ComBioLaw.De » Blog » กฏหมาย » เยอรมันสอดแนม

เยอรมันสอดแนม

imageแรกเลย ผมตั้งใจจะรอ คำพิพากษาจากศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันก่อน แล้วค่อยเอามาเขียนเล่าทีเดียว แต่คิดว่าเรื่องนี้คงอีกนานกว่าจะตัดสิน ประกอบกับคุย ๆ กันว่า Law หายหน้าไปจาก BioLawCom นานมากแล้ว (มิพักต้องพูดถึง Bio ฮ่า ฮ่า แซว แซว) อีกทั้งกลัวว่า บล็อกจะกลายเป็น บล็อกแนวบันเทิงเชิงท่องเที่ยวไปเสียฉิบ เลยเอามาเขียนซะหน่อยก่อน :D

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2007 รัฐสภาเยอรมันผ่าน กฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายต่าง ๆ เพื่อควบคุมตรวจสอบการติดต่อสื่อสาร และเป็นประโยชน์ต่อการสอบสวนความผิด มาฉบับหนึ่งครับ ท่ามกลางเสียงประท้วงจากคนเยอรมันนับพันนับหมื่นคน เพราะในกฎหมายฉบับดังกล่าว มีบทบัญญัติใหม่ ที่กระทบสิทธิพวกเขาอย่างมากบรรจุอยู่ด้วย

"Vorratsdatenspeicherung” (Data-Retention) เป็นคำเรียกรวม ๆ ที่หมายถึง การกำหนดหน้าที่ให้ผู้ให้บริการการโทรคมนาคม ต้องเก็บสำรอง "ข้อมูลจราจรทางการติดต่อสื่อสาร" (Traffic Data) ของประชาชนผู้ใช้บริการ ทุกคนเอาไว้เป็นระยะเวลา 6 เดือน ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการสอบสวนการกระทำความผิด ...ก็คือข้อกำหนดเจ้าปัญหาที่ว่่า

อ่านแล้ว หลายคนคุ้น ๆ เพราะมันเหมือนกับกรณี พระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ ฯ 2550 กับ ประกาศทีว่าด้วยการจัดเก็บ Logfile ที่ ICT ประกาศใช้ที่เมืองไทยไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา... นั่นแหละครับ คือประเด็นที่อยากจะเล่าเปรียบ เพราะในความเหมือนนั้นมีความต่างแสดงตัวอยู่ สิ่งที่เหมือน คือ...

กฏหมาย กฏหมาย

เชกูวารา เชกูวารา

มีการออกกฎหมาย กับมีแนวโน้มแห่งการละเมิดสิทธิประชาชน ด้วยการคอยจับตาตรวจสอบกิจกรรม และพฤติกรรมของประชาชน (ผู้ยังบริสุทธิ์อยู่) ในทุกฝีก้าวจากรัฐ แต่สิ่งที่ต่างกัน คือ ปฏิกิริยาของผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากกฎหมายลักษณะนี้ และการแสดงพลังเพื่อกดดันรัฐให้เคารพสิทธิของตัวเอง (อ้อ..และไม่ขอลงลึกซึ้ง ขนาดเปรียบเทียบเป็นรายมาตรานะครับ เอาแค่หลัก ๆ พอ)

image

"Vorratsdatenspeicherung" ถูกสร้างออกมาเป็นสองมาตราหลัก ๆ คือ 113a ว่าด้วยหน้าที่ในการเก็บบันทึกข้อมูล และข้อมูลที่ต้องเก็บ กับ 113b การใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่ถูกบันทึกนั้น เพิ่มเติมลงใน กฎหมายโทรคมนาคม [Telekommunikationgesetz (TKG)] ที่เยอรมันมีใช้อยู่ก่อน และบทบัญญัตินี้ (รวมทั้งบทแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายอื่น ๆ) ก็มีผลใช้บังคับกับประชาชนไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2008 ที่ผ่านมา (เว้นไว้ก็แต่ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต เท่านั้น ที่กฎหมายจะมีผลในต้นปี 2009 เพื่อให้เวลาในการเตรียมการ)

