BioLawCom.De » Blog » บันเทิง » เหมือนเคย : The Way We Live

เหมือนเคย : The Way We Live

imageช่วงสามสี่วันที่ผ่านมา พวกผมโดดงานไปเที่ยว เทศกาลหนังสั้นระหว่างประเทศ (International Short Film Festival "Wie wir leben") มาครับ ชื่อเทศกาล คือ “The Way We Live” หรือ Wie wir leben จัดกัน 2 ปีครั้ง และเริ่มจัดกันมาตั้งแต่ปี 1995 แล้ว โดย สมาคมผู้พิการและสื่อ (Disability and Media Association) ครั้งนี้เป็น ครั้งที่ 6 จัดที่ พิพิธภัฑณ์ภาพยนตร์ เมืองมิวนิค งานเริ่มวันที่ 7 ถึง 10 พฤศจิกายน 2550 โดยจะมีการแบ่งฉายหนังสั้นที่ส่งเข้ามาประกวดทั้งหมด 27 เรื่อง จาก 16 ประเทศ ซึ่งผ่านรอบคัดเลือกมาแล้วจากหนังกว่า 350 เรื่องจาก 47 ประเทศทั่วโลก โดยภาพยนตร์ที่เข้าประกวดเหล่านี้ ล้วนแต่มีประเด็นที่สอดคล้องกับชื่องาน คือ เกี่ยวกับการดำรงชีวิต และความรู้สึกของผู้พิการ ผู้ป่วยทางกาย หรือผู้ป่วยทางจิต

อย่างไรก็ตาม ในความตั้งใจของผู้จัด คำว่า “The Way We Live” ในที่นี้ ยังหมายรวมถึง วิถีทางที่เราทุกคนจะสามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้ ด้วย ครับ ดังนั้น หนังสั้นที่ส่งเข้ามาทุก ๆ ปีจึงมักเป็นเรื่องราวชีวิต และความสัมพันธ์ของผู้คนในหลากสถานะ ไม่ว่าจะเป็น ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว พ่อแม่ลูก สามีภรรยา, ระหว่างเยาวชนกับคนชรา หรือ ผู้ดูแลกับผู้ป่วย ฯลฯ

แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้พวกผมสนใจงานนี้ยิ่งขึ้นไปอีก คือ ครั้งนี้มีหนังสั้นของผู้กำกับไทย ผ่านเข้ารอบด้วยเรื่องหนึ่ง ชื่อ...

บันเทิง บันเทิง

เชกูวารา เชกูวารา

image"เหมือนเคย" (Moen-Koey / Always / Immer) ความยาว 17 นาที โดยฝีมือการกำกับของ ศิวโรจณ์ คงสกุล (กานต์)

(← ภาพจากเว็บ : www.thaishortfilm.com/)

และในท้้ายที่สุดแล้ว หนังสั้นสัญชาติไทยเรื่องนี้แหละครับ ที่คว้ารางวัลชนะเลิศมาครอง จนทำให้พวกผมสองคนอดปลื้มไปกับเขาด้วยไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะเล่าเลยไปถึงตัวหนัง การสนทนาพูดคุย ถามไถ่ที่มาที่ไป รวมทั้งร่วมชมหนังรางวัลเรื่องนี้ไปพร้อมกัน ขอเล่าถึงบรรยากาศงาน แนวคิดผู้พิการในฝั่งประเทศตะวันตก การให้ความสำคัญกับสื่อวัฒนธรรมอย่างภาพยนตร์ของผู้คนที่นี่ แล้วก็ หนังรางวัลที่สอง ที่สาม ก่อน พอให้เห็นภาพใหญ่ ๆ

