ComBioLaw.De » Blog » เกร็ดชีวิต เยอรมัน » ปรับตัว vs รักษาวัฒนธรรม
ปรับตัว vs รักษาวัฒนธรรม
คนต่างชาติจำนวนมากแม้ว่าจะย้ายถิ่นฐานมาอยู่ในยุโรปหลายชั่วคน แต่การปฏิบัติตัวก็ไม่มีแนวโน้มว่าจะปรับตัวให้เข้ากับคน สังคม และวัฒนธรรมยุโรป ที่ผมเคยเห็นมาบ้างคือคนตุรกีรุ่นหลาน (Generation ที่ 3) ที่เกิดและโตที่เยอรมัน แต่ก็ยังพูดภาษาเยอรมันไม่ค่อยแข็งแรง เพราะในชีวิตประจำวันส่วนใหญ่คลุกคลีอยู่แต่กับคนตุรกีด้วยกัน และใช้แต่ภาษาตุรกี ปัญหาที่เกิดขึ้นจากสาเหตุดังกล่าวมีค่อนข้างมาก ซึ่งได้แก่ปัญหาเรื่องชนชั้นในสังคม ความแตกแยกระหว่างคนถิ่นและคนต่างชาติ ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาการใช้ความรุนแรงของเยาวชน ฯลฯ วิวัฒนาการของปัญหาก็มีง่าย ๆ ครับ ขั้นแรกคนต่างชาติพูดภาษาเยอรมันไม่แข็งแรง ทำให้มีปัญหาในการเรียน หรือหาที่เรียนไม่ได้ การศึกษาไม่ดีพอจึงหางานลำบาก ทำให้คุณภาพชีวิตลดลง เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ และปัญหาอื่น ๆ จึงตามมา (ทั้งหมดนี้พูดถึงเฉพาะกรณีคนที่มีปัญหาครับ มีคนต่างชาติที่ผมรู้จักจำนวนมากที่รู้จักปรับตัว และมีการศึกษาและหน้าที่การงานที่ดี) คำถามที่ผมต้องการตั้งคือ สำหรับคนต่างชาติที่อพยพถิ่นฐานไปอยู่ในสังคมใหม่ ควรปรับตัวให้เข้ากับสังคมนั้น ๆ หรือควรรักษาวัฒนธรรมของตนเองที่มีมาแต่อดีตกาล ... |
|
|
ภาษา ประเภณี และวัฒนธรรมเป็นอัตลักษณ์ และเครื่องชี้วัดความเป็นชนชาติที่สำคัญ ชนชาติที่ประสบความสำเร็จต้องเป็นชาติที่มีวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง การรักษาวัฒธรรมของตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ชนชาตินั้น ๆ พึงกระทำ แต่ทั้งนี้วัฒนธรรมย่อมมีพัฒนการและการเปลี่ยนแปลง ตามภาวะแวดล้อมใหม่ ๆ วัฒนธรรมที่ไม่เปลี่ยนแปลง ก็เหมือนกับภาษาที่ไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือเป็นวัฒนธรรมหรือภาษาที่ตายแล้ว มุมมองต่อวัฒนธรรมดังกล่าว เป็นมุมมองของผมที่มีต่อวัฒธรรมของคนชนชาติหนึ่ง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่ หรือประเทศตัวเอง แต่สำหรับคนย้ายถิ่นฐานจากประเทศของตน ไปสู่ประเทศใหม่ มุมมองต่าง ๆ ก็จะซับซ้อนและยากขึ้น ต้องมีการชั่งน้ำหนักระหว่างการปรับตัว และรับเอาวัฒนธรรมใหม่มาใช้ และการรักษาอัตลักษณ์และวัฒนธรรมเดิมของตนเอง
