ComBioLaw.De » Blog » เกร็ดชีวิต เยอรมัน » Big Brother
Big Brother
อย่างไรก็ตาม ก่อนจะไปถึงยุคนั้นเต็มตัว ใครเลยจะรู้ว่านิยาย "1984“ ที่ว่าด้วยเรื่อง Big Brother จะตามมาหลอกหลอนประชาชน และถูกปัดฝุ่นหยิบขึ้นอ่านใหม่อีกครั้ง แม้ทุกวันนี้หลายประเทศจะมีกฎหมายที่ว่าด้วยการ "คุ้มครองข้อมูลข่าวสาร" ใช้บังคับแล้วก็ตามที นั่นก็เป็นเพราะว่า ในช่วงปีสองปีที่ผ่านมา ได้เกิดกฎหมาย หรือข้อกำหนดตัวอื่นมาปะทะคัดง้างกับหลักการคุ้มครองข้อมูลข่าวสาร หรืออย่างน้อย ๆ ก็เปิดช่องโหว่ และยังผลให้การคุ้มครองข้อมูลทำได้ยากเย็นขึ้น แต่ครั้งนี้ออกจะน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่า เพราะในขณะที่ Big Brother แบบเก่า ๆ ที่กระทำโดยรัฐยังดำรงอยู่ หรือเพิ่มความเข้มงวด ด้วยข้ออ้างใหม่ที่ว่าด้วยเรื่อง "การป้องกันการก่อการร้าย" ดูเหมือน "พี่เบิ้ม" ในคราบบริษัทเอกชน ก็กำลังถือกำเนิด โดยมีรัฐเป็นผู้ทำคลอดให้ไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม และเรื่องแบบนี้ก็เกิดขึ้นได้แม้กับประเทศที่ใคร ๆ ต่างเชื่อว่า พื้นที่ความเป็นส่วนตัวของประชาชนได้รับความเคารพจากรัฐ อย่างประเทศเยอรมนี ตลอดอาทิตย์ที่ผ่านมา สื่อเยอรมันหลากสำนัก กำลังตามเล่นข่าวหนึ่งแบบเกาะติด และหนักหน่วง ต่อกรณีที่... |
|
|
Deutsche Telekom บริษัทผู้ให้บริการโทรคมนาคมยักษ์ใหญ่ของเยอรมัน (และดูเหมือนจะของยุโรปด้วย) สอดแนมการติดต่อสื่อสารระหว่างตัวแทนหน่วยงานที่เข้ามานั่งเป็นผู้บริหารในบอร์ดวางแผน และผู้จัดการฝ่ายต่าง ๆ ของบริษัทเอง กับนักข่าวสายโทรคมนาคม มายาวนานเป็นปี ๆ ทั้งนี้ด้วยข้ออ้างว่า เพื่อควบคุม และป้องกันตรวจสอบไม่ให้แผนงาน และความลับของบริษัทรั่วไหล โดยการสอดแนมในที่นี้ ใครหลายคนอาจคิดว่ายังดีกว่าบ้านฉัน เพราะ deTelekom ไม่ได้ใช้วิธีการดักฟัง "เนื้อหา" ของการติดต่อนั้น ๆ (เพราะผิดกฎหมายเยอรมัน) แต่ใช้วิธี วิเคราะห์เอาจาก "ข้อมูลจราจร" ที่ถูกเก็บไว้โดยบริษัทเอง (ตามกฎหมาย) อาทิ หมายเลขโทรศัพท์ต้น-ปลายทาง, วันเวลาที่ติดต่อ, ระยะเวลาในการติดต่อ, หมายเลขเครื่องโทรศัพท์ ฯลฯ (ความหมายเดียวกันกับ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ตาม พรบ. คอม ฯ บ้านเรานั่นล่ะครับ...เคยเขียนถึงข้อกำหนดให้ผู้ให้บริการติดต่อสื่อสารเก็บข้อมูลลักษณะนี้ชื่อ Vorratsdatenspeicherung ของเยอรมันไปครั้งหนึ่งแล้ว ทีบล็อกตอน "เยอรมันสอดแนม") แต่ด้วยข้อมูลเพียงเท่านี้ ถ้าได้นักวิเคราะห์ระดับฝีมือ คนถูกสอดแนมก็หนาว ๆ ร้อน ๆ แล้ว เพราะมันจะสืบทราบได้ว่าใครทำอะไร กับใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ และนานเท่าใด
