ComBioLaw.De » Blog » นานาสารพัน » ระบบการศึกษา ไทย ปะทะ เยอรมัน

ระบบการศึกษา ไทย ปะทะ เยอรมัน

imageอ่านชื่อเรื่องแล้วอย่าเพิ่งตกใจไปครับ ผมตั้งชื่อให้เกินจริง และดูน่าสนุกไปงั้นเอง บล็อกนี้ผมยังไม่กล้าพอ ลงมือเปรียบเทียบให้ดูว่าระบบการศึกษาของประเทศไหนดีกว่ากันหรอก เพียงแต่จะเขียนรวม ๆ เกี่ยวกับ ข้อดี ข้อเสีย ของระบบการศึกษาของสองประเทศ ในความคิดผมเองเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม การเปรียบเทียบระบบการศึกษาของสองประเทศแบบตรง ๆ ผม รวมทั้งหลาย ๆ ท่่าน คงเห็นพ้องต้องกันว่าไม่ค่อยเหมาะ เนื่องเพราะ พื้นฐานทางสังคม ประวิติศาสตร์ความเป็นมา และวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศต่างกันอย่างมาก ดังนั้น จุดมุ่งหมายทางการศึกษาย่อมต่างกัน ส่วนวิธีการก็ต้องเป็นไปตามจุดมุ่งหมาย

ุสาเหตุที่ผมอยากเขียนเรื่องนี้ ก็เพราะผมสนใจเรื่องการศึกษาอยู่เป็นทุนเดิม อีกทั้งในอีกไม่กี่วันข้างหน้า จะมีการประชุมเรื่อง การศึกษาความแตกต่างของระบบการศึกษา ตั้งแต่ระดับ ประถมฯ จนถึงระดับอุดมศึกษา ในเมืองไทย กับในเยอรมัน (ชื่อยาวเชียว) ณ กรุงเบอร์ลิน เยอรมนี

ทั้งที่ผมสนใจการประชุมครั้งนี้ แต่ก็ไม่สามารถไปร่วมได้ เนื่องจาก....

นานาสารพัน นานาสารพัน

bow_der_kleine bow_der_kleine

ติดภารกิจเรื่องการเรียน อีกทั้งแอบบอกตรง ๆ ครับว่า ผมไม่ค่อยชอบจุดประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้เท่าไรนัก (เป็นความรู้สึกส่วนตัว คงไม่ว่ากัน)

เท่าที่ผมทราบ จุดมุ่งหมาย หรือคำถามหลักของการจัดการประชุมครั้งนี้ คือ เราสามารถปรับปรุงระบบการศึกษาที่ประเทศไทย ให้ตรงกับตลาดแรงงานได้อย่างไร และจะทำอย่างไรให้นักเรียนไทยทั้งกำลังเรียนต่อ และที่สนใจมาเรียนต่อที่เยอรมัน สามารถเลือกเรียนสาขาวิชา และจบกลับไปแบบมีคุณสมบัติตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานไทย

ผู้จัดอธิบายถึงปัญหาของคนที่เรียนจบเยอรมันว่า เมื่อกลับไปทำงานที่ประเทศไทย มักมีปัญหาเรื่องการหางาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งขาดความรู้ด้านภาษาอังกฤษ และสาขาที่เรียนไป ไม่ตรงกับความต้องการของ "ตลาดแรงงานไทย"

จะเห็นได้ว่าทางผู้จัดงานเน้นเรื่อง "การป้อนคนเข้าสู่ตลาดแรงงานมากเป็นพิเศษ" จุดนี้เองที่ทำให้ผมรู้สึกว่า การประชุมครั้งนี้ลดความน่าสนใจลงไปมาก หลาย ๆ คนในสมาคมนักเรียนไทยในเยอรมัน ฯ รวมทั้งนายกสมาคม ฯ ก็มีความคิดเห็นคล้าย ๆ ผม คือ หมุดหมายหลักทางการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสู้อุตส่าห์ดั้นด้นข้ามน้ำข้ามทะเล เสียเงินเสียองมาเรียนต่อถึงเมืองนอกเมืองนา มันไม่น่าจะใช่แค่เพียงเพื่อการกลับไปเข้าสู่ตลาดแรงงาน

image

จริงอยู่ที่ทุกคนเมื่อเรียนจบ ต่างต้องการมีงานทำ แต่วัตถุประางค์ของการศึกษาควรต้องมีอะไรที่มากกว่าแค่ การป้อนคนสู่ตลาดแรงงาน มิใช่หรือ ?