ประเภทข้อมูลจราจร ที่ต้องจัดเก็บตามบทบัญญัติดังกล่าว ก็อาทิ เลขหมายโทรศัพท์ทุกประเภทไม่่ว่าจะเป็นโทรศัพท์บ้าน หรือเคลื่อนที่ ที่มีการเรียกเข้า - เรียกออก, เวลาเริ่มต้นและจบการติดต่อ, วัน เวลา รวมทั้งสถานที่ที่ใช้เครื่อง ในกรณีที่เป็นโทรศัพท์ที่ใช้ผ่านอินเทอร์เน็ต ก็ต้องเก็บหมายเลขเครื่อง (IP-Adresse) นอกจากนี้ ก็ยังรวมถึงข้อมูลจราจรในการ "ส่งข้อความ" (SMS), การรับ-ส่ง "อีเมล" และการ "ใช้บริการอินเทอร์เน็ต" ประเภทต่าง ๆ ด้วย

นอกจากเหตุผลที่ว่า เยอรมันจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายภายในให้สอดคล้องกับ แนวนโยบายแห่งสหภาพยุโรป Vorratsdatenspeicherung - EG-Richtlinie 2006/24/EG (ซึ่งเกิดขึ้น ด้วยสาเหตุหลัก คือเพื่อป้องกันการก่อการร้าย อันมีสหรัฐอเมริกาหนุนหลัง โดยอาศัย 9/11 กับเหตุระเบิดที่กรุงมาดริด ประเทศสเปน) แล้ว รัฐให้เหตุผลประกอบข้อกำหนดนี้ว่า การเก็บสำรองข้อมูลดังกล่าวของประชาชนไว้ ก็เพื่อที่จะรู้ได้ว่าใครติดต่อกับใคร ซึ่งจะทำให้การสอบสวนความผิด และการสืบหาตัวผู้กระทำผิดง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะเป็นประโยชน์มากต่อการป้องกัน "การก่อการร้าย"

โชคไม่ดีนัก เพราะคนเยอรมันยังไม่ได้ถูกทำให้กลัว "ยักษ์ผู้ก่อการร้าย" จนขึ้นสมองเหมือนคนอเมริกัน อีกทั้งยังรู้จักพิษสงของ "ยักษ์แฝง ๆ ในคราบรัฐบาล" ที่คอยสอดแนมพฤติกรรมประชาชน ดี เลยพากันออกมาประท้วงกฎหมายนี้อย่างรุนแรง ด้วยเหตุผลว่า การที่รัฐหว่านแห และกำหนดให้จัดเก็บข้อมูลลักษณะนี้ของประชาชนทุกคน โดยไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับการตกเป็นผู้ต้องสงสัย ในการกระทำ ความผิดอาญาใด ๆ ก่อนเลย ถือเป็นเรื่องน่ากลัวยิ่ง

image

หรือว่า เยอรมันอยากเป็น "พี่เบิ้ม" (Big Brother) ตามก้นอเมริกา (ยังไม่รู้จัก โครงการ Echelon ที่สหรัฐจับมือกับ 4 ประเทศคอยสอดแนมประชาชน และประเทศอื่น ๆ เข้าไปดูที่นี่)

(← แปล : "แกอาจเป็นผู้ก่อการร้ายก็ได้นี่ ! ดังนั้น จงส่งข้อมูลของแกมาซะดี ๆ")

แม้กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้อนุญาตให้จัดเก็บ "ข้อมูลที่เป็นเนื้อหาของการติดต่อสื่อสาร" แต่การจัดเก็บสำรองข้อมูลที่ใช้สืบสาว หรือรู้ได้ว่า ใครติดต่อทำอะไรกับใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ โดยไร้ข้อหา เป็นสิ่งที่ไม่อาจยอมรับได้

ภายใต้ข้อกำหนดนี้ เสรีภาพในการติตต่อสื่อสาร และพื้นที่ความเป็นส่วนตัวจะถูกล่วงละเมิด, การติดต่อสื่อสารที่ควรเป็นความลับในขอบเขตอาชีพต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การติดต่อปรึกษาปัญหาทางการแพทย์, กฎหมาย, ศาสนา, ข่าวสาร รวมทั้งเสรีภาพในกิจกรรมทางการเมืองอาจถูกทำลายลง เพราะถูกรัฐสอดแนม กล่าวให้ถึงที่สุด ก็คือ "เสรีภาพในทางสังคม" จะได้รับความเสียหาย ก่อให้เกิดความหวาดระแวง หรือกลัวว่าข้อมูลเหล่านั้นจะถูกนำไปใช้ในทางมิชอบ หรือทางอื่นใด นอกเหนือจากการสืบสวนดำเนินคดี ส่งผลให้ความเชื่อมั่นในการติดต่อสื่อสารระหว่างกันของประชาชนลดน้อยลง และส่งต่อไปยังพัฒนาการทางเทคโนโลยีสารสนเทศ

