ComBioLaw.De » Blog » กฏหมาย » วิวัฒนการของ อาชญากรรมคอมพิวเตอร์

วิวัฒนการของ อาชญากรรมคอมพิวเตอร์

imageหลังจากนายโบว์ของเราเขียนงานสาขาคอม ฯ IE on Debian and Ubuntu ที่เข้ากับชื่อเว็บ Bio (Biotechnology) Law (Law) Com (Computer) ไปแล้ว :) บล็อกตอนนี้ผมขอเอาสาขาวิชาตัวเองขึ้นอัพเดทมั่ง (กลัวน้อยหน้า เลยต้องไล่กันมาติด ๆ) อย่างไรก็ตาม อย่าหาว่าแก้ตัวครับ เพราะตอนนี้แต่ละคนกำลังปั่นงานกันหัวปัก ผมเลยขออนุญาตงัดเอาของเก่ามาหากินไปพลางก่อน เป็นบทความที่เขียนนานแล้วแต่เอามาปรับภาษา และเพิ่มเติมนิหน่อย ประกอบกับช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา พ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฟื้นคืนชีพ คนพูดถึงกันแยะ เลยคงพอถูไถได้ ถ้าจะมาเล่าให้ฟังว่า ไอ้เจ้าอาชญากรรมคอม ฯ ที่พูด ๆ กันอยู่ มันอุบัติขึ้นในโลก แล้วพัฒนาต่อเนื่องมาให้ปวดหัวได้ยังไง

คงไม่มีใครปฎิเสธว่า อาชญากรรมเศรษฐกิจ, อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ เรื่อยมาจนถึง อาชญกรรมไซเบอร์ หรือ อาชญากรรมอินเทอร์เน็ต เหล่านี้ ล้วนแล้วแต่เป็นผลพวงด้านลบ ที่เกิดขึ้น และขยายตัวมาพร้อม ๆ หรือไล่เลี่ยกับวิวัฒนาการ และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในยุคข้อมูลข่าวสาร นวัตกรรมใหม่อย่างคอมพิวเตอร์ และการเชื่อมต่อระหว่างกันจนเกิดเป็นเครือข่ายขนาดเล็ก-ใหญ่ ในช่วงปลายทศวรรษที่ 60 (ปีค.ศ. 1969 กำเนิดอินเทอร์เน็ต) ด้านหนึ่งถูกใช้เป็น "เครื่องมือ" ในการกระทำความผิด ส่วนอีกด้านหนึ่งก็ถูกเล็งให้กลายเป็น...

กฏหมาย กฏหมาย

เชกูวารา เชกูวารา

"เป้าหมายแห่งการโจมตี" โทษฐานที่เป็นอุปกรณ์ หรือช่องทางสำคัญในการเก็บรักษา และ/หรือ รับ-ส่ง ข้อมูลข่าวสาร ทรัพย์สิน ที่ปัจจุบัน ดูเหมือนจะมีค่ามหาศาลกว่าทรัพย์ประเภทที่มีรูปร่างบางอย่าง เช่น บ้าน รถยนตร์ มือถือ เสียอีก

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า จาก "อาชญากรรมคอมพิวเตอร์" (Computer Crime) จนเป็น "อาชญากรรมอินเทอร์เน็ต" (Internet Crime or Cybercrime) ในความหมายที่เราท่านรู้จักกันบ้างในปัจจุบัน และซับซ้อนซ่อนเงื่อนขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นปัญหาแก้ไม่ตกของประเทศทั้งหลาย เกิดขึ้น และใช้เวลาในการวิวัฒนการตัวเองในช่วงระยะเวลา เพียงไม่กี่สิบปีเท่านั้น

ยุคแรก การกระทำความผิดต่อ "สิทธิความเป็นส่วนตัว และข้อมูลส่วนบุคคล"
image
ทศวรรษที่ 60 (ช่วงปีค.ศ. 1960-1970) นับเป็นช่วงเวลาแรก ๆ ครับ ที่เริ่มมีการชี้ให้เห็นถึงอันตรายจากการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้เพราะในสมัยนั้น หลายประเทศในแถบตะวันตก เร่ิมใช้คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์สำหรับเก็บบันทึก ถ่ายทอด และเชื่อมโยงฐานข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนในรัฐเข้าด้วยกัน และด้วยเหตุที่มีการนำข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ไปรวบรวมไว้ภายใต้การจัดการของรัฐนี้แหละ นักวิชาการจำนวนหนึ่งจึงเริ่มอภิปรายถกเถียง ถึงประเด็นที่ว่า

"ประชาชนอาจถูกตรวจสอบ เฝ้ามอง หรือควบคุมจากรัฐได้ โดยง่าย"

ข้อถกเถียงทั้งหลายนั้น ได้รับอิทธิพลมาจากหนังสือนิยามของ George Orwell "1984” ที่ว่าด้วยเรื่องการเมืองการปกครอง และพูดถึงกรณี Big Brother กับอันตรายที่มาพร้อมกับพัฒนาการทางเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร โดยชี้ให้เห็นว่า

แม้ในช่วงเวลาเริ่มต้น กระบวนทัศน์ของมนุษย์ที่มีต่อคอมพิวเตอร์ คือ อุปกรณ์ หรือเครื่องมือทรงพลัง ที่มีประโยชน์ต่อระบบการจัดการข้อมูลอย่างสูง ที่จะทำให้การทำงานต่าง ๆ ของมนุษย์สะดวก และรวดเร็วขึ้น แต่ในอนาคต การใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือชนิดนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโดยรัฐ จะเริ่มล้ำเส้นความเป็นส่วนตัวของประชาชน หรือจะถูกใช้เป็นเครื่องมือในควบคุมตรวจสอบพฤติกรรมพลเมืองโดยผู้ปกครองรัฐมากขึ้นเรื่อย ๆ

เนื่องจากในยุคนั้น คุณประโยชน์หลักของเครื่องคอมพิวเตอร์ ยังจำกัดอยู่เพียงแค่ การเก็บบันทึก ประมวลผล หรือเชื่อมต่อข้อมูลต่าง ๆ ของประชาชนในประเทศ ดังนั้น ความเข้าใจที่มีต่อการกระทำความผิดโดยมีคอมพิวเตอร์เข้าไปเกี่ยวข้อง จึงยังไม่ได้มีความหมายทำนองเดียวกับ "อาชญากรรมคอมพิวเตอร์" ที่เราเข้าใจกันในปัจจุบัน (แฮคระบบ, ปล่อยไวรัส, แพร่ภาพลากมก ฯลฯ) แต่มันหมายถึง

image

"การกระทำความผิดใด ๆ ที่เป็นอันตรายต่อ ข้อมูลข่าวสาร และ ระดับความลับ หรือ ความเป็นส่วนตัว ที่มนุษย์แต่ละคนอาจไม่ได้ต้องการเปิดเผยให้ผู้อื่นได้รับรู้"