ตัวอย่างใกล้ตัวคนไทยที่เห็นได้ค่อนข้างชัด คือการอพยพของคนจีนเข้ามาในประเทศไทย แม้ว่าในยุคหนึ่ง จะมีปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนจีนอพยพและคนไทยอยู่บ้าง (อ่านจากหนังสือสักเล่มของ วินทร์ เลียววาริณ) แต่คนจีนก็ปรับตัวให้เข้ากับสังคมไทย พร้อม ๆ ไปกับรักษาวัฒธรรมของตนเอง ในขณะที่คนไทยก็ยอมรับความเป็นคนจีน และวัฒนธรรมจีน จนเกิดความกลมกลืนทางวัฒธรรมระหว่างสองชนชาติในที่สุด แต่เรื่องการปรับตัวทางวัฒนธรรมของคนจีนในไทย กับการปรับตัวของคนต่างชาติในยุโรป มีมิติที่ต่างกันอยู่คนข้างมาก สิ่งแรกที่เห็นได้ชัดคือจำนวน เมื่อเปรียบเทียบอัตราระหว่างคนจีนในสังคมไทย และคนต่างชาติในสังคมยุโรปแล้ว มันต่างกันมากโข โดยเฉลี่ยในเยอรมันมีคนต่างชาติประมาณ 5% ของจำนวนประชากรทั้งหมด แต่เป็น 5% ที่กระจุกตัวอยู่ตามเมืองใหญ่ ย่านเมืองใหญ่บางย่านอย่าง Kreuzberg ใน Berlin ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ดังนั้น ความขัดแย้งทางวัฒนธรรมที่เกิดขึ้นจึงสูงตามไปด้วย ความแตกต่างข้อต่อมาคือ ความใกล้เคียงกันของวัฒนธรรม ที่คนไทยเองก็รู้จักคุ้นเคยกับวัฒธรรมจีนมาตั้งแต่โบราณกาล บางครั้งเรารับเอาวัฒนธรรมจีนมาปรับใช้ เราเคยมีกษัตริย์ที่มีเชื้อสายจีน การยอมรับความเป็นจีนในสังคมไทยจึงเกิดขึ้นได้ง่าย ขณะที่ในสังคมยุโรปวัฒนธรรมอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ยุโรป เป็นสิ่งแปลกใหม่ ที่คนทั่วไปไม่รู้จัก กระบวนการความกลมกลืนทางวัฒนธรรมในยุโรป จึงเกิดขึ้นได้ยากกว่าในประเทศไทย
ความแตกต่างข้อสุดท้ายคือ สังคมไทยเป็นสังคมที่มีความหลากหลายทางเชื้อชาติเป็นพื้นฐานเดิม การยอมรับและปรับตัวของคนในสังคม ให้เข้ากับวัฒนธรรมใหม่ ๆ จึงเป็นไปได้ง่ายกว่าในสังคมยุโรป กระบวนการความกลมกลืนทางวัฒนธรรม จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการปรับตัวให้เข้ากันระหว่างคนทั้งสองฝั่ง ฝั่งคนถิ่นก็ต้องมีความอ่อนตัว ยอมรับและเข้าใจในความแตกต่าง ฝั่งคนที่มาใหม่ก็ต้องยอมรับและเข้าใจในความแตกต่างเช่นกัน แต่จะมีภาระที่เพิ่มขึ้นมาคือ ต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมและวัฒนธรรมใหม่ด้วย ดังนั้นปัญหา integration ที่เกิดขึ้นในสังคมยุโรป จึงเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากคนทั้งสองฝั่ง ที่ต้องหันหน้าเข้าหากัน เพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน แต่จากการสังเกตการณ์ ผมมีความรู้สึกว่า ในเยอรมันปัญหาเกิดขึ้นจากผู้มาเยือนมากกว่าจากเจ้าถิ่น ที่ผมคิดเช่นนั้นก็เพราะว่า ประเด็นเรื่องคนต่างชาติ เป็นประเด็นที่เปราะบางในสังคมเยอรมัน เนื่องจากคนเยอรมันมีบาดแผลการเหยียดผิวมาจากสงครามโลกครั้งที่สอง การปฏิบัติตัวสองมาตรฐานกับคนอื่น เพียงเพราะว่าคนคนนั้นเป็นต่างชาติ เป็นเรื่องที่ taboo สำหรับคนเยอรมัน อีกทั้งทางรัฐเองก็มีหน่วยงาน และงบประมาณสนับสนุนเรื่อง