BioLawCom.De » Blog » ตะลอน ตะลอน » ไปไม่ถึงดวงจันทร์ (Mond)
ไปไม่ถึงดวงจันทร์ (Mond)
ช่วงที่ผมตัดสินใจทำทริปนั้น อยู่ราวกลางเดือนพฤษภาคมปี 2005 ตั้งใจหนีเดือน เมษาตฤดู มฤตยูของคนเยอรมันไป เพราะทั้งฝรั่งทั้งไทย ต่างก็รู้กันดีว่า ฤดูกาลในเดือนเมษาเอาใจยากเหมือนใจผู้หญิง วันหนึ่ง ๆ คุณอาจได้เจอทั้งร้อนอิ๊บอ๋าย บ่าย ๆ เอ๊า...ฝนตก แน๊..มีลูกเห็บด้วย หัวค่ำหนาว แต่พอจะนอนดันต้องเปิดประตูเพราะเหงื่อซึม..ไม่ได้พูดเล่นนะครับ เมษาที่เยอรมันมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ครั้งนี้ ไม่มีใครว่างไปด้วย เราเลยไปกันแค่สองสหาย จะไปคนเดียวก็กะไร คือ... |
|
|
พ้ม กับนายโบว์ เจ้าเก่า วางแผนว่าจะไปเหนื่อยกันสักสี่ หรือ ห้าวัน ลงกันตั้งแต่เมือง Rosenheim ต่อไปเมือง Prien เลาะเรียบ ทะเลสาป Chiem เรื่อยไป เข้าออสเตรียที่เมือง Salzburg เลยไปอีกนิดจนถึงนู่นทะเลสาป Mond ครั้งนี้ เราต้องซื้อแผนที่ไปสองแผ่นครับ เพราะไอ้ที่ที่จะไปนี่ แผนที่แผ่นเดียวเอาไม่อยู่ ...เอาเข้าไป จะบ้ากันไปถึงไหน ผมก็ตอบไม่ถูกแฮะ
เกร็ดที่ผมจะเก็บมาฝากไปด้วยเลยในครั้งนี้ คือ การเตรียมเสบียงกรังสำหรับนักปั่นระยะไกล แบบไปเรื่อย ๆ แบบพวกผมครับ โดยทริปนี้ ถือเป็นครั้งแรกเลยที่พวกผมจะได้ใช้ ชุดทำกับข้าวปิ๊กนิ๊ก ที่อุตสาห์ลงทุนหุ้นกันซื้อมาด้วยสนนราคาไม่ใช่ถูก ๆ เลย ถ้าจำไม่ผิด ทั้งชุด บวกแก๊ซ ด้วย เกือบ 60 ยูโร (แต่ถึงวันนี้ คุ้มเกินคุ้ม)
จริง ๆ แล้ว การทำทัวร์จักรยานเราสามารถเลือกได้ครับว่า อยากเหนื่อยเรื่องอาหารหรือไม่ อยากอิ่มอร่อย ราคาย่อมเยา หรือ อยากพอกินได้ แต่ต้องควักเป๋าจ่ายทุกมื้อ, อยากถึงแคมป์แล้วบรรเลงเองเลย หรือว่า อยากปั่นออกไปหาร้านอาหารอีกที เรื่องเหล่านี้ ล้วนเลือกได้ตามใจปรารถนาทั้งนั้นครับ นั่นเป็นเกร็ดเล็ก ๆ น้อย เกี่ยวกับการเตรียมสเบียงทำทัวร์ในต่างแดน (ผมว่า ถ้าไปขี่แบบนี้ ที่เมืองไทย "ธนทัวร์" เหมาะที่สุด เพราะนอกจากหาร้านง่าย สะดวก รวดเร็ว มีทุกที่ทุกเวลา ราคาไม่แพงแล้ว ยังได้กินอาหารหลากหลาย ตามแต่ละที่ที่เราขี่ผ่านด้วย สวรรค์ชัด ๆ ....เรื่องอะไรจะหอบไปกินเองให้โง่) หลังจากซื้อหา อาหารกระป๋อง ทั้งแกงเขียวหวาน แกงแดง (ส่งออกจากเมืองไทย มีให้เลือกเพียบ ตามร้านเอเชีย) เตรียมข้าวสาร อาหารแห้ง น้ำมัน เครื่องปรุง (ทุกอย่างย่อส่วนลงจากของจริงราว ๆ สามเท่า) เครื่องเทศที่จำเป็น เช่น พริกสด มะนาว หอมแดง ตะไคร้ กระเทียม หรืออื่น ๆ ตามแต่จะนึกออกแล้ว ก็จัดการแพ็คของทุกอย่างลงกระเป๋า เสื้อผ้า เต้นท์ ที่รองนอน ถุงนอน เครื่องอาบน้ำขนาดจิ๋วสำหรับเดินทาง (ที่นี่มีขายเพียบ เหมือนน้ำหอมตัวอย่างบ้านเราน่ะครับ สะดวกเชียว) สิ่งที่ขาดไม่ได้คือ เสื้อกันฝน และผ้าคลุมกระเป๋า ครับ เพราะเราไม่รู้ว่าเมื่อเวลาฝนฟ้าตกลงมา ช่วงที่เราขี่อยู่จะมีที่หลบหรือไม่ เป็นที่น่าตระหนกเล็กน้อย เพราะผมใช้เวลาเตรียมการตั้งแต่ วางแผน ดูตารางรถไฟ ซื้อแผนที่ ศึกษาเส้นทาง เตรียมข้าวของ อย่างต่ำ ๆ ก็หนึ่งวันเต็ม แต่พอเช็คอากาศแล้วกลับพบว่า แถบที่ผมจะไปขี่ "ฝนตก" !!