ดังนั้น สิ่งสำคัญที่คนเริ่มให้ความสนใจ และเรียกร้องให้รัฐต้องให้ความคุ้มครองเป็นพิเศษในยุคเริ่มของคอมพิวเตอร์ ก็คือ "ข้อมูลส่วนบุคคล" นั่นเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความลับในทางวิชาชีพต่าง ๆ อาทิ ข้อมูลทางการแพทย์ ความลับของราชการ ข้อมูลทางการเงินการธนาคาร หรือข้อมูลทางด้านคดีความ เป็นต้น

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ในยุคแรก ๆ ที่ถูกเรียกร้อง และหลายประเทศต้องออกมาก่อนใครเพื่อน ก็เลยเป็น กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล นะครับ ไม่ใช่ กฎหมายเพื่อป้องกัน และปราบปรามอาชญากรรมคอม ฯ (ที่บ้านเรา กำลังถูกดันให้ล้ำหน้าออกมาก่อนร่างพรบ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล)

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสถิติการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในหลาย ๆ ประเทศในระยะหลังที่ผ่านมา พบว่า การกระทำความผิดต่อ "ข้อมูลข่าวสาร" ที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย มีจำนวนลดน้อยลงไปมาก พวกเราก็เลยไม่ค่อยได้ยินว่า "ข้อมูลส่วนบุคคล" เป็นเป้าหมายสำคัญที่รัฐต้องเฝ้าระวังป้องกันเป็นพิเศษจากการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์

คดีสำคัญ ๆ ในอดีตเกี่ยวกับการกระทำความผิดต่อข้อมูล ก็เช่น การขโมยข้อมูลการรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ในประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งต่อมาข้อมูลนั้น ถูกส่งต่อไปยังผู้จ้างงานของผู้ป่วย จนเขาได้รับเสียหาย หรือ คดีที่บริษัท IBM ถูกฟ้องร้องเมื่อปี 1986 ว่าระบบความปลอดภัย (RACF) อาจโดนพนักงานของบริษัทตรวจสอบโดยเจ้าของไม่อนุญาต เป็นต้น

ยุคที่ ๒ ยุคของ อาชญากรรมเศรษฐกิจ

ในยุคสมัยหนึ่ง การกระทำความผิดที่มีคอมพิวเตอร์เข้าไปเกี่ยวข้อง เคยถูกขึ้นบัญชีให้เป็นเพียงการกระทำความผิดแบบหนึ่ง ในกลุ่มของ "อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ" เท่านั้น ครับ ก็ไอ้ที่เราเคยได้ยินกันในนาม “White Collar Crimes” อาชญากรรมเชิ้ตขาว ที่ผู้กระทำความผิดไม่ใช่ คนตัวใหญ่ใจเหี้ยม หน้าตาโหด หรือมีลักษณะโจรใจร้าย แต่กลับกลายเป็นกลุ่มคนที่หน้าที่การงานสูง แต่งตัวดี และมีความรู้ความสามารถ นั่นล่ะ

image

ความหมายของ อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ค่อนข้างกว้าง ครอบคลุมความผิดหลายอย่าง เป็นการกระทำที่สร้างความเสียหาย ทั้งแก่เศรษฐกิจของ ปัจเจกชน ประเทศชาติ สังคมส่วนรวม และผลทำลายความเชื่อถือ และ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ตัวอย่างอาชญากรรมเศรษฐกิจ เช่น ความผิดเกี่ยวกับการปลอมแปลงเงินตรา, การปั่นหุ้น, ความผิดเกี่ยวกับภาษีอากร, ธุรกิจต่าง ๆ, สถาบันการเงิน เกี่ยวกับการค้า หรือธุรกิจเงินนอกระบบ เป็นต้น

หลักจากปี 1969 ที่เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นครั้งแรก นอกจากอินเตอร์เน็ตจะกลายเป็นส่วนสำคัญในการทำงานในหน่วยงานของรัฐแล้ว ผู้ประกอบธุรกิจรายใหญ่ ๆ ก็หันมาใช้ประโยชน์จากมันด้วย เพราะสะดวก และมีอิสระในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างผู้ประกอบธุรกิจด้วยกันเอง โดยไม่จำเป็นต้องเดินทาง แต่ในอีกด้านหนึ่ง มันก็กลายเป็นข้อดี สำหรับผู้กระทำความผิดที่ต้องการจารกรรม หรือลักลอบทำซ้ำข้อมูล ไปใช้ประโยชน์ทางธุรกิจของตน หรือสร้างความเสียหายทางด้านการเงินต่อธุรกิจของผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งขู่แข่งทางธุรกิจ

จากที่สมัยเดิม "อาชญากรรมเศรษฐกิจ" ไม่ได้มีเครื่องมือพิเศษเพื่อเพิ่มศักยภาพในการกระทำความผิด และมักเป็นแค่เพียงการปลอมแปลง หรือการกระทำต่อเอกสารบัญชีการเงินการธนาคาร และเอกสารอื่น ๆ อาชญากรรมเศรษฐกิจในยุคคอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ตที่ขยายขอบเขต ไปสู่ความเสียหายต่อเศรษฐกิจในด้านอื่น ๆ ด้วย ก็เริ่มปรากฎตัวขึ้น

ดังนั้นในช่วง ทศวรรษที่ 70 (ช่วงปีค.ศ. 1970-1980) การอภิปรายเพื่อหาทางแก้ปัญหาการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ จึงไม่ได้จำกัดขอบเขตให้อยู่ที่ประเด็นการกระทำความผิดต่อข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล อีกต่อไปแล้ว เนื่องจาก รัฐพบว่า สถิติการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ที่เกิดขึ้น และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มธุรกิจการเงิน เพิ่มจำนวนสูงขึ้นจนน่าวิตก

ในยุคนี้เองครับ ที่เริ่มมีการจำแนกอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ ออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ ๆ คือ กลุ่มความผิดที่ผู้กระทำอาศัยคอมพิวเตอร์เป็น "เครื่องมือ" และ กลุ่มความผิดที่ระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลที่อยู่ในคอมพิวเตอร์เป็น "เป้าหมาย" ดังเกริ่นไปตั้งแต่ต้น ๆ บล็อก

ความผิดสำคัญ ๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง และได้รับความสนใจจากนักกฎหมาย และนักวิชาการด้านอื่น ๆ ด้วย ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงข้อมูลคอมพิวเตอร์ (Computermanipulation), การก่อวินาศกรรมคอมพิวเตอร์ (Computersabotage) และการกรรโชค รีดไถทางคอมพิวเตอร์, การเข้าไปในระบบโดยปราศจากอำนาจ (Computerhacking) และ การละเมิดลิขสิทธิ์ซอร์ฟแวร์ รวมทั้งลิตภัณฑ์ที่มีลิขสิทธิ์อื่น ๆ เช่น เพลง ภาพยนตร์ และเกมส์คอมพิวเตอร์

การกระทำความผิดด้วยการหลอกลวง

โดยอาศัยวิธีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลคอมพิวเตอร์

(Computermanipulation)

