ComBioLaw.De » Blog » เหตุบ้าน และ การเมือง » FM 92.25 ไก่ที่รัฐเอาพาสเตอร์มาปิด หลังถูกเชือดจนเลือดสาด !!!
FM 92.25 ไก่ที่รัฐเอาพาสเตอร์มาปิด หลังถูกเชือดจนเลือดสาด !!!
ตามข่าวมาต่อครับ...ก็เป็นอันสรุปว่า ตอนนี้เว็บทั้งสองคือ www.fm9225.com ของคลื่นเอฟเอ็ม 92.25 วิทยุชุมชนคนรักประชาธิปไตย เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค และเว็บไซด์ www.thai-insider.com ซึ่งมีนายเอกยุทธ อัญชัญบุตร ได้เปิดทำการตามปกติแล้ว หลังจากตำรวจไซเบอร์ ถูกหลายกลุ่มออกมาต่อว่าต่อขาน ถึงการใช้อำนาจดังกล่าว ว่าจะกระเุถิบเข้าใกล้จีน เข้าไปทุกที ดูข่าวเรื่องนี้ได้ที่บล็อก เหอ ๆ เว็บพ้มจะโดนปิดไหมครับ งานนี้ มีการประชุมหารือ ร้องเรียนกันเป็นเรื่องเป็นราว สงสัยจะทนกระแสกดดันไม่ไหวครับ นายสุวิทย์ รมว.ไอซีที เองก็ป้องลูกน้อง อ้างหน้าตาเฉยว่า "รู้เท่าไม่ถึงการณ์" ไม่ฮาไปหน่อยหรือครับ เรื่องสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานแบบนี้เนี่ยนะ มาทำกันเล่น ๆ ได้ไงครับ คุณทำงานกับ สิทธิของคนไทยนะครับ ไม่ใช่ ขายขนมครกหรือเล่นขายของ ถ้าคุณไปทำอย่างนี้กับชาวบ้าน ชาวช่อง ที่ไม่รู้ช่องทางร้องเรียน ไม่รู้กฎหมาย ก็ตายสิครับ เขาก็โดนละเมิดสิทธิกันต่อไป..... |
|
|
งานนี้...ผมเลยอดคิดไม่ได้ครับว่า คงประมาณว่า ไล่ปิดไปก่อน ถ้าไม่มีใครประท้วง เรื่องไม่ใหญ่ ก็จบกัน ไอ้เว็บพวกนี้ ก็ไม่่ได้เปิดดำเนินการให้เป็นเสี้ยนหนามรัฐบาลต่อไป โห....ถ้าคนใหญ่คนโต ในรัฐบาลคิดแบบนายสุวิทย์ ทุกคน ก็พังแหละครับประเทศไทย คือ ให้อำนาจกันไปก่อน ใครรู้ทัน ก็มา้ร้อง ใครรู้ไม่ทัน ก็ตายหยังเขียดครับผม แต่ถ้าเรื่องดัง เรื่องใหญ่ ก็ให้สิทธิคืนไป แล้วให้เลิกแล้วต่อกัน...ง่าย ๆ แบบนี้แหละ อย่าไปคิดมาก..หุ ๆ ๆ ๆ “สุวิทย์” แจง ส.ว. ป้องลูกน้องสั่งปิด “เว็บไซต์ 92.25” อ้างรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ด้าน “จอน” ติงรัฐบาลไทยคล้ายจีนเข้าทุกขณะ ขณะที่นักกฎหมายชี้ “สารวัตรอินเตอร์เน็ต” ไม่มีอำนาจสั่งปิด ส่วน “สมาคมเว็บไทย” หวั่นประชาธิปไตยหดหาย วันนี้ ( 1 ก.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานจากว่า ที่ห้องประชุมกรรมาธิการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ วุฒิสภา ที่มี น.พ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ส.ว.อุบลราชธานีเป็นประธาน ได้จัดให้มีการพิจารณาเรื่องร้องเรียนของการสั่งปิดเว็บไซต์ www.fm9225.comของคลื่นเอฟเอ็ม 92.25 วิทยุชุมชนคนรักประชาธิปไตย เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค และเว็บไซด์ www.thai-insider.com ซึ่งมีนายเอกยุทธ อัญชัญบุตร อดีตเจ้าพ่อแชร์ชาร์ตเตอร์เป็นเจ้าของ โดยเชิญนายสุวิทย์ คุณกิตติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เข้าชี้แจง น.