ในขณะมีงานวิจัยศึกษาพบว่า Vorratsdatenspeicherung ไม่สามารถป้องกันการก่อการร้าย และ อาชญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ได้ รวมทั้งไม่ได้ทำให้ประสิทธิภาพในสืบสวนโดยเจ้าหน้าที่ ดีขึ้น หรือแตกต่างไปจาก การสืบสวนโดยอาศัยข้อมูลที่ได้จากการร้องขอจากผู้ให้บริการฯ ที่จัดเก็บตามปกติธรรมดา (ไม่ได้เก็บสำรองล่วงหน้าก่อนเกิดเหตุ) เลย

ในแง่มุมของกฎหมาย Vorratsdatenspeicherung น่าจะขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญเยอรมันเอง ในส่วนที่ว่าด้วยสิทธิส่วนบุคคล, เสรีภาพในการติดต่อสื่อสาร, สิทธิในการกำหนดวิถีแห่งข้อมูลของตัวเอง (Die informationelle Selbstbestimmung เป็นสิทธิที่ไม่ได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเยอรมัน แต่ถูกกล่าวถึงและได้รับการยอมรับให้เป็นหลักพื้นฐานของการคุ้มครองข้อมูลข่าวสาร โดยศาลรัฐธรรนูญเยอรมัน ตั้งแต่ปี 1983) นอกจากนี้ยังน่าจะขัดกับ สนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนยุโรป (The European Convention on Human Rights) ที่ว่าด้วย การคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล และคุ้มครองความลับในการติดต่อสื่อสาร (Art. 8) อีกด้วย

ในด้านเศรษฐกิจ Vorratsdatenspeicherung ก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมากแก่ผู้ให้บริการการสื่อสารที่ต้องมีหน้าที่ตามกฎหมาย ซึ่งย่อมส่งผลต่อการเรียกเก็บค่าบริการ กระทบต่อผู้ใช้บริการ และเศรษฐกิจโดยรวม นั่นยังไม่ได้กล่าวด้วยว่า ข้อมูลที่สามารถสืบเสาะตัวตน รวมทั้งพฤติกรรมในการใช้อินเทอร์เน็ต เป็นข้อมูลที่มีค่าทางการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอาจเกิดปัญหาเรื่องการส่งมอบ หรือจำหน่ายโดยไม่ได้รับความยินยอม ก่อให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของข้อมูล

นอกจากนี้ Vorratsdatenspeicherung ยังก่อลักษณะแห่ง "การเลือกปฏิบัติ" ทำให้เกิดความแตกต่างระหว่างผู้ใช้เครื่องมือติดต่อสื่อสารประเภท โทรศัพท์, โทรศัพท์มือถือ และอินเทอร์เน็ต กับการติดต่อสื่อสารในรูปแบบอื่น ๆ

image

(↑ แปล : "ข้อมูลของฉัน ย่อมเป็นของฉัน")