แม้ในสมัยนั้น (ช่วงทศวรรษที่ 70) การกระทำความผิดแบบนี้ หมายเฉพาะ ที่กระทำต่อระบบคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลที่อยู่ในคอมพิวเตอร์ตัวหลัก (Mainfram-Computer) เท่านั้น แต่ในสมัยต่อ ๆ มา (ช่วงทศวรรษที่ 80) จนถึงปัจจุบัน ระบบคอมพิวเตอร์ได้รับการพัฒนา เพื่อใช้งานร่วมกับเครื่องมือชนิดอื่น ๆ ที่มีความหลากหลายมากขึ้น ดังนั้น ประเภทของความผิดที่เกิดจากการกระทำในรูปแบบนี้ จึงถูกจำแนกเพิ่มมากขึ้นด้วย

Computermanipulation ดั้งเดิม เป้าหมายหลักของผู้กระทำความผิด จะยังคงอยู่ที่ บัญชีด้านการเงินการธนาคารของบริษัท และผู้ประกอบธรุกิจต่าง ๆ อาทิ การเปลี่ยนแปลง หรือบิดเบือนข้อมูลการชำระเงิน, การเปลี่ยนแปลงรายรับ-รายจ่ายของบริษัท, การเปลี่ยนแปลงงบดุลบัญชีบริษัท, การเปลี่ยนแปลงรายการ หรือสถานภาพการเงินของธนาคาร รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงระบบบัญชีเงินสะสมของบริษัท

คดีใหญ่ ๆ ที่เคยเกิดขึ้น เช่น คดีในประเทศเยอรมนี ปี 1974 โปรแกรมเมอร์ของบริษัทแห่งหนึ่ง ทำการตกแต่งบัญชี และบิดเบือนรายรับของบริษัท ยักยอกเงินไปได้กว่า 193,000 ดอยช์มาร์ค ในปีเดียวกัน ธนาคาร Herstatt-Bank ประเทศเยอรมนี ถูกเปลี่ยนแปลงข้อมูลด้านงบดุลบัญชี จนต้องสูญเสียเงินไปกว่า 1 ล้านดอยช์มาร์ค หรือคดีที่เกิดขึ้นเมื่อปี 1994 โดยกลุ่มผู้กระทำความผิดชาวรัสเซียร่วมกัน เปลี่ยนแปลงบัญชีของโบสถ์แห่งหนึ่ง จนได้รับโอนเงินจากธนาคารประเทศสหรัฐอเมริกาจำนวนกว่า 10 ล้านเหรียญดอล์ล่าสหรัฐ เป็นต้น

image

ช่วงกลางของทศวรรษที่ 80 Computermanipulation ในลักษณะของการกระทำต่อ เครื่องเบิกเงินอัตโนมัติ หรือตู้เอทีเอ็ม รวมทั้งบัตรชำระเงิน หรือบัตรเครดิตประเภทต่าง ๆ เริ่มเกิดขึ้น และขยายตัว

แม้โดยปกติแล้ว การกระทำความผิดที่เกี่ยวกับบัตรจ่ายเงินเหล่านี้ในแต่ละครั้ง จะสร้างความเสียหายต่อเหยื่อไม่มากนัก เพราะผู้กระทำความผิดมักได้เงินไปเพียงเล็กน้อย แต่จากสถิติการกระทำความผิด พบว่า Computermanipulation รูปแบบนี้เกิดขึ้นบ่อยกว่า Computermanipulation แบบดั้งเดิมหลายเท่าตัว มันก็เลยถือเป็นความผิดสำคัญ ที่รัฐต้องให้ความสนใจมากพอ ๆ กัน

วิธีการกระทำความผิดที่ผ่านมา มีตั้งแต่ การขโมยบัตรชำระเงินจากเหยื่อ แล้วใช้เทคนิคในการสุ่มหมายเลขเพื่อเบิกเงิน, ขโมยบัตรมาเปลี่ยนแปลงรหัสโดยใช้คอมพิวเตอร์ก่อนแล้ว จึงนำไปเบิกเงินจากเครื่องเอทีเอ็ม ไปจนถึงการติดตั้งเครื่องมือดักรหัสลับไว้ที่ตู้เบิกเงิน หรือใช้เครื่องดักฟังระยะไกลเพื่อบันทึกรหัสลับของผู้เสียหาย

ปลายทศวรรษที่ 80 ขอบเขตการกระทำความผิด Computermanipulation ก็กว้างขึ้นอีก ธรุกิจบริการรูปแบบอื่น ๆ ไม่เฉพาะการเงินการธนาคาร เริ่มตกเป็นเป้าหมายของผู้กระทำความผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความผิดเกี่ยวกับ "บริการโทรศัพท์ผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต" (Telephonenetz)

เอาเข้าจริง การลักใช้บริการโทรศัพท์เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้แล้วครับ แต่ในอดีตที่ผ่านมา (ช่วงทศวรรษที่ 60) ผู้กระทำความผิดส่วนใหญ่กระทำไปเพียงเพื่อประหยัดค่าโทรศัพท์ กับเครื่องโทรศัพท์ส่วนบุคคล หรือโทรศัพท์ในระบบธรรมดาเท่านั้น เลขหมายโทรศัพท์ที่ถูกโจมตี มักเป็นเลขหมายโทรศัพท์ที่ให้บริการฟรี เพื่อติดต่อหน่วยงานประชาสัมพันธ์ของบริษัทต่าง ๆ แต่ด้วยวิธีการดังกล่าว มันก็ ยังใช้ได้เฉพาะกับบริการโทรศัพท์ภายในประเทศ เท่านั้น

แต่นับจากที่ มี นักเจาะระบบโทรศัพท์หนุ่มคนหนึ่ง (Telephonehacker) ได้คิดค้นวิธีการลักใช้โทรศัพท์ในระบบต่าง ๆ ทั้งจากบริษัท รวมทั้งระบบโทรศัพท์ทางไกลข้ามประเทศ แล้วนำวิธีการนั้นมาเผยแพร่ การกระทำความผิดรูปแบบนี้ก็ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนในช่วงทศวรรษที่ 90 เป็นต้นมา ธุรกิจการให้บริการโทรศัพท์ก็กลายเป็นเป้าหมายใหญ่ ของบรรดาผู้กระทำความผิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์ที่วางระบบรักษาความปลอดภัย หรือเฝ้าระวังการลักใช้บริการไม่ดีพอ

ปัจจุบันการกระทำความผิดในกลุ่มนี้ เลยมีตั้งแต่ เปลี่ยนแปลง ยักย้ายรายการ หรือบัญชีการใช้โทรศัพท์ของตนให้กลายเป็นของผู้ใช้บริการโทรศัพท์ทางอินเทอร์เน็ตคนอื่น , เจาะระบบคอมพิวเตอร์ของผู้ให้บริการจดหมายเสียง (Voice-Mail-Systeme) ที่มีระบบการป้องกันไม่แน่นหนาพอ เพื่อแอบใช้บริการ หรือใช้วิธีดักรับ หรือหลอกลวงบริษัทผู้ให้บริการเพื่อขอรหัสการ์ดโทรศัพท์ของผู้ใช้บริการรายอื่น เป็นต้น

การก่อวินาศกรรมอินเทอร์เน็ต (Computersabotage)

และ การข่มขู่ทางอินเทอร์เน็ต (Computerblackmail)