เหตุการณ์นี้ถูกเปิดโปงโดยนิตยสาร Spiegel ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจากเอกสารแฟกซ์ราวสามหน้ากระดาษ ของบริษัทให้คำปรึกษาแห่งหนึ่งตั้งอยู่ที่เบอร์ลิน ที่มีเนื้อความระบุถึงโครงการชื่อ Clipper, Rheingold และโครงการอื่น ๆ ของ deTelekom ว่ามีเป้าหมายเพื่อ การสอดแนม และวิเคราะห์ข้อมูลจราจร ที่เกียวกับการติดต่อสื่อสารทั้งทางโทรศัพท์บ้านและมือถือ ของนักข่าวเยอรมันสายโทรคมนาคม และข่าวเศรษฐกิจคนสำคัญ ๆ รวมทั้งคนที่นักข่าวนั้น ๆ ติดต่อสื่อสารด้วยเป็นการส่วนตัว โดยเน้นเป้าไปที่การติดต่อกับบรรดาตัวแทนผู้บริหารบอร์ด และผู้จัดการแผนกต่าง ๆ ของ deTelekom เอง โดยรายงานการวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านี้ จะถูกส่งไปยังแผนกรักษาความปลอดภัยข้อมูลของ deTelekom โดยตรง เมื่อมีข่าวฉาวแบบนี้เกิดขึ้น ผู้บริหาร deTelekom ซึ่งรับผิดชอบฝ่ายรักษาความปลอดภัยของข้อมูล รีบออกมาชี้แจงว่า ทาง Telekom ได้รับรายงานเรื่องนี้จากหนังสือแจ้งโดยบริษัทรักษาความปลอดภัยข้อมูลภายนอก ที่ทำงานร่วมกับหน่วยของ deTelekom เอง ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายนแล้ว และหลังจากนั้นราวสองอาทิตย์ deTelekom ก็นำเรื่องไปแจ้งความ ...ซึ่งแน่นอน ผู้บริหารคนปัจจุบันก็อ้างว่า ถ้าเป็นเรื่องจริง น่าจะเป็นโครงการของผู้บริหารคนเก่า และเขาเองไม่รู้ไม่เห็น (?) .จริงแล้ว ก่อนหน้านี้ ประมาณกลางปี 2006 deTelekom เคยโดนฟ้องคดีในประเด็น การใช้ข้อมูลจราจรโดยมิชอบด้วยกฎหมาย มาแล้วครั้งหนึ่งครับ ยังผลให้ต้องยกเครื่องหน่วยงานและระบบที่เกียวข้องกับการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลครั้งใหญ่ไปเมื่อปลายปี 2007 นี่เอง แต่แล้วเรื่องแบบนี้ก็ดันมาเกิดขึ้นอีก
ทั้งนี้หลายฝ่ายเห็นว่า ในขณะที่ผู้ให้บริการติดต่อสื่อสารทุกราย มีหน้าที่ต้องเก็บข้อมูลไว้ในระยะเวลายาวนาน แต่รัฐกลับไม่มีมาตรการป้องกันข้อมูลเหล่านั้นจากการกระทำผิด ทั้งจากอาชญากรทั่วไป หรือแม้แต่จาก "ตัวผู้ให้บริการที่เก็บข้อมูลนั้น ๆ เอง" ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งนั่นย่อมเท่ากับว่า รัฐกำลังเปิดช่องทางให้เกิดการกระทำความผิดต่อข้อมูล มากยิ่งขึ้น และพฤติกรรม Big Brother โดยบริษัทต่าง ๆ ทำนองเดียวกับ deTelekom ก็จะเกิดขึ้นทุกหย่อมหญ้า สุดท้ายเลยกลายเป็นเรื่องน่าสงสัยว่า ตกลงแล้วการให้เก็บข้อมูลเอาไว้ จะช่วยป้องกันอาชญากรรม หรือว่าเปิดช่องให้เกิดอาชญากรรมได้ง่ายขึ้น กันแน่ ? นอกจากบรรดารัฐมนตรีหลายกระทรวงจะเรียกประชุมหน่วยงานทั้งรัฐ และเอกชนที่เกี่ยวข้องเพื่อปรึกษาหารือเรื่องนี้โดยด่วนแล้ว