integration อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ในขณะที่คนต่างชาติในเยอรมันจำนวนไม่น้อย ที่เกาะกลุ่มกันเองเฉพาะคนชาติเดียวกัน ไม่เปิดใจปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมคนถิ่น การมีความสัมพันธ์กับคนถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ทางเครื่อญาติเป็นเรื่อง taboo สำหรับคนกลุ่มนี้ (เน้นอีกครั้งครับว่า ไม่ใช่คนต่างชาติทั้งหมดที่เป็นเช่นนี้) จนมีการนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์หลาย ๆ เรื่อง ทั้ง Kebab Connection, Jalla Jalla และ Just a kiss ซึงมีแกนเรื่องเหมือนกันคือ ครอบครัวพระเอก ซึ่งเป็นต่างชาติ ไม่พอใจเมื่อลูกชายตนเองมีแฟนเป็นคนยุโรป และหนังก็จะสะท้อนปัญหาทางวัฒนธรรมหลาย ๆ เรื่องให้เห็น ซึงปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ได้เป็นการนำเสนอด้านเดียวของสื่อ แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริง และเป็นที่ยอมรับกันในสังคม
การชั่งน้ำหนักหาความพอดีระหว่างการปรับตัวให้เข้ากับสังคมใหม่ และการรักษาวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของตนเองเอาไว้ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาความกลมกลืนทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นภาระที่หนักเอาการสำหรับคนต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนต่างชาติในสังคมยุโรป การที่จะให้คนถิ่นปรับวิธีคิดให้ยอมรับวัฒนธรรมของคนต่างชาตินั้น เป็นเรื่องที่ไม่เกินจริงและเกินตัวเกินไปนัก แต่การที่จะให้คนถิ่นปรับวัฒนธรรม และวิธีคิดของตนให้เป็นดังที่คนต่างชาติต้องการ คงเป็นเรื่องที่ไม่แฟร์ และเป็นไปไม่ได้ ภาระการปรับตัวทางวัฒนธรรมจึงควรตกอยู่กับคนต่างชาติเอง การรณรงค์การรักษาวัฒนธรรมนั้น มักมีเบื้องหลังของเรื่องวิถีชิวิตของคนในพื้นที่นั้น ๆ เป็นนัยะสำคัญ เพราะกว่าจะเกิดวัฒนธรรมใดขึ้นได้นั้น บรรพบุรุษของคนในพื้นที่นั้น ๆ มักลองผิดลองถูกมานับครั้งไม่ถ้วน เพื่อปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนเองให้เข้ากับภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ ให้อย่างกลมกลืนที่สุด การรับเอาวัฒนธรรมอื่นมาใช้อย่าง radical โดยไม่พิจรณาที่มาที่ไป จึงมักส่งผลเสียมากกว่าผลดี การเข้าไปอยู่ในสังคมใหม่โดยรักษาวัฒนธรรมเดิมของตนเองเอาไว้แบบ radical ก็คือการปฏิเสธวิถีชีวิตที่คนถิ่นลองผิดลองถูกมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน และพิจรณาเห็นแล้วว่าเป็นวิถีชีวิตที่เข้ากับภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และปัจจัยเวดล้อมอื่น ๆ อย่างกลมกลืน ผลที่ออกมาจึงไม่ต่างจากการรับวัฒนธรรมคนอื่นมาใช้ในพื้นที่ของตนเองแบบ radical ไม่มากนัก |