โดยปกติแล้ว การศึกษา ย่อมมีผลต่อโครงสร้างทางสังคมทั้งระบบอย่างมหาศาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง จริยธรรม วัฒนธรรม จิตสำนึก จิตสาธารณะ ความรับผิดชอบ การมองโลก การดำเนินชีวิตในทุก ๆ เรื่อง ไม่เฉพาะแค่เรื่อง "ปากท้อง" ฯลฯ เหล่านี้ล้วนมีพื้นฐานมาจาการศึกษาทั้งสิ้น สังคม และคนในสังคมจะเป็นอย่างไร จึงย่อมขึ้นอยู่กับระบบการศึกษา หากที่สุดแล้ว การศึกษาที่ใด ทำหน้าที่ของตัวเองได้ไม่ครบถ้วน ชี้นำผู้ศึกษาได้แต่เพียง "อาชีพ และการงาน" สังคมนั้น ๆ ก็ย่อมเต็มไปด้วยคนหิวเงิน และกระหายอาชีพที่ทำเงินได้ เลี้ยงชีพตัวเองให้รอดได้ เท่านั้น

ดังนั้น สำหรับผมโจทย์หลักที่ควรตั้ง และตีให้แตก ต่อระบบการศึกษาโดยรวม (ไม่ว่าเรียนที่ไหน ๆ) จึงไม่ควรเป็นแค่ เรื่องตลาดแรงงาน (จะเรียนอะไร เพื่อจบไปแล้วจะได้ไปทำใน "สิ่งที่เขาต้องการ") แต่ควรเป็นเรื่องในระดับโครงสร้างทางสังคมทั้งหมด (เรียนแล้วผู้เรียนได้อะไร และสามารถจบไปเป็นฟันเฟืองส่วนไหนของสังคมได้บ้าง)

โจทย์ข้อต่อมา (ดังเกริ่นไปบ้างแล้ว) คือ การส่งคนมาเรียนต่างประเทศ มันเป็นไปเพื่อตลาดแรงงานเช่นนั้นหรือ ?

สำหรับผมแล้ว การลงทุนส่งคนไทยมาเรียนในต่างประเทศตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน มีจุดมุ่งหมายคล้าย ๆ กัน คือ นำวิทยาการใหม่ ๆ ในต่างประเทศ ที่ยังไม่มีในประเทศไทย หรือมีแล้วแต่ยังไม่ดีพอ ไปปรับใช้ตามความเหมาะสม เพื่อการพัฒนาประเทศโดยองค์รวม เช่นนี้แล้ว การตีโจทย์เรื่องการส่งคนมาเรียนต่างประเทศ (ของผู้จัดงานนี้) ว่า เป็นไปเพื่อรองรับตลาดแรงงานไทย จึงเป็นเรื่องออกจะมักน้อยและใช้เงินเกินความจำเป็นไปสักหน่อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อผมเองคิดว่า ระบบการศึกษาในประเทศไทยเรา มันก็ดีเพียงพออยู่แล้วสำหรับตลาดแรงงานไทย

image

ปัญหาของคนไทยที่เรียนจบจากต่างประเทศ ไม่น่าจะใช่เรื่องของ การหางาน แต่เป็นเรื่องของการนำวิทยการ ความรู้ และองค์ความรู้ ไปปรับใช้ในประเทศไทยมากกว่า ผมจะเน้นคำว่าปรับใช้มากเป็นพิเศษ เพราะผมเชื่อว่า ความรู้ที่ได้จากการเรียนในต่างประเทศ ไม่สามารถนำไปใช้ในประเทศไทยได้ทันที ต้องมีการปรับแต่งก่อน เพราะความรู้เกิดจากการตั้งคำถาม และการแก้ปัญหา ซึ่งก็ต้องเป็นไปตามสภาพสังคม ดังนั้น ความรู้ที่เกิดขึ้นในสังคมหนึ่ง จึงไม่สามารถตอบคำถามที่เกิดขึ้นอีกสังคมหนึ่งได้ทันที แต่สามารถนำแนวทางและองค์ความรู้ มาช่วยในการแก้ปัญหาได้

ดังนั้น ในที่สุด โจทย์ของนักเรียนไทยในต่างประเทศ จึงควรเป็นว่า : เราจะสามารถนำความรู้ที่ได้จากต่างประเทศ กลับไปใช้ในประเทศไทย ได้อย่างไร ?

