ComBioLaw.De » Blog » ไอที » I'm a PC, I'm a Mac and I'm OpenSource
I'm a PC, I'm a Mac and I'm OpenSource
ทำให้ผมรู้สึกว่า เรากำลังเดินเข้าสู่ยุคเปลี่ยนแปลงของระบบปฏิบัติการหรือเปล่า ? เพราะก่อนหน้านี้ Microsoft ไม่เคยแยแสกับการโฆษณาขายสินค้าตัวเอง เพราะถือว่าตัวเองเป็นจ้าวตลาดไร้เทียมทาน ข้อเปรียบเทียบจำนวนโฆษณา ทั้งทางโทรทัศน์ ป้ายโฆษณา และอินเตอร์เนตของ Microsoft ในช่วงที่ Windows XP ออกใหม่ ๆ กับช่วงที่ Windows Vista ออกมาใหม่ ๆ ต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ผมจำได้ว่าผมเห็นโฆษณา Windows XP เพียงสองหรือสามครั้ง ผ่านโทรทัศน์เยอรมัน ส่วนโฆษณาชุด Windows Vista, Wow! ผมเห็นผ่านตาอยู่ประมาณสามเดือน แถมด้วยป้ายโฆษณาขนาดยักษ์ตามที่สาธาณะ จนเพื่อนผมมันเอียนและแซวว่า "Windows Vista, Wow!. It's so expensive and so shit" คำแซวของเพื่อนผมไม่ใช่คำพูดที่เกิดขึ้นลอย ๆ ขำ ๆ แต่เกิดจากประสบการณ์จริง เพราะมันได้ทดลองใช้ Windows Vista แล้วได้รับประสบการณ์ไม่ดีหลายอย่าง โดยหลัก ๆ คือ การบริโภคทรัพยากรเครื่องที่มากเกินไป, ช้าอืด, มีปัญหาเรื่องไดร์ฟเวอร์ และ ความเข้ากันได้ของซอพท์แวร์ อัตราเพื่อนร่วมงานของผม ที่หลังจากทดลองใช้ Windows Vista แล้วกลับมาใช้ Windows XP ในตอนนั้นคือ 100% แต่ตอนนี้เพิ่มขึ้นแล้ว เพราะซื้อโน้ตบุคใหม่มา มี Vista ติดตัว ฮาร์ทแวร์พร้อม ซอพท์แวร์พร้อม ก็เลยไม่เปลี่ยนกลับ ส่วนทาง Apple นั้น ได้รุกกินส่วนแบ่งตลาด มากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเริ่มจากการขาย iPod ... |
|
|
iPod ถือเป็นสินค้าที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของ Apple ชิ้นหนึ่ง ความสำเร็จของ iPod ทำให้คนสนใจหันมาใช้ผลิตภัณฑ์ของ Apple มากขึ้น ทำให้ Apple กลับมายิ่งใหญ่ในโลกไอทีอีกครั้ง ความสำเร็จของ Apple ในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ไม่ได้เกิดจาก iPod เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากแนวคิดและ innovation ใหม่ ๆ ที่มาพร้อมกับการกลับมาของ Steve Jobs ก่อนหน้านี้ ผมเคยเป็นคนหนึ่ง ที่หลงไหลในผลิตภัณฑ์ของ Apple เพราะดีไซน์ที่สวยเตะตา รูปแบบที่เรียบง่าย และที่สำคัญ ใช้แล้วจะรู้สึกว่าตัวเองเท่ห์ขึ้นมาทันที แต่หลังจากที่ซื้อ iPod มาใช้ก็รู้สึกไม่ชอบ Apple ขึ้นมาตงิด ๆ เพราะรู้สึกว่ามันสวยแต่รูปจูบไม่หอม ความรู้สึกไม่ดีของผมต่อ iPod ได้แก่ ระบบเสียงที่ค่อนข้างห่วย (ห่างชั้นกับ Sony มาก) หูฟังไม่ดี นอกจากจะเสียงไม่ดีแล้ว ซื้อมาได้สองอาทิตย์พังเฉย เคลมไม่ได้อีกต่างหาก ซอพท์แวร์มีปัญหา iPod เป็นอะไรที่แฮงค์บ่อยมาก