องค์กรผู้จัด การจัดงาน และผู้พิการ

งานนี้จัดที่มิวนิค (และ ฮัมบวร์ก เพียงแต่ ฮัมบวร์กจะจัดหลังงานที่มิวนิค และจัดฉายหนังอย่างเดียว โดยไม่มีการเชิญผู้กำกับ และการประกาศผลรางวัล) โดยสมาคมผู้พิการและสื่อ อย่างไรก็ตาม โปรดอย่าเข้าใจผิดนะครับว่า ขึ้นชื่อว่า สมาคมผู้พิการแล้ว คงต้องมีหน้าที่ใน "การรับบริจาค" หรือ ดูแลผู้พิการ เพราะนั่นผิดถนัด

สมาคมนี้ไม่ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อสงเคราะห์ หรือช่วยเหลือผู้พิการ แต่จัดตั้งขึ้นเพื่อ ช่วยเป็นตัวกลาง ในการสื่อสาร ทำความเข้าใจ และนำเสนอภาพที่ถูกต้อง เกี่ยวกับวิถีชีวิต และความต้องการของผู้พิการในด้านต่าง ๆ ไปยังสังคมคนไม่พิการ ต่างหาก งานหลัก ๆ ของสมาคมมีสองส่วน คือ การทำภาพยนตร์ สารคดี หรือรายการเกี่ยวกับ ชีวิตผู้พิการ ผู้ป่วย ฯลฯ เผยแพร่ทางโทรทัศน์ทั้งในเยอรมัน และต่างประเทศ กับการจัดงานสัมมนา ให้ความรู้กับนักเรียนนักศึกษา ทั้งที่พิการ และไม่พิการ เพื่อทำความเข้าใจถึง สิทธิ การใช้ชีวิต และปลูกฝังการอยู่ร่วมกัน ซึ่งในส่วนนี้ล่ะครับ ที่รวมถึงการจัดนิทรรศการ และเทศกาลหนังสั้นระหว่างประเทศ ภายใต้ความร่วมมือกับอีกหลายหน่วยงาน อย่างงาน Wie wir leben ด้วย

Wie wir leben จัดขึ้นก็เพื่อจุดประสงค์ในการส่งสารของผู้ป่วย และผู้พิการไปยังสังคมโดยอาศัยสื่อวัฒนธรรม ที่เสพง่าย และสร้างสรรค์ อย่างภาพยนตร์เป็นตัวกลาง อย่างไรก็ตาม นับเป็นเรื่องน่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะไม่เพียงแต่ผู้เข้าชม (และไม่เข้าชม) ภาพยนตร์ในงานนี้ เท่านั้น ที่มักเข้าใจ หรือจินตนาการ (เอาจากชื่อเทศกาล และหน่วยงานผู้จัด) ไปเองว่า หนังที่มาฉาย คงเป็นได้แค่หนังเศร้า เคล้าน้ำตา เต็มไปด้วยคนพิการที่น่าสงสาร ชวนให้สลดหดหู่ จนไม่น่าพิศมัย แต่ยังรวมถึง ผู้กำกับภาพยนตร์อีกจำนวนไม่น้อยด้วย ที่ส่งหนังมาประกวด ด้วยเหตุผลง่าย ๆ แค่ว่า "หนังของตัว มีประเด็นที่พูดถึงคนพิการ"

ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว เกณฑ์การคัดเลือกหนัง รวมทั้งหนังที่ส่งเข้ามาประกวดจำนวนมาก เป็นงานที่สามารถสะท้อนชีวิต และมุมมองที่หลากหลาย และแตกต่างต่อคนพิการ หรือผู้ป่วย ออกมาได้อย่างน่าสนใจภายใต้องค์ประกอบศิลป์ และเทคนิคการสร้างภาพยนตร์ ระดับมืออาชีพ ไม่แพ้งานเทศกาลหนังระหว่างประเทศอื่น ๆ เลยก็ว่าได้ (ที่บอกว่า ไม่แพ้งานเทศกาลอื่น ๆ นี่ผมถามมาจากผู้จัด รวมทั้งผู้กำกับภาพยนตร์นะครับ)

image

งานนี้ นอกจากจะมีจำนวนผู้สนใจ และคนเข้าชมจำนวนมาก (กว่าเมืองไทย ในงานทำนองเดียวกัน โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวกับการฉายหนังสั้น หรือหนังอาร์ท) แล้ว ทั้งสถานที่ การติดต่อประสานงานกับผู้กำกับ โบรชัวร์ และการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ก็ทำได้ดีอย่างน่าทึ่ง จนออกจะน่าอิจฉา (อันนี้ ผู้กำกับ ศิวโรจณ์ กระซิบบอกพวกผมทั้งน้ำตา..^o^)