|
12 May 08 | by | tags เกร็ดชีวิต เยอรมัน วัฒนธรรม
bow_der_kleine
ผมชอบย่อหน้านี้มากครับ
ตรงนี้เองที่ทำให้ผมคิดว่า ถ้าเราแต่ละคนสามารถที่จะเปิดใจยอมรับกันและกัน ยอมรับความแตกต่าง ยอมรับความไม่เหมือนตัวเราได้โดยไม่ตั้งป้อมแต่แรกว่า ถ้าไม่เหมือนชั้น จะต้องไม่ดี ปัญหาต่างๆ ก็น่าจะคลี่คลายไปได้เยอะ และเมื่อเกิดการยอมรับแล้วการปรับตัว ปรับปรุง ตลอดจนประยุกต์ใช้ก็จะเกิดขึ้น ซึ่งมันก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของคำว่า พัฒนาการ/วิวัฒนาการ ของการอยู่ร่วมกันตอนเขียน ผมก็ไม่ได้นึกถึงเรื่องการยอมรับความแตกต่างเลยครับ พอกลับมาทบทวนอีกรอบ มันเป็นประเด็นหลัก และเป็นสาเหตุของปัญหาทั้งหมดเลยทีเดียวก็ว่าได้ เมื่อมองปัญหาที่เกิดขึ้น ด้วยมุมมองเรื่องการยอมรับความแตกต่าง ผมก็เริ่มเห็นภาพบางอย่างชัดเจนขึ้น เริ่มมองเห็นว่า ความสามารถในการยอมรับความแตกต่างของคนในแต่ละวัฒนธรรมมัน และ/หรือ ของแต่ละปัจเจกชนไม่เท่ากัน คนที่ยอมรับในความแตกต่างได้มากกว่า ย่อมปรับตัวได้ดีกว่า ซึ่งดูเหมือนว่า วิธีคิดของคนบางกลุ่มมีการห้ามการปรับตัว และยอมรับความแตกต่างไว้อย่างอ้อม ๆ คนที่ปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมอื่น จะถูกมองเป็นคนนอกรีต การอยู่ร่วมกับผู้อื่น หมายถึงทุกคนควรปรับตัวให้เข้ากับตนเท่านั้น ซึ่งแนวคิดลักษณะนี้เป็นแนวคิดที่ค่อนข้างน่ากลัวทีเดียว เพราะนอกจากจะทำให้เกิดปัญหา integration แล้ว ยังทำให้เกิดความรุนแรง และความขัดแย้งระหว่างคนในสังคมได้ง่าย ๆ |
ผู้ชายหัวใจมอมแมม
แหม่...เพื่อนโบว์เขียนประเด็นนี้ ก็ต้องเข้ามาแสดงความคิดเห็นกันหน่อย มันโดน...ฮ่าๆๆ ขอเขียนจากมุมมองของนักกฎหมายละกันนะครับ เอาแบบรวบรัด(ตั้งใจเอาไว้ว่าเขียน Magisterarbeit เรื่องนี้เสร็จเมื่อไหร่จะถอดมาเป็นภาษาไทยให้อ่านกันครับ แต่ตอนนี้เพื่อนโบว์ทำให้ต้องขย่อนความคิดออกมาเป็นภาษาไทยแบบสั้นๆก่อนซะแล้ว ฮ่าๆๆ) ถ้าเรามองจากฐานความคิดกฎหมายแบบเสรีนิยม หลักการพื้นฐานของเสรีนิยมทางกฎหมาย ก็คือ ทุกคนมีสิทธิที่จะเลือก life style ที่คิดว่าดีสำหรับตัวเอง ปัญหาของการเลือก ก็คือตัวเลือกครับ ในมุมมองนี้พื้นฐานที่เราต้องเข้าใจตรงกันก่อนในเรื่องนี้ก็คือ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมมีคุณค่าในตัวมันเองครับ เพราะมันเสนอทางเลือกให้กับปัจเจกบุคคลว่าจะให้ค่ากับสิ่งต่างๆตามวัฒนธรรมแบบใดที่ตนเองเลือก ถ้าเราเข้าใจส่วนนี้ตรงกัน ผมก็อยากเอ่ยถึงหลักการพื้นฐานทางกฎหมายในเรื่องนี้นนะครับ มีด้วยกันสามส่วนหลักๆครับ ๑.