มากถึงขนาดเคยไปเปลี่ยนเครื่องมาแล้วหนึ่งครั้ง และที่สำคัญโหลดเพลงขึ้นเครื่องยากมาก ผมซื้อให้น้องสาวใช้หนึ่งเครื่อง เพราะน้องอยากได้ ผ่านไปปีครึ่ง น้องสาวผมยังโหลดเพลงขึ้น iPod ไม่เป็น ตอนนี้หันไปใช้เครื่องเล่น MP3 ของไต้หวัน ที่ซื้อมาจากตลาดกิมหยง ในราคา 1500 บาท มีความสุขมาก เพราะอ่านภาษาไทยได้ ส่วน Mac OS X และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของ Apple ผมคงแสดงความคิดเห็นได้ไม่มากนัก เพราะไม่เคยใช้แบบจริง ๆ จัง ๆ และตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองจะไบแอส ไม่ค่อยชอบ Apple ผมไม่รู้สึกแปลกใจเลย เหตุใดผมจึงเคยชอบ Apple ด้วยเหตุผลที่ผมเขียนมา เพราะนั่นคือการตลาดที่ชาญฉลาดของ Apple ซึ่งมีจุดขายคือ ดีไซน์กิ๋บเก๋ นำสมัย ใช้งานง่าย ราคาพอประมาณ และที่สำคัญคือ ใช้แล้วต้องรู้สึกเท่ห์ ดังนั้น ผมคิดว่า Apple ไม่เคยคิดที่จะเป็นจ้าวตลาดในสินค้าใด ๆ (ยกเว้น iPod) เพราะการเป็นจ้าวตลาด ขายอะไรที่ใคร ๆ เขาก็ใช้กัน มันจะลดความเท่ห์ลงมาทันที สิ่งที่เราเห็นคือ สินค้าของ Apple ไม่เคยเป็นสินค้าระดับล่าง ราคาถูก อย่างดีก็เป็นระดับกลาง ราคาพอซื้อได้ ไม่แพงแพงเกินไปเมื่อเทียบกับสินค้าระดับเดียวกันยี่ห้ออื่น
ดังนั้น สิ่งที่เราเห็นจากโฆษณา Get a Mac จึงไม่ใช่อะไรเลย นอกจากการขายความเทห์ของคนใช้งาน Apple โดยนำมาเปรียบเทียบกับความพื้น ๆ และอีเดียดเล็ก ๆ ของคนใช้ PC ส่วน Microsoft นั้นหลงทางมานาน พยายามทำ look ผลิตภัณฑ์ตัวเองให้คล้ายกับของ Apple อยู่ตลอดเวลา หน้าตาและ User Interface (UI) ของ Windows Vista รวมไปถึง features ของ Aero, หน้าตาเวบไซท์ของ Windows มองกี่ครั้งก็ต้องคิดว่า Microsoft ได้รับอิทธิพลทางด้านดีไซน์มาจาก Apple เยอะมาก ในเมื่อ Microsoft ตามตูด Apple ต้อย ๆ การจะคิดสินค้าที่ดีกว่าจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก หรือแทบเป็นไปไม่ได้เลย
สาเหตุหนึ่งของความล้มเหลวของ Windows Vista คือ การเดินตาม Apple การเพิ่มความสามารถทางด้าน eye candy โดยแลกกับ performance และเสถียรภาพของระบบอย่างมหาศาล ทำให้ฐานผู้ใช้เดิมของ Windows ค่อนข้างผิดหวัง เพราะจริง ๆ แล้วความต้องการของผู้ใช้ Windows คือ อะไรก็ได้ที่ฉันใช้ได้ ทำงานได้ โดยที่ฉันลำบากน้อยที่สุด (ลองนึกภาพป้า ๆ เลขา ที่นั่งพิมพ์งานเอกสารทุกวัน) eye candy ไม่ได้ทำให้คนเหล่านี้ทำงานมีความสุขขึ้น หรืออย่างมากก็ตื่นเต้นกับมันได้สองวัน แต่การต้องมานั่งอัพเกรทเครื่อง ลงโปรแกรมใหม่ ลงไดร์ฟเวอร์ใหม่ ทำความเข้าใจกับ UI ใหม่ มันทำให้เขามีความทุกข์แน่นอน เพราะต้องไม่ลืมว่า คนที่ใช้ Windows หรือ Internet Explorer ส่วนมาก ก็เพราะว่ามันมีอยู่แล้ว และไม่ต้องเปลี่ยนอะไรใหม่