และจากการได้มาคลุกคลีตีโมงในงานนี้ (อย่างน้อย ๆ ก็สามวันล่ะ) ทำให้พวกผม รวมทั้งตัวผู้กำกับไทยเอง พบว่า สายตาแห่งความสงสาร และเห็นใจ ที่เราใช้มองผู้พิการมาโดยตลอด เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง หรืออย่างน้อยก็ไม่ถูกทั้งหมดสำหรับผู้พิการในประเทศตะวันตก

นอกจากข้อมูลจากผู้จัดงาน และการพูดคุยกับผู้เกี่ยวข้องแล้ว ภาพยนตร์หลายต่อหลายเรื่องในงานนี้ชี้ให้เราเห็นว่า ผู้พิการ คือ คนปกติ ที่อยากมีชีวิตปกติในสังคม ไม่ได้ปรารถนาความสงสาร การบริจาค หรือ การปฏิบัติที่แตกต่างออกไป นอกเหนือจากการปฏิบัติเท่าที่จำเป็นตามสภาพร่างกาย หรือ ความพิการ เท่านั้น เขาเหล่านั้น มีเงิน มีงาน และช่วยเหลือตนเองได้ตามควรแก่อัตภาพ

"The Kids are all right" เป็นหนังสารคดีสัญชาติอเมริกัน ที่ผ่านรอบคัดเลือกเข้ามาเหมือนกัน ผู้กำกับเป็น คนพิการนั่งรถเข็น นำเสนอเรื่องนี้ได้ชัดที่สุด เพราะในหนังนำเสนอ เหตุการณ์ผู้พิการในอเมริการวมตัวกันประท้วง รายการทีวีรับบริจาคเงินช่วยเหลือผู้พิการรายการหนึ่ง ด้วยสาเหตุที่ว่า รายการนั้น ทำเหมือนกับพวกเขาเป็นพวกอนาถา ไม่มีปัญญาใช้ชีวิต และนั่นเป็นการช่วยเหลือที่ผิดวิธี หากผู้คนในสังคม อยากช่วยเหลือพวกเขาจริง ๆ สิ่งที่ต้องทำคือ การให้โอกาศที่เท่าเทียม ยอมรับความสามารถของคนพิการ ฯลฯ

หนังรางวัล

image

หนังส่วนใหญ่ (70% ของหนังทั้งหมด) ที่ผ่านรอบคัดเลือกเข้ามา เป็น ภาพยนตร์สารคดี (Dokumentary Film) ครับ เกี่ยวกับชีวิตผู้พิการ หรือผู้ป่วย ก็ว่าไป หลายเรื่องมีมุมมองใหม่ที่น่าสนใจดี แต่จุดด้อย ก็คือ ด้วยความที่มันมีเยอะ ประกอบกับวิธีการนำเสนอก็ครือ ๆ กันไปหมด บางทีก็ตรงไปตรงมา หรือยืดเยื้อเกินไป จนออกจะน่าเบื่อ ไม่ปล่อยให้คนดูได้คิดเองบ้าง หนังรูปแบบนี้เลยไม่โดดเด่น หรือมีความแตกต่างพอที่จะเตะตากรรมการ

ผมเองก็ดูกันจนเหนื่อยหลับ ๆ ตื่น ๆ ที่สุดไม่นึกแปลกใจเลย เมื่อประกาศผลรางวัลออกมา ปรากฎว่า ภาพยนตร์แต่ง (Motion Picture) กลับคว้าทั้งสามรางวัลไป แม้จะเหลือรอดเข้ามาน้อยกว่ามากก็ตามที

