ่ โดยใช้พืชที่ผ่านการตัดต่อพันธุกรรม แบบจำลองอธิปไตยด้านอาหารมองว่า วิถีปฏิบัติของการทำฟาร์มแบบอุตสาหกรรมเหล่านี้ เป็นการทำลายที่ดินสำหรับคนรุ่นต่อไป รวมทั้งเป็นปฏิบัติการที่ตรงกันข้ามกับการปฏิรูปการเกษตรอย่างแท้จริง และตรงกันข้ามกับการผสมผสานภูมิปัญญาตามจารีตประเพณีเข้ากับวิถีการทำฟาร์มที่ยั่งยืน และอิงกับระบบนิเวศน์การเกษตร แบบจำลองที่ครอบงำ กับ แบบจำลองอธิปไตยด้านอาหาร (กรุณากลับไปดูที่ตารางข้างบน) อธิปไตยด้านอาหาร ข้อตกลงด้านการค้าและการผูกขาด ขบวนการเวียกัมเปสินาและกลุ่มสนับสนุนอื่น ๆ ต่อหลักการอธิปไตยด้านอาหารเรียกร้องให้มีการกันเรื่องอาหารและการเกษตรออกจากบรรดา ข้อตกลงด้านการค้าทั้งหลาย ดังเช่น ข้อตกลงขององค์การการค้าโลก (WTO) ข้อตกลงการค้าเสรีทวีปอเมริกาเหนือ (NAFTA) ข้อตกลงการค้าเสรีทวีปอเมริกา (FTAA) และข้อตกลงระดับภูมิภาคและทวิภาคีอื่น ๆ ขบวนการฯ มองว่าการเปิดเสรีการค้าแบบไร้การควบคุมเป็นตัวการขับไสชาวไร่ชาวนาออกจากที่ดินของ พวกเขาและเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงของการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นและอธิปไตยด้านอาหาร รัฐบาลของประเทศส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ ทั้งในซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้ ยังคงผลักดันให้มีการทำข้อตกลงดังกล่าวอยู่ต่อไป แม้ว่าอาจจะมีการโต้แย้งในรายละเอียดที่เป็นตัวกำหนดการกระจายผลตอบแทน ระหว่างชาติที่อยู่ในกลุ่มย่อยขนาดเล็กนี้อยู่บ้างก็ตาม รัฐบาลเหล่านี้ล้วนตกเป็นตัวประกันในระดับต่าง ๆ กันของผู้ส่งออกสินค้าเกษตรและของบรรษัทอุตสาหกรรมการเกษตรข้ามชาติทั้งนั้น บรรษัทเหล่านี้มองอาหารว่าเป็นแค่สินค้าตัวหนึ่ง ที่มีเอาไว้ซื้อขาย แต่อาหารมีนัยหมายถึงภาวการณ์ดูแลบริหารปัจจัยการผลิต อาหารคือวัฒนธรรม การเพาะปลูก สุขภาพ อาหารคือตัวตนของชีวิต รัฐบาลของชาติส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ของโลกที่สาม เน้นย้ำถูกต้องอยู่จุดหนึ่งในเรื่องความเหลื่อมล้ำมหาศาลในระบบเศรษฐกิจโลก นั่นคือการให้เงินอุดหนุนของสหรัฐฯ กับสหภาพยุโรป และการกีดกัน (Protection) ซึ่งทำให้ยากที่ชนชั้นนำของโลกที่สาม จะแข่งขันกับชนชั้นนำของโลกที่หนึ่งได้ ในการดูดซับเอาความมั่งคั่งจากคนอื่น ๆ ทุกคนมาเป็นของตน แต่จุดยืนของประเทศที่ว่านี้ หาได้ท้าทายแบบจำลองโดยรวมแต่อย่างใดไม่ ตรงกันข้าม กลับหาทางเพิ่มจำนวนของผู้ที่จะได้รับอานิสงส์จากแบบจำลองที่ว่านั้น ซึ่งก็ยังนับว่าเป็นส่วนเสี้ยวน้อยนิดของประชากรโลกอยู่ดี ในขณะที่ประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรของโลกที่สาม เรียกร้องให้สินค้าส่งออกของตนเข้าถึงตลาดในซีกโลกเหนือได้มากขึ้น องค์การของชาวไร่ชาวนาที่ทำนาเลี้ยงครอบครัวก็แย้งว่า "การเข้าถึงตลาดน่ะหรือ ใช่เลย! การเข้าถึงตลาดท้องถิ่นไงเล่า" ซึ่งหมายความถึง "ปฏิเสธ" การเปิดตลาดท้องถิ่นให้แก่การนำอาหารราคาถูกจากต่างประเทศเข้ามาทุ่มตลาด (เวียกัมเปสินา, 2545) จุดยืนในเรื่องอธิปไตยด้านอาหารนี้ยังบอกอีกว่า เงินอุดหนุนโดยตัวมันเองแล้วไม่ใช่ศัตรูคู่แค้นอะไร คุณค่าของมันขึ้นอยู่กับว่า เงินอุดหนุนก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายมากน้อยแค่ไหน ใครเป็นผู้รับ และต้องจ่ายอะไรบ้าง ฉะนั้น เงินอุดหนุนที่ให้เฉพาะแก่บรรษัทผู้ผลิตขนาดใหญ่ในซีกโลกเหนือ อันนำไปสู่การทุ่มตลาดและการสร้างความหายนะให้แก่การทำมาหากินของคนชนบทในโลกที่สาม จึงไม่ดี แต่เงินอุดหนุนที่ให้แก่ชาวไร่ชาวนาที่ทำนาเลี้ยงครอบครัวเพื่อให้พวกเขาอยู่ต่อไปได้และ ส่งเสริมระบบเศรษฐกิจชนบทให้คึกคัก รวมไปถึงเงินอุดหนุนที่ช่วยให้มีการอนุรักษ์ดิน ให้มีการเปลี่ยนผ่านไปสู่วิถีการเกษตรแบบยั่งยืน และการทำตลาดต่อตรงถึงผู้บริโภคท้องถิ่น จึงเป็นเรื่องดี ศัตรูที่แท้จริงของชาวไร่ชาวนาคือราคาพืชผลที่ต่ำ และราคารับซื้อที่ฟาร์ม (Farm gate prices) อันเป็นสิ่งที่ชาวไร่ชาวนาได้รับก็ยังคงตกต่ำต่อไป แม้ว่าราคาซื้อของผู้บริโภคจะมีแต่พุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ นี่เป็นเพราะพลังหลักที่บงการกำหนดราคาต่ำ ๆ ให้ชาวนาเป็นกลุ่มเดียวกันกับพวกที่บงการราคาสูง ๆ กับผู้บริโภค ซึ่งก็คืออำนาจผูกขาดควบคุมที่บรรษัทอย่างคาร์กิลล์, อาร์เชอร์ แดเนียลส์ มิดแลนด์, ดรายฟัสส์, บันจ์, เนสท์เล่ และบรรษัทอื่น ๆ ใช้ควบคุมระบบอาหารอยู่นั่นเอง นั่นหมายความว่าการทลายการผูกขาดเหล่านี้ได้ โดยใช้กฎหมายต่อต้านการผูกขาด (Antitrust laws) ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล จะเป็นกุญแจสำคัญนำไปสู่การให้หลักประกันว่าชาวไร่ชาวนาทั่วโลก สามารถทำมาหาเลี้ยงชีพอยู่ในที่ดินของตนเองได้ ขณะเดียวกันผู้บริโภคทั้งหลาย ก็สามารถเข้าถึงอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการและราคาซึ่งซื้อหาได้ด้วย อธิปไตยด้านอาหารเป็นแนวคิดที่ควรจะฟัง สมเหตุสมผลทั้งสำหรับชาวไร่ชาวนาและผู้บริโภคของประเทศ ทั้งในซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้ เราทุกคนกำลังเผชิญกับวิกฤตในชนบทและการขาดอาหารที่ผลิตในท้องถิ่น มีคุณค่าทางโภชนาการและราคาที่พอซื้อหาได้ เราต้องร่วมกันต่อต้านนโยบายการค้าสากล และสนับสนุนการปฏิรูปการเกษตรที่แท้จริง และระบบอาหารซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของท้องถิ่น มีความยั่งยืนและการมีส่วนร่วมที่มากกว่านี้ในทุก ๆ ที่ เราต้องเรียกเอาอาหารและที่ดินของเราคืนมาให้ได้ เอกสารอ่านเพิ่มเติม หนังสือและบทความ: Altieri, M. A., and P. Rosset. 1999. "Ten reasons why biotechnology will not ensure food security, protect the environment and reducepoverty in the developing world." AgBio Forum 2 (3/4):155-162. Available at http://www. agbioforum.org / v2n34/v2n34a03-altieri.htm " Final Declaration of the World Forum on Food Sovereignty." Havana, Cuba, September 7, 2001. Available at http://www.foodfirst.org/media/news/2001/havanadeclaration.html Food First/Institute for Food and Development Policy. 