BioLawCom.De » Blog » กฏหมาย » ไม่ฟ้อง ?!
ไม่ฟ้อง ?!
สืบเนื่องจาก คำสั่งไม่ฟ้องนาย นวมินทร์ วิทยกุล ของอัยการ ฉบับล่าสุด ได้สร้างความประหลาดใจให้ผมจนมิอาจหักห้ามใจได้ เลยต้องเขียนถึงเสียหน่อย ขอแยกเป็นข้อ ๆ ดังนี้ 1) อัยการ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในขอบเขตงาน "อำนวยความยุติธรรม" เป็นคน "ตรงกลาง" คือ ทำงาน "คาน (อำนาจ)" อยู่ระหว่าง ตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน กับศาล ภารกิจหลักของอัยการ คือ คอยตรวจสอบสำนวนคดีว่า พยานหลักฐานที่ถูกรวบรวมส่งมาจากชั้นตำรวจ น่าจะเพียงพอ ที่จะให้ศาลรับฟังได้หรือไม่ว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหานั้น ๆ หากเห็นว่า "เพียงพอ" อัยการก็สั่งฟ้อง ถ้าไม่พอก็สั่งไม่ฟ้อง กฎหมายให้อำนาจกระทั่งหากเห็นว่าการสอบสวนไม่พอ อัยการอาจสั่งให้ตำรวจ ไปสอบสวนเพิ่มเติมได้ในประเด็นที่กำหนด เมื่อสั่งฟ้องแล้วก็ติดตามดำเนินคดีในศาล เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว หากเห็นว่าคำพิพากษาไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสมก็อุทธรณ์ฎีกาต่อไปจนถึงที่สุด ดังนั้น เป็นเรื่องจริงแน่ที่ว่า อัยการไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ ที่คอยรับสำนวนจากตำรวจแล้วส่งต่อให้ศาลอย่างเดียว ตรงข้ามอัยการมีอำนาจใช้ดุลยพินิจตรวจสอบถ่วงดุลย์ ด้วย แต่คำถามที่ต้องตั้ง ก็คือ กรอบในการใช้อำนาจถ่วงดุลย์ที่ว่านั้นอยู่ตรงไหน ? จริงอยู่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (มาตรา 141) ไม่ได้กำหนดขอบเขตการใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาสำนวนของอัยการไว้ แต่... |
|
|
ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2547
ข้อ 56 (หลักการทั่วไปในการตรวจพิจารณาสำนวน) กำหนดว่า (ปล. ขอออกตัวไว้นิดว่า ผมไม่ได้ศึกษาเรื่องการสั่งคดีใน "ทางปฏิบัติ" (แต่ก็เห็น ๆ อยู่บ้าง) หรือ ดูระเบียบ และการใช้ดุลยพินิจสั่งคดี ของอัยการ อย่างละเอียดนัก สิ่งที่เขียนในบล็อกนี้ผมพิจารณาเอาจากลักษณะอำนาจหน้าที่ของ อัยการ ศาล และ ตำรวจ รวมทั้งขอบเขตที่ควรต้องขีดได้ จากการที่อัยการต้องทำงานอยู่ระหว่างสองหน่วยงานนั้น) ประเด็นในเรื่องนี้ ก็คือ แม้อัยการจะมีดุลยพินิจในเรื่องราวและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น รวมทั้งสามารถพิจารณาข้อกฎหมายประกอบข้อกล่าวหาที่ถูกตั้งมาได้ ก่อนที่จะสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง แต่ อัยการ ก็ยังไม่ใช่ ศาล นะครับ ถ้าข้อเท็จจริง โดยดูจากพยานหลักฐาน ชัดเจนแล้วว่า "มีเหตุการณ์ตามที่แจ้งมาเกิดขึ้น" โดยมี "ผล" ที่ดูแล้วสอดรับกับ "ข้อกล่าวหา" จนมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเข้า "องค์ประกอบภายนอกแห่งความผิด" ได้ หรือน่าจะเอาผิดผู้ต้องหาได้ (ทางกฎหมายเรียกว่า "มีมูลความผิด") โดยไม่ต้องดูที่ "เจตนาของผู้ต้องหา" (ซึ่งเป็นองค์ประกอบภายใน) อัยการก็ควรต้อง "สั่งฟ้อง" ตามพยานหลักฐานที่มีอยู่...