พ.นิรันดร์ กล่าวว่า จากการร้องเรียนมาของ 2 เว็บไซต์ดังกล่าว จึงได้เชิญ น.ส.อัญชลี ไพรีรักษ์มาชี้แจงเมื่อวันจันทร์ที่ 27 มิ.ย.ที่ผ่านมา โดย น.ส.อัญชลีได้ชี้แจงว่า มีจดหมายอีเล็กทรอนิกส์จากกระทรวงไอซีที ซึ่งออกโดยนายสุรชัย นิลแสง สารวัตรอินเตอร์เน็ต โดยแจ้งมายังเว็บไซต์ว่า เว็บไซต์ดังกล่าวมีเนื้อหาที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างรุนแรง และอาจก่อให้เกิดความแตกแยก จึงขอสั่งปิดเว็บไซต์ ของ น.ส.อัญชลี และของนายเอกยุทธพร้อมๆ กัน ทำให้รู้สึกว่าการกระทำดังกล่าวของภาครัฐไม่ได้รับความเป็นธรรม และเป็นคำสั่งที่มิชอบ ด้าน นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ส.ว.กทม.ในฐานะกรรมาธิการ กล่าวเสริมในประเด็นนี้ว่า สิ่งที่กรรมาธิการต้องการทราบคือ นายสุชัยใช้อำนาจอะไรไปสั่งปิดเว็บทั้งสอง เพราะหากการกระทำของสารวัตรอินเตอร์เน็ตเป็นเช่นนี้ถือเป็นการละเมิด กฎหมายมาตรา 39 และ 41 เรื่องของการแสดงสิทธิเสรีภาพของสื่อ ซึ่งรัฐจะมาปิดกั้นมิได้ และหากเห็นว่าเว็บไซต์ทั้งสองมีความผิดจริง ก็ควรดำเนินการทางกฎหมาย ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐจะแทรกแซงตักเตือนมิได้ ทั้งนรี้เห็นด้วยที่สิทธิเสรีภาพของสื่อไม่ควรจะไปลิดรอนสิทธิเสรีภาพของใคร แต่ในการดำเนินการนั้น รัฐก็ควรใช้กฎหมาย เพราะการดำเนินการเอาผิดต้องเป็นศาลสั่ง ไม่ใช่สุรชัยสั่ง ขณะที่ นายปรเมศวร์ มินศิริ อุปนายกผู้ดูแลเว็บไทย กล่าวว่า การที่สมาคมดูแลเว็บไทยออกแถลงการณ์ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทั้ง 2 เว็บไซต์นั้น เป็นจุดยืนของสมาคมที่มีมาตลอด เพราะหลายประเทศกฎหมายออกไม่ทันเทคโนโลยี จึงทำให้เกิดปัญหาตามมามากมาย ดังนั้นสมาคมฯ จึงเล็งเห็นปัญหาตรงจุดนี้ จึงได้จัดร่างจริยธรรมวิชาชีพของผู้ดูแลเว็บไทย ถึงแม้จะไม่ใช่กฎหมาย แต่ก็มีผลบังคับใช้มาตลอด และจุดยืนของสามาคมไม่ใช่การสั่งปิด แต่ขอให้ดำเนินตามกฎหมายที่ถูกต้องเท่านั้น โดยทางสมาคมฯ จะมีการประชุมหารือกันในสัปดาห์หน้าถึงการจัดตั้งศูนย์อินเตอร์เน็ตออทไลน์ โดยดึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมประชุมเพื่อออกกฎกติกาในการปฏิบัติร่วมกัน ส่วน นายจอน อึ๊งภากรณ์ ส.ว.กทม.