แม้หวั่น ๆ บ้างเล็กน้อย แต่ด้วยอารามเสียดายแผนการ และคิดว่า มันคงไม่ตกอะไรหนักหนาหรอก ฝนในยุโรป เป็น "ฝนรำคาญ" ครับ ตกแบบกล้า ๆ กลัว ๆ กางร่มหยุด หุบร่มตก... ไม่เหมือนบ้านเรา ที่ตกที่ก็นาน ๆ หรือไม่ก็ตกเม็ดเป้ง ๆ ไล่ช้าง เปียกมะร่อกมะแร็ก พวกผมเลยไม่ยอมเลิกล้มแผน เช้าวันออกเดินทางราว ๆ เจ็ดโมงครึ่ง ท้องฟ้าก็ต้อนรับเราด้วยความขมุกขมัว สลัว ๆ ไม่สดใส เพื่อนคนดำเดินผ่านมาทักพวกเราว่า...พวกนายยังจะไปกันอีกเหรอ... ฮะ ฮะ พวกผมตอบด้วยความมั่นใจว่า "อ๊ะ แน่นอน" เราจับรถไฟจากมิวนิคประมาณแปดโมงกว่า ไปลงเมือง Rosenheim ราว ๆ สี่โมงเช้า เพื่อปั่นต่อไป เมือง Prien และทะเลสาป Chiem ที่อยู่ห่างออกไปราวหกสิบกิโลเมตร เป้าหมายแรก คือ นอนแคมป์ปิ้งพลัส ริมทะเลาสาป Chiem นั่นเอง การปั่นในระยะแรกราบรื่นพอใช้ เพียงแต่ติดปัญหาที่อากาศ เพราะมีฝนขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้างโปรยลงมาอยู่เรื่อย ๆ ....ตามคำพยากรเป๊เลย..แลนสเคปยังไม่สวยนัก จำได้เลา ๆ ว่า ผมขี่ขึ้นเขาลงห้วย ผิดมั่งถูกมั่ง เข็นมั่ง ปั่นมั่ง หนีเมฆดำ ๆ กับสายฝนมาได้สักสองชั่วโมง ก็ตัดสินใจพักที่ม้านั่งข้างทาง เพื่อกินข้าวกระเพราะไก่ใต้ต้นไม้ใหญ่แห่งหนึ่ง อยู่ราวสิบห้านาที พอเปิดฉากปั่นต่อ ฝนเจ้ากรรมก็เทจัก ๆ เล่นเอางัดเสื้อฝน และผ้าคลุมออกมาแทบไม่ทัน
เส้นทางที่เราขี่ จนปัญญาหาที่หลบครับ จำใจต้องปั่นกลางสายฝน เสื้อฝนรับบทหนักชุ่มโชก เม็ดฝนใหญ่ ๆ วิ่งแจ้นเข้าหน้าจนแว่นกันฝนเริ่มเป็นฝ้า สุดท้ายผมก็ไม่อาจทนขี่ต่อไปได้ จึงตัดสินใจพักกินราดเรอร์ เบียร์อ่อนสำหรับนักปั่น ที่ร้านแห่งหนึ่งในเมืองเล็ก เพื่อรอฝนซา หลังจากปั่นห่างออกมาจากที่กินข้าวได้เพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ระเลียดเบียร์อ่อนหวาน อยู่ราวครึ่งชั่วโมง ฝนยังไม่มีทีท่าว่าจะขาดเม็ดง่าย ๆ แต่หากทู่ซี้รอต่อไป กว่าจะถึงแคมป์คงมืด พวกผมจำใจเช็คบิลออกจากร้าน ปั่นหนีฝนซา ๆ ออกมาอย่างเสียไม่ได้ ปั่นแบบฝนซ่า ซา จนฟ้าเปิด เข้าป่าเข้าดง อยู่อีกราวสามสี่ชั่วโมง ก็เข้าตัวเมือง Prien ผู้คนพลุกพล่านครับ สภาพตอนนั้นออกจะย่ำแย่กันทั้งคู่เพราะเปี๊ยกปอน แถมล้อจักรยานก็เต็มไปด้วยดินโคลน และต้นหญ้า ดูไม่จืด ยิ่งกว่าจีนอพยพ แต่ผมถือคติ เจอกันครั้งเดียวโว้ย อายทำไมวะ ก็เลยปั่นกันต่อ อย่างค่อนข้างมีความสุข...