จากนั้น ศาล จึงจะเข้ามาทำหน้าที่พิสูจน์กันจน "สิ้นสงสัย" (ทั้งองค์ประกอบภายนอกและภายใน) ว่าที่สุดแล้วผู้ต้องหามีความผิด และต้องรับโทษหรือไม่ สาเหตุที่ควรเป็นแบบนี้ ก็เพราะ ขั้นตอนการพิจารณาของพนักงานอัยการ เป็นแค่เพียง "ขั้นตอนกลั่นกรองเบื้องต้น" เท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อกรองสำนวนชั้นหนึ่งก่อนว่า ไม่มีการกลั่นแกล้งฟ้องกัน หรือใช้พยานหลักฐานอ่อนเกินไปจนไม่น่าเชื่อถือว่าเกิดเรื่องที่กล่าวหากันจริง ซึ่งถือเป็นการช่วยลดจำนวนคดีความ หรือแบ่งเบาภาระศาลไปด้วย แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับการ "ค้าหาเจตนา" ของผู้กระทำความผิด ซึ่งเป็นเรื่อง "ภายในจิตใจ" ที่พิสูจน์ยาก นั้น จำเป็นต้องใช้การพิจารณาที่รอบคอบขึ้น ใช้เวลา และพยานหลักฐานมากขึ้น จึงต้องทำกันในขั้นตอนการพิจารณาคดีในชั้นศาล เอาล่ะ...ถ้าเชื่อว่า หลักการพิจารณา และกรองคดีของอัยการควรมีขอบเขตอยู่แค่นี้ ก็ขอให้ดูคำสั่งไม่ฟ้องของอัยการ กรณีนาย นวมินทร์ วิทยกุล ข้างล่างนี้ให้ดี ๆ
คดี นายนวมินทร์ วิทยกุล กับพวกจากเนื้อความทั้งหมด ประกอบตัวหนาสีแดง ที่ผมทำไว้ จะเห็นได้ว่า นอกจาก อัยการจะไม่ค่อยได้พูดถึง หรือให้เหตุผลว่า "พยานหลักฐาน" ที่มีอยู่ ไม่เพียงพออย่างไรจึง "สั่งไม่ฟ้อง" (ซึ่งควรเป็นเนื้อหาสำคัญของความเห็นของอัยการ) แล้ว อัยการ ในสำนวนนี้ยังก้าวล่วงเข้าไปพิจารณาเรื่อง "เจตนา" อันเป็นองค์ประกอบภายใน ซึ่งควรเป็นเรื่องใน "ชั้นศาล" ด้วย และที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่า ก็คือ อัยการยังไปหยิบยกเอาเรื่อง "โทสะ หรือ ความโกรธจากการโต้เถียงกัน" ขึ้นมาเป็น "เหตุผล" ด้วยว่า ผู้ต้องหา "ไม่มีเจตนา" ในการกระทำ แต่...ความเป็นจริง ก็คือ ในทางกฎหมายอาญา การกระทำใด ๆ ไปด้วย "โทสะ หรือความโกรธ" (ภาษากฎหมายเรียกว่า "บันดาลโทสะ") ไม่สามารถ (และไม่มีนักกฎหมายที่ไหน) หยิบยกขึ้นอ้าง เพื่อที่จะบอกว่าผู้กระทำ "ไม่มีเจตนา" ได้นะครับ การทำไปด้วยบันดาลโทสะ จะถูกนำมากล่าวอ้างได้ก็เพียงเพื่อที่จะ "ขอบรรเทาโทษ" จากการกระทำโดยเจตนา เท่านั้น ตาม
มาตรา 72 ประมวลกฎหมายอาญา ![]() กรณีนี้เอง จึงควรต้องตั้งคำถามว่า อัยการ ยก เหตุผล นี้ขึ้นมา ด้วย เหตุผล อะไรกันแน่ ? นี่ยังมิพักต้องถามเลยนะครับว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ นาย นวมินทร์ ซึ่งเป็นผู้ต้องหา ที่เข้าไปกระทำการต่าง ๆ นานากับผู้เสียหาย (นาย โชติศักดิ์ และเพื่อน) ก่อน ..ถูกข่มเหงอย่างร้ายแรง ด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมอะไร ?? ดีนะนี่ ที่นี่เป็นแค่ความเห็นของอัยการคนหนึ่ง ไม่ใช่ "คำพิพากษาของศาล" เพราะ ไม่เช่นนั้นแล้ว บรรดาอาจารย์กฎหมายอาญา อาจต้องสอนลูกศิษย์กันใหม่ว่า ...