ComBioLaw.De » Blog » นานาสารพัน » นักเรียนตีกัน สิ่งไม่สร้างสรรค์คู่สังคมไทย
นักเรียนตีกัน สิ่งไม่สร้างสรรค์คู่สังคมไทย
นับว่าโชคดีเหลือเกินที่ผมยังไม่มีโอกาสได้เข้าไปอยู่ในสถานที่ หรือสถานการณ์อันน่าสะพรึงกลัว หรือหวาดระแวงใด ๆ ท่ามกลางหมู่นักเรียนที่กำลังตีกัน ไม่ว่าจะในฐานะผู้ดู ผู้กระทำ หรือผู้ถูกลูกหลง ในขณะที่แวดวงเพื่อน และรุ่นพี่ผมบางคนเจอมาแล้ว เล่นเอาเข้าโรงพยาบาลไปหลายเดือน เพราะเจอคัตเตอร์ลากยาวกลางหลัง แม้จะขึ้นรถตุ๊ก ๆ หนีแล้วก็ตาม อ๋อ...เขาไม่ได้อยู่ช่างกล หรือวิทยาลัยเทคนิคที่ไหนหรอกครับ เขาแค่ใส่เสื้อสีขาวกับกางเกงยีนส์สีเข้มไปสัมภาษณ์งานเท่านั้นเอง.... |
|
|
ถึงฤดูเปิดเรียนทีไร นอกจากปัญหาเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ที่ต้องหาซื้อชุดและอุปกรณ์การเรียนของลูก จนโรงรับจำนำเนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่เห็นความสำคัญของการศึกษา อยากส่งลูกได้เรียน และมีความรู้ดี ๆ ก็เริ่มมีให้เห็น ภาพการจราจรติดขัด ภาพนักเรียนทั้งเล็กทั้งโต ถือกระเป๋ากันตัวแอ่น ก็นับว่าชินตา แต่อีกภาพหนึ่งที่ไม่อาจขาดไปจากสังคมไทยในช่วงระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมาคือ ภาพเด็กนักเรียนวิ่งตีกัน หรือไม่ก็ภาพข่าวหน้าหนึ่งเพื่อรายงานว่านักเรียนของสถาบันนั้น สถาบันนี้ตายไปกี่คน หรือแม้แต่ นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป หรือใครต่อใครที่ไม่เกี่ยวข้อง ถูกลูกหลงจนพิกลพิการ หรือตายไปก็มีให้เห็นเป็นระยะ ซ้ำซาก ๆ จนน่าเบื่อหน่ายทั้งคนดู และคนแก้ไข น่าสังสัยเหมือนกันครับว่านักเรียนที่อยู่ในกลุ่มที่เป็นผู้กระทำ หรือถูกกระทำ (สลับกันไปมา) เขารู้สึกอย่างไร เมื่อเรื่องของพวกเขาได้ลงหน้าหนึ่งอยู่เสมอ “ช่างกลยิงอริดับ ฆ่าสนั่นกรุง เซ่นเปิดเทอมดุ เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 7 มิ.ย. พ.ต.ท. ธนวัฒน์ ศรีอนุชา พนักงานสอบสวน (สบ.2) สน.มีนบุรี รับแจ้งเหตุ นักเรียนยิงกันบริเวณ ป้ายรถประจำทาง หน้าหมู่บ้านรุ่งนภาเพลส ถนนร่มเกล้า แขวงและเขตมีนบุรี กทม. จึงรุดไปสอบสวนพร้อมด้วย พล.ต.ต.ชาลี เวชรัชต์พิมล ผบก.น.3 และ พ.ต.อ.คณิศร์ชัย มหินทรเทพ ผกก.สส.บก.น.3 ที่เกิดเหตุพบเพียงกองเลือด ส่วนผู้บาดเจ็บพลเมืองดี ช่วยกันนำส่ง รพ.นวมินทร์ เสียชีวิต 1 คน ทราบชื่อ นายฉัตรธวัช จงรวมกลาง อายุ 18 ปี นักเรียน ร.