กว่าพวกผมจะได้เข้าแคมป์ปิ้ง ริมทะเลาสาปเพื่อกางเต้นท์ ก็หกโมงเย็นเข้าไปนู่น เจ้าของบอกว่า วันนี้ไม่มีแขกมาพักเลย เพราะช่วงนี้อากาศยังไม่ดี เลยลดพิเศษให้ ยังมิทันที่เต้นท์น้อย ๆ จะถูกกางออก เพื่อให้ผมเข้าไปนอนพึงแห้งข้างใน ฝนเจ้ากรรมก็ซัดลงมาอีกรอบ.... หากใครเผอิญผ่านแคมป์นี้ตอนนั้น คงได้เห็นมนุษย์ตัวเล็ก หน้าตามอมแมม หัวดำ สองคนในชุดกันฝนกำลังยืนหนาวสั่น เปียกมะร่อกมะแร่ก แอบอยู่ใต้เพิง รถยนต์บ้าน ของใครก็ไม่รู้ที่มาจอดทิ้งไว้ที่แคมป์... ฝนวันนี้ไม่คงสภาพ "ฝนรำคาญ" ที่ผมเล่าไปตอนแรกเลย เพราะมัน ทั้งแรง ทั้งนาน ยิ่งกว่าฝนไล่ช้าง ที่เมืองไทยเสียอีก หลบไปสิบห้านาทีแล้วครับ ถ้าปล่อยไว้ไม่ได้เข้าเต้นท์ ดูท่าข้าวของในกระเป๋าจักรยาน ที่วางแอ้งแม้งอยู่กลางฝน คงเปียกใช้การไม่ได้ ปฏิบัติการกางเต้นท์กางสายฝนของพวกผมจึงเริ่มขึ้น ผ้าร่มชั้นนอกที่กันฝนได้ ถูกครี่ออกก่อน เป็นอันดับแรก ทั้ง ๆ ที่ปกติแล้ว มันคือ ชิ้นส่วนสุดท้ายที่จะถูกกางออกเพื่อคลุมเต้นท์ตาข่ายที่กางเป็นรูปเป็นร่างแล้ว ตัวเต้นท์ตาข่ายที่เปียกได้ง่าย ถูกยัดเข้าไปใต้ผ้าร่ม พร้อมกับตัวผมที่มุดเข้าไปนั่งยอง ๆ ครี่มันออก ฝนยังคงซัดไม่หยุด...สมอบก ถูกยึดไว้กับพื้น ที่ให้ตายเถอะโรบิน ดันเป็นพื้นกรวด ปักยากเสียอย่างนั้น โครงเต้นท์ที่ต่อเรียบร้อยแล้ว กับตะขอเกี่ยว ถูกลำเลียงเข้ามาจาก นายโบว์ที่เปียกโชคอยู่ด้านนอก ผมจัดการเกี่ยวโยงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ โครงร่างเต้นท์ก็ถูกตั้งขึ้น กว่าจะได้รูปเต้นท์ที่คนเข้าไปอยู่ได้ ก็หมดไปหลายนาที แม้พวกผมจะพยายามป้องกันน้ำฝนเพียงใด พื้นเต้นท์ด้านในก็ยังเจิงนองด้วยน้ำอีกหลายแอ่ง เลยเป็นอันต้องนั่งซับน้ำกันอีกนานสองนาน ถึงจะเรียบร้อย ลำเลียงข้าวของเข้าเต้นท์ได้สำเร็จ ความทุลักทุเลยังไม่ยอมปิดฉากลงง่าย ๆ ครับ แม้ฝนจะซาไปมากแล้วก็ตาม เราต้องแบ่งกันไปอาบน้ำ และปั่นแห้งเสื้อผ้า และข้าวของที่เปียกชุ่ม (ที่แคมป์นี้มีที่ปั่นแห้งหยอดเหรียญไว้บริการด้วย นับว่าโชคดี) พร้อม ๆ กับหุงข้าว ...แต่ แก๊ซและหัวแก็ซ ที่พึ่งถูกใช้งานเป็นครั้งแรก ไม่แมชกับความหนักของหม้อข้าว ครับ เรียกว่่่า ถ้าปล่อยไว้โดยไม่มีคนประคอง มันก็จะล้มคว่ำ เลยเดือดร้อน ไม่ผมก็ต้องนายโบว์ นั่งประคองหม้อข้าว ไม่เป็นอันทำอะไรเพื่อประโยชน์ และความสุขสบายของตัวเอง...ฮู้ย อะไรนักหนาวะ ??
ประคองอยู่เพียงสักครู่ ฝนก็เทลงมาอีกรอบ ...แน่นอนล่ะครับ การเข้าไปจุดไฟในเต้น แล้วนั่งหุงข้าว มันคือการฆ่าตัวตายชัด ๆ วิธีการที่ทำได้ คือ ตัวผมเข้าไปอยู่ในเต้น แล้วยื่นมือออกมาประคองหม้อข้าว กับเตาแก๊ซ ซึ่งอยู่ข้างนอก (มีหน้าเต้นท์เปิดกันฝนได้เล็กน้อย) ...สุดท้าย...พวกผมก็ได้กินข้าวสวยสามกษัตริย์ ปลากระป๋องยำ กับต้มจืดร้อน ๆ อย่างภาคภูมิใจ แถมหลับสบายภายใต้เต้นท์ที่มีเสียงฝนดังเปาะแปะ ๆ ตลอดทั้งคืน ...พรุ่งนี้จะเป็นไงก็ยังไม่รู้ ??? ลมเช้ากรรโชกแรง ราวกับว่าเต้นท์จะปลิว แล้วหอบหิ้วเอาผมกับเจ้าโบว์ไปด้วย เรานอนฟังเสียงคลื่นทะเลสาปข้าง ๆ กับลมกันสักพัก ก็ได้เวลาจรลีหนีไปจากจุดชุกฝนนี้เสียที กว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย ฝนก็โปรยลงมาอีกรอบ มันแค่วันที่สองจากห้าตามแผนเท่านั้น เป็นไปไม่ได้ที่ผมจะเลิกล้มมันเสีย ได้กาแฟเช้าเรียบร้อย ก็ปั่นต่อไป โดยไม่แยแสสายตาฝรั่งที่ส่งกันมาเป็นระยะ ๆ ทำนองว่า... นี่พวกเอ็งมันบ้ากันใช่มั๊ยเนี่ย !!!???
