ComBioLaw.De » Blog » บันเทิง » อุตสาหกรรมเกมในไทย

อุตสาหกรรมเกมในไทย

image ผมเคยเป็นคนติดเกมมาก่อน เคยเล่นชนิดทั้งวันทั้งคืน ไม่เป็นอันกินอันนอน และไม่เป็นอันเรียน แต่สุดท้ายก็เลิกได้ โดยไม่ต้องเข้าถ้ำกระบอก เพราะรู้สึกว่าชีวิตแย่เหลือเกิน หลังจากนั้นผมก็เล่นเกมบ้างพอหอมปากหอมคอ พอเป็นกระสัย

ระหว่างที่ผมตะลอนตะลอนอยู่ตามอินเตอร์เนตนั้น ผมได้อ่านความคิดเห็นของโปรแกรมเมอร์ไทยผู้รักเกมหลาย ๆ คน พูดถึงการสร้างและสนับสนุนอุตสาหกรรมเกมไทยอยู่เนือง ๆ มีบางคนได้ยกประเด็นเรื่องการขาดการสนับสนุนจากรัฐบาล ออกแนวน้อยใจนิด ๆ ที่รัฐบาลไทย ไม่ได้ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมเกมในบ้านเรา (ไม่ต้องน้อยใจไปหรอกครับ เพราะรัฐบาลท่านไม่เคยให้ความสำคัญกับอะไรเลย)

แต่เมื่อไม่นานมานี้ ก็มีบริษัทเกมสัญชาติไทยหนึ่งบริษัท ที่เข้าใจว่าเกิดจากการรวมตัวของคนรักเกม เพียงไม่กี่หยิบมือ เข็นเกมแนว RPG ที่มีชื่อว่า HeroMaster ออกมาให้นักเล่นเกมชาวไทย ได้ลิ้มลองฝีมือการพัฒนาเกมของชาวไทยกัน บริษัทนั้นคือ BigBugStudio ปรากฏว่าหลังจากเปิดตัวเกมได้ไม่นาน ก็พอจะเดาได้ว่า ไม่น่าจะไปรอด หลาย ๆ คนก็วิเคราะห์ไปต่าง ๆ นานา บ้างก็ว่าบริษัทขาดการตลาดที่ดี บ้างก็ว่าเพราะเกมไม่สนุก ส่วนผมคิดว่าส่วนหนึ่งเป็นปัญหาของการละเมิดลิขสิทธิ์

เรื่องความสำเร็จหรือความล้มเหลวของเกม HerosMaster ผมคงไม่มีข้อมูลพอที่จะวิเคราะห์หรือแสดงความคิดเห็นอะไรได้ แต่บลอกนี้ผมต้องการแสดงความคิดเห็นต่ออุตสาหกรรมเกมของไทย รวมไปถึงอุตสาหกรรมความบันเทิงของไทยโดยรวมมากกว่า ...

บันเทิง บันเทิง

bow_der_kleine bow_der_kleine

การจะจัดอุตสาหกรรมเกม เป็นอุตสากรรมด้านไอที เฉกเช่นเดียวกับโปรแกรมฐานข้อมูล หรือโปแกรมออฟฟิส แบบที่หลายคนเข้าใจกันอยู่ในขณะนี้ คงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกนัก เพราะในการสร้างเกมขึ้นมาหนึ่งเกม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สร้างเกมนั้นให้ประสบความสำเร็จ ทักษะการเขียนโปรแกรม หรือทักษะทางด้านไอทีอื่น ๆ มันมีผลน้อยมาก แต่ปัจจัยชี้วัดสำคัญคือเรื่องอาร์ทเวิร์ค และเนื้อเรื่องของเกมเสียมากกว่า ดังนั้นหลาย ๆ ประเทศ เขาจะจัดอุตสาหกรรมการผลิตเกม เป็นอุตสาหกรรมด้านบันเทิง เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมหนัง และอุตสาหกรรมเพลง

ลองมาคิดกันเล่น ๆ ครับ ว่าเกมเกมหนึ่งจะประสบความสำเร็จได้อย่างไร เพื่อให้โจทย์ง่ายขึ้น ผมเลยตั้งข้อสัญนิษฐานก่อนว่า ทุกคนจะซื้อแผ่นแท้มาเล่น ตอบแบบง่าย ๆ คือ เล่นแล้วรู้สึกสนุก ตอบแบบยากขึ้นมาอีกนิดคือ คนเล่นต้องมีอารมณ์ร่วมในการเล่นเกม ถึงจะเล่นเกมแล้วรู้สึกสนุก นอกจากนั้นคนเล่นเกมต้องรู้สึกว่าเกมที่เล่นเป็นเกมที่ท้าทาย ไม่ง่ายจนเกินไป และไม่ยากเกินไป สามารถเอาชนะได้ ไม่วิธีใดก็วิธีหนึ่ง