เอาล่ะครับ เข้าเรื่องเสียที

หากลองย้อนกลับไปมองระบบการศึกษาในประเทศไทย หลายคน (ผมเน้นที่เรียนในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เยอรมันนะครับ) อาจต้องตกใจก็ได้เมื่อพบว่า โอ้...มีปัญหาต่าง ๆ มากมาย แต่ถ้่าใครถามผมว่า เอ้า...แล้วการศึกษาในเยอรมันนั้นดีแล้วหรือ ผมจะตอบว่า ก็ใช่ว่าจะดีนะ

ตอนนี้คนเยอรมันเองก็กำลังปวดหัวกับ ระบบการศึกษาของเขาอยู่เหมือนกันครับ โดยผมขอแยกปัญหาออกเป็นสองระดับ กล่าวคือ ระดับพื้นฐาน หรือ ระดับที่คนส่วนใหญ่ของประเทศได้รับ เช่น ประถม, มัธยม, สายอาชีพ และ ระดับอุดมศึกษา (ศึกษาเพื่อเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน) ทั้งนี้เพราะจุดมุ่งหมายของการศึกษาทั้งสองระดับไม่เหมือนกัน

การศึกษาระดับมหาภาค เป็นระดับที่คนส่วนใหญ่ของประเทศได้รับ จุดมุ่งหมายของการศึกษาในระดับนี้คือ การผลิตประชากรที่มีคุณภาพเข้าสู่สังคม ส่วนระดับอุดมศึกษานั้น เป็นการผลิตบัณฑิต หรือผู้มีความรู้ เพื่อนำความรู้ไปรับใช้สังคม ดังนั้นการตีโจทย์ปัญหาของการศึกษาทั้งสองระดับจึงต้องต่างกัน

ในประเทศไทยนั้น ผมคิดว่า เราน่าจะมีปัญหาในเรื่่องการศึกษาทั้งสองระดับ ในระดับพื้นฐาน นั้น การศึกษาในระบบ สอนให้จำ ไม่ได้สอนให้คิด สอนให้เชื่อฟัง ไม่ได้สอนให้ใช้เหตุผล นอกจากนี้ ยังไม่สามารถปลูกฝังเรื่องพื้นฐานสำคัญ ๆ ในการดำเนินชีวิตที่ควรจะเป็นในสังคมให้กับผู้ศึกษาได้ คนในสังคมมีจริยธรรม และจิตสาธารณะน้อยลง ดังจะเห็นได้จาก ปัญหาสังคมที่เพิ่มขึ้น ซึ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ย่อมส่งผลต่อไปให้กับ การศึกษาในระดับอุดมศึกษาด้วย เพราะเดี๋ยวนี้ว่ากันว่า บัณฑิต (จำนวนมาก แน่ล่ะ ไม่ใช่ทั้งหมด) ที่เรียนจบมหาวิทยาลัย ก็เริ่มมีคุณภาพน้อยลง มหาวิทยาลัยไม่ได้สร้างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาได้จริง นักศึกษาส่วนหนึ่งเรียนเอาวุฒิ เอาดีกรีเพื่อออกไปหางานทำได้เท่านั้น การเรียนการสอนในมหาวิทยาลัยบางแห่งเอง ก็สักแต่ว่าสอนให้ทำข้อสอบ เด็กก็เลยได้ความรู้มาแค่ว่า ตัวจะตอบข้อสอบได้อย่างไร

ส่วนในเยอรมัน ปัญหาหลักของเขาอยู่ที่การศึกษาระดับพื้นฐานครับ เด็กเยอรมันมีความรับผิดชอบต่อตัวเอง และสังคมน้อยลงทุกทีเหมือนกัน มีความก้าวร้าว และรุนแรงในโรงเรียนทั้งต่อครูผู้สอน และเพื่อนนักเรียนด้วยกันเองเกิดมากขึ้น ในขณะที่เด็ก ๆ ก็เริ่มมีความรู้น้อยลง ส่วนระดับอุดมศึกษาดูเหมือนว่าที่นี่จะยังไม่มีปัญหาคุณภาพบัณฑิตอย่างในบ้านเรา

ระบบการศึกษาระดับพื้นฐานในบ้านเรา น่าจะเป็นปัญหาเรื้อรัง ที่แก้ไม่ตกซักที ปัญหานี้ได้รับการกล่าวถึงตั้งแต่ผมยังจำความได้ จนตอนนี้ผมก็ร่ำเรียนไปเรื่อยจนจบระดับที่สูงขึ้นมาบ้างแล้ว เขาก็ยังหาทางออกกันยังไม่ได้สักปัญหา ปัญหาที่เห็นก็ว่ากันตั้งแต่ ขาดแคลนบุคคลาการครู ครูไม่มีคุณภาพ หลักสูตรการเรียนการสอนโบราณ ขาดอุปกรณ์การเรียนการสอน จำนวนชั่วโมงในการเรียนแต่ละวันของเด็กมากเกินไป เด็กแบกกระเป๋าหนัก เด็กไม่สนใจเรียนในห้องเรียน แต่อยากเรียนพิเศษ ยาเสพติดในโรงเรียน วุฒิภาวะของนักเรียน และครูผู้สอน การเรียนแบบท่องจำ ขาดความคิดสร้างสรรค์ ฯลฯ