ยังทำให้หน่วยงานป้องกันอาชญากรรมเยอรมัน หันมาให้ความสนใจประเด็นการ จัดตั้งศูนย์เก็บข้อมูลดังกล่าวไว้โดยรัฐบาล หรือหน่วยงานที่เกียวข้อง อาทิ ศูนย์คุ้มครองข้อมูลข่าวสาร เสียเอง ทำนองเดียวกับที่เกิดขึ้นแล้วที่ประเทศอังกฤษ ด้วย โดยนอกจากเหตุผลเพื่อป้องกันการกระทำผิดต่อข้อมูลที่จัดเก็บแล้ว ยังน่าจะมีประโยชน์ต่อหน่วยงานสืบสวนสอบสวนอาชญากรรม และการก่อการร้ายโดยตรงด้วย เนื่องจากไม่ต้องเสียเวลาร้องขอข้อมูลจากผู้ให้บริการเอกชน
จากเหตุการณ์นี้ ยังมีการแตกประเด็นอื่น ๆ อีกมากมายครับ อาทิ การเรียกร้องให้รัฐแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย "คุ้มครองข้อมูลข่าวสาร" (Datenschutz) และ กฎหมายอื่น ๆ ที่เกียวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ควรมีการเพิ่มค่าปรับสำหรับบริษัท หรือนิติบุคคลที่เอาข้อมูลลูกค้าที่จัดเก็บนั้นไปใช้ในทางที่มิชอบด้วยกฎหมาย กระทั่งปัญหาว่า ใครบ้าง (รัฐ, ผู้ให้บริการ ฯลฯ) ควรมีภาระหน้าที่ในการรักษาความปลอดภัยข้อมูลที่ถูกจัดเก็บ ก็ถูกตั้งไว้เช่นกัน แต่ดูเหมือนว่า ต่อปัญหานี้ รัฐกลับพยายามผลักให้เป็นภาระหน้าที่ของผู้ให้บริการเอง ที่จะต้องดูแลรักษาความปลอดภัยของข้อมูลที่ตัวเองจัดเก็บให้ดี ๆ ไม่ให้ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด จนบรรดาผู้ให้บริการต้องออกมาตอบโต้ว่า พวกเขาคงจะไม่มีปัญหาเลยกับภาระหน้าที่ในการดูแลข้อมูลลูกค้า หากพวกเขาประสงค์ที่จะจัดเก็บข้อมูลเหล่านั้นกันเอง แต่เมื่อมันไม่ใช่ และความจริง ก็คือ รัฐทำให้มันกลายเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย บังคับให้ต้องเก็บ เช่นนี้แล้ว รัฐมีความชอบธรรมใด ในการผลักภาระในการรักษาความปลอดภัยทั้งหมด ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายนัก มาไว้ที่ผู้ให้บริการแต่เพียงฝ่ายเดียว ...ผมเข้าใจว่ากว่าจะได้บทสรุปในเรื่องนี้ เค้าคงต้องคุยกันอีกยาว ปัญหาเรื่องสิทธิความเป็นส่วนตัวของลูกจ้าง หรือพนักงาน ที่นายจ้างหรือผู้บริหารบริษัทไม่ควรละเมิดได้ ก็ถูกหยิบยกขึ้นอภิปรายอย่างหนักในรอบนี้เช่นกัน (ก่อนหน้านี้ไม่นาน ประเด็นนี้เคยถูกตั้งคำถามไปแล้ว กรณีซุปเปอร์มาเก็ต Lidll ติดกล้องวงจรปิดไว้ในห้องพนักงาน แต่ครั้งนั้นเป็นแค่ปัญหาพ่วงเล็ก ๆ เพราะปัญหาจริง คือ มีลูกค้าประท้วง Lidl ก่อน ในปัญหา "การคุ้มครองข้อมูล" เกี่ยวกับกล้องที่ติดไว้ที่เค้าเตอร์คิดเงิน ซึ่งถูกกังวลว่าจะเกิดการสอดแนมรหัสบัตรเครดิต หรือเอทีเอ็ม เวลาที่ลูกค้ากดจ่ายตรงเค้าเตอร์ ประท้วงกันใหญ่เป็นอาทิตย์เหมือนกัน สุดท้าย Lidl ยอมเอากล้องตรงเค้าเตอร์ออก