ในฐานะกรรมาธิการ กล่าวเพิ่มเติมว่า การกระทำของรัฐที่สั่งปิดเว็บไซด์ทั้งสอง เป็นสิ่งที่ไม่สมควรกระทำ และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้ประเทศไทยกำลังจะเหมือนประเทศจีนที่เว็บไซต์ในประเทศต้อง เซ็นเซอร์ตัวเอง เพราะความเข้มงวดของรัฐบาล หากแต่ประเทศจีนมีการปกครองระบอบสังคมนิยม แต่ประเทศไทยเรามีการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย ทุกคนมีสิทธิแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี ซึ่งไม่สมควรทำเช่นนี้ จึงอยากฝากไปถึงท่านรัฐมนตรีให้รับผิดชอบ และให้ความเป็นธรรมกับทุกๆ ฝ่ายด้วย เพราะตอนนี้มันเป็นการกระทำเหมือนดึงปลั๊ก และการใช้อำนาจคุกคามกันทางกฎหมาย ซึ่งมองว่ามันไม่ถูกต้อง และการที่สมาคมเว็บไทยจะจัดตั้งกลุ่มเพื่อออกกฎก็เห็นด้วย แต่ในการดึงองค์กรที่จะเข้าร่วม ก็ควรจะมีภาคประชาชน และเจ้าของเว็บไซต์เข้าร่วมด้วย ด้าน นายเชาวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี อนุกรรมาธิการปฏิรูปสื่อ กล่าวว่า หลังจากที่สมาคมเว็บไทยออกแถลงการณ์ต่อต้านการปิดเว็บไซด์ทั้งสอง ก็มีอำนาจบางอย่าง ทำหนังสือสอบถามมายังสมาคมว่าเป็นเครื่องมือของใคร หรือเปล่า แต่เราได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ออกไปแล้วว่า การกระทำทุกอย่างของสมาคมเว็บไทยเป็นการกระทำที่โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ ที่สำคัญบริษัทที่ให้คลื่นดังกล่าวซึ่งเช่าพื้นที่เปิดเว็บไซต์ ก็โดนกดดันจากกระทรวงของรัฐที่เกี่ยวข้อง เรื่องแบบนี้มองว่ามันไม่ถูกต้อง อำนาจบางอย่างที่มามันมาแบบไม่บนดินเมื่อเห็นแล้วไม่สบายใจ จึงไม่อยากให้การแทรกแซงสื่อแบบนี้เกิดขึ้นในประเทศไทย เพราะภาวะความกลัวที่เกิดขึ้นกำลังแพร่กระจายทั่วประเทศ และจะทำให้บรรยากาศประชาธิปไตยเหือดหายไป จึงอยากฝากให้ รมว.ไอซีทีดูแลในเรื่องนี้ โดยให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรมด้วย ขณะที่ นายสุวิทย์ ได้กล่าวชี้แจงในประเด็นที่เกิดขึ้นว่า ขอยืนยันในหลักการที่ว่าประชาชนจะต้องไม่ถูกปิดหูปิดตา ส่วนกรณีที่เกิดขึ้นนั้นยอมรับว่าทราบหลังจากที่เกิดเหตุแล้ว และตอนนี้ได้รับเรื่อง และมีคำสั่งให้ดำเนินการในเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง และเป็นธรรม ซึ่งเท่าที่ทราบมา ล่าสุดว่าเว็บไซต์ทั้ง 2 สามารถเปิดดำเนินการได้ตามปรกติแล้ว โดยทางกระทรวงไอซีทีขอยืนยันว่าไม่มีการห้ามให้วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล เพราะเป็นสิทธิเสรีภาพที่ทุกฝ่ายสามารถทำได้ “แต่ผมก็อยากให้ทุกฝ่ายเห็นใจสารวัตรอินเตอร์เน็ตด้วย เพราะทุกเรื่องที่สารวัตรอินเตอร์เน็ตทำก็เป็นเรื่องที่ดีมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการดูแลในการบล็อกเว็บโป๊ และเรื่องการขจัดเว็บไซต์ลามก แต่มาผิดพลาดอยู่เรื่องนี้เรื่องเดียว ผมก็จะช่วยดูแล และที่ทุกฝ่ายแนะนำมา