เพราะในช่วงหลัง Apple ทำตัวเป็นผู้ผูกขาด ยิ่งกว่า Microsoft เสียอีก เพราะซอพท์แวร์ต่าง ๆ ที่จะใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์ของ Apple ต้องได้รับการอนุญาตจาก Apple ก่อน ดังจะเห็นได้จาก การโหลดเพลงขึ้น iPod ก็ต้องผ่าน iTunes การนำซอพท์แวร์มาใช้บน iPhone ก็ต้องได้ผ่าน App Store และซอพท์แวร์บน App Store ก็ต้องผ่านความเห็นชอบจาก Apple จนล่าสุดยุทธวิธีผูกขาดของ Apple ก็ตกเป็นข่าวเมื่อ แอปเปิลปฏิเสธโปรแกรมบน App Store ด้วยข้อหา "แข่ง iTunes" จนทำให้มาดความผูกขาดของ Microsoft ดูใจดีขึ้นมาในทันที แต่สิ่งที่สะกิดใจผมอีกอย่างในวลี "Windows .. Life Without Walls" คือ ทำไม่ Microsoft ถึงพูดได้ไม่อายปาก เพราะหากจะพูดถึงเรื่องการผูกขาดแล้ว Microsoft ก็ไม่ธรรมดาเหมือนกัน เล่นงานคนอื่นมาด้วย Wall ก็ไม่ใช่น้อย (แม้ว่า Wall จะไม่ปิดตายเหมือนของ Apple ก็ตาม) อีกทั้ง การพูดถึง Wall หรือ Freedom หลาย ๆ คนคงจะอดไม่ได้ที่จะเอา Microsoft ไปเปรียบเทียบกับ OpenSource และ เอา Windows ไปเปรียบเทียบกับ Linux เพราะเมื่อเทียบแล้ว Microsoft ก็ยังดูเผด็จการอยู่ดี
ความน่าสนใจของ OSS ไม่ใช่มีแค่อิรภาพในการใช้งานเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของความหลากหลายในการใช้งานด้วย การใช้งาน OSS ทำให้ผู้ใช้มีสิทธิเลือกใช้ซอพท์แวร์ในแบบที่ตัวเองชอบ จะใช้แบบ eye candy หวือหวา หรือ จะเอาแบบเล็ก ๆ แต่สวยงาม หรือ จะเอาแบบเรียบง่ายสุด ๆ หรือ จะเอาแต่จอดำ ๆ ทุกคนมีสิทธิเลือก การลุกคืบเข้ามาของ OSS มีให้เห็นตลอดเวลา ไม่ว่าอัตราส่วนของ server ที่ใช้ Linux กันมากขึ้น, การนำ OSS ไปใช้งานในระดับองค์กรณ์กันมากขึ้น, การประกาศให้ OSS เป็นซอพต์แวร์หลักของหน่วยงานรัฐในประเทศต่าง ๆ และอัตราส่วนผู้ใช้งาน Linux เป็นระบบปฏิบัติการ desktop ที่สูงขึ้น การเข้ามาของ NetBook ที่ใช้ Linux เป็นระบบปฏิบัติการหลัก และแนวโน้มการใช้งาน OSS จะสูงขึ้นตามอัตราการใช้งานอินเตอร์เนต เพราะเป็นที่ยอมรับกันในวงกว้างว่าเซิพเวอร์ที่ใน Linux เป็นระบบปฏิบัติการ มีข้อได้เปรียบในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นต้นทุน เสถียรภาพ การบำรุงรักษา และ performance
แต่ทั้งนี้ ระบบปฏิบัติการในฐานะ Destop จะลดความสำคัญลงเรื่อย ๆ เช่นกัน เพราะโปรแกรมใหม่ ๆ นอกจากจะ Cross Platfom แล้ว มันยังขึ้นไปอยู่บนอินเตอร์เนตอีกต่างหาก (Cloud Computing) สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Microsoft ไม่สามารถทำตัวเป็นผู้ชี้นำทางเทคโนโลยีได้เหมือนเก่า เพราะทุกคนไม่ง้อผู้ผลิตระบบปฏิบัติการ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแล้วในตอนนี้ ดังจะเห็นได้จากเรื่องของการกำหนด ODF เป็นฟอร์แมตเอกสารมาตรฐาน, แนวทางการพัฒนา IE7, IE8 เป็นต้น |