คงกล่าวได้ว่า การก่อวินาศกรรมคอมพิวเตอร์ (Computersabotage) จนถึงปัจจุบัน ก็ยังจัดอยู่ในกลุ่มการกระทำความผิดยอดนิยมนะครับ อย่างไรก็ตาม จากสถิติการกระทำความผิดพบว่า ความผิดส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นมักเป็นการกระทำต่อคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ด้วยวิธีปล่อยโปรแกรมไวรัส หรือวอร์ม ส่วนการก่อวินาศกรรมที่สร้างความเสียหายกับบริษัทใหญ่ ๆ ยังมีจำนวนไม่มากนัก

การกระทำความผิดในลักษณะนี้ เริ่มขยายตัวมากขึ้น ภายหลังจากระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้รับการพัฒนา ทั้งนี้เพราะผู้กระทำความผิด เขียนโปรแกรมทำลายแค่เพียงครั้งเดียว แต่สามารถส่งต่อ เผยแพร่ สร้างความเสียหายให้เหยื่อได้จำนวนมาก

image

ไวรัสที่มีเป้าหมายในการทำลายล้าง หรือเพื่อก่อวินาศกรรม (Sabotage) ตัวแรกถูกเขียนขึ้นราวปี 1986 ในชื่อ "Pakistani Brain” โดยตัวทำลายนี้ มีผลต่อ Bootsektor อันเป็นส่วนประกอบสำคัญของเครื่องคอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ตาม โปรแกรมไวรัสจำนวนมาก และหลากหลายชนิดถูกเขียนขึ้นก่อนหน้าไวรัส "Pakistani Brain” แล้วล่ะ เพียงแต่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อเป้าหมายในการโจมตี หรือก่อวินาศกรรมโดยเฉพาะ โดยไวรัสตัวแรกถูกเปิดเผยในงานปริญญาเอกของ Fred Cohen ตั้งแต่ปี 1983

ส่วนโปรแกรมวอร์ม ที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง เกิดขึ้นราวปี 1988 ในชื่อ "INTERNET-Wurm” ทั้งนี้เพราะภายหลังมีการเผยแพร่เพียงไม่กี่วัน สามารถทำลายระบบเครื่องคอมพิวเตอร์ไปกว่า 6,000 เครื่อง นอกจากโปรแกรมไวรัส และวอร์มแล้ว ปัจจุบันโปรแกรมทำลายอืน ๆ ยังได้รับการพัฒนาออกมาอีกจำนวนมาก อาทิ โทรจัน, Logic-bomb หรือ Time-Bomb เป็นต้น

การก่อวินาศกรรมคอมพิวเตอร์ ยังนำมาซึ่งความผิดอีกรูปแบบหนึ่งด้วยครับ คือ การข่มขู่ทางอินเตอร์เน็ต (Computerblackmail) มันเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน เป็นลักษณะของการข่มขู่ กรรโชก หรือรีดไถเงิน ผู้เสียหายจะถูกข่มขู่ผ่านทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ หรือ เอกสารลับ ให้ต้องยินยอมกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด มิเช่นนั้นระบบคอมพิวเตอร์ของเขาจะถูกทำลาย หรือทำให้เสียหายจนใช้ประโยชน์ไม่ได้ หรือบางกรณี ผู้กระทำผิดจะใช้วิธีเขียนโปรแกรมเข้ารหัสเครื่องคอมพิวเตอร์ของเหยื่อ เพื่อไม่ให้เหยื่อเข้าไปใช้งานได้ จากนั้นจึงข่มขู่ให้เหยื่อจ่ายเงินเพื่อแลกกับการถอดรหัสดังกล่าว เป็นต้น

image

การเจาะระบบ หรือ เข้าถึงระบบของผู้อื่นโดยปราศจากอำนาจ (Computerhacking)

การเจาะระบบคอมพิวเตอร์ หรือ การเข้าถึงโดยปราศจากอำนาจ (Computerhacking) ในช่วงระยะเวลาเริ่มต้นนั้น ผู้กระทำส่วนใหญ่ มักไม่ได้มีเป้าหมายในการกระทำความผิดอย่างอื่นควบอยู่ด้วย อาทิ เจาะเพื่อเปลี่ยนแปลงข้อมูล เพื่อหลอกลวง ทำลายระบบ หรือจารกรรมข้อมูล ผู้กระทำต้องการเพียงทดลอง หรือทดสอบความสามารถของตนในการฝ่าระบบรักษาความปลอดภัยของผู้อื่นเท่านั้น โดยการเจาะระบบคอมพิวเตอร์นี้ คาดว่าเกิดขึ้นครั้งแรกในราวปี 1980 โดย Kevin Mitnick ซึ่งทำการเจาะเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ของบริษัท US-Leasing

ดังนั้น แต่เดิมคำว่า แฮกเกอร์ จึงมิได้มีความหมายในแง่ลบเช่นในปัจจุบัน เพราะนักเจาะระบบกลุ่มแรกนี้ ไม่ได้ต้องการสร้างความเสียหายให้บุคคลอื่น และทั้งไม่นิยมนักเจาะระบบนิสัยไม่ดี ประเภทที่มุ่งสร้างความเสียหายด้านอื่น ๆ แก่ผู้อื่นด้วย ชาวแฮกเกอร์สมัยนั้น มีหลักการชุดหนึ่งที่ยึดถือร่วมกัน เรียกว่า "จรรยาบรรณของแฮกเกอร์" คือ

1.คอมพิวเตอร์เป็นทรัพย์สินสาธารณะที่ทุกคนสามารถาใช้ได้ แก้ไข ปรับปรุงและทดลองได้

2.ข้อมูลความรู้เป็นของสาธารณไม่ใช่ของส่วนบุคคล ไม่ควรมีราคา

3.ไม่ไว้วางใจผู้มีอำนาจ ส่งเสริมการกระจายอำนาจ

4.แฮกเกอร์ต้องถูกตัดสินจากความสามารถของเขา ไม่ใช่ด้วยวุฒิการศึกษา วัยวุฒิ ตำแหน่งหรือเชื้อชาติ

5.ทุกคนล้วนมีสิทธิในการสร้างสรรค์สิ่งดีงามด้วยคอมพิวเตอร์

6.คอมพิวเตอร์สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดีขึ้นได้

(สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ เข้าไปอ่านได้ที่บทความ จรรยาบรรณของแฮกเกอร์ ครับ)