ผมก็จะนำไปปฏิบัติตาม โดยเฉพาะการจัดตั้งกลุ่มที่รับผิดชอบช่วยกันออกกฎ ผมเห็นว่าเป็นความคิดที่ดีที่น่าจะได้มีการกำหนดให้เป็นรูปธรรมขึ้นต่อไป และผมขอยืนยันว่ากระทรวงไอซีทีไม่ได้มีใบสั่งจากใครให้มาดำเนินการในเรื่องนี้ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นความผิดพลาดจากการประสานงาน และขอขอบคุณกรรมาธิการที่ให้โอกาสผมมาชี้แจงในครั้งนี้ด้วย”รมว.ไอซีที กล่าว ส่วน นายเจษฏ์ โทณะวนิก นักกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชน และอนุกรรมาธิการปฏิรูปสื่อ วุฒิสภา กล่าวว่า สิ่งที่กระทรวงไอซีทีต้องรีบดำเนินการคือ จะต้องแจ้งให้สารวัตรอินเตอร์เน็ตทราบว่าเขาไม่มีอำนาจทางกฎหมาย ที่จะไปสั่งปิดเว็บไซต์ใครได้ แต่สิ่งที่ทำได้คือเมื่อทราบว่ามีเว็บไซต์ที่ก่อให้เกิดการแตกแยก หรือเนื้อหาที่ก่อให้เกิดความรุนแรง หรือเว็บไซต์ลามกอนาจาร ควรแจ้งต่อเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง และผู้ที่มีอำนาจตามกฎหมายให้ดำเนินการในเรื่องนี้ และในการตรวจสอบเว็บไซต์ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ ก็ไม่ควรตรวจสอบแค่เว็บไซต์ที่วิจารณ์รัฐบาลแต่อย่างเดียว เนื่องจากยังมีเว็บไซต์ที่วิจารณ์วุฒิสภา ฝ่ายค้าน นักวิชาการ หรือผู้ดำเนินกิจการใดๆ ที่ส่งเสริมไปในทางส่อเสียด รัฐควรจะเข้าไปดูแลให้เกิดความเท่าเทียมกันด้วย จากนั้น น.พ.นิรันดร์ ได้สรุปประเด็นจากการประชุมในวันนี้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นกับกับเว็บไซด์ของคลื่น 92.25 และเว็บไซต์ของนายเอกยุทธ เป็นเรื่อของการเมือง และการลิดรอนสิทธิเสรีภาพด้านประชาธิปไตย หากสารวัตรอินเตอร์เน็ตไม่มีอำนาจในการตัดสิน กระทรวงไอซีทีก็น่าจะมีระบบในการกลั่นกรองว่าใครมีอำนาจใช้กฎหมายตรง ส่วนนี้ และมอบหมายกันให้ชัดเจน จะได้ไม่มีข้อครหาเกิดขึ้นเหมือนตอนที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการ ฟอกเงิน (ปปง.) ที่ตรวจสอบทรัพย์สินของ บ.ก. และมีการปลด บ.ก.หลายสำนักพิมพ์ โดยในส่วนของเว็บไซต์ก็ควรจัดทำเว็บที่เป็นประโยชน์มากขึ้น อ่านข่าวแล้ว ก็ให้รู้สึกครับว่า มีอะไรแปลก ๆ เกิดขึ้นกับประเทศเรามากมายเหลือเกิน การทำอะไรผิดในจุดหนึ่ง ทางแก้ก็คือ "คืนสิ่่งนั้น" ไป แล้วเรื่องก็จบ ที่ผ่านมาก็คือ สส.อมเงินบริจาควัด นายก ฯ ก็บอกว่า "ใ้ห้เอาไปคืน" เรื่องก็จบแล้ว มีการโกงกล้ายาง ก็บอกว่า "ใครไม่เอาก็ไม่ต้องแจก" ก็จบ งานนี้ ปิดหูปิดตาเขาไป ใช้อำนาจในทางไม่ชอบ แทนที่จะคิดหามาตรการป้องกันกัน ยอมรับผิดตรง ๆ และทำอะไรที่มัดรัดกุม ก็ดันบอกแค่ว่า ให้เห็นใจ "ให้เปิดเหมือนเดิมก็แล้วกัน" เรื่องก็น่าจะจบ ผมคาดว่า เรื่อง สินบนซีทีเอ็ก ๙๐๐๐ มีคนรับสินบนใช่ไหม ก็ถ้าหาคนนั้นเจอแล้ว ก็ "เอาเงินสินบนมาคืนรัฐ" เรื่องก็คงจบเหมือนกัน... คำถามก็คือ...เรื่องจริยธรรม เรื่องที่มันละเมิดสิทธิกันแบบนี้ ถ้าแก้ปัญหาแบบนั้นแล้วเรื่องมันจะจบง่า่ย ๆ เหมือนเด็กทะเลาะแย่งของกัน แล้วคืนของเล่นให้กัน แบบนั้นเลยหรือครับ ท่านผู้บริหารบ้านเมือง ????? |