สำหรับเยอรมันแล้ว ควรต้องถือว่าการผ่านข้อกำหนดนี้ออกมาจนได้ เป็นเรื่องที่น่าตระหนกตกจิตมากทีเดียว เพราะก่อนหน้านี้ไม่นาน (27 มีนาคม 2007) ศาลชั้นต้นแห่งเมืองเบอร์ลิน พึ่งมีคำพิพากษาในคดีที่รัฐ (กระทรวงยุติธรรม) ถูกฟ้องจากประชาชนคนหนึ่ง เกี่ยวกับการเก็บสำรองข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตไว้ทำนองว่า การเก็บบันทึกข้อมูลส่วนตัว อันเกี่ยวกับการใช้อินเทอร์เน็ต ที่สามารถสืบค้นไปถึงตัวผู้ใช้ หรือข้อมูล รายละเอียดเกี่ยวกับพฤติกรรมการสืบค้น และใช้อินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีนี้คือ การเก็บบันทึกเลขหมาย IP ไว้ล่วงหน้า เป็นเรื่อง ต้องห้าม แม้จะเก็บไว้เพียงในระยะเวลาสั้น ๆ ก็ตามที การกระทำเช่นนั้นถือเป็นการขัดกับหลักเสรีภาพในข้อมูลสารสนเทศ และละเมิดพื้นที่ความเป็นส่วนตัว ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 1 และ 2 แห่งกฎหมายรัฐธรรมนูญ อนึ่ง แม้กระทรวงยุติธรรมยื่นอุทธรณ์ต่อไปยังศาลแห่งมลรัฐเบอร์ลิน แต่เป็นที่น่าเสียดาย เนื่องจากการยื่นอุทธรณ์ครั้งนั้นทางกระทรวงยุติธรรมต้องการเพียงคำยืนยันจากศาลว่า การจัดเก็บ Logdaten อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ IP-Adresse ยังทำได้อยู่ใช่หรือไม่ เรื่องนี้ทำให้ศาลแห่งมลรัฐ ไม่ได้พิจารณาในประเด็นห้ามบันทึกข้อมูลที่ระบุตัวตนอีก

บรรดานักกฎหมายด้านนี้ ต่างก็ออกมาเตือนรัฐบาลตั้งแต่ปี 2006 อันเป็นปีที่สหภาพยุโรปผ่านนโยบาย 2006/24 ออกมา และเยอรมันในฐานะประเทศสมาชิก ก็มีหน้าที่ต้องทำกฎหมายภายในให้สอดคล้องกับนโยบายดังกล่าว ว่าข้อกำหนดให้เก็บสำรองข้อมูล เพื่อระบุตัวตนของประชาชนแบบไม่เลือกหน้าแบบนี้ จะก่อให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ และก็น่าจะขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญเยอรมันด้วย นอกจากนี้ บรรดากลุ่มอาชีพ กลุ่มคุ้มครองข้อมูล รวมทั้งองค์กรทางเศรษฐกิจต่าง ๆ กว่า 40 องค์กร ยังเคยแนะนำรัฐว่า ให้ชะลอ กฎหมายตัวนี้ไว้ก่อน อย่างน้อย ๆ ก็รอจนกว่า ศาลสหภาพยุโรป จะมีคำตัดสินในประเด็นนี้แล้ว (ปี 2006 Irland ยื่นฟ้องศาลสหภาพยุโรป เพื่อให้พิจารณาสถานภาพ และการมีผลบังคับของ นโยบาย Vorratsdatenspeicherung 2006/24/EC ว่าน่าจะเป็นโมฆะ เนื่องจากขัดกับสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชน รวมทั้งขัดกับอำนาจของสหภาพ ฯ เอง)

แต่แล้ว กฎหมายตัวนี้ก็ออกมาใช้บังคับในเยอรมันจนได้ ...เรื่องก็เลยใหญ่โตจริง ๆ ตามคาด

เพราะหลังจากออกกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้มาได้ไม่นาน (เดือนพฤศจิกายน 2007) บทบัญญัติที่ว่าด้วย Vorratsdatenspeicherung รวมทั้งบทอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็ถูกร้องเรียนต่อ ศาลรัฐธรรมนูญแห่งเยอรมัน ที่เมือง Kalsruhe ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2007

ซึ่งสำนักข่าวต่าง ๆ ในเยอรมันพร้อมใจกันรายงานว่า ผู้ฟ้องร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ มีจำนวนมากที่สุดใน "ประวัติศาสตร์เยอรมัน" (Die Klage wäre damit die größte in der Geschichte der Bundesrepublik.) กล่าวคือ มีโจทก์ และโจทก์ร่วม กว่า 30,000 คน (ที่มีเอกสารเซ็นต์มอบอำนาจเป็นลายลักษณอักษรชัดเจน) พร้อมด้วย คำฟ้องอีกกว่า 150 หน้ากระดาษ ภายใต้ข้อกล่าวหาหลัก คือ Vorratsdatenspeicherung ขัดกับกฎหมายรัฐธรรมนูญ

image

โดยงานนี้ มี German Working Group on Data Retention เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการให้ข้อมูลกับประชาชน จัดสัมมนา รวบรวมรายชื่อ ล่าลายเซ็นต์มอบอำนาจจากผู้ไม่เห็นด้วย ติดต่อประสารงานกับนักวิชาการ และกลุ่มองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนและคุ้มครองข้อมูลข่าวสาร รวมทั้งทำโปสเตอร์รณรงค์ และจัดแคมเปญประท้วงในรูปแบบต่าง ๆ