2002. "Policy think tank reports find agricultural trade agreements hurt family farmers and the poor." Available at http://www.foodfirst.org/media/press/2003/aoarelease.html Funes, Fernando, Luis Garc?a, Martin Bourque, Nilda P?rez, and Peter Rosset. 2002. Sustainable Agriculture and Resistance: Transforming Food Production in Cuba. Oakland: Food First Books. Lapp?, Frances Moore, Joseph Collins, and Peter Rosset, with Luis Esparza. 1998. World Hunger: Twelve Myths, second edition. New York and London: Grove Press and Earthscan with Food First Books. Mittal, Anuradha. 2002. "Giving away the fa rm: the 2002 Farm Bill." Food First Backgrounder, Summer 2002. Available at http://www.foodfirst.org /pubs/backgrdrs/2002/s02v8n3.html Pretty, Jules, and Rachel Hine. 2001. "Reducing food poverty with sustainable agriculture: a summary of new evidence." University of Essex, Centre for Environment and Society, Occasional Paper 2001-2. Available at http://www2.essex.ac.uk/ces/Research Programmes/CESOcasionalPapers/SAFErepSUBHEADS.htm Rosset, Peter. 2002. "U. S. Opposes Right to Food at World Summit." World Editorial & International Law, June 30, 2002, available at http://www. foodfirst.org/media/opeds/2002/usopposes.html Rosset, Peter. 1999. "The multiple functions and benefits of small farmagriculture in the context of global trade negotiations s." Food First Policy Brief No. 4. Available at http://www. foodfirst.org/pubs/policy/pb4.html Via Campesina. 2002. "Food Sovereignty." Flyer distributed at the World Food Summit +5, Ro m e, Italy. Via Campesina, et al. Undated. "Statement on People's Food Sovereignty: OUR WORLD IS NOT FOR SALE, Priority to Peoples' Food Sovereignty." Available at http://www. food first.org/wto/food sovereignty.php Wright, Angus, and Wendy Wolford. 2003. To Inherit the Earth: The Landless Movement and the Struggle for a New Brazil . Oakland: Food First Books. เว็บไซต์: Via Campesina, http://www. viacampesina.org Peoples Food Sovereignty: The Agriculture Trade Network, http://www. peoples foods overeignty.org/ Food First, http://www.foodfirst.org International NGO/CSO Planning Committee for Food Sovereignty, http://www. foodsovereignty.org
| |
02 Feb 06 | by BioLawCom | tags บทความไบโอเทค