รางวัลที่สาม สัญชาติสเปน ครับ ชื่อเรื่อง "Contracuerpo" (The body against) เรื่องนี้ นอกจากนักแสดงจะยอดเยี่ยม เทคนิคการถ่ายทำดีแล้ว ยังนำเสนอแง่คิดเรื่อง "รูปร่าง" กับ "หญิงสาว" ไว้อย่างเจ็บปวด ต้องยอมรับว่า ครั้งแรกผมไม่สามารถเข้าใจเรื่องได้ทั้งหมด เพราะหนังเล่นกับสัญลักษณ์มาก ต้องกลับมาอ่านโบรชัวร์ประกอบอีกรอบ เลยพึ่งกระจ่าง

แท้จริงแล้วมันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ สาวคนหนึ่งที่ถูกรูปร่าง และความอยากสวยของเธอเองตามหลอกหลอน เธอโหมลดน้ำหนัก ต้องทนทุกข์ทรมาน จนป่วยเป็นโรคที่ร่างกายต่อต้านไม่รับอาหาร และสุดท้ายก็ต้องตายก่อนวัยอันควร หนังเอา "หุ่นผู้หญิงสำหรับโชว์ในตู้กระจก" มาเล่น ด้วยคำถามว่า จะเกิดอะไรขึ้นถ้ารูปร่างของเธอเหมือนกับหุ่นในตู้กระจก ซึ่งพวกเราจะได้คำตอบ จากการพยายามทำลายตัวเอง โดยหญิงสาวคนหนึ่ง (ที่อาจเป็นตัวแทนของหญิงสาวอีกหลาย ๆ คน) ในหนังสั้นเรื่องนี้image

รางวัลที่สอง ตกเป็นของผู้กำกับชาวอิหร่าน ในชื่อหนัง "Jaei Denj Baraye Mahiha" (A Cozy place for the fish) เป็นเรื่องราวของ คู่สามีภรรยาคนแคระ ที่ตัดสินใจมีลูก หลังจากคิดทบทวนเรื่องนี้มานานกว่า 10 ปี ด้วยทั้งคู่กังวลว่าลูกที่ออกมาจะเป็นอย่างพวกเขา แล้วจะไม่มีความสุข อย่างไรก็ตามทั้งคู่ก็ตัดสินใจว่าจะมีลูก หนังแสดงถึงความกังวล ผสมความทุ่มเท ฟูมฟัก และความตื่นเต้นที่จะได้เห็นหน้าลูก แต่ด้วยสาเหตุที่ภรรยามีอายุมากแล้ว สุดท้ายพวกเขาสูญเสียลูกไป เพราะเธอหกล้มและแท้ง ลูกที่ใกล้คลอดของพวกเขาตัวเล็กมากจริง ๆ และถูกนำไปดองไว้ให้แพทย์และพยาบาลศึกษาในความผิดปกติ สุดท้ายสามี (เขาทำงานเป็นพนักงานในโรงพยาบาล) ตัดสินใจขโมยโหลนั้น ไปโยนทิ้งในบ่อน้ำให้เป็นอาหารของปลา อย่างปวดร้าว

หนังนำเสนอเรื่องราวแบบตรงไปตรงมา ด้วยท่าทีที่จริงใจ เหมือนตัวผู้กำกับชาวอิหร่าน Naser Zamiri เปี๊ยบเลยครับ ก็คนที่ยืนทำท่าทางราวกับนัดกันมา กับผู้กำกับกานต์ นั่นแหละ :)