ว่ากันว่า การยื่นฟ้องศาลรัฐธรรมนูญ ฯ ของคนเยอรมันในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การแสดงพลังมวลชน หรือเป็นแค่การร้องเพื่อรักษาสิทธิเสรีภาพของคนเยอรมันเท่านั้น แต่หมายรวมถึงคนในประเทศสมาชิกยุโรปอื่น ๆ ที่ก็กำลังทยอยออกกฎหมายภายในในลักษระเดียวกันนี้มาใช้ ด้วย สำหรับคำพิพากษานั้น คาดหมายกันว่าน่าจะออกมาได้ภายในปี 2008...

่อ่า...ก่อนหน้านี้ พวกผมมักชวนกันสนทนา (ด้วยน้ำเสียงแกมอิจฉา) ถึงคนยุโรป (โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนเยอรมัน) อยู่บ่อย ๆ ว่าแม้คนเยอรมันจำนวนไม่น้อย จะดูเพี๊ยน ๆ บ้าบอ ไร้สาระ ขาดความรับผิดชอบ (มากกว่าคนไทย..ฮ่า ฮ่า) อย่างไม่น่าเชื่อ แต่ก็น่าเชื่อเหลือเกินว่า ผู้คนที่นี่น่าจะกว่า 60 % รู้จักสิทธิ และหน้าที่ของตัวเอง รวมทั้งหมั่นตรวจสอบ และเรียกร้องให้รัฐต้องเคารพ ห้ามล่วงละเมิด และคอยคุ้มครองสิทธิเหล่านั้นของตนอยู่เสมอ

อนึ่ง เยอรมันไม่ได้ปกครองในระบอบประชาธิปไตยร้อยเปอร์เซ็นต์ (อย่างอเมริกา หรือ อย่างที่บ้านเราพยายามเรียกร้องกันอยู่) นะครับ เยอรมันเป็นประเทศ "สังคมนิยมประชาธิปไตย" กึ่ง ๆ "รัฐสวัสดิการ" แต่ดูเหมือนว่า สิทธิและเสรีภาพของพวกเขา จะได้รับการดูแล (หรือถูกเรียกร้องให้ต้องดูแล) มากกว่าประชาชนในประเทศที่อ้างว่าเป็น "ประชาธิปไตย" หลาย ๆ ประเทศเสียอีก

และประเด็นที่อยากชี้ ก็คือ ดูเหมือนว่า... สิทธิเสรีภาพในเรื่องต่าง ๆ ของประชาชน อันเป็น "ธงหลัก" ของประชาธิปไตยนั้น มันไม่ได้ถูกหยิบยื่นให้ง่าย ๆ จากรัฐบาล หรือสามารถลงหลักปักฐานในประเทศหนึ่ง ๆ โดยการสนับสนุนของชนชั้นปกครองได้ เพียงเพราะว่า ประเทศนั้น ๆ มีใบปะหน้าว่า Democracy, ผู้นำอ้างว่าตัวเป็นคนดี หรือเพียงเพราะมีกลุ่มคนนิยมเสรีคอยเรียกร้องสิทธินั้น ๆ อยู่ไม่กี่คน นะครับ

แต่มันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ "รู้จักสิทธิและหน้าที่ของตัวดีพอ" มีสติปัญญาคิดได้เองว่า สิทธิของตัวกำลังถูกละเมิดโดยกิจกรรม หรือการกระทำของรัฐอยู่หรือไม่ เท่านั้นยังไม่พอ เขาต้องพร้อมเสมอที่จะแสดงพลังบางอย่างอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อเรียกร้องสิทธิเหล่านั้น ตามวิถีที่ถูกต้องชอบธรรม ด้วย

ผมอ่านข่าวเรื่องนี้แล้ว พาให้นึกถึงกฎหมายเรื่องเดียวกันนี้ (รวมทั้งเรื่องอื่น ๆ ไม่เฉพาะกฎหมาย) ที่เมืองไทย...