หลายต่อหลายช่วงที่พวกผมต้องลงปั่นกันบนถนนสายหลักคู่ไปกับรถยนตร์เล็กใหญ่ เพราะไม่มีปัญญาหาได้ว่า ทางจักรยานที่ขี่ ๆ มาอยู่ตรงหน้า อยู่ดี ๆ มันอันตธารหายไปที่แห่งหนไหน ตอนนั้นราวบ่ายโมงแล้วเห็นจะได้ผมยังไม่ได้กินข้าว และน้ำสักคำ เลยกะว่าจะปั่นเข้าป่าหามุมเหมาะ ๆ กินข้าวกันก่อน กำลังเก้ ๆ กัง ๆ ไม่รู้จะไปทางไหนต่อดี เพราะพวกผมหลงปั่นเข้าไปในทุ่งหญ้าบนเขาลูกหนึ่งที่ไร้เส้นทางใด ๆ ทั้งสิ้น ที่จะเชื่อมต่อไปยังทางเล็ก ๆ เป้าหมาย ที่อยู่ห่างออกไปอีกสองสามเนิน ก็พอดีเจอคุณน้าชาวออสเตรียตระโกนบอกลงมาจากหน้าต่าง ด้วยภาษาเยอรมันสำเนียงท้องถิ่นว่า "ผิดทางแล้วไอ้หนู" คุณน้าจัดแจงชี้ทางว่า เราต้องปั่นไปตามถนนใหญ่ต่อไปอีกราวสามกิโลเมตร จึงจะเจอทางจักรยาน...ก็เลยสรุปว่า พวกผมต้องเข็นรถลงเขาลูกนั้น เพื่อเอาชีวิตและจักรยานคู่ใจมาแขวนไว้บนถนนกันอีกครั้ง เวลานั้นเราไม่ไหวกันแล้วครับ หิวจนท้องกิ่ว หน้าจะมืด เลยตัดสินใจเข้าไปพักที่เพิงรอรถประจำทาง (คล้าย ๆ เพิงรอรถที่ต่างจังหวัดบ้านเรา) จัดแจงงัดข้าว และปลากรอบ ออกมาโจ้กันอย่างหิวโหย เนื่องจากฝนตกตลอดทั้งวัน อากาศตอนนั้นเลยค่อนข้างหนาว แม้จะพึ่งเข้าสู่ช่วงบ่ายเท่านั้น ระหว่างนั่นกินไป เราก็นั่งมองตากันปริบ ๆ เมื่อพบว่า ไอ้เจ้าถนนเส้นที่อยู่ข้างหน้า มีรถบรรทุกหลายล้อ วิ่งผ่านไปมา ยั้งกับแถวบางนาตราด ยังไงยังงั้น !!! ใส่ข้าวลงท้องได้ราวครึ่งกระปุก คุณน้าบอกทางเมื่อกี้ก็ขับรถลงมาจากเขา พอเห็นพวกเราก็จอดวิ่งมาถามด้วยความเป็นห่วง เรื่องของเรื่องคือ เธอเกรงว่า เราจะเข้าใจเธอผิด หลงกันอีก เธอจึงตัดสินใจขับรถลงมา เพื่อตามมาดูว่าไปกันได้หรือไม่...โอ้ว์ ซึ้งน้ำใจอีกแล้วครับ คนออสเตรีย...ทางจักรยานไม่ดี แต่คนดี อย่างนี้ผมไปต่อ..(เกี่ยวกันไหม ?).. ฝนยังคงปรอย ๆ ไม่ขาดเม็ด แต่บางลงบ้างแล้ว ผมจึงเริ่มเลาะริมถนนใหญ่โดยไม่ลังเล
ดังที่บอกครับ สิบล้อเส้นนี้แยะมาก ที่สำคัญถนนค่อนข้างแคบ คนขับก็เลยขับกันแบบเฉียด ๆ เบียด ๆ และออกจะดูด ๆ รถเล็ก ๆ อย่างพวกผมเข้าไปด้วย เล่นเอาเสียวสันหลัง ทนปั่นจนข้อล้าได้พักหนึ่ง ก็ปรับเปลี่ยนยุทธวิธี ใหม่...เพราะ เมื่อได้ยินเสียงรถใหญ่มาคลึก ๆ ด้านหลัง เราก็ลงจอดแอบตรงไหล่ทางเสีย รอให้พี่เค้าไปก่อน จึงค่อยปั่นไล่ตูด เสียเวลาหน่อย แต่ก็เซฟ ๆ และโอกว่ามิใช่ดอกหรือ ? ทำแบบนี้กันเรื่อยมา...๕๕๕๕๕ ในที่สุดพวกผมก็ถึงทางจักรยาน ปั่นเข้า Salzburg เมืองงามแห่งออสเตรีย ตอนนั้นห้าโมงเย็นแล้ว จึงรีบปั่นหาแคมป์ปิ้งพลัสเป้าหมาย Salzburg เป็นเมืองท่องเที่ยวครับ นักท่องเที่ยวแยะเลย ทั้งฝรั่ง และเอเชีย มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งกระจายอยู่ทั่วเมือง แต่ผมไม่สนใจดูแล้ว เพราะเวลานั้นค่อนข้าง สบักสบอม เปียกปอน หนาว และเมื่อยล้า แคมป์ปิ้งพลัสเป้าหมายตั้งห่างออกไปจากเมืองอีกนิดหน่อย หาไม่ยาก แต่ก็ไม่ง่าย...เราจึงเวียนไปเวียนมาอยู่หลายรอบ...ยังมิทันรู้เส้นทางที่แน่ชัด..ก็ ปุบ....~~~~~ ฟิ้ววววววว ~~~~~~ อย่านะเว้ย อย่านะเว้ย....จนได้...ยางรถผมเจาะรูตัวเองประท้วงเจ้าของครับ ที่บังอาจใช้งานข้าหนัก...ผมเสียเวลาปะอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง เพราะไอ้ล้อใจเด็ด ดันเป็นล้อหลัง เลยต้องยกสัมภาระทั้งหมดลงมากองไว้ก่อน ปะสำเร็จไปแบบมือไม้ดำ พวกผมเข้าที่พักกันได้ก็ปาเข้าไปเกือบทุ่ม หุงหาอาหาร และกินเสร็จก็หลับเป็นตาย