ร.เทคโนโลยีบางกะปิ ชั้นปี 2 ถูกกระสุนปืนลูกซองเบอร์ 12 ตัดขั้วหัวใจ มีอีก 2 คน ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เป็นเพื่อนนักเรียนร่วมสถาบัน คือนายสุทธิลักษณ์ ชูจันทร์ อายุ 18 ปี ถูกกระสุนเข้าที่แขนซ้าย และนายพงษ์นรินทร์ มะอาดเลิศ อายุ 18 ปี กระสุนเข้าที่เอวและไหล่ขวา...” พวกเขาจะ ดีใจ สะใจ เสียใจ ไม่น่าเลยว่ะ ตื่นกลัว ต้องหนี ไม่เป็นไรชั่วหัวมัน หรืออะไร ?? สงสัยไหมครับ ?? ถ้าสงสัยก็ช่วยกันตั้งคำถาม แล้วไปถามกลุ่มที่เขาตีกันบ้าง ไม่ใช่แค่ถามคนที่เขาไม่ได้ตีกัน ตั้งคำถาม และถามดี ๆ แบบเป็นมิตรไปยังสังคมของเขาว่า “เขาทำร้ายคนอื่นทำไม” มีทางไหนหรือไม่ ที่ “เรา (สังคม) จะหยุดการสูญเสียเหล่านี้ลงได้” “เขาต้องการสิ่งใด” “อยากให้สังคมหันมองเขาอย่างไร” และแน่นอนอย่าลืมตั้งคำถามกับสังคมของเราโดยรวมด้วยว่า มันเกิดขึ้นเพราะอะไร และทำไมมันถึงไม่เลิกเกิดขึ้นสักที เพื่อหาคำตอบที่เหมาะ ๆ ให้ได้ว่า ปัญหานี้ควรแก้กันยังไง ไม่ใช่ทำกันเหมือน “ไฟไหม้ฟาง” เกิดเรื่องที ก็จัดการมันสักที อย่าเลยครับ อย่าทำแค่เพียงให้เข็ดหลาบเป็นครั้งคราว ด้วยการปิดโรงแรียน ด้วยการไล่เขาเหล่านั้นออกไป หรือด้วยการจำคุกโดยไม่มีการแก้ไขที่พฤติกรรม และจิตใจ โดยหาสาเหตุที่แท้จริง มีใครเคยคิดบ้างไหมว่า เมื่อโรงเรียนถูกปิดแล้ว แทนพวกเขาจะต้องเข้าเรียนบ้างก็ไม่มีเรียนแล้ว เลยคิดแต่จะตีกันทั้งวัน เพราะถ้าคนมันจะตี ในขณะที่ “เหตุ” ที่จะตีมันยัง “ไม่ดับ” ยังไง ๆ ก็ต้องตีครับ พักการเรียนรึ พักแล้วให้ทำอะไร มีมาตรการอะไรรองรับไหมครับ มีสถานที่ให้เขาแสดงออก (ในทางที่ดี) หรือเปล่า หรือปล่อยให้เขาอยู่บ้าน นัดเพื่อนออกมา แล้วชวนกันไปตี ไล่เขาออกไปแล้วแก้ปัญหาที่จิตใจเขาได้ไหมครับ ความรู้สึกที่ต่ำต้อยเพราะถูกดูถูกดูแคลนจากสังคมจะลดลงได้ จนทำให้เขาเลิกตีกันฉะนั้นหรือ จำคุกแล้วไปเจอะเจออาชญากรตัวจริง มิมีทางดอกหรือที่เขาจะได้เรียนรู้สิ่งเหล่านั้นเพื่อทำให้มันแรงขึ้นหลังกลับออกมา พร้อมถูกตราหน้าว่าคนขี้คุกขี้ตาราง สังคมไทยแก้ไขตรงนี้แล้วหรือยัง “อารมณ์วัยรุ่น” วัยแห่งการคึกคะนองที่ต้องการแสดงออกต่อผู้คน, “วัฒนธรรมการรวมกลุ่ม” ที่ใคร ๆ ก็อยากเป็นที่ยอมรับของกลุ่มตนเอง, “ศักดิ์ศรีสถาบัน” เกียรติยศฉาบฉวยที่ถูกถ่ายทอดสู่นักเรียน นักศึกษาในสถาบันตัวเองจากผู้ใหญ่ ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ทั้งโดยจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม และคงต้องยอมรับด้วยว่า มิได้เกิดกับ สถาบันประเภท เทคโน เทคนิค ช่างกล อาชีวะ เท่านั้น แม้แต่มหาวิทยาลัย และคณะต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย ก็ไม่ได้เป็นข้อยกเว้น เพียงแต่มีแล้วจะแสดงออกมาขนาดไหนเท่านั้นเอง, การขาดแคลนพื้นที่สำหรับวัยรุ่นเพื่อการแสดงออก (ในทางที่ดี), วิธีการสั่งสอน ตักเตือนของบรรดาผู้ใหญ่ทั้งหลายที่นิยม ระบบบีบบังคับ และความรุนแรง โดยไม่ให้เหตุผล หรือช่วยกันหาทางแก้ไขปัญหาของเขา... เหล่านี้หรือเปล่าครับ ที่เป็นปัจจัยหนึ่งทำให้ปัญหาเด็กนักเรียนตีกัน กลายเป็นปัญหาที่อยู่คู่สังคมไทย (ในเมืองใหญ่) และน่าจะมีต่อไปอีกนานนนน ต่อเมื่อเรายังแก้ไขปัญหา กันแบบ จับต้น ชนปลายไม่ถูก สามเหลี่ยมอาชญากรรม Crime-Triangle ซึ่งแสดงถึงองค์ประกอบก่อนเกิดการกระทำผิดภาพนี้ บอกเราครับว่า ผู้ลงมือกระทำความผิดใดสักความผิดหนึ่ง เขาต้องมีสาเหตุ หรือมูลเหตุจูงใจ Motive บางอย่าง เสมอ ไม่ว่าจะเป็นแค่เพียง ความคึกคะนอง หรือสนุกสนานก็ตามที แต่แค่นั้นยังเกิดอะไรขึ้นไม่ได้ครับ มันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อเขามีความสามารถบางอย่างประกอบ เช่น อาชญากรคอมพิวเตอร์ก็คงเป็นเรื่อง ความรู้ความสามารถทางด้านคอมพิวเตอร์ หรือวิธีการเจาะระบบ แต่ถ้าเป็นกรณีนี้ ก็คือประเด็นเรื่องของ เครื่องไม้ เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ที่จะช่วยให้เขากระทำความผิดได้นั่นเอง และสิ่งสุดท้ายผู้กระทำต้องมี “โอกาส” และจังหวะครับ ที่จะลงมือกระทำมันลงไปได้ เรียกว่า ถ้าเส้นสามเส้นมาบรรจบกันเมื่อไหร่ เมื่อนั้นก็เสร็จครับ คำถามก็คือ สำหรับเรื่อง “นักเรียนตีกัน” นี้ คุณเคยหาทางสกัดจุดเหล่านี้แล้วหรือยัง มาตรการทั้งหลายที่ออกมาอยู่ในช่วงไหน และคุณคิดว่าจุดไหนสกัดได้ง่าย และน่าจะได้ผลที่สุดครับ สำหรับผม Opportunity สกัดยากสุดครับ เพราะคุณไม่มีโอกาสรู้ได้เลยว่า เขานึกอยากจะตีกันเมื่อไหร และโอกาสจะตกมาถึงเขาเมื่อไหร่ ที่ผ่านมา สถานที่ที่จะเกิดมีทั้งตามป้ายรถเมล์ บนรถเมล์ ห้างสรรพสินค้า ข้างถนนหนทาง (อ้อ..