image

อารมณ์ร่วมในเกมนั้นเกิดขึ้นได้ด้วยหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นความสมจริงของเกม บุคคลิคตัวละคร อาร์ทเวิร์คต่าง ๆ และที่สำคัญการเดินเรื่อง ซึ่งในความเห็นของผมแล้วมันเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด แม้ว่าจะมีเกมหลายประเภทก็ตาม ที่แทบจะไม่มีเนื้อเรื่องอะไรเลย แต่ในความไม่มีเนื้อเรื่องนั้น มันมีโครงเรื่องแฝงอยู่ ยกตัวอย่างเกมแข่งรถ แทบทุกเกมไม่มีเนื้อเรื่องอะไร แต่โครงเรื่องของมันก็คือ ต้องทำให้ผู้เล่นรู้สึกว่าเป็นคนขับจริง ๆ ไม่ว่าจะแข่งสนามเรียบ สนามวิบาก ก็ต้องมานั่งคิดกันว่าความรู้สึกของคนขับแต่ละสนามเป็นอย่างไร ฯลฯ

แต่เกมส่วนมากจะมีเนื้อเรื่อง และเนื้อเรื่องที่ดีของเกม ก็เหมือน ๆ กับเนื้อเรื่องของหนังที่ดี เนื้อเรื่องของหนังสือที่ดี คือมีการเล่นกับความรู้สึกผู้เล่น มีการสร้างสถานการณ์ที่นำไปสู่จุดไคลแมกส์ มีตัวละครที่มีมิติ มีการเก็บรายละเอียด มีความสมจริง ("เรื่องจริง" กับ "ความสมจริง" เป็นคนละเรื่องกัน เนื้อเรื่องที่ดีสามารถสร้างจินตนาการให้สมจริงได้ โดยการสร้างกฏของโลกจินตนาการ) หากมองจากมุมนี้ ผมมองเห็นอนาคตของอุตสาหกรรมเกมไทยค่อนข้างลิบหลี่พอสมควร ทำไม ?

image

ก็เพราะว่าเราแทบไม่มีต้นทุนทางวัฒนธรรมเหล่านี้เลย ลองคิดดูครับว่าในปีหนึ่ง ๆ คนไทยทั้งประเทศได้สร้างเนื้อเรื่องที่ดีออกมาจำนวนเท่าไร นับรวมหนัง ละคร วรรณกรรม หนังสือ การ์ตูน เวบไซท์ บล็อก ฯลฯ แล้วลองคิดดูครับว่าประเทศเจ้าอุตสาหกรรมเกมอย่างญี่ปุ่น สร้างเนื้อเรื่องที่ดีผ่านการ์ตูนจำนวนเท่าไร อเมริการผลิตหนัง และหนังสือออกมาจำนวนเท่าไร

ปัญหาของเราไม่ใช่แค่เพียงจำนวน หากนับคุณภาพจะน่าตกใจยิ่งกว่าจำนวน เพราะเนื้อเรื่องของหนังและละครไทยส่วนมาก จะวนไปวนมา เมื่อยี่สิบปีที่แล้วเป็นอย่างไร สมัยนี้ก็ยังคงเป็นอย่างนั้น เปลี่ยนเพียงแค่ดาราที่มาเล่น เพื่อดึงเงินออกจากกระเป๋าคนดูเท่านั้น หรือหากจะมองไปที่มุมหนังสือ แม้ว่าในบ้านเราจะมีหนังสือดี ๆ ออกมาเรื่อย ๆ แต่ก็เทียบกับปริมาณหนังสือที่ดีกับปริมาณหนังสือที่ดีน้อยกว่าแล้ว ก็ยังน่าหดหู่อยู่ดี หรือหากจะดูสื่อใหม่ ๆ อย่างเวบไซท์ ก็มีแต่การลอกเนื้อเรื่องกันไป ลอกกันมา มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สร้างเนื้อหาที่เป็นเนื้อหาจริง ๆ

แล้วจู่ ๆ จะมีคนลุกขึ้นมา แล้วบอกว่า ฉันจะสร้างเนื้อเรื่องของเกมที่ดีออกมา ก็น่าคิดเหมือนกันว่าผลจะเป็นอย่างไร จะเหมือนกับคนที่ไม่เคยวาดรูป แล้วลุกขึ้นมาวาดรูปขายเพียงเพราะอยากวาดรูป หรือเปล่า ?