แต่ไม่ยอมเอาในห้องพนักงานออก ด้วยเหตุผล เพื่อป้องกันพนักงานขโมยของ) และแน่นอนครับ กรณี deTelekom นี้ ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่าง สมาคมนักข่าวเยอรมัน ย่อมต้องออกมาถามหาความรับผิดชอบจาก deTelekom โดยพวกเขากล่าวว่า การกระทำเช่นนี้ นอกจากถือเป็นการกระทำมิชอบต่อพื้นที่และข้อมูลส่วนบุคคล แล้ว ยังเป็นการทำลายสิทธิเสรีภาพของสื่อสารมวลชน ซึ่งน่าจะขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญอีกด้วย พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐออกมาตรการควบคุมบริษัทผู้ให้บริการติดต่อสื่อสารรายอื่น ๆ เพื่อไม่ให้เกิดกรณีอย่าง deTelekom ขึ้นได้อีกในอนาคต deTelekom ยังถูกต้้งคำถามจากสังคม ในประเด็นที่เกี่ยวกับจริยธรรมในการทำธุรกิจ ด้วยครับ โดยมีคนกล่าวว่า จริงอยู่ที่บริษัทมีความชอบธรรมที่จะตรวจสอบการทำงาน รวมถึงพฤติกรรมบางอย่างของพนักงาน ทั้งนี้เพื่อป้องกันข้อมูล และการประกอบธุรกิจของตัวเอง แต่ "ความชอบธรรม" ดังกล่าวก็ไม่ได้เป็นใบอนุญาต หรือใบเบิกทางให้บริษัทสามารถใช้วิธีการที่ "ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" ในการตรวจสอบได้ ท้ายสุดนอกจาก deTelekom อาจจะต้องรับผิดชอบต่อบรรดาตัวแทนผู้บริหารบอร์ด ผู้จัดการ และนักข่าวที่ถูกสอดแนม ในข้อหาว่าเป็นการใช้ข้อมูลไปในทางที่มิชอบ กระทำผิดตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลข่าวสาร และกฎหมายอื่น ๆ แล้ว (ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการสอบสวนโดยอัยการ และมีแนวโน้มว่า หากเรื่องนี้เกิดขึ้นจริง ตัวบริษัทเองอาจโดนค่าปรับสูงสุดถึงประมาณ 1 ล้านยูโร ในขณะที่ อดีตผู้บริหารฝ่ายรักษาความปลอดภัยของข้อมูล และผู้ต้องสงสัยคนอื่น ๆ ที่ร่วมโครงการสอดแนมดังกล่าว ก็อาจติดคุกตามกฎหมายอาญาด้วย หากมีพยานหลักฐาน) เหตุการณ์ครั้งนี้ ยังส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของ deTelekom เอง ในแง่ของการคุ้มครอง และรักษาความปลอดภัยข้อมูลของลูกค้า อย่างใหญ่หลวงอีกครั้ง จนบรรดาผู้บริหารต้องออกมายืนยันกับลูกค้าว่า ทางบริษัทจะเข้มงวด และปรับปรุงระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลลูกค้าให้ดีขึ้น หากติดตามข่าวสารแวดวงกฎหมาย และสิทธิทำนองนี้อยู่บ้าง คงพอทราบนะครับว่า ปัจจุบันหลายประเทศ รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศ อย่างสหภาพยุโรป ต่างพยายามออกข้อกำหนดให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคม และติดต่อสื่อสารเก็บรักษาข้อมูลจราจรต่าง ๆ เหล่านี้ไว้ โดยให้เหตุผลว่า เป็นการป้องกัน