|
29 Sep 08 | by | tags ไอที Microsoft Windows Apple OpenSource
bow_der_kleine
@revolution : เรื่อง Apple ไม่เคยโดนกล่าวหาเรื่องผูกขาด ผมคิดว่าน่าจะมีสองเหตุผลคือ 1) loyalty ของแฟน ๆ Apple มีสูง (ไม่อยากใช้คำว่า zealot) 2) อัตรส่วนคนใช้ Apple ยังน้อยอยู่ แต่พอมาถึงยุค iPhone ทุกอย่างอาจเปลี่ยนไป เพราะความแตกต่างระหว่าง iPhone กับมือถือรุ่นอื่น ๆ ต่างกันค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเรื่อง App ตอนนี้แฟน ๆ Apple อาจเริ่มตั้งคำถามกันบ้างแล้วก็ได้ (หรือตั้งไปหลายคำถามแล้วก็ไม่รู้) @Priesdelly : ผมเห็นด้วยครับ แต่ไม่ทั้งหมด เพราะอย่างกรณี Apple นี่เหมือนหนีเสือปะจระเข้ (มองในมุมของการผูกขาด) ซึ่งก็เป็นเรื่องธรรมดาครับ ในตลาดเสรี การมีตัวเลือกมาก ไม่ได้หมายความว่าคุณจะได้สิ่งที่ถูกใจ หรือดีที่สุด มันมีความหมายแค่ว่า คุณมีสิทธิเลือกมากขึ้นเท่านั้น |
บุญชิตฯ
เออ ทีตัดพ้อ ดันผ่าน (สงสัยโพสต์ที่แล้ว พูดชื่อยี่ห้อสินค้ามากไป) คือตอบไปประมาณว่า เดี๋ยวนี้ดีไซน์ของแอปเปิ้ลเองก็เริ่ม "ไม่ใหม่" แล้ว ค่ายจีนไต้หวัน อย่างครีเอทีฟ เอซุส หรือเกาหลีอย่างซัมซุง ก็เริ่มใช้ปรัชญาออกแบบใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะซัมซุงนี่ ถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียว ส่วนผมเองก็ชอบอูบันทูนะ ผมว่ามันเป็นเหมือนวินโดวส์ no รุงรัง อารมณ์เหมือนสมัย 95-98 ตอนซื้อ eee PC ก็ชั่งใจ แต่นึกถึงว่าต้องใช้กับอะไรบ้าง (กล้อง D-SLR - พวกนี้ต้องมีปลักอินอ่านไฟล์ raw , ป๊อกเก็ตพีซี, โปรแกรมดูหมอผูกดวง ฯลฯ) สุดท้ายก็หนีไปจาก the wall ของ วินโดวส์ไม่สำเร็จ |
revolution
โดนหาว่าเป็น spam บ่อยเหมือนกัน @bow_der_kleine: ที่คนใช้น้อยเพราะอาจจะเป็นเรื่องที่ขายเครื่อง + OS เลย มันแพง อย่างน้องสาวผมก็อยากใช้ design สวยๆมั่ง แต่ก็ไม่อยากเปลี่ยนจาก windows ก็เลยเอาราคาที่ถูกกว่าแถมสเปคดีกว่าไปซื้อ laptop ธรรมดา @บุญชิตฯ: เห็นด้วยที่ค่ายเกาหลีออกดีไซน์ล้ำเหมือนกัน แต่คุณภาพไม่ได้เรื่องเท่าไหร่ แต่จุดแข็งของ Mac ไม่ใช่แค่ design นะสิครับเป็นเรื่อง marketing ที่ผนวกเข้ากับสินค้า เหมือนขายพ่วงไงไม่รู้ อย่าง itune ก็ซื้อเพลงผ่านเวบของ mac (เหตุผลนึงที่ไปซื้อ thumb drive ที่ฟังเลงได้) iphone ก็ต้องซื้อ program ผ่าน App store นะสิ ที่สำคัญการออกตลาดก่อนอย่าง Mac กลายเป็น life style ไป (บางคน)ภูมิใจหรือคิดว่าเท่ห์ที่ตัวเองใช้ mac ทั้งที่ไม่รู้ว่ามันมีดีไรบ้าง |