อย่างไรก็ตาม มาในระยะหลัง ความผิดลักษณะนี้ ชักเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และหลากหลายเป้าหมายมากขึ้น ผู้กระทำก็มีทั้งนักเจาะระบบระดับมืออาชีพ และสมัครเล่น ความเสียหายจึงเริ่มมากขึ้น และแตกต่างกันไป แม้คดีส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น จะเป็นกรณีที่สร้างความเสียหายต่อระบบรักษาความปลอดภัยของบริษัท หรือหน่วยงานที่ถูกเจาะระบบเท่านั้น แต่ในหลายคดีก็สร้างความเสียหายอื่น ๆ ตามมาด้วย เมื่อปรากฎว่าผู้เจาะระบบเหล่านั้น นำเทคนิควิธีการที่ตนใช้ไปเผยแพร่ต่อยังบุคคลอื่น ซึ่งอาจนำไปใช้ในการกระทำความผิดอื่น ๆ ต่อไปอีก

image

ตัวอย่างคดีสำคัญที่เกิดขึ้น ได้แก่ คดีในปี 1985 ในมลรัฐ New Jersey มีเด็กนักเรียนชาย 7 คน ได้ทำการเจาะระบบเข้าไปที่คอมพิวเตอร์ของหน่วยงานเพนทากอน และมีรายงานว่าตั้งแต่ปี 1986 เป็นต้นมา ระบบคอมพิวเตอร์ตามหน่วยงานสำคัญ ๆ ของประเทศสหรัฐอเมริกาโดนเจาะระบบบ่อยครั้ง ดังเช่น ปี 1995 เพนทากอนรายงานว่า ระบบคอมพิวเตอร์ของหน่วยงานถูกโจมตีถึง 250,000 ครั้ง จนคาดกันว่า ข้อมูล หรือเทคนิคการเข้าถึงดังกล่าว อาจถูกนำไปขายต่อให้ KGB หรือ หน่วยรักษาความมั่นคง และหน่วยสืบราชการลับของรัสเซียด้วย

ปัจจุบันไม่เฉพาะแต่ระบบคอมพิวเตอร์ของราชการ หรือโครงการขนาดใหญ่เท่านั้นครับ ที่เป็นเป้าหมายของการกระทำความผิด ระบบให้บริการของเอกชนอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริการโทรศัพท์ทางอินเทอร์เน็ต โทรศัพท์ทางไกล บริการจดหมายเสียง ก็กลายเป็นเป้าหมายใหญ่ของนักเจาะระบบ ด้วย ทั้งนี้เพื่อลักลอบใช้บริการโดยไม่ต้องเสียเงิน สร้างความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจโดยรวมเป็นอันมาก

การจารกรรมทางคอมพิวเตอร์

(Computerspionage)

แม้สถิติการกระทำความผิด การกระทำรูปแบบนี้ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนักเช่นกัน แต่ถ้าเทียบกับการ "จารกรรมข้อมูลทางเศรษฐกิจ" ด้วยวิธีดั้งเดิมแล้ว อันตราย และความเสียหาย มีสูงกว่าอาชญากรรมเศรษฐกิจแบบเดิม ๆ หลายเท่าตัวนัก ทั้งนี้เพราะ เมื่อคอมพิวเตอร์กลายเป็นอุปกรณ์หลักในการเก็บบันทึกข้อมูล ดั้งนั้น ทั้งปริมาณ และความหลากหลายของข้อมูลจึงมีมหาศาล ประกอบกับความทันสมัยในเรื่องเทคนิควิธีการ ทำให้ผู้กระทำความผิดสามารถค้นหา และทำซ้ำข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็ว และง่ายดาย โดยไม่จำเป็นต้องมีการเข้าถึงทางกายภาพ

วิธีการจารกรรมข้อมูลที่ใช้มีทั้ง เจาะระบบเพื่อเข้าถึงฐานข้อมูลในคอมพิวเตอร์ก่อน แล้วจึงค้นหาเพื่อทำซ้ำ ออกมา และการใช้เครื่องมือพิเศษเพื่อดักรับข้อมูลในระหว่างการติดต่อสื่อสาร ข้อมูลส่วนใหญ่ที่ตกเป็นเป้าหมายของผู้กระทำในรูปแบบนี้ ได้แก่ โปรแกรมคอมพิวเตอร์, ข้อมูลการศึกษาวิจัย, ความลับทางการทหาร, ข้อมูลการประกอบธุรกิจประเภทบัญชีการเงิน รวมทั้งข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้า หรือ การดักรหัสลับสำหรับใช้บริการต่าง ๆ ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตรายอื่น เป็นต้น

นอกจากนี้ยังปรากฎอีกด้วยว่า หน่วยงานรัฐเอง นำวิธีการดังกล่าวมาใช้ร่วมกับการสืบสวนการกระทำความผิด หรือในราชการลับต่าง ๆ เช่น ดักฟังการสนทนาทางโทรศัพท์ของผู้ต้องสงสัย ทั้งโทรศัพท์ที่เชื่อมต่อด้วยระบบธรรมดา และด้วยระบบสัญญาณผ่านดาวเทียม จนเกิดข้อถกเถียงโต้แย้งกันว่า การกระทำของรัฐเหล่านั้นเกินความจำเป็น จนกลายเป็นการล่วงล้ำสิทธิของพลเมืองมากเกินไปหรือไม่ ? โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศสหรัฐอเมริกา จากการเปิดเผยรายงานในปี 1991 พบว่า หน่วยงานรัฐ ดักฟังการสนทนาทางโทรศัพท์ไปกว่า 2,000 ครั้ง ในขณะที่มีการจับตา และควบคุมการสนทนาทางโทรศัพท์ไปกว่า 54,000 ครั้ง โดยมีโครงการร่วมมือหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ และควรต้องจับตาให้ดี ชื่อว่า Echelon

image

โครงการ Echelon หรือ ศูนย์จารกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ถูกตั้งขึ้นราว ทศวรรศที่ 90 (ค.ศ. 1990-1999) ในวาระเริ่มแรก โครงการนี้มีเป้าหมายจำกัดเฉพาะ เพื่อประโยชน์ทางการทหาร และระหว่างประเทศครับ ทั้งนี้เพื่อจับตา และสอดแนมการติดต่อสื่อสารระหว่างกันในโลกคอมมิวนิสต์ (สหภาพโซเวียต และประเทศคอมมิวนิสต์อื่น) แต่เมื่อค่ายคอมมิวนิสต์ล่มสลายลงไปแล้ว Echelon กลับยังคงดำเนินการอยู่ โดยประเทศที่เกี่ยวข้องอ้างว่า มีไว้เพื่อจับตากลุ่มผู้ก่อการร้าย ต่อ !!

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันไอ้เจ้านี่ ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของ NSA (US-amerikanischen National Security Agency) ครับ และกำลังถูกจับตาจากทั่วโลก รวมทั้งถูกประท้วง และกดดันให้ยกเลิกจากกลุ่มประเทศยุโรป ในข้อสงสัยที่ว่า กลุ่มประเทศที่ร่วมโครงการ (สหรัฐอเมริกา, อังกฤษ, แคนาดา, ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ภายใต้ UKUSA-Agreement) ไม่ได้ใช้ Echelon เพื่อสอดแนมการก่อการร้าย เท่านั้นหรอก แต่ยังใช้มันสอดแนมเรื่องราวความเป็นไปทั้งด้านการเมือง สังคม และเศรษฐกิจ ของประเทศอื่น ๆ ทั่วโลกด้วย เรียกว่า กำลังพยายามล่วงล้ำก้ำเกินอำนาจอธิปไตยของประเทศอื่น ๆ ทำตัวเป็นพี่เบิ้มที่คอยสอดรู้สอดเห็น เรื่องภายในของต่างประเทศ (Bigbrother)...ร้ายดีไหมเล่า ??