เช้าวันที่สามเริ่มขึ้นอย่างลังเล และไม่เต็มใจ สถานีรถไฟ Salzburg อยู่ทางซ้าย ทางที่ตั้งใจว่าจะไปอยู่ทางขวา...เช้านั้นหนาวมาก สาวฝรั่งถามผมว่า "เมื่อคืนนอนกันในเต้นท์หรือ ?" ผมตอบว่า Yes Yes เธอทำตาโต แล้วบอกว่า "โอ้ววว ไม่หนาวหรือ สุดย๊อดดดด" ป้าเจ้าของแคมป์ถามเราระหว่างยื่นถ้วยกาแฟ และอาหารเช้า ด้วยความเป็นห่วงว่า "จะไปไหนกันหรือ โถเจ้าเด็กที่น่าสงสารทั้งสอง"...แหะ ๆ แต่ไม่ครับ...ผมยังไม่ยอมกลับง่าย ๆ แสงแดดรำไรเริ่มส่องให้ความหวัง ที่สุดเราตัดสินใจเบนหัวจักรยานคู่ใจไปทางขวา มุ่งหน้าสู่ทะเลสาป Mond ทะเลสาปดวงจันทร์ ที่มันอยู่อีกไกล และสูงแค่ไหนก็ยังไม่รู้ (ดันไม่ยอมดูกันมาให้ดี) แสงแดดทำให้ผมสบายขึ้น แต่ทำให้นายโบว์ปวดหัวครับ เนื่องจากอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ด้วยแดดลำแสงแรกนั้นเอง ใครเลยจะรู้ว่า...เจ้านี่แหละที่เป็นตัวการพาเรากระโจนสู่การผจญภัยครั้งใหญ่จนยากจะลืมได้ เราขี่เลาะเลียบสวนทางแม่น้ำ Salzach ไปได้ไกลหลายกิโล ปั่นแบบสบาย ๆ จนหยุดพักกินข้าวกลางวันที่เตรียมมาได้แบบเรียบร้อย และหลังจากนั้นมาผมสองคนก็ไม่ได้ขี่ทางเรียบ ๆ แบบนั้นอีกเลย
หยุดถ่ายรูปพิชิตเขาสูงอยู่ครู่หนึ่ง พร้อมส่งช็อกโกแลตเข้าปาก เพื่อเพิ่มน้ำตาลในเส้นเลือด ...เราก็ได้เวลาปั่นลงครับ ด้วยความเร็วที่หน้าปัดรถผมประมาณ 45 กิโลเมตรต่อชั่วโมง...มีขึ้นมันก็ต้องมีลง และเมื่อมีลงมันก็ต้องมีขึ้น .... ระหว่างที่ผมกำลังไหลลงเขากันมาแบบหน้าบาน ผมปลิวไสวอยู่นั้น เราก็สวนทางกับนักปั่นสาวหน่วยก้านดี เธอยิ้มทัก พลางตระโกนบอกเราแปลเป็นไทยให้ขนหัวลุกได้ว่า "เดี๋ยวต้องขึ้นอีกนะ ขึ้นสูงอีก" 5555+....ผมยิ้มรับแหย ๆ พลางรีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีีบโน้มตัวไปข้างหน้า หวังให้น้ำหนักผม ช่วยส่งจักรยานเพื่อนยากเลื่อนไปตามแรงเฉื่อยให้มากที่สุด และไกลที่สุด...ขึ้นไปอีกหน่อยนะเพื่อนแก้ว..อึ๊บ อึ๊บบบบบ ลูกที่สองที่สาวนักปั่นส่งซิกให้พวกผม จบลงที่ความสูง 700 กว่าเมตรครับ !!! ถ้านับกันที่ความสูง ต้องถือว่าผมทำลายสถิติทริปอื่น แบบไม่เห็นฝุ่น แต่ถ้านับระยะทางราบแล้วล่ะก็ ระยะทางไม่ถึง 30 กิโลเมตรดีนี้ ถือว่าล้มเหลวโดยสิ้นเชิง เพราะผมใช้เวลาไปเกือบสี่ชั่วโมงเห็นจะได้ แล้วทะเลสาป Wiestal Stau สีเขียวเข้ม ก็เป็นแอ่งน้ำแรก หลังจากผมพุ่งลงเขานรกสูง 700 เมตรออกมา
เราใจชื้นขึ้นหน่อย เพราะคิดว่าถ้าจะสูงอีก ก็คงไม่มากแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมาทางชันมาก ที่เหลือจึงน่าจะพอปั่นได้โดยไม่ต้องเข็น และไปเร็วขึ้นกว่าช่วงแรก...เราพักถ่ายรูปกันสักครู่ ผมก็พาจักรยานเลี้ยวขึ้นภูเขาลูกที่สาม...การณ์ไม่เป็นไปตามที่คาด เพราะแม้ครั้งนี้ทางขึ้นจะไม่ชันมาก แต่ด้วยความอ่อนล้าของแข้งขา สุดท้ายก็ต้องลงเข็นกันอยู่ดี เข็นบ้างปั่นบ้าง รอดอุโมงด้วย ตื่นเต้น ตื่นเต้น...เพราะมันมืด และรถพวกผมไม่ได้ติดไฟ..ถ้ามีรถอะไรสวนมา คงได้ร้อน ๆ หนาว ๆ ... ที่นั่น เราเจอนั่งท่องเที่ยวเมืองลุงแซมที่มาเที่ยวกันหนึ่งรถตู้ คุณลุงคนหนึ่งส่งภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันว่า จะช่วยถ่ายรูปให้ พลางถามอย่างสนใจ ปั่นจักรยานกันมาหรือ ?? โอ้ว เยี่ยม ๆ ...ผมยิ้มรับไป พลางนึกในใจว่า ถ้าปั่นทั้งหมดก็คงดีหรอกลุง ...นี่เข็นมาเกินครึ่งแหนะรู้อ่ะเปล่า (ฮา)