ก็ใช่ว่า กฎหมายเหล่านั้นจะไม่กระทบสิทธิเสรีภาพหลาย ๆ ตัวของเรา, ใช่ว่าไม่มีใครรู้สึกเดือดร้อนกับบทบัญญัติเหล่านั้น จนถึงขั้นอยากให้ยกเลิก หรืออย่างน้อยก็ปรับปรุงแก้ไข, ใช่ว่าไม่มีคนจุดประกาย, ใช่ว่าเราไม่มีหัวเรี่ยวหัวแรงในการนำธงประท้วง (ถ้าไม่เชื่อ ลองเข้าไปดูองค์กรที่ทำงานคล้าย ๆ กับ German Working Group on Data Retention อย่าง Facthai หรือกลุ่ม NGO อื่น ๆ) แต่ทำไม พลังมวลชนของเราถึงยังไปได้ไม่ถึงไหน ?

ละไว้ซึ่งประเด็นว่า พลังนั้น "ถูกฆ่าตัดตอน" (ฮา) ...บางที ปัญหาส่วนหนึ่งอาจมาจากที่ว่า บ้านเรา มีคนประเภทที่ รู้สิทธิ รู้ว่าถูกละเมิดสิทธิ ไม่ยินยอมให้ละเมิดสิทธิ และไม่ยินดีกับการอยู่เฉย ๆ เพียงแค่หยิบมือเดียว ในขณะที่

- มีคนจำนวนไม่น้อย รู้สิทธิ รู้ว่าถูกละเมิดสิทธิ ใจจริงก็ไม่ได้อยากถูกละเมิดสิทธิ แต่ประเมินศักยภาพของตัวเองต่ำเสมอ จึงไม่อยากออกมาทำอะไร [มีข้อสังเกตด้วยว่า "เป้าหมาย" ของคนกลุ่มนี้ มักไม่ใช่การได้แสดงพลังเพื่อรักษาสิทธิ แต่คือ การต้องได้ "ผลลัพธ์" อย่างที่ตัวเองเรียกร้องต้องการเสมอ ผลก็คือ เรียกร้องไปก็เท่านั้น เขาไม่ให้หรอก ไม่มีอะไรดีขึ้น],

- มีคนจำนวนมาก รู้สิทธิ รู้ว่าถูกละเมิดสิทธิ แต่ก็ยังยินยอมให้ละเมิดสิทธิ  ด้วยหลากหลายสาเหตุ ระบุไม่ได้ [ถ้านึกตัวอย่างไม่ออก ก็ให้นึกถึงพวกตรรกขาวดำ ที่ชอบพูดหรือเขียนตามเว็บบอร์ดทำนองว่า "พวกที่ไม่ยอมเปิดเผยตัวตน หรือไม่ยอมให้รัฐจัดเก็บข้อมูล ก็คือ พวกที่จ้องจะทำผิด เท่านั้นแหละ" ...ผลก็คือ ไม่อาจคาดหวังพลังใด ๆ จากคนกลุ่มนี้ได้...และเป็นไปได้ด้วยว่า  เขาเหล่านั้นจะกลายเป็นแนวร่วมกับการละเมิดสิทธิเสียเอง],

- มีคนจำนวนหนึ่ง รู้สิทธิ แต่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังถูกละเมิดสิทธิ [เพราะยังไม่เจอจัง ๆ กับตัว ผลก็คือ เรียกร้องทำไม ธุระ(ยัง)ไม่ใช่ เผลอ ๆ ก็แอบด่าพวกที่เรียกร้องด้วยว่า ชอบทำตัววุ่นวาย],

- และ น่าจะคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำ ว่านั่นเป็น "สิทธิ" [ผลก็คือ zzzzzzzzzzzzzzz]

ก็ถ้าสถานการณ์ยังเป็นอยู่แบบนี้ เราจะเอาพลังที่ไหนไปต่อกรกับรัฐกันดี ?