การขโมย ลักลอกทำซ้ำ หรือใช้ซอร์ฟแวร์ หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ โดยไม่ได้รับอนุญาต

ความผิดฐานนี้ ในระยะแรก ๆ มักมีเป้าหมายอยู่ที่ "ซอร์ฟแวร์เฉพาะทาง" (Individualsoftware) เป็นส่วนใหญ่ครับ เนื่องจากในช่วงนั้น ยังมีหน่วยงานจำนวนไม่มากที่สามารถลงทุนกับเครื่องคอมพิวเตอร์ และโปรแกรมใช้งานได้ โปรแกรมใช้งานพื้นฐานอื่น ๆ ยังไม่ค่อยได้รับการพัฒนา โปรแกรมส่วนใหญ่ที่ผลิตออกมา จึงเป็นโปรแกรมที่ถูกเขียนขึ้นตามความต้องการของผู้ว่าจ้างเป็นราย ๆ ไป โดยไม่มีจำหน่ายในตลาดปกติ คดี “Inkassoprogramm” เป็นคดีแรก ที่ได้รับการตัดสินจากศาลประเทศเยอรมนี ให้ผู้ลักลอบทำซ้ำ ต้องรับผิดในฐานละเมิดลิขสิทธิ์โปรแกรมคอมพิวเตอร์

อย่างไรก็ตาม ภายหลังที่ความต้องการในการใช้คอมพิวเตอร์โดยบุคคลทั่วไปเพิ่มมากขึ้น เป้าหมายของการกระทำความผิดลักษณะนี้ จึงเปลี่ยนไปที่ "โปรแกรมการใช้งานพื้นฐาน" (Standardsoftware) แทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรแกรมสำหรับใช้งานด้านต่าง ๆ ในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล ทั้งนี้เพราะ ในช่วงต้น ๆ ของการพัฒนาโปรแกรมใช้งานดังกล่าวเกือบทั้งสิ้นมีลิขสิทธิ์ ที่จำหน่ายกันในราคาสูง ผู้ใช้ส่วนหนึ่ง ที่มีความสามารถทางคอมพิวเตอร์ แต่ไม่ต้องการเสียเงินจำนวนมาก จึงพยายามหาวิธีในการลักลอบทำซ้ำมาใช้แทน

การกระทำความผิดรูปแบบนี้ ส่งผลกระทบต่อบริษัทผู้ผลิตซอร์ฟแวร์จำนวนมาก ยิ่งในปัจจุบัน นอกจากการลักลอบทำซ้ำเพื่อใช้ประโยชน์ส่วนตัวแล้ว ยังนำมาวางขายในราคาถูกกว่าซอร์ฟแวร์ของจริงด้วย ก็ที่รู้จักกันในนาม "ซอร์ฟแวร์เถื่อน" หรือ "ซอร์ฟแวร์ผิดกฎหมาย" นั่นแหละ

image

เคยมีรายงานครับว่า ในประเทศสหรัฐอเมริกา มีซอร์ฟแวร์เถื่อนขายอยู่ราว 40%, ประเทศเยอรมัน 76%, ประเทศญี่ปุ่น 81% และประเทศไทยมีถึง 98% แหนะ !!! ... ดังนั้นความเสียหายที่เกิดขึ้นกับบริษัทผู้ผลิตโปรแกรมเหล่านี้จึงมีค่อนข้า งสูง และมีแนวโน้มสูงขึ้นอีกในอนาคต

นอกจากนั้น ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ยังมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลง รูปแบบของการกระทำความผิดจากเดิมไปอีก จากที่ในช่วงหนึ่ง (กลางทศวรรษที่ 80) ธุรกิจขายซอร์ฟแวร์เถื่อนลดลงอย่างมาก ซึ่งเป็นผลจากการไล่ติดตามจับกุมผู้ขายอย่างจริงจัง ต่อมา กลุ่มผู้กระทำความผิดเลยพยายามพัฒนารูปแบบวิธีการขายไป อาทิ มีการเสนอขายผ่านทางเว็บไซท์ หรืออีเมลทั้งตัวซอร์แวร์เถื่อนเอง และเครื่องมือในการทำซ้ำ, พ่อค้า หรือผู้ขายสามารถทำซ้ำได้ด้วยตนเอง เพราะมีเครื่องมือที่ทันสมัย รวมทั้งมีบ่อยครั้ง ที่ผู้จำหน่ายฮาร์ดแวร์นำซอร์ฟแวร์เถื่อนเหล่านั้นมาขายพร้อมกัน หรือให้ฟรีกับลูกค้าด้วย

อย่างไรก็ตาม มีการคาดไว้เช่นกันว่า หลังจากที่ ซอร์ฟแวร์ฟรี หรือ ซอร์ฟแวร์ Open Source ต่าง ๆ เริ่มได้รับการพัฒนามากขึ้น และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ที่สุดแล้ว การกระทำความผิดที่มีเป้าหมายอยู่ที่ "โปรแกรมการใช้งานคอมพิวเตอร์" คงลดจำนวนลงไปได้เอง

"มูลค่า" ที่เพิ่มสูงขึ้นของบรรดาข้อมูลทั้งหลายในยุคข้อมูลข่าวสาร ถือ เป็นสาเหตุใหญ่ครับ ที่จูงใจให้เกิดการพัฒนาวิธีการกระทำความผิด และขยายขอบเขตเป้าหมายของการกระทำออกไป ในระยะต่อมา นอกจากการลักลอบใช้ "โปรแกรมคอมพิวเตอร์" แล้ว ข้อมูลอื่น ๆ อาทิ ข้อมูลทางธุรกิจ ข้อมูลลูกค้า เพลง ภาพยนตร์ เกมคอมพิวเตอร์ ฯลฯ ก็ถูกลักลอบทำซ้ำ เพื่อนำมาจำหน่ายต่อด้วย โดยแหล่งที่มา หรือฐานข้อมูลที่ถูกลักลอบดาวน์โหลด โดยไม่ได้รับอนุญาตดังกล่าว มีทั้งแหล่งข้อมูลประเภทออนไลน์ (Online-Datenbank) และฐานข้อมูลที่ไม่ได้ออนไลน์ (Offline-Datenbank)

จะเห็นได้ว่า นับตั้งแต่ทศวรรษที่ 70 เป็นต้นมา เมื่อกล่าวถึง "อาชญากรรมคอมพิวเตอร์" ในสมัยที่อยู่ในนิยามของคำว่า "อาชญากรรมทางเศรษฐกิจ" แล้ว สิ่งสำคัญที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครองเป็นพิเศษ ได้ขยายจาก "ข้อมูลส่วนบุคคล และสิทธิความเป็นส่วนตัว" ไปสู่ "เศรษฐกิจโดยรวม" ของประเทศ ทั้งนี้ก็เพราะ ในยุคสมัยดังกล่าว คอมพิวเตอร์ เริ่มถูกนำไปใช้ในการประกอบการ หรือทำธุรกิจต่าง ๆ มากขึ้น ไม่เฉพาะข้อมูลส่วนบุคคลของปัจเจกชนเท่านั้น แต่ข้อมูลหลากหลายประเภท โดยเฉพาะข้อมูลทางด้านการเงิน การบัญชี ลูกค้า ผลิตภัณฑ์ดิจิตอล โปรแกรม เกม เพลง ภาพยนตร์ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่มีคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือสำคัญในการเก็บบันทึก และประมวลผล และการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในรูปแบบอื่น ๆ ก็กำลังตามมาอีกมากมาย หลายละลอก อาทิ Phising, Pharming , Spamming, Spim, Spom ฯลฯ โปรดจับตารูปแบบอื่น ๆ ต่อไปอีก