รางวัลที่หนึ่ง

จริงแล้ว ผมมีเรื่องราวมากมายมาเล่าประกอบด้วย แต่อยากให้ลองดูหนังให้จบก่อนน่ะครับ

ขอบคุณ ศิวโรจณ์ คงสกุล

ที่มอบหนังเรื่องนี้ และอนุญาตให้พวกผมนำเผยแพร่ในบล็อก

ศิวโรจณ์ คงสกุล เป็นผู้กำกับหนุ่มไฟแรง หลังจากสำเร็จการศึกษาจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ สาขานิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ก็หันมาสนใจการทำหนัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนังสั้น นอกจากการเป็นผู้กำกับแล้ว เขายังเคยทำงานเป็นตากล้อง ผู้ช่วยผู้กำกับ และนอกจากหนังสั้น "เหมือนเคย" หรือ Always นี่แล้ว ศิวโรจณ์ ยังเป็นหนึ่งในผู้กำกับร่วมสมัย 9 คน ที่ได้รับเลือกให้สร้างภาพยนตร์สั้น เฉลิมพระเกียรติ “แด่พระผู้ทรงธรรม” ในวาระที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 80 พรรษา ในวันที่ 5 ธ.ค. 2550 นี้ด้วย โดยภาพยนตร์ภายใต้การกำกับของเขา คือ "เสียงเงียบ" ส่วนภาพยนตร์สั้นเรื่องอื่น ๆ ที่เขาเคยสร้าง หรือ ร่วมสร้าง ก็อาทิ “ซัคเซนเซ”, “ดินเนอร์” หรือ "เกรซแลนด์"

image

กล่าวได้ว่า เขาเป็นคนในแวดวงหนังอิสระเมืองไทยก็ว่าได้ เขาเคยร่วมงานกับ อภิชาติพงษ์ วีระเศรษฐกุล, อาทิตย์ อัสสรัตน์ เป็นผู้ช่วยผู้กำกับให้ อโนชา สุวิชากรพงศ์ ในหนังสั้นเรื่อง “เกรซแลนด์”และ ทีฆะเดช วัชระธานินท์ เขาเคยเป็นตากล้องให้ “เด็กชายแฮมเบอร์เกอร์” ของ ศิวดล ระถี เคยทำงานด้านโฆษณา เป็นผู้ช่วยผู้กำกับให้ บริษัท ฟิล์มแฟคตอรี่ ก่อนจะลาออก ปัจจุบันทำงานอยู่กับบริษัท อีเล็กทริคอิลล์ บริษัทโปรดักชั่นเฮาส์ ของอโนชา ที่กำลังจะเปิดหนังยาวเรื่อง “เจ้านกกระจอก” ในเร็ววัน

"เหมือนเคย" เคยได้รับรางวัลมาแล้วหลายรางวัล จากงานเทศกาลภาพยนตร์สั้นประเทศไทย ครั้งที่ 11 ประจำปี 2550 และยังได้รับการคัดเลือกให้ฉายแสดงในงาน "อัลไซเมอร์โลก" และเทศกาลหนังปูซาน ด้วย สำหรับงานเทศกาลภาพยนตร์สั้น The Way We Live ณ ประเทศเยอรมนีนี้ นอกจากจะฉายในรอบปกติของงานแล้ว ยังถูกคัดเลือกให้ฉายในรอบพิเศษสำหรับเยาวชน ด้วย

แรงบันดาลใจในการทำหนังสั้นเรื่อง เหมือนเคย คือ ภาพประทับใจในวัยเด็กของเขาเองที่มีต่อตาและยาย และด้วยความที่เขาอยากทำ "หนังรัก" สักเรื่อง แต่ไม่อยากทำหนังรักวัยรุ่น สุดท้ายเลยทำเป็นหนังรักคนสูงวัย เสียเลย แต่เมื่อได้ยินว่า มีรายการประกวดหนังอัลไซเมอร์ เขาจึงปรับเปลี่ยนบทอีกนิดหน่อยเพื่อส่งเข้าประกวด