ในบริบทเกี่ยวกับ Minderheitenrecht คำว่า Integration เป็นคำที่มีความหมายในแง่บวกครับ ผมอยากจะให้ความหมายว่า การทำให้คนที่มีวัฒนธรรมแตกต่างไปจากคนส่วนใหญ่ อยู่ในสังคมของคนส่วนใหญ่ได้เป็นหนึ่งเดียว โดยไม่จำเป็นต้องละทิ้งวัฒนธรรมของตน ในกรณีนี้ต้องอาศัย Torelanz สูงมาก อีกคำที่มักถูกใช้ในความหมายในแง่ลบคือ Assimilation ซึ่งผมอยากจะใช้คำว่า การกลืนกินในทางวัฒนธรรม ในมุมนี้เป้าหมายของ Assimilation ก็คือการทำให้วัฒนธรรมชนกลุ่มน้อยหายไป แล้วทำให้คนกลุ่มน้อยเป็นส่วนหนึ่งของสังคมคนส่วนใหญ่ ดังนั้น เป้าหมายของ Minderheitenrecht ก็คือ Integration(ในมุมมองของรัฐ การ Integration คือพื้นฐานที่สำคัญมากๆของอำนาจรัฐครับ) และต่อต้าน Assimilation และเหตุผลที่ชนกลุ่มน้อยต้องมีสิทธิพิเศษ ก็เพราะ การมีฐานะเป็นชนกลุ่มน้อยมักจะมาพร้อมๆกับฐานะในทางสังคมการเมืองที่ต่ำกว่า นั่นหมายความว่าโอกาสที่เขาจะกำหนดชีวิตตัวเองในสังคมประชาธิปไตยที่ตัดสินด้วยเสียงส่วนใหญ่แทบจะไม่มีครับ(เอาเข้าจริงหลักเรื่องสิทธิของชนกลุ่มน้อย โดยพื้นฐานแล้วขัดกับหลักความเสมอภาค ซึ่งเป็นหลักการสำคัญที่สุดอันหนึ่งของแนวคิดเสรีนิยมในทางกฎหมาย ประเด็นนี้มีโอกาสแล้วจะเขียนมาเล่าให้ฟังครับ) ๒.เมื่อเราบอกว่าความหลากหลายทางวัฒนธรรมมีคุณค่าในตัวเอง และหากตัวเจ้าของวัฒนธรรมต้องการจะรักษาเอาไว้ กฎหมายก็ต้องเสนอเครื่องให้ครับ ในขณะเดียวกันหากเจ้าของวัฒนธรรมเองไม่ต้องการจะรักษาเอาไว้ กฎหมายก็ไม่สามารถไปแช่แข็งวัฒนธรรมเหล่านี้ได้ครับ ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ การตัดสินใจของเจ้าของวัฒนธรรมครับ ว่าจะจัดการยังไงกับวัฒนธรรมของเขา กฎหมายเพียงแค่เสนอเครื่องไม้เครื่องมือให้ ในมุมนี้เป้าหมายของ Minderheitenrecht ก็คือ dynamisch-heterogen-kulturelle Gesellschaft เอาแบบไทยๆ ก็คือ สังคมพหุวัฒนธรรมที่มีพลวัต แล้วกันนะครับ ๓.ประสบการณ์จากอดีต ที่มีการยอมรับสิทธิของกลุ่มชน(ภาษากฎหมายบ้านเรา ก็คือ สิทธิชุมชน) สอนให้เราถึงอันตรายจากการกดขี่ปัจเจกบุคคลโดยชุมชน นั่นหมายความว่าสมาชิกของชุมชนจะถูกบังคับจากชุมชน ไม่ให้มีโอกาสออกจากการเป็นสมาชิกของชุมชนทางวัฒนธรรม ซึ่งถ้าเป็นอย่างนัน แน่นอนว่าย่อมขัดกับหลักการพื้นฐานของแนวคิดเสรีนิมในทางกฎหมาย เพราะเป็นการจำกัดทางเลือกของปัจเจกบุคคลครับ ดังนั้น ถึงที่สุดแล้วกฎหมาย ก็ต้องคุ้มครองปัจเจกบุคคลที่ต้องการออกจากการเป็นสมาชิกของชุมชนในทางวัฒนธรรมหนึ่งๆด้วยครับ ๔.ปัจจุบัน แนวคิดในทางกฎหมายยังจัดการปัญหาชนกลุ่มน้อยที่เป็นคนชาตของรัฐ กับชนกลุ่มน้อย(ทางวัฒนธรรม)ที่เป็นคนต่างชาติที่อยู่ในรัฐของตน แตกต่างกันอยู่ครับ ที่ผมพูดมาทั้งหมดเกี่ยวกับชนกลุ่มน้อย ในความหมายอย่างแคบแล้ว หมายเฉพาะชนกลุ่มน้อยที่เป็นคนชาติของรัฐครับ จากทั้งหมดผมอยากสรุปประเด็นที่คุณโบว์ตั้งคำถามเอาไว้ ก็คือ การเลือกที่จะเปลียน ปรับวัฒนธรรมของตนเอง ต้องเกิดจากการตัดสินใจที่อิสระของเจ้าของวัฒนธรรม ไม่ใช่เกิดจากการชั่งน้ำหนักผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้น ว่าเขาจะสามารถอยู่ในสังคมใหม่ได้หรือไม่ ภายใต้แนวคิดแบบนี้เท่านั้นครับ เราถึงจะเรียกได้ว่าเป็น พลวัตของวัฒนธรรมอย่างเป็นธรรมชาติที่สุดครับ(คือผมแค่อยากจะแย้งเหตุผลที่มักจะอ้างในการไม่ยอมรับสิทธิของชนกลุ่มน้อยในทางวัฒนธรรมที่ว่า วัฒนธรรมมันมีพลวัตของมัน จะไปให้มันหยุดนิ่งอยู่ไม่ได้ ดังนั้เราจึงไม่ควรให้สิทธิพิเศษใดๆ กับชนกลุ่มน้อย ถ้าเป็นในมุมนี้ พลวัตของฒนธรรมสำหรับคนที่ต่อต้านสิทธิของชนกลุ่มน้อย ก็เป็นพลวัตที่เกิดจากการกดขี่ให้ต้องเปลี่ยนเท่านั้นเองครับ) คานธี เคยพูดเอาไว้ครับ ว่า Eine Zivilisation sollte an der Behandlung ihrer Minderheiten beurteilt werden. |
ทำไมไม่ปรับตัว
ทำไม่ชาวพุทธในสามจังหวัดเวียนเทียนต้องมีทหารต้มกัน เพราะปรับตัวไม่ได้หรือเปล่า
|
ญาดา
ได้อ่านสิ่งที่คุณ bow_der_kleine กับคุณ BLeAm ถ่ายทอดแล้วรู้สึกดีมากๆ จริงๆ มันเป็นเรื่องใกล้ตัว เพียงแต่ไม่ค่อยได้คิดถึง ขอบคุณที่หยิบขึ้นมานำเสนอให้ได้พินิจค่ะ
ชอบย่อหน้าของคุณ BLeAm ที่คุณ bow_der_kleine หยิบมาเหมือนกันค่ะ |
ปัญหาการ integration หรือการปรับตัวของคนต่างชาติให้เข้ากับสังคมยุโรป เป็นปัญหาเรื้อรังมานาน ทั้งในเยอรมัน และยุโรปประเทศอื่น ๆ เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจและสังคมของยุโรปที่มีคุณภาพสูง ทำให้เกิดการหลั่งไหล เข้ามาของคนต่างชาติ จากประเทศ และทวีปต่าง ๆ ทั่วโลก บ้างหนีความหิวโหยเข้ามา บ้างหนีสงคราม บ้างเข้ามาแสวงโชค บ้างเข้ามาศึกษาหาความรู้ บ้างเข้ามาหางาน และชีวิตที่ดีกว่า อีกทั้งคนยุโรปเองก็มีค่านิยมมีลูกน้อย ทำให้อัตราส่วนคนต่างชาติในสังคมยุโรปเพิ่มขึ้นจนเห็นได้ชัด และไม่มีทีท่าว่าจะลดลง
BLeAm
จริงๆ เหมือนคำตอบเองก็อยู่ในตัวบทความอยู่แล้ว :)
สิ่งที่ผมมองและเข้าใจว่าเป็นเงื่อนไขสำคัญ ของการอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะกับคนชนชาติเดียวกัน หรือกับคนต่างชาติต่างวัฒณธรรมก็คือ การเปิดใจยอมรับ พัฒนาการ/วิวัฒนาการ