image คำถามที่น่าคิดต่อไปคือว่า ทำไมเรามีต้นทุนทางวัฒนธรรมเหล่านี้น้อยเหลือเกิน ส่วนหนึ่งเป็นปัญหาของผู้บริโภค ที่นิยมเสพความบันเทิงแบบซ้ำซาก ส่วนหนึ่งเป็นปัญหาของผู้ผลิตงานเอง ที่ไม่อยาก หรือไม่กล้าที่จะผลิตงานที่มีความแปลกใหม่ออกมา อันเนื่องมาจากกลัวผลกระทบทางด้านธุรกิจ แต่ปัญหาที่น่ากลัวที่สุดเห็นจะเป็นหลักสูตรภาษาไทย ที่ไม่เคยปลูกฝังให้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ หรือสอนให้เลือกเสพงานสร้างสรรค์ ดีแต่เอาวรรณกรรมของชนชั้นสูงมาบรรจุไว้ในแบบเรียน นักเรียนปกติแทบเข้าไม่ถึงเพราะเป็นเรื่องไกลตัว ทั้งแง่ของวัฒนธรรม ชนชั้น และกาลเวลา (ผมเคยนั่งคิดทบทวนว่าเหตุใด ผมไม่ชอบเรียนภาษาไทย ทั้งที่ชอบอ่านหนังสือ ก็เพราะว่าผมไม่สนุกกับวรรณกรรมในแบบเรียน ซึ่งเป็นวรรณกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับผมเลยแม้แต่น้อย เลยไม่เคยมีอารมณ์ร่วมในการอ่านวรรณกรรมเหล่านั้น)

นอกจากปัญหาใหญ่อย่างการขาดต้นทุนทางวัฒนธรรมแล้ว ปัญหาที่น่าหนักใจไม่แพ้กันคือปัญหาเรื่องการตลาด ที่หมายรวมไปถึงการโฆษณา การกระจายสินค้า การสร้างฐานลูกค้า และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งเรื่องการตลาดนี้เป็นเหมือนนกต่อ ที่ผู้ผลิตต้องลงทุนด้วยเงินจำนวนหนึ่งก่อน ถึงจะได้รับผลตอบแทนที่เป็นกำไรกลับมา

ดังนั้นอุตสาหกรรมเกม จึงไม่ใช่อุตสาหกรรมที่สามารถเริ่มต้นตั้งตัวได้ เพียงเพราะว่าชอบเล่นเกม หรือใจรักเท่านั้น มันมีปัจจัยและต้นทุนอื่น ๆ อีกมากมาย ที่ต้องมีการจัดการ และการวางแผนเป็นอย่างดี และอุตสาหกรรมเกมก็คงเหมือนอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่กระแสแห่งการแข่งขันเชี่ยวกราดยิ่ง การขาดการเตรียมตัวที่ดีพอ ย่อมหมายถึงการพลาดท่าต่อกระแสการแข่งขัด ผลก็คือความสาหัสของผู้ลงทุนเอง

22 Mar 08 | by | tags บันเทิง ไอที อุตสาหกรรม เกม

read 3668

<<IDE กับภาษาสคริปต์ || เอาหนามบ่ง>>

เอกชัย

เปิดประเด็นได้น่าสนใจมากครับ เห็นด้วยมาก ๆ กับที่ว่า เราแทบไม่มีต้นทุนทางวัฒนธรรมเหล่านี้เลย สิ่งนึงที่น่ากังวลมากเช่นกันคือ เราเลือกที่จะเป็นแค่ผู้เสพอย่างเดียวครับ เราซื้อลิขสิทธิ์การ์ตูน และ วรรณกรรมต่างชาติมากมาย มีการ์ตูนและหนังสือแปลมากมายที่จะเป็นแหล่งให้คนของเราได้เสพความบันเทิงจากสิ่งเหล่านี้ แต่ว่าเรากลับเลือกที่จะเป็นแค่ผู้เสพ ผมคิดว่าเป็นเรายังขาดสัญชาตญาณของผู้ผลิตครับ.. การอ่านการ์ตูน กับ เขียนการ์ตูนนั้นต่างกันมาก ๆ.. คงไม่ใช่แค่เรื่องนี้ แต่รวมไปถึงเรื่องอื่น ๆ ด้วยหละครับ ทั้งเทคโนโลยีก็ด้วยเช่นกัน ยกตัวอย่าง จีนครับ ผมว่าคนของเขามีสัญชาตญาณในการเป็นผู้ผลิตสูง อะไรน่าสนใจอะไรดีไม่ได้ ก๊อบหมด แล้วก็เอามาผลิตเอง (แต่ว่าทำแบบนี้มันก็ไม่ดีอะนะครับ) แต่ว่าเรากลับเลือกที่จะเป็นแค่ผู้เสพอย่างเดียวจริง ๆ ครับ.. ปัญหาเราคงอยู่ที่การศึกษาเป็นหลักจริง ๆ เราไม่มีกระบวนการศึกษาที่ชัดเจนที่จะให้คนของเรามีจิตสำนึก มีสัญชาตญาณของผู้ผลิตเช่นนี้.. แต่ว่าพูดอย่างนี้อย่างเดียวก็คงไม่ได้ ผมว่าในขณะเดียวกัน เราก็ต้องสนับสนุนตลาดของเราให้บริโภคของที่เราผลิตกันเองให้มากขึ้นด้วยเช่นกันครับ หากเรามีแนวทางในการพัฒนาตลาด R&D ที่ชัดเจนเมื่อไหร่ ผมคิดว่า การศึกษาของเราก็คงพัฒนาได้อย่างมีเป้าหมายครับ.. เปิดประเด็นเท่ห์ดีครับ.Laughing