เหมือนเคย เป็นเรื่องราวความรัก ความผูกพันของคู่สามีภรรยาชรา ที่แม้ภรรยาจะป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ จนจำชื่อลูกไม่ได้ แต่ความรักของทั้งคู่กลับยังคงดำรงอยู่ไม่จืดจาง ...เท่าที่พวกผมดู และพยายามตีความ เราพบว่า ผู้กำกับกานต์ ซ่อนรายละเอียดที่เขาอยากนำเสนอไว้ในทุก ๆ ฉาก ทุกสิ่งที่ได้เห็นในหนังล้วนแล้วแต่มีที่มาที่ไป และมีความหมาย ซึ่งเชื่อมโยงสัมพันธ์กับโครงเรื่องหลัก หรือแม้แต่กับเพลงประกอบ หลักการทำภาพยนตร์หลักหนึ่ง ที่กานต์เล่าให้ฟัง และพวกผมชื่นชอบมาก คือ "ทุก ๆ ฉากที่เปลี่ยน จะต้องมีการเล่าเรื่องใหม่"

สำหรับประวัติการทำงานโดยละเอียด รวมทั้งบทสัมภาษณ์เกี่ยวกับการกำกับ อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่ ศิวโรจณ์ คงสกุล ผู้กำกับหนังสั้น เหมือนเคย

image

ที่อื่น ๆ พวกผมก็ไม่อาจทราบ แต่สำหรับในงานเทศกาลนี้ ต้องบอกครับว่า หนังสั้นของกานต์ โดดเด่นกว่าหนังสัญชาติอื่น ๆ มาก วันแรก หลังจากดูหนังจบไปเจ็ดแปดเรื่อง ผู้ชมจำนวนหนึ่ง เข้ามาแสดงความชื่นชมเขา และสิ่งที่อยู่ในหนัง

เรื่องหนึ่งที่พวกผมเคยคิดถึงเหมือนกัน แต่ไม่คิดว่าจะได้ยินจากปากคนตะวันตกจริง ๆ ก็คือ เขาเหล่านั้นชื่นชม "เหมือนเคย" ที่ความอบอุ่น และการเล่นกับ "ความรู้สึก" หญิงเยอรมันคนหนึ่งกล่าวว่า เหมือนเคย แตกต่างจากเรื่องอื่นในแง่นี้ เพราะในขณะที่หนังเรื่องอื่น ๆ นำเสนอ การดูแล การอยู่ร่วม และภาพคนพิการได้แค่ "ร่างกาย" หรือไม่ก็ "คำพูด" แต่ เหมือนเคยแสดงสิ่งเหล่านี้ ด้วย "จิตใจ และอารมณ์ความรู้สึก" โดยไม่ต้องการคำพูด

คนตะวันตกเองก็เคยมีเรื่องราวแห่งความรู้สึก ครับ แต่ปัจจุบันนี้ พวกเขาลืมเลือน ไม่ค่อยมีเวลาได้คิดถึงมัน แต่ในบางครั้งความเย็นชา (เกินไป) ของผู้คน กลับทำให้หลายคนเริ่มคิดถึง จนถึงกับโหยหา หญิงชายคู่หนึ่งเดินเข้ามาขอบคุณกานต์ ที่สร้างหนังสั้นเรื่องนี้มาให้พวกเขาดู !

สำหรับสาเหตุที่ คณะกรรมการตัดสินให้ "เหมือนเคย" ได้รับรางวัลชนะเลิศนั้น ก็ด้วยเหตุผลที่ว่าไปนั่นแหละ (แสดงไว้ในใบประกาศด้วย) คือ เป็นภาพยนตร์ที่สามารถสะท้อนภาพแห่งความรัก การดูแลเอาใจใส่กัน ออกมาได้อย่างอบอุ่น เรียบง่าย โดยอาศัยแค่เพียงภาพ และการแสดงออกผ่านสายตาและการกระทำ ซึ่งเหล่านี้ถือเป็น ภาษาสากล ที่ทุกคนสามารถเข้าใจ และเข้าถึงได้ นอกจากนี้ ด้วยเทคนิคการถ่ายทำ มุมกล้อง การตัดต่อ บทบาทตัวแสดง ระดับมืออาชีพ ประกอบกับการเล่าเรื่องอย่างเนิบช้า ก็ส่งผลให้ภาพยนตร์สั้นไทยเรื่องนี้ อบอุ่น งดงาม ละเมียดละไม และโดดเด่นมาก จนต้องยกรางวัลให้