ยุคที่ ๓ การเผยแพร่เนื้อหาข้อมูลที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย กับ อาชญากรรมไซเบอร์

image

นับจากทศวรรศที่ 90 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน การกระทำความผิดที่อยู่ในความหมายของคำว่า "อาชญากรรมคอมพิวเตอร์" มิได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล หรือเฉพาะการละเมิดทรัพย์สิน ที่ก่อให้ความเสียหายต่อเศรษฐกิจ แล้วล่ะครับ แต่ยังรวมความไปถึง การกระทำความผิด ต่อสิ่งที่กฎหมายประสงค์จะคุ้มครองในด้านอื่น ๆ เช่น สร้างความเสียหายต่อประโยชน์สาธารณะ ค่านิยม แนวคิด สังคม รวมทั้งพัฒนาการของเด็กและเยาวชน ด้วย โดยอาศัยบริการทั้งหลายบนทางด่วนข้อมูล หรือ อินเทอร์เน็ต และบางทีด้วยการติดต่อสื่อสารกันในระบบปิดบังตัวตนได้แบบนี้เองที่ทำให้การก ระทำความผิดเลยเถิด เกิดการล่อลวงออกไปละเมิดกัน ในโลกจริง ๆ

image

ความผิดสำคัญที่เริ่มปรากฎตัวขึ้น ในยุคหลังการแพร่หลายของอินเทอร์เน็ต เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน ได้แก่ การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายในแง่มุมต่าง ๆ อาทิ ภาพลามกอนาจารเด็ก, การพนันออนไลน์, การจำหน่ายอาวุธต้องห้าม หรือ เผยแพร่ข้อมูลที่มีเนื้อหาแอบแฝงแนวคิดก้าวร้าว รุนแรง หรือ แนวคิดในการดูหมิ่นชนชาติอื่น การเลือกปฏิบัติ และแน่นอนการหม่ินประมาท และเพื่อเจาะจงให้ชัดเจนลงไป "อาชญากรรมอินเตอร์เน็ต" หรือ "อาชญากรรมไซเบอร์" จึงเป็นถ้อยคำที่ถูกคิดค้นขึ้น เพื่ออธิบายการกระทำความผิดในรูปแบบเหล่านี้โดยเฉพาะ

เคยมีการสำรวจพบว่า เว็บไซท์ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการดูหมิ่นชนชาติ หรือแนวทางนีโอนาซี เกิดขึ้นจำนวนมากในประเทศสหรัฐอเมริกา เช่นเดียวกัน ในประเทศเยอรมนี แม้เว็บไซท์ที่มีเนื้อหาลักษณะดังกล่าวจะถูกปิดไปแล้วจำนวนมาก แต่ก็ยังคงมีการลักลอบเผยแพร่ แนวคิดในการต่อต้านแรงงานต่างชาติ ลัทธิซ้ายจัด ขวาจัด ฯลฯ หรือส่งต่อกันทางอีเมล์เป็นจำนวนไม่น้อย สำหรับเว็บไซท์ลามกจกเปรตทั้งเด็ก และผู้ใหญ่ คงไม่ต้องพูดถึงแล้วกระมังครับ เพราะกว่า 80% ของเนื้อหาที่โลดแล่นในโลกไซเบอร์ เป็นเรื่องทางเพศ

image

และนอกจากความผิดด้านเนื้อหาแล้ว การกระทำความผิดในฐานดั้งเดิม แต่มีคอมพิวเตอร์เข้าไปเกี่ยวข้องก็เริ่มมีจำนวนมากขึ้น แน่นอนเชียวครับ ความผิดดั้งเดิมยอดนิยม ที่เกิด และเติบโตมาควบคู่กับ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-Commerce) เห็นจะหนีไม่พ้น "การฉ้อโกง" ทั้งหลายแหล่ ที่ว่ากันตั้งแต่ สั่งซื้อของผ่านอินเทอร์เน็ต จ่ายตังค์แล้ว ของไม่มา หรือ กลับกัน ส่งของไปแล้ว แต่ตังค์ยังไม่ได้ หรือแม้กระทั่ง จิ้มของอย่างหนึ่ง แต่ได้มาอีกอย่างหนึ่ง หรือ อีกคุณภาพหนึ่ง เป็นต้น

นอกจากนี้ จากการเก็บสถิติพบว่า การเปลี่ยนแปลงข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ (Computermanipulation) ในหลายคดี ผู้กระทำมิได้มุ่งหมายเพื่อผลประโยชน์ในทางทรัพย์สิน หรือสร้างความเสียหายด้านเศรษฐกิจ เท่านั้นนะครับ แต่มีเป้าหมายในการทำร้าย หรือละเมิด ชีวิต ร่างกายของเหยื่อกันเลยทีเดียว อาทิ การเปลี่ยนแปลงข้อมูลการรักษา หรือแก้ไขรายการให้ยาผู้ป่วย ในฐานข้อมูลของโรงพยาบาล, การทำลายระบบรักษาความปลอดภัย หรือข้อมูลการบินของอากาศยาน เป็นต้น อีกทั้งในปัจจุบันมันยังถูกนำมาใช้เพื่อสร้างเสริมประสิทธิภาพการทำงาน หรือเพื่อความสะดวกในการติดต่อสื่อสารระหว่างอาชญากรในองค์กรอาชญากรรม และในขบวนการผู้ก่อการร้าย อีกด้วย

ตัวอย่างคดีคอมพิวเตอร์ที่มีผลต่อชีวิต เคยเกิดขึ้นในประเทศอังกฤษราว ปีค.ศ. 1994 เมื่อ แฮกเกอร์ชาวอังกฤษคนหนึ่งเจาะระบบฐานข้อมูลของโรงพยายามลิเวอร์พูล เพื่อสร้างความเสียหายแก่เครื่องบันทึกข้อมูล และยังทำการเปลี่ยนข้อมูลการให้ยารักษาคนไข้เด็กอายุ 9 ขวบรายหนึ่ง โชคดีที่นางพยาบาลผู้ดูแลตรวจสอบข้อมูลก่อน คนไข้เด็กจึงไม่ได้ตกเป็นเหยื่อการกระทำครั้งนั้น

การเปลี่ยนแปลงข้อมูลในคอมพิวเตอร์ หรือการก่อวินาศกรรมคอมพิวเตอร์ จนทำให้การประมวลผลข้อมูลผิดพลาด ก็เคยสร้างปัญหาให้กับระบบการทำงานในกองทัพหลายต่อหลายครั้งเช่นกัน จนมีข้อกังวลกันว่า หากกองทัพไม่เร่งหาทางป้องกันระบบฐานข้อมูลเหล่านี้ให้แน่นหนา ในอนาคต ความเสียหายที่เกิดขึ้น อาจมิใช่แค่เพียงตัวระบบความปลอดภัยของกองทัพเท่านั้น แต่อาจร้ายแรงถึงขั้นก่อให้เกิดสงครามกับประเทศอื่นโดยไม่ตั้งใจก็ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่ฝากระบบการจัดการด้านกองกำลัง และอาวุธส่วนใหญ่ไว้กับเทคโนโลยีชนิดนี้

image

ดังตัวอย่างหนึ่งที่เคยเกิดขึ้น ในปีค.ศ. 1995 เกับกองทัพสหรัฐ ครั้งนั้น ผลจากการถูกเจาะระบบเปลี่ยนแปลงข้อมูลผ่านอินเทอร์เน็ต ทำให้ให้กองทัพเรือสหรัฐ ส่งเรือรบไปยังสถานที่หนึ่งซึ่งผิดไปจากเป้าหมายถึง 7 ลำ !!!