|
02 Jul 05 | by | tags เหตุบ้าน และ การเมือง
<<ยินดีต้อนรับสู่ BioLawCom || ข่าวโต้บิล เกตต ์ของเนคเทค กับเจตนาการละเมิดรัฐธรรมนูญของบางคน>>

เชกูวารา
เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายนที่ผ่านมา มีการจัดงาน และเปิดตัวหนังสือเกี่ยวกับเสรีภาพของสื่อชื่อน่าสนใจครับว่า 'ปิดหู ปิดตา ปิดปาก : สิทธิเสรีภาพ ในมือธุรกิจการเมืองสื่อ' ซึ่งจัดภายใต้โครงการ UNESCO Chair in Freedom of Expression และคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งนี้เพื่อสะท้อนให้เห็นถึง สภาพปัญหา ความอึดอัด คับข้องใจในเรื่องการสื่อสารสาธารณะ และผลกระทบจากอำนาจธุรกิจการเมือง
ในหนังสือเ่ล่มดังกล่าวมีนักเขียนจำนวนมากจากหลายวงการทั้งสื่อ นักกิจกรรม นักวิชาการเป็นผู้เขียนครับ ซึ่งมีส่วนที่น่าสนใจ และเ้ข้ากันได้กับหัวข้อบล็อกผมมากเลยก็คือ ในบทเรื่อง
สื่อกับประชาธิปไตย: บทเรียนจากกรณีของมองเตสซิโนแห่งเปรู
ซึ่งเป็นงานของ ศ.ดร.ผาสุก พงษ์ไพจิตร ในส่วนนี้ ศ.ดร.ผาสุก ให้ความรู้กับเราครับว่า
มองเตสซิโน ทำงานให้ อัลแบร์โต ฟูจิมูริ ผู้เป็นประธานาธิบดีของเปรูเมื่อทศวรรษ 1990 แต่ต้องลี้ภัยไปญี่ปุ่นเมื่อปี 2000 ด้วยเรื่องอื้อฉาวโยงกับปัญหาคอร์รัปชันระดับอภิมโหฬารที่คนสนิทของเขา
เป็นหัวเรือใหญ่ และยังถูกข้อกล่าวหาว่าค้ายาเสพติดและสมรู้ร่วมคิดในกรณีฆาตกรรมอีกด้วย เรื่องราวของเขาน่าสนใจเพราะเป็นบทเรียนให้กับขบวนการประชาธิปไตยใน
ประเทศกำลังพัฒนาได้เป็นอย่างดี
มองเตสซิโน ทำงานให้กับฟูจิมูริ โดยมีหน้าที่คุมสถาบันการเมืองต่างๆ ให้นิ่ง อย่าวิจารณ์รัฐบาลให้การเมืองกระเพื่อม เป้าหมายสำคัญของเขา คือ คน 3 กลุ่ม ได้แก่
(1) ส.ส.ฝ่ายค้าน (2) ศาลสถิตยุติธรรม (3) สื่อสารมวลชน
เขาจ่ายสินบนเป็นเงินก้อนให้กับ ส.ส.ฝ่ายค้านที่มักสร้างความยุ่งยากให้กับรัฐบาล โดยให้เงินเดือนประจำระหว่าง 5,000-20,000 ดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเป็นค่าจงรักภักดี โดย ส.ส.เหล่านี้ต้องเซ็นเอกสารสัญญาที่จะ 'รับฟังแต่คำสั่งจากเขาอย่างเคร่งครัด' กลุ่มผู้พิพากษา ได้รับน้อยกว่า ส.ส. คือ ระหว่าง 5,000-10,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน
สำหรับสื่อ ต้องจัดการเป็นพิเศษแตกต่างออกไป เพราะมีความสำคัญมาก เจ้าของหนังสือพิมพ์บางรายที่มีผู้อ่านมากได้รับสินบนเดือนละ 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ บางแห่งได้รับตามผลงาน แต่ สินบนก้อนใหญ่ที่สุดจ่ายให้กับเจ้าของสถานีโทรทัศน์ 5 แห่ง และเคเบิลทีวีอีก 1 แห่ง โดยเจ้าของสถานีจะต้องทำสัญญา เช่น ยอมให้มองเตสซิโน ควบคุมเนื้อหาของข่าว เช่น ผู้จัดการของสถานีโทรทัศน์ช่องสำคัญรายหนึ่งจะต้องมาคุยกับมองเตสซิโน
ทุกเที่ยง เพื่อวางแผนเกี่ยวกับเนื้อหาข่าวภาคค่ำว่ามีอะไรบ้าง และเขาจะจัดทีมงานดูแลให้สถานีโทรทัศน์ทำตามข้อตกลงด้วย
"สิ่งที่น่าสังเกต คือ จำนวนเงินที่จ่ายให้สถานีโทรทัศน์มากกว่าที่จ่ายให้ ส.ส.หรือผู้พิพากษาถึง 10 เท่า ทั้งนี้เพราะมองเตสซิโน เชื่อว่า สื่อโทรทัศน์สามารถทำให้การเมืองกระเพื่อมได้มากที่สุด เพราะสื่อโทรทัศน์มีอิทธิพลต่อความคิดเห็นของผู้คนในวงกว้าง ไม่ใช่ ส.ส.หรือผู้พิพากษา" (หนังสือปิดหู ปิดตา ปิดปาก, หน้า 12-33, 2548)
อาจารย์ผาสุก สรุปไว้ในบทความได้อย่างน่าคิดครับว่า เรื่องราวของมองเตสซิโนมีบทเรียนซึ่งอาจใช้ได้ทั่วไป นั่นคือ
ประชาธิปไตยถูกซื้อได้และศัตรูของอำนาจนิยมคือ ส.ส.อิสระ/ผู้พิพากษาที่ซื่อตรง และ สื่อเสรี
และบทสุดท้ายของนักการเมืองที่ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จต้องแพ้ภัยตัวเองระเห็จออก
นอกประเทศครับ เพราะสื่อเคเบิลทีวีเล็กๆ ในเปรูมีความกล้าที่จะกบฏเปิดโปงเรื่องอื้อฉาว จนกลายเป็นเรื่องราวบานปลายส่งผลให้เกิดวิกฤติศรัทธาต่อผู้นำอย่างรุนแรง และผู้นำต้องลงจากอำนาจไป
บทเรียนจากเปรู เราน่าจะใช้กับสังคมไทยได้บ้างนะครับ แม้ปัจจุบันการจ่ายสินบนในประเทศไทยจะยังไม่ชัดเจน โจ่งคลึ้มแบบที่เปรู แต่จะว่าไปแล้ว กลับมีวิธีการที่ป่าเถื่อน และ่หลากหลายกว่า ทั้งบีบบังคับ ขู่เข็ญ อุ้ม หรืออื่น ๆ แต่พวกเราหลายคนก็ยังหวังครับว่า สักวันหนึ่ง นักการเมืองที่ใช้อำนาจแบบนั้น จะต้องถูกสังคมลงโทษได้ในที่สุด ่
ในงานนี้ยังมีการพูดถึง และวิพากษ์การทำงานของเจ้าหน้าที่ และผู้มีอำนาจกรณีการปิดเว็บไซท์สองเว็บที่ผมตามข่าวมาให้ด้วยครับ ว่าเป็นมาตรการปิดหูปิดตาที่ชัดเจน เพราะขนาดสื่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งนับเป็นสื่อทันสมัยที่เสรียิ่งแล้ว ก็ยังหนีไม่พ้นเงื้อมมือของอำนาจนิยมได้
การแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ไม่ใช่เรื่องลามก อนาจาร ที่ตำรวจไซเบอร์ควรจะไปไล่บี้ ไล่ปิด แต่่รัฐบาลกลับทำราวกับว่า เป็นเช่นนั้น ถึงต้องมาคอย ปิดหู ปิดตา ปิดปากประชาชน
ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ ๔ กรกฎาคม (ร้อยแปดฯ : ปิดหู ปิดตา ปิดปาก)
05 Jul 05