แล้วคุณผู้อ่านดูหนังของเขาแล้ว คิดว่าไง ? คุยกันนะครับ

image

ปล. 1 ลืมเล่าไป สาเหตุที่พวกเราชาว BioLawCom เข้าไปมีเอี่ยวกับเขาด้วย ก็เพราะทีมผู้จัดงานเคยรู้จักกับชาวเยอรมันคนหนึ่ง ที่รู้จักคนไทย แล้วอยากได้ล่าม สุดท้าย นายโบว์ก็ไปเป็นล่าม ผมก็ไปเป็นตากล้อง แล้วเฮียชาแกก็ช่วยติดต่อประสานงานให้ แต่น่าเสียดายว่า นอกจากพวกเราแล้ว ก็ไม่เห็นกะเหรี่ยงที่ไหนอีกเลย (ฮา)

ปล. 2 ดูภาพบรรยากาศเพิ่มเติม ได้ที่ Short Filmfestival in Munich

ปล. 3 นอกจากบทสนทนาในเชิงนึกอิจฉา วงการภาพยนตร์ การสนับสนุนโดยรัฐ และความเจริญรุ่งเรืองของสื่อวัฒนธรรม ของเยอรมันชนแล้ว เรายังได้ร่วมถกประเด็นกันอย่างหัวเสีย ถึงสถานการณ์ "เซ็นเซอร์ภาพยนตร์" ในเมืองไทยจนดึกจนดื่นอีกด้วย :D

11 Nov 07 | by | tags บันเทิง เกร็ดชีวิต เยอรมัน เหมือนเคย ภาพยนตร์สั้น เทศกาลหนัง คนพิการ ประเทศเยอรมนี

read 3313

<<ทะเบียนไทย ๆ ในเยอรมัน ๆ || เล่าเรื่องหมู ๆ>>

มัทนา

ขอบคุณมากๆที่เขียนเรื่องนี้ ขออนุญาตนำไปบอกต่อค่ะ

ดูแล้วนึกชื่นชมทั้งคนทำหนังและนักแสดงค่ะ คิดในใจว่า ไป cast มาจากไหน เก่งจริงๆ

เป็นหนังที่จะช่วยทำให้คนเข้าใจความรักแท้ได้ดีมากๆ

คนที่ดูเรื่องนี้โดยมากอาจ"เศร้า"

แต่ส่วนตัวเห็นว่า มันสื่อถึง ความสุข ความโชคดี (ที่เจอคนที่รักกัน) และ ความเข้าใจในภาวะสมองเสื่อมว่าเราอยู่กับมันได้

สำหรับคนที่ได้เห็นความเป็นจริง(อันยากที่จะทำใจ)ของกลุ่มอาการโรคสมองเสื่อมเป็นประจำแล้ว

เรื่องราวที่นำมาสื่อยังอยู่ในระดับที่ธรรมดามากๆค่ะ เรื่องเศร้ากว่านี้มีอีกมากนัก หนังไม่บีบคั้นหัวใจเท่าไหร่ค่ะ

ซึ่งจริงๆก็กลับกลายเป็นข้อดีของหนังไปอีกแบบค่ะ ไม่ใช่ข้อเสีย

คือดูแล้วไม่ได้รู้สึกว่าคนทำกำลัง "พยายามมากเกินไป"

หนังดูเป็นธรรมดาธรรมชาติดีค่ะ

ถ้ายังได้คุยกับคุณ ศิวโรจณ์ ก็ฝากความชื่นชมไปด้วยนะคะ

การที่จะรู้ว่าเราดูหนังแล้วชอบไม่ชอบ criteria อย่างนึงคือดูตัวเองว่าหนังจบแล้วอ่าน credit รึเปล่า