ครับ...จากเรื่องราววิวัฒนาการเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เน็ต และรูปแบบวิธีการการกระทำความผิดที่มีพัฒนาการไปพร้อม ๆ หรือ อย่างน้อยในระยะเวลาไล่เลี่ยกันดังกล่าว อาจกล่าวได้ว่า ปัญหาทางกฎหมายที่จะนำมาปรับใช้กับอาชญากรรมคอมพิวเตอร ์ แท้จริงแล้วพึ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่มีกี่สิบปีที่ผ่านมานี้เอง

เริ่มตั้งแต่ระยะที่รัฐต้องให้ความสำคัญ กับ "ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล" จนหลายประเทศบัญญัติกฎหมายเพื่อ "คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล" และ "คุ้มครองสิทธิความเป็นส่วนตัว" ขึ้นใช้ จากนั้น ฐานข้อมูลทางเศรษฐกิจ ผลิตภัณฑ์ทางดิจิตอล โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ระบบความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงความเชื่อมั่นในข้อมูล และเสถียรภาพของเศรษฐกิจโดยรวม ก็กลายเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐต้องดูแลเป็นพิเศษ ซึ่งด้วยรูปแบบ และวิธีการใหม่โดยอาศัยเครื่องมือทางเทคโนโลยี กฎหมายเก่าที่มีอยู่จึงไม่อาจใช้บังคับได้ครอบคลุม

ปัญหาประเภท ความแตกต่างระหว่างคำนิยามของ เอกสาร กับ ฐานข้อมูล, การบุกรุกทางกายภาย กับ การเจาะระบบคอมพิวเตอร์ ไปจนถึงการลักทรัพย์ที่มีรูปร่าง กับการจารกรรม ทำซ้ำข้อมูลคอมพิวเตอร์ ซึ่งไม่มีรูปร่าง จึงกลายเป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่หลายประเทศต้องขบคิด เพื่อปรับปรุงกฎหมายของตนให้สอดคล้อง

จนกระทั่งเครือข่ายอินเทอร์เน็ตเริ่มกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ทั่วโลก การกระทำความผิดด้วยการเผยแพร่สิ่งผิดกฎหมาย ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสังคม ค่านิยม และแนวคิด รวมทั้งบางกรณี อาจก้าวล่วงไปถึงความเสียหายต่อชีวิต และร่างกาย ความผิดดั้งเดิม แต่ไร้พรมแดน ก็เกิดขึ้น กฎหมายเพื่อกำหนดฐานความผิดแบบใหม่ เลยอาจไม่สำคัญเท่ากับ กฎหมายที่จะมากำหนดวิธีการสืบสวน สอบสวน หาพยานหลักฐานอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อติดตามตัวผู้กระทำความผิด และการแสวงหาความร่วมมือระหว่างประเทศทั้งในระดับภูมิภาค และระดับโลก ดังเช่น อนุสัญญาว่าด้วยอาชญากรรมไซเบอร์ (Convention on Cyber-Crime) ที่ออกโดยคณะมนตรียุโรป (Europarat) หรือ กรอบความร่วมมือต่าง ๆ ในเรื่องนี้ของสหภาพยุโรป (European Union) เป็นต้น

image

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าวิตกกังวล ในการหาทางรับมือกับอาชญากรรมนี้ ของประเทศต่าง ๆ ก็คือ จะเห็นได้ว่า ด้วยช่วงระยะเวลาเพียงไม่กี่สิบปี ขอบเขตการทำลายของ "อาชญากรรมคอมพิวเตอร์" ขยายตัวไปสู่ส่วนต่าง ๆ อย่างรวดเร็วมากนะครับ ไม่จำเพาะเจาะจงอยู่ในความเสียหายต่อเศรษฐกิจเท่านั้น โดยมีอินเทอร์เน็ตเป็นตัวเร่งอย่างทรงประสิทธิภาพ

แม้ในปัจจุบันพัฒนาการในด้านประสิทธิภาพ และความสามารถของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เอง จะเริ่มเกิดภาวะตัน ๆ และชะลอตัวลงไปบ้างแล้ว แต่แนวโน้มที่ภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคม จะนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ไปใช้เป็นส่วนประกอบ หรือเป็นส่วนหนึ่งของระบบจัดการ และเพื่อการพัฒนาศักยภาพการทำงานของตัวเอง ยังคงมีสูงขึ้นเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น ด้านกองกำลังทหาร, อาวุธสงคราม, การจัดการพลังงาน, ระบบขนส่งทุกประเภท, การศึกษา, ด้านสุขภาพ, ยา, อาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านการค้า ธุรกิจออนไลน์ต่าง ๆ จึงเท่ากับว่า สรรพสิ่งที่กำลังจะตกอยู่ภายใต้การควบคุมโดยคอมพิวเตอร์ จะต้องมีการขยายตัวต่อไปเรื่อย ๆ ขอบเขตของ อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ จึงย่อมสามารถพัฒนา และขยายตัวต่อไปได้อีกไม่จบสิ้น

ดังนี้แล้ว ในวงการกฎหมายเอง การศึกษาวิจัย เพื่อวิเคราะห์แนวโน้ม และความเป็นไปได้ของ "อาชญากรรมคอมพิวเตอร์" ที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต เพื่อบัญญัติกฎหมาย หรือหาความร่วมมือในแนวทางที่เหมาะสม จึงไม่อาจฟยุดนิ่งได้ ประเภทออกกฎหมายได้แล้ว ก็แล้วกัน ...หรือมัวมะงุมมะงาหลานั่งหาแต่วิธีปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นของประชาชน เพื่อตอบสนองเรื่องทางการเมือง และอำนาจผู้นำ อยู่ร่ำไป...จนไม่เป็นอันโงหัวขึ้นมาดูว่า ประเทศอื่นในโลกเขาไปถึงไหนต่อไหนกันแล้ว !!

14 Dec 06 | by | tags กฏหมาย อาชญากรรมคอมพิวเตอร์ อาชญากรรมอินเทอร์เน็ต

read 24561

<<IE on Debian and Ubuntu || ประวัติศาสตร์ !?>>

ความคิดเห็น (click here to comment)

Search

Navigation

รวมลิงก์น่าสนใจ

ความเคลื่อนไหว

Login

name password

ลืมรหัสผ่าน