เราพักดื่มเบียร์เพิ่มพลังที่ร้านริมเขาแห่งหนึ่ง ร้านนี้พวกผมชอบมาก เพราะแต่งแนวอบอุ่น และดูสง่างามแบบบ้าน ๆ ดี ร้านเป็นเรือนไม้เสียส่วนใหญ่ นึก ๆ ไปคล้าย ๆ กับร้านอาหารป่าแถวเมืองกาญจนบุรีเลยครับ เบียร์อ่อน ๆ สำหรับนักปั่นสีแดงเข้ม ถูกเสริฟตรงหน้าผม ด้วยความตื่นตา เพราะพึ่งเคยเห็นเบียร์นักปั่นสีนี้เป็นครั้งแรก ลุงคนขายบอกว่าเป็นราดเรอร์ที่มีแค่ช่วงฤดูร้อนเท่านั้นนะจ๊ะ...อ่ะนี่...ถ้าลุงไม่บอกพวกผมว่า นี่มันคือฤดูร้อน ผมคงจำไม่ได้...เพราะตั้งแต่ปั่นมา เจอแต่ฝน กับ หนาว เท่านั้นครับ (แป่ว) 830 เมตร คือ ความสูงที่ผมยกธงขาวยอมแพ้ เราไม่สามารถทู่ซี้ไปกันต่อถึงทะเลสาป Mond เป้าหมาย ซึ่งต้องขี่ขึ้นไปที่ระดับ 1130 เมตร ได้อีกต่อไปแล้ว หลังจากดื่มราดเรอร์เสร็จ ฝนเม็ดเล็ก ๆ ก็เริ่มโปรยต้อนรับผมอีกครั้ง ความสูงชันยังคงเป็นอุปสรรค ทำให้พวกผมไม่สามารถปั่นหนีความหนาวเพื่อให้ถึงที่พักได้โดยเร็ว เรายังคงไปได้ในระดับคืบคลาน และเข็นขื่น..อยู่อีกสอง หรือสามกิโลเมตร จำไม่ได้ชัด...ฝนก็ตกหนักขึ้น ความหนาวเริ่มรุนแรงขึ้น ในขณะที่ชุดปั่นของผมสองคน คือ ชุดหน้าร้อน ถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่สูงราว 830 เมตร ข้าวอีกครึ่งหนึ่งที่เหลือติดกล่องอยู่จากตอนกลางวัน ก็ถูกงัดขึ้นมาเติมพลังเราสองคนอย่างหิวโหย ฝนตกเม็ดหนักขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบปั่นไม่ได้ แต่เราก็กัดฟันปั่นกันต่อ ที่สุดก็ต้องหยุดครับ เพราะฝนทั้งแรง และเย็นในระดับน้ำแข็ง...เป็นที่น่าสังเกตตั้งแต่มาถึงเมืองนี้แล้วว่า ที่นี่มีโรงแรมเยอะจนผิดหูผิดตา ผมเดากันว่า อาจเป็นเพราะมันเป็นเมืองที่เขามาเล่นสกีกันในฤดูหนาว เสียกระมัง...ซึ่งไอ้โรงแรมที่เรียงรายให้เลือกได้เหล่านี้นี่แหละครับ ที่ช่วยกระตุ้นกิเลสแห่งการแสวงหาความสุขสบายให้กับร่างกาย จนผลักดันให้เรายอมยกธงขาว ... เมื่อคำนวนจาก แรงขา ความหนาว ความเปียก ระยะทางที่เหลือกว่าจะถึงแคมป์เป้าหมาย รวมทั้งความเร็วในการปั่น และภูเขาสูงที่ตั้งอยู่เบื้องหน้า พวกผมตัดสินใจทิ้งแผนทั้งหมดกองไว้ตรงนั้น (เพิงหน้าบ้านใครสักคนไม่รู้) แล้วรวบรวมตั้งค์ที่มีติดกระเป๋า ตีตั๋วเข้าพักโรงแรมแห่งหนึ่งสำหรับคืนนั้น (แหะๆ) เพราะเราไม่อาจรู้ได้เลยว่า หากยังทนทู่ซี้กันต่อไป แล้วเกิดไปไม่ไหว เราจะเจอเมืองที่มีที่พักให้เลือกแบบนี้อีกหรือไม่ อาจต้องนอนตายกลางป่าสูงเสียก็ไม่รู้...การตัดสินใจครั้งนี้ ถือว่า รวดเร็ว ไม่ลังเล และไม่ผิดพลาดครับ เพราะคืนนั้นทั้งคืน ฝนยังคงกระหน่ำไม่หยุดหย่อน สนนราคาค่าโรงแรมคืนนั้น ไม่แพงนัก พอถูไถได้ที่หัวละ 25 ยูโร ป้าเจ้าของบอกว่าตามสบายเลย จะใช้ห้องอบผ้าหรืออะไรก็ได้เต็มที่ เพราะฤดูนี้แขกไม่มีแล้ว ทั้งโรงแรมเลยแทบจะมีเราสองคนเท่านั้น ผมซักผ้า ซักเต้นท์ และเอาข้าวของเปียกชื้นทั้งหลายบรรดามีออกมาตากกันเรียบร้อย อาบน้ำอุ่น ๆ สบาย ๆ เสร็จ ก็เดินไปกินข้าวที่ร้านอาหารข้าง ๆ ...คืนนั้น เลยได้นอนที่นอนนุ่ม ๆ อุ่น ๆ แสนสบาย หลับเป็นตายอีกเช่นเคย ตกลงกันว่า วันนี้นอนให้เต็มที่ พรุ่งนี้เราจะไปกันต่อเว้ย !!! เก้าโมงเช้าแล้ว ผมตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น ร่างกายได้พักผ่อนเต็มที่ เปิดหน้าต่างดูหวังให้แดดส่อง ก็ถึงกับงงงวย เมื่อพบว่า หิมะ กำลังตกอย่างหนัก และคงตกมานานหลายชั่วโมงแล้ว เพราะขาวโพลนไปทั่ว...โอ้วพระเจ้าช่วย กล้วยทอด...