bow_der_kleine
สงสัยต้องปรับปรุงวิธีการดักสแปมอีกรอบ @revolution, @บุญชิตฯ : เคยเจอแฟน Apple อยู่คนนึง เขาเล่าว่าจะซื้อเครื่องใหม่ เพราะบานพับ Mac Book เครื่องเก่าพัง และเล่าสรรพคุณของ OS X ให้ฟัง พอได้ฟังผมก็เลยถามว่า เอ ... ความสามารถพวกนี้ Windows กับ Linux มันก็มีนะ เขาเลยตอบว่า ที่เขาซื้อเพราะมันเป็น Apple ใช้แล้วเท่ห์ดี แหม... เล่าให้ฟังเสียตั้งนาน ที่แท้ก็เพราะความเท่ห์ มันเป็น life style อย่างหนึ่งนั่นเอง นั่งใช้ Apple ใน Starbucks ดูดีเท่ห์ไม่หยอก @บุญชิตฯ (อีกรอบ) : เดี๋ยวนี้ใช้งาน ubuntu ก็ไม่ยากอย่างที่คิดครับ อย่างข้อมูลจากกล้อง ไม่จำเป็นต้องผ่าน driver กล้องก็ได้ครับ อ่านข้อมูลจากเมโมรี่การ์ดโดยตรงเลยก็ได้ การ์ดบางรุ่น (SD 4GB, SD 8GB) ผมอ่านจาก Windows ไม่ได้ อ่านจาก Ubuntu ได้เฉย ทั้งที่เป็นเครื่องเดียวกัน แต่โปรแกรมดูดวงนี่ ช่วยไม่ได้จริง ๆ |
ช่วงนี้สงครามระบบปฏิบัติการคลาสสิกระหว่าง Apple กับ Microsoft ได้ปะทุขึ้นอีกครั้ง หลังจากที่ Apple ได้ส่งโฆษณาชุด 

การออกโฆษณาชุด I'm a PC ของ Microsoft จึงเป็นสัญญาณอะไรหลาย ๆ อย่าง เช่น โฆษณาชุด Get a Mac ของ Apple ได้ผลดีมาก เลยต้องมีโฆษณาตอบโต้, คนใช้ Windows ลดลงอย่างมีนัยะสำคัญ, Microsoft เริ่มรู้ตัวแล้วว่าเดินทางผิด และพยายามหาแนวทางใหม่ นั่นคือการเป็นตัวของตัวเอง และการเข้าถึงผู้ใช้ในระดับ massive users ที่ไม่ต้องเน้นเท่ห์ สิ่งที่สะกิดใจหลาย ๆ คนในโฆษณาชุดนี้เห็นจะเป็นวลีที่ว่า "Windows .. Life Without Walls"
ในขณะที่สองทุนนิยมอย่าง Apple และ Microsoft กำลังทะเลาะกันอยู่ ว่าใครผูกขาดกว่าใคร ใครเท่ห์กว่าใคร ก็ยังมีคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้สนใจในเรื่องดังกล่าว เพราะมีซอพท์แวร์อีกประเภทหนึ่งที่ตอบคำถามได้ดีกว่า นั่นคือ OpenSource Software (OSS) เพราะการใช้งาน OSS หมายถึงอิสรภาพในทุกรูปแบบ ไม่ใช่แค่ Freedom without wall but with Windows แต่เป็น Just freedom.
ดังนั้น ในขณะที่ Microsoft ทำสงครามน้ำลาย และสงครามธุรกิจกับ Apple อีกด้านหนึ่ง OSS ก็กินส่วนแบ่งตลาดไปเรื่อย ๆ เช่นกัน แต่คนที่ได้รับผลกระทบจาก OSS น่าจะเป็น Microsoft มากกว่า Apple เพราะกลุ่มผู้ใช้งาน Apple กับ OSS ค่อนข้างเป็นคนละกลุ่มกัน ในระยะยาว ผมคิดว่า Windows ยังคงครองตลาดส่วนใหญ่ แต่อาจน้อยกว่า 90% หรือเผลอ ๆ อาจน้อยกว่า 80% เพราะในอนาคตจำนวนเซิพเวอร์จะมากขึ้น
revolution
แต่ก่อนผมเคยอยากได้ Mac รุ่น G5 มาเล่น เพราะอยากลอง HW ประเภท RISC แต่พอเปลี่ยนเป็น Intel เลยเฉยๆ
แต่ที่ไม่เข้าใจคือ Mac เองไม่เคยเจอกรณีฟ้องผูกขาดเหมือน MS
29 Sep 08