การก่อการร้ายระหว่างประเทศ (สำหรับฝั่งอเมริกานั้น ปัจจุบันยังมี Echelon เป็นเครื่องมือให้รัฐบาลใช้สอดแนมใครต่อใครทั่วโลกได้อยู่ ซึ่งโครงการนี้มาหลายสิบปีแล้ว ตั้งแต่ยุคสงครามเย็น เลยดูไม่ค่อยเดือดร้อนเท่าไหร่นัก) แต่ปัญหาที่ยังถกเถียงกัน ก็คือ รัฐควรให้ความสำคัญกับอะไรมากกว่ากัน ระหว่างการป้องกัน หรือรักษาความปลอดภัย จากภัยก่อการร้าย (ที่เอาเข้าจริง ก็ยังคงถูกตั้งคำถามว่า มีจริงหรือ ถ้ามี เขาคือใครกันแน่ หรือจะร้ายกาจเท่ากับที่อเมริกาวาดไว้หรือไม่) กับ เสรีภาพในการติดต่อสื่อสาร และพื้นที่ความเป็นส่วนตัวของประชาชน และสังคมโดยรวม อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนวันนี้ ปัจจัยที่รัฐต้องนำมาชั่งน้ำหนักเปรียบเทียบกับปัญหาการก่อการร้าย คงไม่ได้มีแค่นั้นเสียแล้ว เพราะข้อมูลส่วนตัวในลักษณะต่าง ๆ ที่รัฐพยายามให้จัดเก็บ กำลังกลายเป็นเหยื่ออันโอชะของบรรดาอาชญากรมืออาชีพรูปแบบต่าง ๆ รวมทั้งนำไปสู่การละเมิดสิทธิเสรีภาพอื่น ๆ อีกนานัปการ นอกจากการสอดแนมกันเองภายในบริษัทแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีการสอดแนมระหว่างบริษัทขู่แข่ง ? จะมีปัญหาอะไรไหม ถ้ามีการขายข้อมูลเหล่านั้นต่อกันไปในตลาด(มืด)ข้อมูล ? คงสนุกพิลึกถ้าระบบรักษาความปลอดภัยของผู้ให้บริการที่จัดเก็บ ยังไม่มีมาตรฐานเพียงพอ ? และจะเป็นปัญหาที่ได้รับการสะสางโดยเร็วหรือไม่ ถ้าการติดต่อสื่อสารระหว่างนักข่าว นักเขียน นักวิพากษ์วิจารณ์การเมือง ถูกจับตาดูทุกฝีก้าวโดยฝ่ายรัฐเอง ? ฯลฯ
ในยุคสมัยที่ข้อมูลข่าวสารมีราคาค่างวด มนุษย์สามารถประดิษฐ์เครื่องมือประมวลผล รวมทั้งคิดวิเคราะห์ ตีความได้ทุกแง่มุมจากข้อมูลที่อยู่ในมือ ประกอบกับความเชื่อมโยงสัมพันธ์ระหว่างการประกอบอาชญากรรมหลากรูปแบบ เส้นแบ่งยุคอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ กำลังจะถูกลบทิ้ง แล้วมันก็กำลังจะวิ่งเข้าผสมผสานจนยากจะจำแนกแยกแยะได้ ใครจะคิดว่า อาชญากรรมรูปแบบใหม่อย่าง Cyberterorris จะชักจูงให้รัฐ และประชาชนต้องกลับมาปวดหัวกับปัญหาเดิม ๆ อย่างการ ล่วงละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล แถมยังขยายเลยเถิดไปถึงปัญหาใหม่ที่มีขอบเขตคาบเกียวกับ เสรีภาพสื่อมวลชน และการเมืองการปกครอง Big Brother (คนละเรื่องกับรายการโชว์) หรือ การจับจ้องสอดแนม เป็นคำไม่พึงปรารถนาของหลาย ๆ ประเทศครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่คนให้ความสำคัญกับ สิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคล แม้เรื่องนี้อาจพออนุโลมให้ทำได้บ้าง แต่ก็เฉพาะกรณีเพื่อปกป้องความปลอดภัยสาธารณะ ภายใต้ขอบเขต และเงื่อนไขที่จำกัด ชัดเจน รวมทั้งรัฐต้องมีมาตรการป้องกันผลข้างเคียงอันไม่พึงปรารถนาอื่น ๆ รองรับไว้ด้วย เท่านั้น พอลองติดตามเรื่องนี้ (และเรื่องอื่น ๆ ทำนองเดียวกัน) ของที่นี่ดูแล้ว ต้องถือเป็นเรื่องน่าตื่นใจทีเดียวครับ ถ้าเราได้คิดว่า คดีภายในหน่วยงานหนึ่งที่เกิดขึ้นคดีเดียวนี้ กลับถูกสังคม ผู้คนและองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาคเอกชน และภาครัฐเองตั้งคำถามเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต หยิบยกขึ้นพิจารณาในหลากหลายทิศทาง ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อชี้ให้เห็นข้อเสีย ข้อผิดพลาดของมาตรการที่ถูกบังคับใช้อยู่ จะได้ช่วยกันหาทางป้องกันไม่ให้เกิดได้อีกในอนาคต (แม้ว่า ด้วยคดีนี้ ผลมันยังไม่ได้เกิดกับตัวเองโดยตรง ก็ตาม) ในกรณีนี้ ถึงแม้ว่า รัฐคงยังยืนยันที่จะให้มีการจัดเก็บข้อมูลต่อไป แต่ก็น่าเชื่อเหลือเกินว่า ต่อไปรัฐจะต้องออกมาตรการคู่ขนานเพื่อคุ้มครองข้อมูลต่าง ๆ เหล่านั้นอย่างรู้เท่าทัน และเข้มงวดมากกว่าที่เป็นอยู่ อ่านแล้ว ถ้าคิดถึงสถานการณ์ หรือ กฎหมายทำนองเดียวกันนี้ของบ้านเรา ก็ไม่ต้องขนลุกขนพอง หรือนอนไม่หลับไป แต่ขอให้ทำใจให้ดี ๆ เพราะปัจจุบัน นอกจาก ท่านจะยังไม่เห็นเงา กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล, รัฐธรรมนูญคุ้มครองสิทธิประชาชนยังล้มลุกคลุกคลาน, ข้อมูลส่วนตัวต่าง ๆ ยังเป็นของไร้ค่า จะละเมิดเองก็ได้ หรือจะเอาไปขายต่อก็เชิญเถิด, เจ้าหน้าที่เอาแต่ไล่จับการ์ตูนโป๊ กับยัดข้อหาหมิ่นพระบรม ฯ, ประชาชนทำตัวเป็น Big Brother คอยสอดแนมซึ่งกันและกัน แล้ว เรายังมี รัฐกับเจ้านาย สวมบท Godfather คอยประกาศห้ามกันอย่างโจ่งแจ้ง แม้จะขัดกับสิทธิเสรีภาพว่า "อย่าทำอะไรที่ฉันไม่ชอบ"...เอาไว้ให้นอนสะดุ้งโหยง ๆ อีกด้วย :P |
|
05 Jun 08 | by | tags เกร็ดชีวิต เยอรมัน กฏหมาย สอดแนม โทรคมนาคม ผู้ให้บริการ
bow_der_kleine
ที่จริงไม่เกี่ยวกับการสอดแนม แต่เกี่ยวกับเรื่องสิทธิส่วนบุคคล ถามเล่น ๆ ครับว่า อย่างในโรงเรียนทหาร หรือการฝึกทหาร ที่ต้องมีการตรวจตู้ ตรวจของ เพราะ ต้องการรักษาระเบียบวินัย จะเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือเปล่า ? ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่น่าคิดพอสมควรเลยทีเดียว |
เชกูวารา