แต่ถ้าเป็นเรื่องวัยรุ่นตีกันในงานคอนเสิร์ต อันนี้ต้องว่ากันอีกเรื่องครับ จะห้ามไม่ให้มีคอนเสริต์ก็คงลำบากเหมือนกัน) ดังนั้น สำหรับกรณีนักเรียนไล่ฆ่า ไล่ตีกันตรงนี้ ค่อนข้างลำบากที่จะรู้ได้ เว้นเสียแต่ว่า คุณมีสายเข้าไป แล้วคอยสืบเรื่องมาให้ได้ว่าเขาจะยกพวกไปตีกันทีไหน นั่นก็คงพอทำได้ แต่เชื่อเถอะครับ ตีกันรายย่อย และแบบเฉพาะหน้า คุณไม่รู้แน่นอน ดังนั้นเรื่องให้ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ไปสกัดตามจุดต่าง ๆ ที่สุดจึงไม่น่าจะได้ผลสักเท่าไหร่ครับ และปัญหาคือ คุณจะใช้กำลังตำรวจให้ทำแบบนี้ไปได้นานสักเท่าไหร่กันเชียว และเรื่องแบบนี้ การตัดโอกาส คน ๆ เดียว เช่น จำคุก ประหาร ไม่ได้ผลหรอกครับ เพราะถ้าจะดูกันจริง ๆ น้อยครั้งนักครับ ที่การตีกันเป็นปัญหาในเรื่องส่วนตัว ส่วนมากจะเป็นเรื่องรักพวกพ้อง (ในทางที่ผิด) หรือเรื่องสถาบันเสียมากกว่า เผลอ ๆ การจับเพื่อนของคนกลุ่มหนึ่งไป เพราะสาเหตุไปตีอีกกลุ่มหนึ่ง คนในกลุ่มที่ทำให้คนในกลุ่มเขาต้องถูกจับ ก็ตกอยู่ในอันตรายแล้วล่ะครับ กรณีของการสกัด Means นับว่าน่าสนใจ เพราะถ้ารัฐจะเอาจริงซะอย่าง คุณจะไม่มีโอกาสทราบเลยเชียวหรือว่า แหล่งอาวุธยุทโธปกรณ์ ที่ร้ายแรงถึงขั้นเอาชีวิตเหล่านั้น ตกมายังกลุ่ม โรงเรียน และนักเรียนเหล่านั้นได้อย่างไร ปัญหาก็คือ รัฐเอาจริงเอาจังแค่ไหนในการปราบปรามเรื่องพวกนี้ครับ (อ่ะ.. เว้นแต่ คัตเตอร์ก็ว่าไปอย่าง เพราะให้ไปตรวจจับร้านเครื่องเขียนไม่ให้ขายคัตเตอร์ไปทำการฝีมือก็คงลำบากพิลึก) แต่ยังไง... ผมว่าประเด็นนี้ ในที่สุดก็เป็นเรื่องของความเข้มงวดประกอบกับดวงด้วยครับ เพราะลองคนจะลักลอบแล้ว ให้จับได้ก็คงไม่ใช่การลักลอบอยู่ดี อีกอย่าง บางทีแม้ไม่มีอาวุธอะไรเลยยกพวกไป ขออำภัย กระทืบกันให้ตายไปข้าง ก็เคยมีมาแล้ว เรียกว่า “ความสามารถในการรวมกลุ่มแล้วทุ่มพลังเท้า” ไงครับ สิ่งหนึ่งที่โดยส่วนตัวผมเห็นว่าเราควรให้ความสำคัญ และเร่งหามาตรการสกัดกันที่สุด ก็คือ ไอ้ตัว Motive นี่ล่ะครับ เพราะถ้าคุณแก้ตรงนี้ได้แล้ว แน่นอนอาจใช้เวลาหน่อย ต่อให้เขามาเจอกันตรงหน้า หรือโรงเรียนตั้งประจันหน้าก็ไม่มีปัญหาดอกครับ และถ้าแก้จุดนี้ไม่ได้ ต่อให้ย้ายโรงเรียนหนีเมืองไปไกลถึงบางพลีนู่น (กรณีอุเทนถวาย แหะ ๆ) เขาก็นั่งรถเมล์เข้ามาตีกันได้ครับ เผลอ ๆ ไปรบกวนคนแถวนั้นเขาอีก (ที่สุดอาจโดนคนแถวนั้นประท้วง เหมือนจะย้ายโรงไฟฟ้า ไปอำเภออื่น หุ ๆ เพราะย้ายไปก็สร้า้งความเดือดร้อนให้เขาอีกอยู่ดี) ดังนั้น เราต้องหาให้ได้ครับว่า มูลเหตุเหล่านี้มาจากอะไรบ้าง และแน่นอน คุณแสวงหาสิ่งนี้จากคนอื่น