ระหว่างนั่งกินอาหารเช้ากันด้วยความท้อถอย ป้าเจ้าของโรงแรมก็เข้ามาคุยด้วยพลางว่า มันเป็นหิมะหลงฤดูมาก ๆ ขนาดช่วงคริสต์มาส ยังไม่ตกมากขนาดนี้เลยนะ...พวกผมยิ้มรับไปแหย ๆ ....เรื่องไปต่อ คงไม่ได้แล้วล่ะครับ ไม่ได้อยู่ในหัวเลย แต่จะกลับลงไปข้างล่างเพื่อขึ้นรถไฟกลับเนี่ยสิ มันต้องทำกันยังไง๊ ??
ป้าเจ้าของแนะนำเราว่า ให้รอรถเมล์ที่จะวิ่งมา แล้วขอลงไปได้ ไม่น่ามีปัญหาอะไร แต่วันนั้นเป็นวันเสาร์ หรืออาทิตย์ผมจำไม่ได้ รถจะมีน้อยหน่อย ป้าแกว่างั้น...พวกผมจัดการอาหารเช้าตรงหน้ากันเรียบร้อย ก็ขึ้นไปเก็บข้าวเก็บของลงมาแพ็คกระเป๋า งัดเสื้อผ้าฤดูร้อนทั้งหมดที่ขนมา สวมใส่ให้หนาที่สุดเท่าที่ทำได้ ทุกอย่างพอถูไถไปวัดไปวา ขาดก็แต่ถุงเท้าหนา ๆ กับ รองเท้าหุ้มข้อดี ๆ เพื่อกันเท้า อวัยวะส่วนสำคัญที่สุด เพราะงานนั้น พวกผมมีกันแต่ "รองเท้าสาร" ...อืม ก็ที่ฝรั่งไปเที่ยวเมืองไทยเขาชอบใส่กันน่ะครับ หาซื้อได้แถวบางลำภู ตรอกข้าวสาร หรือไม่ก็จตุจักร ไอ้แบบที่เปิดเปลือยเท้าทั้งด้านปลาย กลาง และส้นเท้า...น่านนน แหละ จ่ายตังค์เช็คเอ้าท์เรียบร้อย ผมก็พากันไปยืนรอรถเมล์ ที่มีป้ายบอกว่าจะมาในอีกห้านาทีนี้ล่ะจ้า... .... .... เอ๊ะ...ยังไง ....ไหงมันไม่มาวะ ? เรารอรถท่ามกลางความหนาว หลบลมแล้วหลบอีกกันอยู่เกือบชั่วโมง ก็ไม่มีวี่แววของรถเมล์คันที่ว่า หิมะยังคงตกเป็นระยะ ดูท่าอากาศจะไม่ดีไปกว่านี้อีกแล้ว นายโบว์เสนอว่า ให้ปั่นกันลงไปเลยถึง Salzburg แต่ผมดูจากเมฆดำ ๆ บนฟ้าที่วิ่งเล่นไปมาแล้ว ไม่กล้าเสี่ยง อาจไปได้ไม่ไกล แล้วต้องนอนตายอยู่ที่ไหนสักแห่งเสียก่อนนา จะไหวรึ ? จดจ้องกันอยู่นานไม่รู้ว่าจะทำไงดี เกือบจะตีตั๋วโรงแรมกันอีกคืน เพื่อรอให้อากาศดีค่อยพาร่างกายลงไปแล้วครับ แต่ดันไปแวะถามเจ้าของร้านอาหารแถวนั้นเสียก่อน แกว่าฤดูนี้ไม่มีรถเมล์ขึ้นมาที่ป้ายนี้แล้วล่ะ...ป้ายสุดท้ายที่ขึ้นมาถึงอยู่ห่างไปอีกราว ๆ สามสี่กิโล..อาจพอขี่จักรยานไปได้...โอ้ววววว.... มายยยย.....ก๊อดดดด
หลังจากปรึกษาดูเส้นทางแล้ว เห็นว่าเป็นแต่การ "ลงเขา" ล้วน ๆ ผมเลยกัดฟัน เอาไงก็เอากัน นั่งรอให้มีแสงกว่านั้นอีกหน่อย เพื่อแน่ใจว่าหิมะจะไม่ตกลงมาอีก เราก็ลงขาปั่น ... หนาวววววววววววววววว มากกกกกกกกกก ครับ ขอบอก... มือผมแข็ง เท้าผมกระดิกไม่ได้ หน้าผมชาไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น ต้องจอดถูมือเป็นระยะ ๆ เพราะไปไม่ไหวจริง ๆ รถยนตร์ของคนฝรั่งขับผ่านไปคันแล้วคันเล่า สายตาคนในรถที่มองมา บอกไม่ถูกว่า มันคืออะไรกันแน่ สงสาร สมเพศ ขำ สมน้ำหน้าไม่ยอมเช็คอาการให้ดี หรือว่าอะไร ??? เราขี่จักรยานโต้ลมในเส้นทางที่ปกคลุมด้วยหิมะ ด้วยระยะทางประมาณ 8 กิโลเมตรครับ...