อ่า...เรื่องนี้จริง ๆ ไม่น่าจะมีใครตอบได้ดีเท่าเจ้าตัวคนถาม 555+ แม้จะไม่รู้เรื่องอะไรในวงเขา (แถมไม่ได้ค้นข้อมูลอะไรเพิ่ม) แต่อยากแสดงความคิดเห็นส่วนตัว :D เรื่องแบบนี้ บ้านเราอาจยังไม่มีใครเรียก (หรือกล้าเรียก ?) ว่า สอดแนม เป็นไปได้ว่า เพราะการทำแบบนั้น (ของรุ่นพี่ หรือครูฝึก) ไม่มีเป้าหมายในเชิงสังเกต หรือจับตาความเป็นไปในชีวิตของไอ้เจ้าคนที่ถูกค้น แต่น่าจะใช้คำว่า "สอดรู้สอดเห็น" ได้นะ กรณี รุ่นพี่ (ฮ่า...ใช้อำนาจ (ไม่ใช่สิทธิ) ค้นตู้ ค้นกระเป๋ารุ่นน้อง เพราะอยากเห็นรูปแฟน) แล้วก็คงมีคนชอบใช้คำว่า "ตรวจเช็คความเป็นระเบียบ" ในตู้ของผู้ใต้บังคับ กรณีเป็นการกระทำของครูฝึก หรือ ทหารที่ใหญ่กว่า ถ้าถามผม ไม่ว่าจะเป็น สอด หรือ ตรวจ ในกรณีนี้ ล้วนแล้วแต่ ละเมิดสิทธิความเป็นส่วนตัว ทั้งสิ้น จริงอยู่ ที่สิทธิเสรีภาพบางอย่างอาจถูกล่วงละเมิด หรือจำกัดได้ กรณีที่มีกฎหมาย หรือข้อบังคับบัญญัติเอาไว้ แต่ข้อจำกัดสิทธิของปัจเจกส่วนใหญ่ ต้องเป็นเรื่องของการชั่งน้ำหนักกับประโยชน์สาธารณะ หรือไม่ก็ สิทธิของคนอื่น ๆ ...แต่ ผมยังไม่เห็นว่า การที่ใครสักคน จะกองถุงเท้าระเกะ ระกะ หมกเสื้อเหม็น ๆ ไว้ในตู้ตัวเอง จะสร้างผลเสียต่อสาธารณะ หรือแม้แต่ คนอื่น ตรงไหน อย่างไรก็ตาม อย่างที่บอก ว่าเรื่องนี้ไม่มีใครตอบได้เท่ากับคนถาม หรือคนในวงการนั้น ๆ เอง บางทีการโดนตรวจแบบนี้ อาจเป็นผลดีต่อวงการ (สร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย) ส่วนจะเป็นผลดีต่อคนนอกวงการ หรือไม่ อันนั้น...มันก็อีกเรื่อง ! อืม...พอทราบว่า มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในวงการสีเขียว ก็เลยคิดต่อไปเลยว่า เป็นเพราะงี้หรือเปล่า คนสีเขียว ถึงไม่ค่อย หรือไม่รู้จักเคารพในสิทธิเสรีภาพ ของคนสีอื่น คอยแต่จะยึดไปเรื่อย :P ปล. 1 เคยดูรายการหนึ่ง คล้าย ๆ เด็กทุนเอเอฟเอสบ้านเรา คือ เด็กเยอรมันแลกเปลี่ยนไปเรียนต่างประเทศ มีคนหนึ่งเลือกไปอเมริกาใต้ ประเทศไหนจำไม่ได้ แล้วเจอ Culture Shock เพราะ คนในแฟมมิรี่ที่ไปอยู่ด้วย จู่ ๆ ก็เข้าห้องโดยไม่เคาะประตู และเจออะไรอีกหลาย ๆ อย่างเกี่ยวกับปัญหาเรื่องการละเมิดความเป็นส่วนตัว เจ้าเด็กด๊อยช์ปวดหัวกับเรื่องนี้มาก จนไม่อยากอยู่ ถึงขั้นต้องไปขอคำปรึกษาจากสถาบันที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ได้รับคำอธิบายจากเจ้าหน้าที่ผู้ให้คำปรึกษาว่า คำว่า "ความเป็นส่วนตัว" เป็นคำที่คนในประเทศแถบนี้ ไม่คุ้นเคย... จริง ๆ ผมว่า คำตอบนี้ไม่แปลก และน่าคิดต่อไปด้วยว่า น่าจะมีอีกมากมายหลายประเทศในโลก (รวมทั้ง ไทยด้วย หรือเปล่า ?) ที่ไม่ได้ ซีเรียสกับ คำนี้ ปล. 2 ทหารเยอรมันเขาเป็นเหมือนกันกับทหารไทย หรือเปล่าครับ ?...เดาว่า ไม่น่าจะเป็น |
หากท่านใดเคยอ่านข้อเขียนผมตอนหนึ่งเรื่อง
"

จากเหตุสอดแนมสุดอื้อฉาวนี้ ทำให้ประเด็น

mk
จริงๆ ต้องเพิ่มเรื่องนักข่าวไปเป็น สนช. ด้วยครับ อิอิ
06 Jun 08