เอาเป็นว่าแค่เขียนว่าปัญหามีอะไรบ้าง ผมคงเขียนบล็อกยาว ๆ ได้อีกบล็อกหนึ่ง (อิอิ) ดังนั้น ผมขอเขียนถึงเฉพาะปัญหาหลัก ๆ แล้วกันนะครับ

image

เพื่อเขียนบล็อกตอนนี้ ผมลองเข้าไปอ่าน ระบบโรงเรียน ในสหพันธรัฐเยอรมนี ดู ก็เลยได้เจอหัวข้อนึง น่าสนใจมาก คือ ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่มีวิชาลูกเสือเป็นวิชาบังคับ ที่น่าสนใจก็เพราะว่า วิชาลูกเสืออยู่รอดมาถึงทุกวันนี้ได้อย่างไร ? ส่วนตัวผมเอง พอมองเห็นประโยชน์ของวิชาลูกเสืออยู่บ้าง แต่ก็ไม่มากนัก และก็ไม่น่าจะอยู่ยงคงกระพันชาตรี ในนาม "วิชาบังคับ" เสียด้วย มาจนทุกวันนี้ เลยนั่งคิดว่า จริง ๆ แล้ว การบรรจุไอ้เจ้าวิชาลูกเสือลงไปในหลักสูตรการศึกษานี่ คงต้องมีเบื้องหน้าเบื้องหลังทางการเมืองอยู่แหง ๆ

วิชานี้ มันเกิดขึ้นมาสักประมาณเกือบร้อยปีที่แล้วเห็นจะได้นะครับ คนคิดหลักสูตรการศึกษาในยุคต่อ ๆ มา คงเห็นประโยชน์ของวิชาลูกเสือนี้เสียกระมัง ก็เลยไม่ได้เอาออก หรือทำให้เป็นของเลือกได้ตามความสมัครใจไปเสีย.. อันนี้ผมก็ว่าเป็นเรื่องดี แต่ที่อดตั้งข้อสังเกตไม่ได้คือ ในเมื่อสังคม และภาวะทางการเมืองมันเปลี่ยนไปแล้ว ทำไมไม่คิดหาหลักสูตรอื่นมาทดแทน ที่มันเหมาะสมกว่า และได้ประโยชน์พอ ๆ กัน หรือมากกว่า นี่แสดงให้เห็นถึงการขาด Innovation ทางการศึกษาในบ้านเราอย่างรุนแรง

เมื่อพูดถึงประเด็นนี้ อดไม่ได้ที่จะโยงไปประเด็นอื่น ๆ ที่มีสาเหตุและลักษณะปัญหาคล้ายคลึงกัน หากใครสังเกตจะเห็นว่าระบบโรงเรียนในบ้านเรา เป็นระบบโรงเรียนที่ถูกคิดขึ้นในสมัย "ชาตินิยม" (คาดว่าสมัย จอมพลแปลก ส่วนเป้าหมายนั้นคืออะไรใครสนใจเบื้องลึก แนะนำว่าลองไปหาหนังสือ หรือบทความของนักประวัติศาตร์นอกกระแสอ่านดูครับ) และก็ยังเป็นแบบนั้นอยู่มิรู้หน่าย

นักเรียนบ้านเรา ยังถูกบังคับอย่างเคร่งครัดว่า จะเข้าไปเรียนในโรงเรียนใด ๆ ได้ ต้องใส่เครื่องแบบเท่านั้น ในขณะที่ ข่าวเด็กนักเรียนในหลายพื้นที่ยากจนจนไม่มีชุดใส่เลยไปโรงเรียน เพื่อเล่าเรียนหาวิชาความรู้ใส่ตัวไม่ได้ เดือดร้อนต้องบริจาคกัน มีให้เห็นบ่อย ๆ (เรื่องนี้ผมว่า ผู้ใหญ่บ้านเราเลอะเทอะ มันเป็นตลกร้าย ๆ ที่ขำไม่ออกนะครับ...คุณ ๆ ว่าไหม ?) สี และรูปแบบชุดปกติ ก็ต้องเป็น นร. ชายใส่กางเกงสีกากี ซึ่งเป็นสีเครื่องแบบข้าราชการ และทหารสมัยก่อน นักเรียนหญิงสวมเสื้อที่คล้ายเสื้อกะลาสีทหารเรือ

ในโรงเรียน เรายังต้องเข้าแถวเคารพธงชาติตอนแปดโมงเช้า บางที่มีการปฏิญาณตน มีการพูดหน้าแถว การเรียนวิชาประวัติศาสตร์ ก็เป็นหลักสูตรประวิติศาสตร์ชาตินิยม, วิชาภาษาไทยเราก็เรียนเพื่อให้เกิด ความภูมิใจในการมีภาษาเป็นของตัวเอง (เรียนให้กลัวคำว่า ภาษาวิบัติ) แทนที่จะเรียนว่า เราจะเอาภาษาไปใช้ให้ดี มีประสิทธิภาพได้ยังไง, วิชาวิทยาศาสตร์ ก็เป็นวิทยาศาสตร์กระดานชะนวน ท่องจำไปเรื่อย ๆ เหมือนสมัยที่เรียนด้วยกระดานชะนวน และอื่น ๆ อีกมากมาย