เรื่องนี่อ่าน credit แล้วยังย้อน rewind กลับไปเพื่อดูรายชื่อนักแสดงด้วยค่ะ

19 Nov 07

เชกูวารา

จริง ๆ ตอนนี้พวกผมก็ยังติดต่อกับคุณกานต์อยู่ครับ :) คอยส่งข่าวไปด้วยว่า ที่บล็อกนี่มีคนดูชอบหนังเขาอยู่ด้วยจำนวนหนึ่ง  สำหรับเรื่องนี้ จากที่คุยกัน ผู้กำกับเองเค้าก็ตั้งใจให้เป็น หนังรัก (ระหว่างคนชรา) มากกว่า หนังเศร้า อย่างที่คุณมัทนากล่าว

อีกอย่าง คือ เขาเองไม่อยากสร้างหนังที่เกี่ยวกับคนที่เป็นโรค หรือ คนพิการ แบบหยิบเอาความลำบาก ความน่าสงสาร มาโชว์เพื่อสร้างความสลดหดหู่ ขึ้นไปอีก  เพราะ เรื่องแบบนี้ คนปกติเองก็น่าจะรับรู้ได้อยู่แล้ว หรือพูดง่าย ๆ ว่า โลกจริง ๆ มันเศร้าพออยู่แล้ว จึงตั้งใจนำเสนอภาพอีกด้านหนึ่ง ที่เกี่ยวพันกับความรัก และความดูแลเอาใจใส่ของอีกฝ่ายออกมาแทน ซึ่งตรงนี้เองอาจเป็นอีกจุดหนึ่งครับ ที่ทำให้หนังดูแตกต่างไปจากหนังอีกหลาย ๆ เรื่องที่ฉายในงาน

จะว่าไป (ขอเล่าเพิ่ม) เพราะในงานมีหนังจากอังกฤษอยู่สองสามเรื่องเหมือนกัน ที่เทคนิค วิธีการถ่ายทำ รวมทั้งนักแสดงดูมืออาชีพ และสร้างได้ดีมาก แต่สิ่งที่นำเสนอ จะออกมาคล้าย ๆ หรือ เหมือนกับเรื่องอื่น ๆ คือ นำเสนอความน่าสงสาร ความโดดเดี่ยว หรือไม่ก็การไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้  เพื่อดึงเรื่องว่า  ต้องมีคนคอยดูแล เอาใจใส่  จนที่สุดดูไปดูมา ธีมหนังเลยดีดกลับไปโฟกัส และจดจ่ออยู่กับ "คนปกติ" หรือ "คนดูแล" มากกว่า คนพิการ หรือเป็นโรค...ตอนแรก พวกผมเองยังเสียดายว่า ทำไมหนังค่ายอังกฤษไม่ได้รางวัลเลย แต่พอมาคิดดู ก็เป็นไปได้เหมือนกันว่าจะเกิดจากประเด็นพวกนี้

19 Nov 07

คนผ่านมา

ล้ายๆ้เรื่อง The Notebook ของ Nicholas Sparks มากๆ

แต่แบบตัดตอนเรื่อง The Notebook มาช่วงนึงมาทำหนัง

21 Nov 07

คนผ่านมา

คล้ายๆ ไม่ใช่ ล้ายๆ  พิมท์ตกตะกี้

ลืมบอกว่า ฝากถามคุณ ศิวโรจณ์ คงสกุล หน่อยสิคะว่าได้ไอเดียมาจากหนังสือ The Notebook หรือเปล่า

21 Nov 07

WSA

เป็นหนังสั้นที่บรรยายความรู้สึกได้ดีมากๆเลยค่ะ ซึ้งมากๆ น้ำตาซึมเลย เป็นความรักที่ยั่งยืนและมั่นคงมากๆ

28 Nov 07

ความคิดเห็น (click here to comment)

Search

Navigation

ความเคลื่อนไหว

รวมลิงก์น่าสนใจ

Login

name password

ลืมรหัสผ่าน