โชคยังดีที่มันลงทั้งหมด ผมพึ่งมาดูเวลากันตอนหลังถึงได้รู้ว่า จากโรงแรม ถึง ปากทางด้านล่าง 8 กิโลเมตร เราใช้เวลาแค่ประมาณ 20 นาทีเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่รู้สึกว่ามันนาน...เราต้องหยุดเปลี่ยนถุงเท้าอีกรอบ เพราะที่ใส่อยู่ชื้นละอองหิมะหมดแล้ว จากจุดนั้น มีรถเมล์ผ่านแล้วครับ แต่...ข้างล่างนี่อุ่นขึ้นมาก แถมมีแดดออกด้วย พวกผมก็เลยตัดสินใจขี่ย้อนกลับเข้าเมือง Salzburg กันเอง จากตรงนั้นก็อีกประมาณ 12 กิโลเมตร
เราถึงสถานีรถไฟเอาก็ประมาณห้าโมงเย็นเห็นจะได้...และไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ในระหว่างที่รถไฟวิ่งห่างออกจากเมือง Salzburg ประเทศออสเตรีย มุ่งหน้าสู่เมืองมิวนิค ประเทศเยอรมัน แสงแดดแรง ๆ ก็สาดใส่เข้าหน้าเซ็ง ๆ ของเอเชียสองคนนี้ จนต้องหลบตาต่ำ เพราะมันจ้าเสียจนทน และทำใจไม่ได้....สุดท้ายเราก็ไปไม่ถึงทะเลสาปดวงจันทร์ (Mondsee) จริง ๆ ด้วย ปล. ทริปนี้ขี่ไปทั้งหมด 4 วัน กับ 3 คืน ด้วยระยะทางแนวราบแค่เพียง 200 กิโลเมตรเท่านั้น แต่อย่าถามระยะทางแนวดิ่งนะครับ...เพราะนั่น เราไม่ได้ขี่ แต่เข็นกันมากซะจน กลับมาถึงบ้าน ต้องใช้ผ้าก๊อดพันแขนไว้ เนื่องจากเกิดอาการเส้นเอ็นแขนอักเสบ ขยับแล้วดัง "งึด ๆ" ..น่ากั๊ว สนใจชมภาพทริปนี้ของเข้าไปได้ที่ ทัวร์จักรยาน ครั้งที่ 2/2005 (ChiemSee-Salzburg) อ้อ..ลป. ลืมไป ..จะบอกว่า ที่สุดผมได้เห็นไอ้เจ้าทะเลสาปดวงจันทร์ (Mondsee) แห่งนี้ เอาก็ตอนที่นั่งรถทัวร์หวานเย็นไปเที่ยว มิลาน ประเทศอิตาลี แต่ผ่านออสเตรีย ในอีกเจ็ดเดือนต่อมาครับ...แหมมันสวยซะจริง ๆ พับผ่าเถอะ...ฝากไว้ก่อนนะ MondSee
![]()
|
|
07 Dec 06 | by | tags ตะลอน ตะลอน เกร็ดชีวิต เยอรมัน ทัวร์จักรยาน
bow_der_kleine
คำถามนี้ตอบไม่ยากครับพี่แปง เพราะรับประทานเยอะไงครับ อิอิอิ (อย่างนี้แหละครับ ตลกรับประทาน) เออ... ว่าแต่พี่แปงหมายถึงใครเหรอครับ |
เชกูวารา
อิ อิ ได้ข่าวมาว่า ทัวร์จักรยานของคุณนกกะปูด กับเฮียเอก ก็หนักหนาสาหัส และมันส์เหมือนกันนี่ครับ ว่าง ๆ ก็เขียนเล่าสู้กันฟังบ้างนะครับ ผมรออ่านอยู่นี่ |
ตะลอน ๆ มาอีกแล้วครับ
ผมยังวนเวียนอยู่กับเรื่องราวประสบการณ์ขี่จักรยานในเยอรมันนะ โดย
ทริปที่สองนี้ สำหรับผมโหดเหี้ยมอำมหิตกว่าทริป






วันที่สองแย่กว่าวันแรกเสียอีกครับ เพราะส่วนใหญ่ของเวลาของฟ้า หมดไปกับการกลั่นน้ำฝน เสื้อกันฝนแทบไม่ถูกถอดออกเลย ตั้งแต่ผมขี่ออกมาจากแคมป์ และแล้ว ในที่สุดผมก็เข้าเขตออสเตรีย ทางจักรยานนรก ก็เริ่มแผงฤทธิ์ ...







ปีหน้าถ้ามีเวลาจริง ๆ พวกผมวางกันไว้ว่าจะไปล่อง Necka สักยกครับ เดี๋ยวผมต่อสายตรงไปชวนถึงบ้านเลย
พี่แปง
ไปทำอะไรมา ทำไมอ้วนงี้
08 Dec 06