ผมคงไม่เขียนประเด็นว่า รูปแบบโรงเรียนที่กล่าวมามีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้างนะครับ (ละไว้ ให้ท่านคิดเอง) เพียงแต่ต้องการชี้ให้เห็นครับว่า รูปแบบดังกล่าวที่ว่าไปนั้น มันเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขทางสังคมแบบนึง และในยุคสมัยหนึ่ง แต่เราก็ยังตะบี้ตะบันใช้มันเหมือนเดิมอยู่ร่ำไป แม้ว่าเงื่อนไข และยุคสมัย มันจะต่างไปมากแล้ว ก็ตาม

ปัญหาทางการศึกษาอีกหนึ่งปัญหาที่ได้รับการพูดถึงบ่อยครั้งในบ้านเรา เห็นจะเป็นเรื่อง ความคิดริเริ่ม และสร้างสรรค์ของนักเรียน นักเรียนไทยที่เรียนในต่างประเทศจะทราบถึงปัญหานี้ีดี นักเรียนฝรั่ง (อย่างน้อยก็นักเรียนเยอรมันล่ะ) มักชอบแสดงความคิดเห็นในห้องเรียน ทำให้มีข้อได้เปรียบนักเรียนไทยหัวดำ ที่ชอบนั่งเงียบฟังครูเฉย ๆ เนื่องเพราะ การแสดงความคิดเห็นในห้องเรียน จะเป็นที่ชื่นชอบของบรรดาครูอาจารย์ เพราะสามารถตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียนนักศึกษา ใครนิ่งเงียบใบ้แ_ก อาจารย์มักไม่ชอบ เพราะนึกว่าไอ้บ้านี่ คงเรียนไม่รู้เรื่อง หรือไม่ก็ เป็นพวกไม่สนใจเรียน ในขณะที่ฝั่งตัวนักเรียนเองก็ได้ประโยชน์ เพราะได้ฝึกคิด ฝึกพูด

ผู้ต้องหาของปัญหานี้ ปัญหาที่เด็กไทย ไม่คิด (หรือคิดไม่ได้) ไม่ตอบ (หรือตอบไม่ได้) เอาแต่ฟัง กับจด เพื่อเอาไปตอบข้อสอบอย่างเดียวนี้ มักมีอยู่สองสิ่งครับ คือ ครูไทยผู้สอน แล้วก็ ระบบการศึกษา แต่ผมเห็นว่า ทั้งสองสิ่งเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาพอ ๆ กัน

อย่าไรก็ตาม แต่ทั้งสองสิ่งนี้ แท้จริงแล้ว ก็ไม่น่าจะใช่สาเหตุหลัก เพราะผมลองมองต่อไปว่า เอาเข้าจริง ปัญหาที่เกิดขึ้น มันเป็นแค่เสียงสะท้อนของสังคม ที่ไปเห็นผลอยู่ที่โรงเรียนเสียมากกว่า

สังคมไทยเป็นสังคมแบบแนวดิ่ง ศักดินา ด้วย อย่างที่เรารู้กัน ผู้เด็ก ผู้เล็ก ผู้น้อย ต้องเคารพผู้ใหญ่ ผู้มาก ผู้โต พนักงานหน้าใหม่เพิ่งบรรจุ จะยกมือแสดงความคิดเห็นข้ามหัว หัวหน้าแผนกกลางที่ประชุม โดยที่ไม่ได้ตกลงกันมาก่อน เป็นเรื่องไม่เหมาะสม การแสดงความคิดเห็นค้านเป็นเรื่องเสียมารยาท ทำให้แตกความสามัคคี

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว จึงไม่น่าต้องแปลกใจเลย หากที่เมืองไทยเราไม่เคยได้เห็น เด็กนักเรียนยกมือขึ้น แสดงความคิดเห็น แล้วเถียงอาจารย์ฉอด ๆ ไม่เหมือนอย่างเด็กฝรั่งที่เล่นกันเป็นฉาก ๆ แถมไอ้เจ้านั่น ได้คะแนนดีกว่าเพื่อนด้วย เพราะฝรั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ผมได้สัมผัสม คนเยอรมัน ชอบคนคิด คนเถียง ตอบไม่เหมือนแต่มีเหตุผลดี ก็ผ่านได้ครับ ไม่เหมือนบ้านเรา ตอบไม่เหมือน หรือไม่ถูกใจครู ก็ตกไป เท่านั้นเอง