นี่ไม่ใช่ปัญหาใหม่ ตรงกันข้ามออกจะเป็นปัญหาคลาสสิก และอันที่จริงแล้ว สาเหตุของปัญหานี้ ก็เป็นสาเหตุเดียวกันของอีกหลายๆ ปัญหาที่ตามมาด้วย เพียงแต่ถ้าเรามองด้วยมุมมองมหภาีคเราก็จะได้ปัญหาการแบ่งแยกเชื้อชาติ ถ้ามองด้วยมุมมองที่ย่อเล็กลงมาเราก็จะได้ปัญหาการแบ่งแยกชนชั้น และถ้าย่อต่อลงมาอีกก็จะเป็นเรื่องการแบ่งพรรคแบ่งพวกญาติพี่น้อง หรือถ้าจะย่อให้ถึงที่สุดในระดับไมโครก็จะเป็นเรื่องการแบ่งแยกตัวตน การถืออัตตา ความเห็นแก่ตัว ภาษาพระ(ไม่รู้องค์ไหน) เค้าเรียก ตัวกู ของกู หรือถ้าจะสรุปออกมาเป็น keyword กลางๆ คงได้เป็นวลี "การแบ่งเข้าแบ่งเรา"
ตรงนี้เองที่ทำให้ผมคิดว่า ถ้าเราแต่ละคนสามารถที่จะเปิดใจยอมรับกันและกัน ยอมรับความแตกต่าง ยอมรับความไม่เหมือนตัวเราได้โดยไม่ตั้งป้อมแต่แรกว่า ถ้าไม่เหมือนชั้น จะต้องไม่ดี ปัญหาต่างๆ ก็น่าจะคลี่คลายไปได้เยอะ และเมื่อเกิดการยอมรับแล้วการปรับตัว ปรับปรุง ตลอดจนประยุกต์ใช้ก็จะเกิดขึ้น ซึ่งมันก็น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของคำว่า พัฒนาการ/วิวัฒนาการ ของการอยู่ร่วมกัน
ในมิติของคุณโบว์ ซึ่งเป็นการแบ่งแยกเชื้อชาติและดูจะเป็นกรอบปัญหาที่ค่อนข้างใหญ่ แต่บางครั้งเราไม่สามารถแก้ปัญหาใหญ่ๆ ด้วย เครื่องมือหรือวิธีการที่ใหญ่เท่ากัน นั่นคือผมกำลังอธิบายแนวคิดที่ว่า ถ้าตราบใดที่ปัจเจกชนซึ่งเป็นส่วนที่เล็กที่สุดในสังคมยังมีแนวคิดและทฤษฏีในการใช้ชีวิตที่เห็นแก่ตัวคิดถึงแต่ตัวเอง เราก็จะไม่สามารถแก้ปัญหาการแบ่งแยกเชื้อชาติได้ เพราะการเห็นแก่ตัวหรือคิดถึงแต่ตัวเองมันเป็นภาพสะท้อนของวิธีคิดที่แบ่งแยกตัวตนออกจากคนอื่น
ลองคิดสวนทางขึ้นไป ถ้าบุคคลหลายๆ คนที่ไม่เห็นแก่ตัวมารวมตัวกันจะทำให้เกิดเป็นชุมชน หมู่บ้าน หรือจังหวัดที่สามัคคี โดยที่หากชุมชนแต่ละชุมชนเรียนรู้ที่จะเปิดใจยอมรับความแตกต่างของกันและกันรวมถึงความไม่เหมือน ก็น่าจะไม่เกิดปัญหาชนชั้น และหากคนในประเทศเดียวกันที่เป็นเชื้อชาติเดียวกันไม่แบ่งแยกชนชั้นกันเอง มันจะพัฒนาเป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ที่สุดแล้วคนที่รู้จักจะให้เกียรติพวกเดียวกันเองก็น่าจะสามารถเรียนรู้ที่จะให้เกียรติคนอื่นหรือพวกอื่นได้ง่ายขึ้น
ในประเด็นเรื่อง วัฒนธรรม ภาษา และวิุถีชีวิตต่างๆ
ผมเองก็ยังเชื่อในคำว่า พัฒนาการ มากกว่าคำว่า อนุรักษ์
ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้หมายความว่าการอนุรักษ์ไม่ใช่เรื่องจำเป็นหรือสำคัญ ตรงกันข้ามผมกลับคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ต้องมี เพียงแต่น่าจะเป็นกิจกรรมที่ทำในเชิงสัญลักษณ์และรักษาไว้ให้คงอยู่ไม่ให้หายไป แต่จะไม่เห็นด้วยเลยหากจะใช้คำว่าอนุรักษ์มาเป็นเงื่อนไขในการยืนกรานหรือยืนยันที่จะไม่ปรับตัว
12 May 08