25 Mar 08

บุญชิตฯ

ลองหา ตัวอย่างแอนิเมชั่น "นาค" ของคุณบอยด์ โกสิยพงษ์ มาชมครับ

เรื่องนี้ใช้ทุนทางวัฒนธรรมไทย ได้เท่สุดๆแล้ว

เรื่องนาคนี้ ถ้าทำดีๆ จะเป็นธงนำ ทุนทางวัฒนธรรมร่วมสมัยของเราได้ดี

ทุนทางวัฒนธรรมร่วมสมัย ที่ไม่ใช่แค่การเยินยอกษัตริย์อย่าง "ก้านกล้วย" หรือแนวศาสนาอย่าง "พระพุทธเจ้า"

ผมเห็นหนังตัวอย่าง แอนิเมชั่นเรื่อง "นาค" นี้แล้ว มีความหวังกับวงการสร้างสรรค์ของไทยขึ้นอีกอักโขครับ

ส่วนการ์ตูนไทย ที่ครีเอทมากๆ และมีเอกลักษณ์ที่เริ่มเจ๋งขึ้น เห็นจะมาจากค่าย "ไทคอมมิค" ของวิบูลย์กิจน่ะครับ

 ระดับขึ้นหิ้งไปแล้ว อย่างเอกสิทธิ์ ไทยรัฐ ที่เคยได้รางวัลจากญี่ปุ่น และการ์ตูนสั้น " 13 เกมสยอง" (13 Beloved) ของเขาถูกดัดแปลงไปเป็นหนังไทย ที่ฮอลีวู้ดมาซื้อไปรีเมคแล้ว

หรือที่ผมว่า เขียนการ์ตูนลายเส้นญี่ปุ่นแต่มีความเป็นไทยสูงมาก ในการดำเนินเรื่อง และปรัชญาของเรื่อง เช่น การ์ตูนของคุณยุทธภูมิ ตั้งศิริสัมฤทธิ์ "ถนนพระอาทิตย์" และ "ต้นสนทรายขาว" อาจจะมีเรื่องใหม่ๆ อีกนะครับ แต่พูดถึงที่เคยอ่านแล้วประทับใจ

ผมว่า วงการสร้างสรรค์ของเรายังไม่หมดหวังครับ เพียงแต่ เราเองก็ต้องให้โอกาสคนไทยด้วยกันเองด้วย

25 Mar 08

bow_der_kleine

เอกชัย : เรื่องต้นทุนทางวัฒนธรรมผมก็ไม่ได้เป็นคนคิดหรอกครับ จำคนอื่นเขามาใช้อีกที :D

เรื่องคนไทยกับการผลิตนั้น ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ ส่วนมากจะออกแนวฉาบฉวย แต่ที่เจ๋งจริง ๆ ก็พอมีให้เห็นครับ อย่างผลิตภัณฑ์สปา ตอนนี้ของไทยขึ้นชื่อมาก เห็นจะเป็นเพราะว่าจับทางตลาดได้ บวกกับคนไทยจะเก่งอะไรแนว ๆ นี้อยู่แล้ว

บุญชิต : จริง ๆ ผมก็พอจะรู้จักงานวรรณศิลป์ดี ๆ หรือหนังดี ๆ ที่ผลิตโดยคนไทยอยู่บ้างครับ แม้ว่าเราจะจนต้นทุนเหล่านี้ แต่ก็ไม่ถึงกับล้มละลายเสียทีเดียว แต่เรามีปัญหาต่าง ๆ อย่างที่ผมเขียนไปแล้วในบล็อก พอเราคิดจะหยิบจับทำอะไร ที่ต้องใช้อะไรแนว ๆ นี้ เลยไม่ค่อยประสบความสำเร็จ ที่น่าเศร้ากว่าคือ เรายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเราต้องใช้อะไร และยังขาดอะไร

25 Mar 08

ความคิดเห็น (click here to comment)

Search

Navigation

รวมลิงก์น่าสนใจ

ความเคลื่อนไหว

Login

name password

ลืมรหัสผ่าน