ฉะนั้น จะแก้เรื่องพวกนี้ได้ ครู ระบบการศึกษา และ ระบบสังคม ต้องถูกแก้ไปพร้อมกันครับ หากทุกอย่างยังเหมือนเดิม หรือแก้อันนี้ อีกอันไม่แก้... เด็กไทย ๆ ก็นั่งใบ้แ_ก ในห้องอยู่เหมือนเดิม

image

ปัญหาต่อมา ที่ก็ถูกยกให้เป็นปัญหายอดฮิทเหมือนกัน คือ ปัญหาที่เกี่ยวกับ ตัวครูผู้สอน เนื่องเพราะเงินเดือนครูไม่สูงพอที่จะดึงดูดบุคคลากรมีคุณภาพของสังคม มาประกอบอาชีพนี้ได้ การเพิ่มเงินเดือนครู ได้รับการพิจรณาจากรัฐบาลหลายสมัย แต่ไม่ค่อยได้ผล เนื่องเพราะเงินเดือนครูอิงกับเงินเดือนข้าราชการ การขึ้นเงินเดือนข้าราชการทำให้ค่าครองชีพในสังคมสูงขึ้น การขึ้นเงินเดือนครูจึงไม่ใช่ทางแก้ปัญหา หากถามผมว่า จะแก่ปัญหาอย่างไร ผมตอบไม่ได้ (อ้าว) เพราะผมไม่มีความรู้เรื่องนี้ รู้แต่ว่า ผมจะไม่ใช่วิธีการเดิม ๆ ที่เคยใช้มาในการแก้ปัญหา

ส่วนผลกระทบทางการศึกษาที่เกิดจากครูขาดคุณภาพ คงละไว้ไม่เขียน เพราะอย่างไรเสีย สำหรับความรู้ในห้องเรียน เด็กก็เก่งได้ไม่เกินครู ครับ หรือถ้าเก่งได้ ก็ต้องห้ามแสดงออก (ฮา...นี่พูดถึงกรณีทั่วไป แน่นอนว่าต้องมีข้อยกเว้น)

ส่วนที่เยอรมัน กรณีระดับพื้นฐานนี้ ผมเองไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับตัวครูผู้สอนเท่าไหร่ เลยข้ามไปก็แล้วกัน

ในระดับอุดมศึกษา ระบบการศึกษาในประเทศไทยก็มีปัญหาไม่น้อยไปกว่าระดับพื้นฐาน เพียงแต่เป็นปัญหาที่ต่างออกไป

ปัญหาแรกที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงกันมาก คือ จำนวนมหาวิทยาลัย การกระจายตัวของมหาวิทยาลัย และจำนวนนักศึกษาที่มหาวิทลัยต่าง ๆ รับเข้าเรียน มีจำนวนไม่เพียงพอ และกระจายไม่ทั่วถึง คณะไม่พอ เกิดการเหลื่อมล้ำกันทางการศึกษา

ผู้เกี่ยวข้องหลายท่านพยายามแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มจำนวนมหาวิทยาลัยให้มากตรงตามความต้องการ บางแห่งก็ปล่อยให้เพิ่มคณะ ฯ ให้พอกับความต้องการ ปัญหาที่ตามมาคือ การเพิ่มปริมาณโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพ ก็ไม่ได้ทำให้ระบบการศึกษาโดยรวมดีขึ้น การแก้ปัญหาดังกล่าว เป็นปัญหาแก้ยากเหมือนปัญหาระบบการศึกษาอื่น ๆ เพราะต้องแก้หลาย ๆ ปัญหาพร้อม ๆ กัน

ปัญหาคุณภาพการศึกษา ส่วนหนึ่งมาจากอาจารย์ผู้สอน แต่จะต่างออกไปจากการศึกษาในระดับพื้นฐาน กล่าวคือ ในระดับอุดมศึกษาคุณภาพอาจารย์ผู้สอนเป็นเรื่องที่ไม่น่าเป็นห่วง เนื่องเพราะ มีการคัดเลือกมีขั้นตอนที่ดีพอ แต่สิ่งที่ขาดไป คือ แรงจูงใจที่จะให้คนระดับหัวกะทิมาสมัครสอบเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย คนที่เรียนจบมหาวิทยาลัยในระดับต้น ๆ มักเลือกอาชีพอาจารย์เป็นอาชีพท้าย ๆ เนื่องเพราะค่าตอบแทนที่ค่อนข้างต่ำ