ปล. เดี๋ยวคำพิพากษาออก จะเอามาเล่าต่อนะครับ :D

ที่มา และแหล่งข้อมูล :

http://www.vorratsdatenspeicherung.de,

http://www.daten-speicherung.de,

http://www.spiegel.de/netzwelt/web/0,1518,525970,00.html,

http://de.wikipedia.org/wiki/RichtlinieVorratsdatenspeicherung,

แหล่งภาพประกอบ : http://wiki.vorratsdatenspeicherung.de/Plakate

06 Feb 08 | by | tags กฏหมาย เกร็ดชีวิต เยอรมัน เก็บข้อมูลจราจร

read 1814

<<Tenerife วันที่ 3 || Tenerife วันที่ 4>>

เชกูวารา

เรื่องที่ผมว่าเกี่ยวกับบล็อกพอดี และผู้สนใจประเด็น ประชาชนเยอรมันกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง น่าจะลองอ่าน

"การพัฒนาพลเมือง เพื่อประชาธิปไตยที่ยั่งยืน : แลกเปลี่ยนประสบการณ์ไทย-เยอรมัน " (ประชาไท)

...ดร.อังเค่ย์ กล่าวต่อว่า การให้การศึกษาแก่พลเมืองเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการพัฒนาประชาธิปไตย เพื่อทำให้ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมทางการเมือง โอนถ่ายค่านิยมต่างๆ ให้ประชาชน ทำให้ประชาชนเชื่อว่าเขามีขีดความสามารถในทางการเมือง เปิดให้เขารู้ว่ามีแนวคิดทางการเมืองอะไรบ้างที่จะเลือกได้

ทั้งนี้ มูลนิธิที่ให้การศึกษาทางการเมือง มี 6 แห่งด้วยกัน เพื่อให้เป็นการเมืองแบบพหุลักษณ์ ต้องการให้พลเมืองมีการวิพากษ์ มีความคิดเห็นของตัวเอง อดทนต่อความคิดทางการเมืองของคนอื่น โดยรัฐบาลจัดสรรเงินให้กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ มูลนิธิต่างๆ เป็นเอกเทศไม่อยู่ใต้อิทธิพลของนักการเมือง ดำเนินงานแบบโปร่งใส มีบทบาทสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ไม่ทะเลาะกันรุนแรง ยอมรับความเห็นของคนส่วนใหญ่และให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของคนส่วนน้อยด้วย...

12 Feb 08

เชกูวารา

ขอเอามาปะไว้เป็นภาคต่ออีกหน่อย เพราะวันนี้มีข่าวรายงาน ว่า

สมาชิก 47 คนจากทั้งหมด 51 คนของพรรคเขียว (Grünen) ซึ่งขณะนี้เป็น พรรคฝ่ายค้าน ยื่นร้องกฎหมายตัวนี้กับศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันด้วยอีกทาง แยกต่างหากจาก ที่ประชาชน 30000 คนยื่นเรื่องไปก่อนหน้านี้ โดย Grünen อาศัยสิทธิตามกฎหมายรัฐธรรมนูญเยอรมันที่ว่าด้วย "การพิจารณาข้อขัดแย้งระหว่างองค์กร" ตาม  Art. 93 I Nr. 1 GG และ กฎหมายว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ §§ 13 Nr. 5, 63 ff. BVerfGG  ที่กำหนดว่า บรรดาองค์กรทางการเมือง, คณะกรรมการ ฯ  รวมทั้งตัวสมาชิกสภามีสิทธิ ในอันที่จะร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการกระทำ หรือการออกกฎหมายโดยองค์กรอื่น ที่น่าจะขัดกับรัฐธรรมนูญได้ โดยในคำฟ้องนี้ พวกเขาเห็นว่า ข้อกำหนดตัวนี้จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อพฤติกรรมในการติดต่อสื่อสารของประชาชน รวมทั้งยังน่าจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น หรือทำให้เกิดความไม่เป็นกลางในการติดต่อสื่อสารในภาคการเมือง สื่อสารมวลชน และหน่วยงานสารสนเทศอื่น ๆ

15 Feb 08

bact'

ขอบคุณมากครับ ที่สรุปมาให้อ่านกัน ดีมาก ๆ

02 Mar 08

ความคิดเห็น (click here to comment)

Search

Navigation

รวมลิงก์น่าสนใจ

ความเคลื่อนไหว

Login