คุณก็ไม่ได้คำตอบอะไรที่เป็นประโยชน์มากนักหรอกครับ คุณต้องแสวงหาสิ่งเหล่านี้จากกลุ่มเจ้าตัวเอง เท่านั้นจึงจะได้ของจริง และจะทำอย่างไรจึงจะได้มันมา ท่าทีของคุณไงครับ หากคุณใช้อำนาจ เกรี้ยวกราด และใช้ความรุนแรงไป คำถามก็คือ วัยรุ่นคนไหนเอ่ยที่อยากจะบอกความจริง ? คุณรู้มาว่าลูกคุณขโมยเงินไปซื้อของ คุณอยากถามให้รู้เรื่อง เพื่ออบรมและสั่งสอน คุณเดินเข้าไปตบหัวแล้วจึงถาม เขาจะตอบคุณว่าอะไรครับ ? เมื่อได้คำตอบ จากการตั้งคำถามภายใต้เงื่อนไขทางสังคมของเขา และของเรามาแล้ว คุณค่อยลงมือแก้ไข หากเป็นเพราะสถาบัน ก็ต้องเชิญเจ้าของสถาบันทั้งหลาย ครูบาอาจารย์ กลุ่มรุ่นพี่ กลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครอง กระทรวงศึกษาธิการ มานั่งคุยเพื่อสมานฉันท์ ในหัวข้อ “สถาบันนั้นสำคัญไฉน เหตุใดจึงต้อง ฆ่าฟันเพื่อให้ดำรง คำนี้ไว้” “ใครได้อะไรบ้างจากการตีกัน ทำลายชีวิตกันเพื่อคำว่า สถาบันอันเป็นที่รักของตน” “สถาบัน แท้จริงแล้ว สำคัญกว่าชีวิตมนุษย์จริงหรือ” ทำนองเดียวกันครับ “ชาตินิยม แบบครั่งชาติ แล้วทำลายมนุษย์ด้วยกันนั้นถูกแล้วล่ะหรือ” อ้อ แหะ ๆ อันหลัง นอกเรื่องไปนิด แต่น่าจะเป็นราว ๆ นี้แหละครับ การแก้ปัญหาด้วยการรวมโรงเรียนเทคนิค การให้ใช้เครื่องแบบเดียวกัน การเปลี่ยนกระดุมจิปาถะทั้งหลายเพื่อลบ หรือคิดว่ากลบเกลื่อนชื่อสถาบันที่อยู่ภายนอก โดยไม่มีมาตรการที่ลบความเป็นสถาบันที่อยู่ภายในใจของเขาเหล่านั้นออกไปเสียด้วย จะแก้ไขปัญหาได้จริงหรือ ?? ถ้าเป็นเพราะความต้องการได้รับการยอมรับจากกลุ่ม ต้องการแสดงออกอะไรบางอย่าง เราก็ต้องหาพื้นที่ให้เขาได้แสดงออกในทางที่ถูกต้องมากขึ้น สงเสริมหลักสูตรต่าง ๆ พร้อมกิจกรรมทั้งใน และนอกโรงเรียน ส่งเสริมกิจกรรมร่วมระหว่างนักศึกษาต่างสถาบัน (ผมย้ำว่า กิจกรรมร่วมระหว่างนักศึกษานะครับ ไม่ใช่ กิจกรรมร่วมระหว่างสถาบัน เพราะกิจกรรมที่แบ่งสถาบัน แล้วมาแข่งขันชิงดีชิงเด่นกัน ไม่ได้เกิดความสมานฉันท์ระหว่างตัวนักเรียน นักศึกษา ไม่มีการละลายพฤติกรรมล่ะก็ ปัญหาจะยิ่งหนักหนาครับ เพราะที่สุดกลุ่มของเขา ก็ยังเหนียวแน่นภายใต้สถาบันอยู่ดี) เช่น การออกค่ายร่วม สัมมนาร่วม ฯลฯ โดยกิจกรรมเหล่านี้ ผู้บริหารต้องสนับสนุนอย่างจริงจัง รัฐต้องช่วยด้วย และที่สำคัญต้องทำอย่างต่อเนื่องครับ ไม่ใช่ทำเป็นครั้ง เป็นคราว การบรรจุหลักสูตรให้ฝึกทหารร่วมหลายสถาบัน เพื่อขับเคลื่อนพลังวัยรุ่นออกมาอย่างเต็มที่ อย่างที่เพื่อนทหารของผมคนหนึ่งเคยแนะนำ ผมเองเห็นว่าไม่เลวนัก เพราะนอกจากเป็นการออกกำลังกายแล้ว ยังเป็นการได้แสดงพลังบางอย่างออกมาอย่างเต็มที่อีกด้วย นอกจากนั้นยังสามารถทำให้กลุ่มยอมรับได้ด้วยการแสดงความรักพวกพ้องในทางที่ถูกต้อง คือ ช่วยเหลือเกื้อกูลกันเวลาฝึกได้ครับ ถ้าเป็นเรื่องของการต้องการความยอมรับในสังคม รัฐเองก็ต้องใส่ใจกับเรื่องมุมมองของสังคมต่อนักเรียนสายอาชีพครับ การแสดงออก หรือค่านิยมที่มองว่าสายนี้ต่ำต้อยกว่านักศึกษาในมหาวิทยาลัยไม่ควรมี หรืออย่างน้อยก็ลดระดับลง และส่งเสริมให้คนในสังคมเข้าใจให้ถูกต้องเสียทีว่า ทุกคนในสังคมเป็นฟันเฟืองตัวหนึ่งที่จะช่วยกันพาสังคมให้ขับเคลื่อนไปได้ครับ ดังนั้นพวกเขา (นักเรียนอาชีวะ ช่างกล เทคโน เทคนิค) ก็เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ และเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้เช่นกัน รวมทั้งแนะแนวแนะนำไปยังนักเรียนเองด้วยว่า การตีกัน ไม่ใช่สิ่งที่สังคมยอมรับ หรือจะทำให้กลุ่มพวกเขาดีขึ้นได้ในสายตาของผู้อื่น ตรงกันข้ามกลับยิ่งแย่ลง ด้วยการนำเสนอมุมมอง ข้อเท็จจริง ความรู้สึกที่แท้จริง และภาพความสูญเสียต่าง ๆ ที่ผู้คนต้องประสบให้พวกเขาได้รับรู้ มิใช่เพียงการพาดหัวข่าว ฉาบฉวย สร้างความสะใจ ตั้งหน่วยรับปรึกษาปัญหาของนักเรียน นักศึกษาในระดับนี้ เพื่อเป็นศูนย์รวมกับทุก ๆ สถาบัน ให้ดำเนินการโดยนักเรียน นักศึกษาอาสาสมัคร จากทุกสถาบันเหล่านั้นเอง ภายใต้การดูแลของครูบาอาจารย์ร่วมหลายสถาบัน ทั้งนี้เพื่อคอยรับปรึกษาปัญหาต่าง ๆ ทั้งในเรื่องเรียน เรื่องครอบครัว พร้อมทั้งให้เป็นหน่วยงานที่ดีในการแสดงถึงความสมานฉันท์ระหว่างนักเรียนต่างสถาบัน โดยอาจเวียนให้นักศึกษาที่น่าจะเคยมีปัญหาเหล่านี้ได้เข้ามาทำงาน หรือเป็นสมาชิก ทั้งนี้เพื่อเปิดพื้นที่ในการแสดงออกในทางที่ดี เหล่านี้ คุณคิดว่า ช่วยได้ไหมครับ และน่าจะถูกจุดกว่าหรือเปล่าครับ ? น่าจะดีกว่า เปลี่ยนเสื้อ เปลี่ยนกระดุม จำคุก ประหาร ตั้งด่าน ฯลฯ หรือเปล่าครับ ???? ครับ ช่วยรีบทำอะไรสักอย่างเุิถิดครับ ก่อนที่จะมีผู้คนอีกมากมายต้องประสบกับความสูญเสีย แหะ ๆ แล้วก็่ก่อนที่ วันดี คืนร้ายที่ผมเผอิญพลัดหลงเข้าไปอยู่ในที่ที่เขากำลังจะตีกัน |
|
09 Jun 05 | by | tags นานาสารพัน
<<เอื้อยาง เอื้อทุน เจือจุนพวกพ้อง || เมื่อผมนึกอยากเล่า "เรื่องคนเยอรมัน">>