ยกตัวอย่างเช่น ผู้เรียนจบปริญญาตรีสาขาวิศวกรรมศาสตร์ มีเงินเดือนเริ่มต้นประมาณ 10,000 ถึง 20,000 บาท หรือ ผู้เรียนจบในสาขานิติศาสตร์ หากสอบได้ เป็นผู้พิพากษา จะมีเงินเดือนเริ่มต้นระดับผู้ช่วยผู้พิพากษา เป็นเงินหลักแสน หรือทำงานบริษัทกฏหมายต่างชาติ เงินเดือนเริ่มต้นไม่ต่ำกว่า 20,000 บาท ในขณะที่อาจารย์มหาวิทยาลัยได้รับเงินเดือนพนักงาน ตกประมาณหมื่นต้น ๆ หากโชคดีหน่อย (หรือบางคนอาจคิดว่าโชคร้าย) ได้บรรจุเป็นข้าราชการ เงินเดือนก็ 6,360 บาทนะครับ

อย่างไรก็ตาม น้อยคนนักที่จะทราบว่า แท้จริงแล้ว อาชีพอาจารย์เป็นอาชีพที่มีข้อได้เปรียบหลายอย่าง ที่อาชีพอื่น ๆ ไม่มีอาทิเช่น ความอิสระในการทำงานวิชาการ ระบบบังคับบัญชาแทบไม่มี ระบบเงินทุนในการเรียนต่อในระดับที่สูงขึ้น รวมทั้งรายได้จากการทำงานวิจัย และอื่น ๆ อีกมากมาย อาจารย์คุณภาพคับแก้วบางคนทำวิจัยดีเดือนสองเดือนก็รับไปแล้วสองสามล้าน (ผมได้ยินมาจริง ๆ ไม่ได้โม้)

สำหรับเรื่องเงินเดือนของอาจารย์มหาวิทยาลัย สถานการณ์ในเยอรมันไม่ได้ต่างกับประเทศไทยมากนัก ศาสตราจารย์ชาวเยอรมันท่านหนึ่งเล่าให้ผมฟังว่า หากท่านทำงานกับบริษัทเอกชน จะได้รับเงินเดือนมากกว่าอาจารย์มหาวิทยาลัยถึงห้าเท่า แต่สิ่งที่ต้องแลกกับเงินเดือน คือ อิสรภาพในการวิจัย ซึ่งจ่ายเป็นเงินไม่ได้ แรงจูงใจอีกอย่างในการ เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในเยอรมัน คือ การยอมรับจากสังคม ดูเหมือนว่า อาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัยในเยอรมัน เป็นอาชีพที่ได้รับการยอมรับจากสังคมมากที่สุดอาชีพหนึ่ง นักเรียนไทยที่ดั้นด้นมาเรียนที่นี่ คงเคยได้ยินคำว่า "โปรเฟสเซอร์ คือ พระเจ้า" เพราะไม่ว่าคุณจะติดขัดเรื่องอะไร ทั้งเรื่องเรียน วีซ่า ภาษา จิปาถะ ถ้าลอง โปรเฟสเซอร์ลงมือแก้ให้ล่ะก็ ฉลุยเลยทีเดียวครับ ดังนั้นแรงจูงใจในการเป็นอาจารย์ ก็เลยสูงตามไปด้วย

ปัญหาที่ผมมองว่า เป็นปัญหาสำคัญที่สุดในการศึกษาระดับอุดมศึกษาในประเทศไทย คือ ผู้จบมหาวิทยาลัยในบ้านเราทำอย่างอื่นไม่เป็น นอกจากข้อสอบ ปัญหานี้เป็นปัญหาต่อเนื่องจากปัญหาอืน ๆ แต่สาเหตุหลัก ผมมองว่าเป็นเรื่องของความใฝ่รู้เฉพาะบุคคล สาเหตุของสาเหตุน่าจะมาจาก การศึกษาระดับพื้นฐานมากกว่าจะเป็นเรื่องของการศึกษาในระดับอุดมศึกษา แต่ทั้งนี้เราก็ไม่ควรมองข้ามวิธีการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา การสอนในห้องเรียนในระดับอุดมศึกษาส่วนมากยังคงไม่ต่างจาก การเรียนการสอนในระดับอื่น ๆ คือสอนให้เชื่อมากกว่าสอนให้คิด

ตัวอย่างที่ผมพอจะนึกได้ คือ นักเรียนไทยที่เรียนมหาวิทยาลัยเดียวกับผมจำนวนหนึ่งครับ ที่เอาแต่ท่องไปตอบ พอถามว่า เรื่องนี้คืออะไร ก็บอกว่า ไม่รู้เรื่อง

วิธีการทำข้อสอบ ก็มีส่วนทำให้นักเรียนที่จะเป็นนักศึกษา หรือนักศึกษาที่จะออกไปประกอบอาชีพ ถูกจำกัดทางด้านจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ ด้วยการทำข้อสอบประเภทปรนัย หรือท่องจำ นำมาเขียน แทนที่จะเป็นข้อสอบแบบต้องคิดเป็นถึงเขียนได้ ผลผลิตทางการศึกษาที่ได้จึงเป็น บุคคลากรรอตัวเลือก (ก. ข. ค. ง. หรือ ถูกทุกข้อ) หรือ รับคำสั่งแล้วทำตาม ทำให้้ดูเหมือนกับว่า บุคคลากรเหล่านีทำอย่างอื่นไม่เป็นนอกจากข้อสอบ

แหะ ๆ บล็อกนี้ชักจะยาวเกินไปแล้ว เขียนมาอาทิตย์กว่าไม่จบเสียที เพราะช่วงนี้เวลาว่างผมค่อนข้างน้อย บวกกับเขียนเรื่องเกี่ยวกับระบบการศึกษาในบ้านเราจบพอดี จึงขอเก็บเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาของเยอรมันไว้เขียนตอนสองครับ

05 Feb 07 | by | tags นานาสารพัน เกร็ดชีวิต เยอรมัน การศึกษา ไทย เยอรมัน education

read 5180

<<อ่านข่าวกฎหมาย แก้เหงาครับ || ท่านรู้จักเยอรมันแค่ไหน?>>

พี่ไท้

ผมจำได้ เคยฟังเทปพระพยอม พระพยอมเทศน์ไว้ว่า คนฉลาดให้ไปเรียนหมอ เรียนวิศวะ คนโง่ให้ไปเรียนครู ที่โง่ที่สุดให้ไปเป็นพระ

ส่วนเรื่องลูกเสือ คงต้องเป็นวิชาบังคับต่อไปเรื่อย ๆ อ่ะครับ เพราะลูกเสือคือกองกำลังไม่ติดอาวุธที่มีระเบียบวินัย รองจากทหารและตำรวจครับ ส่วนใครจะใช้ลูกเสือไปทำอะไร ก็อีกเรื่องหนึ่ง

วิธีการแก้การศึกษาไทยได้มีวิธีเดียวครับ คือให้พวกเด็กนักเรียนนั่นแหล่ะ ปฏิวัติด้วยตัวเอง เพราะเป็นผลประโยชน์ของพวกเขาครับ พวกเราเรียนจบแล้ว คงไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียด้วยแล้ว

07 Feb 07

bow_der_kleine

หากมองลูกเสือเป็นกองกำลังติดอาวุธ ผมว่ามันกึ่ง ๆ ไปสักหน่อยครับ ผมเห็นด้วยครับว่าการเรียนลูกเสือทำให้เด็กมีวินัย และมีพื้นฐานด้านการทหารบางอย่าง แต่ผมคิดว่ายังไม่เพียงพอที่จะเป็นกองกำลังติดอาวุธได้ เพราะเด็กก็คือเด็กครับ เด็กต้องเล่น ไม่ใช่เล่นเป็นทหาร เด็กยังขาดจิตใจที่เข้มแข็งพอที่จะเป็นกองกำลัง และเด็กไม่ควรมีจิตใจที่เข้มแข็งพอที่จะเป็นกองกำลัง เพราะอาจโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่แข็งกระด้างได้ครับ

จากการฝึกทหารมา การฝึกลูกเสือตอนเด็ก ๆ ไม่ได้ช่วยอะไรผมในการฝึกเลยครับ (หรือแม้แต่การฝึก นศท. เองก็ไม่ได้ช่วยอะไรเหมือนกัน) เพราะมันเป็นการฝึกคนละความเข้มข้นกัน

ระเบียบวินัยที่ได้จากการเรียนลูกเสือเอง เป็นระเบียบวินัยแบบที่ต้องมีคนคอยคุม เราไม่ได้ฝึกให้ลูกเสือมีระเบียบวินัยในตนเองกัน ผมเลยมองว่าไม่มีประโยชน์ในการใช้ชีวิตประจำวัน

สรุปแล้ว ผมเห็นว่าการเรียนลูกเสือเป็นเรื่องเสียเวลาครับ เราน่าจะเอาเวลาของเด็กตรงนี้ไปให้พวกเขาเรียนรู้อย่างอื่นนอกห้องเรียน ที่มีประโยชน์มากกว่านี้จะดีกว่าครับ เช่น ไปเรียนรู้เรื่องราวในท้องถิ่นของตัวเอง ว่าเขาประกอบอาชีพอะไรกัน ทำกันยังไง คนในท้องถิ่นอยากได้คนเรียนสาขาไหนเพิ่มเติม ฯลฯ

10 Feb 07

nongnoi

 When i read your idea  i;m interest to know about Germany  and will read  you tell here again

Nongnoi

30 Oct 08

ความคิดเห็น (click here to comment)

Search

Navigation

รวมลิงก์น่าสนใจ

ความเคลื่อนไหว

Login

name password

ลืมรหัสผ่าน