วะฮะ... ทำอะไรลงไปด้วยความโกรธ ก็อาจถือว่า กระทำโดย "ไม่มีเจตนา" ได้ นะจ๊ะศิษย์ที่รัก :P (ใครเป็นนักกฎหมาย ก็น่าจะทราบนะครับว่า ประเด็นเรื่อง "เจตนา" ในกฎหมายอาญานั้น มันสำคัญกับคดีขนาดไหน) 2) เรื่องที่น่าสงสัยในประเด็นต่อมา ก็คือ การพิจารณาองค์ประกอบภายนอก ของฐานความผิดตามข้อกล่าวหา อนึ่ง ความผิดฐานอื่น ๆ อาทิ หมิ่นประมาท, ทะเลาะกันอื้ออึง, บังคับหรือขู่เข็นให้กระทำหรือไม่กระทำการบางอย่าง สำหรับผมแล้ว ไม่มีปัญหา หากอัยการจะมีความเห็น "สั่งไม่ฟ้อง" เพราะข้อเท็จจริงที่เกิด พยานที่มี อาจถือได้ว่า ไม่เพียงพอ หรือเข้าข่ายข้อหาเหล่านั้นได้ (แม้โดยส่วนตัว ผมคิดว่า น่าจะยัง "เถียงกันได้" ว่า การเทข้าวโพด หรือขว้างของใส่ผู้เสียหาย ต่อหน้าคนจำนวนมาก รวมทั้งการ โห่ไล่ อาจจะเข้าข่ายความผิดลหุโทษฐาน "ดูหมิ่นซึ่งหน้า" (มาตรา 393) ได้เหมือนกัน เพราะเป็นพฤติกรรมที่ทำให้ผู้ถูกกระทำ รู้สึก อับอายขายหน้า เป็นการดูถูกเหยียดหยาม ซึ่งความผิดฐานนี้ กฎหมายไม่ได้ต้องการ "ถ้อยคำที่รุนแรง หรือหยาบคาย" หรือ ถึงขนาด "ใส่ความ" ทำให้คนอื่น "เกลียดชัง" อย่างความผิดฐาน "หมิ่นประมาท" (มาตรา 326) ถึงจะผิดได้ ...แค่เพียง "ลดคุณค่า" ของคนอื่น ก็ผิดมาตรา 393 ได้แล้ว....ถ้าไม่เชื่อ ต้องลองให้ อัยการ โดนทำแบบนี้ ในที่สาธารณะดูบ้าง) แต่ฐานที่ต้องตั้งข้อสงสัยอย่างยิ่งในสำนวนนี้ มีสองมาตรา คือ มาตรา 391 "ใช้กำลังทำร้ายผู้อื่น โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย หรือจิตใจ" (ความผิดลหุโทษ) กับ มาตรา 358 "ทำให้เสียทรัพย์" ฐานแรกก่อน มาตรา 391 เพราะ ในขณะที่ชัดเจนแล้ว และอัยการเองก็ฟังว่า "มีเหตุการณ์เทข้าวโพดใส่ รวมทั้งขว้างปาของใส่ตัวผู้เสียหาย" เกิดขึ้นจริง อีกทั้ง ในคำสั่งอัยการใช้คำว่า "มิได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจแต่อย่างใด" แต่เหตุใด จึงยังสั่งไม่ฟ้องในข้อหา "ใช้กำลังทำร้ายผู้อื่น โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย หรือจิตใจ" ซึ่งถ้อยคำตรงกัน ?? เคยมี คำพิพากษาฎีกาที่ 1416, 1417/2479 กับ 634/2486 ตัดสินไว้ว่า แค่เพียง การราดอุจจาระใส่ (สองฏีกาแรก) หรือ การถ่ายปัสสวะรดผู้เสียหาย (ฎีกาหลัง) ก็ถือเป็นการ "ใช้กำลังทำร้ายอย่างหนึ่ง" แล้ว ในขณะที่ ฎีกา 2199/2519 แค่เพียง "จับมือ" ดึงให้ลุกขึ้นโดยผู้นั้นไม่สมัครใจ ก็เป็นการใช้กำลังทำร้าย แม้ไม่มีบาดแผลใด ๆ (ที่ต้องรักษา) เกิดขึ้นเลย ก็ตาม อนึ่ง ควรต้องทราบนะครับว่า ในทางกฎหมายอาญานั้น คำว่า "ใช้กำลังทำร้าย" ตามมาตรา 391 ซึ่งเป็นความผิด "ลหุโทษ" (คือ โทษเล็ก ๆ น้อย ๆ) นี้ ไม่ได้มีความหมายเหมือนกับคำว่า "ใช้กำลังประทุษร้าย" (ซึ่งในคำสั่งไม่ฟ้องฉบับนี้ ยกขึ้นอ้าง) ซึ่งเป็นคำที่ใช้ในความผิดรุนแรงฐานอื่น ๆ ที่ผู้ถูกกระทำต้องได้รับบาดเจ็บ หรือให้ผลที่ชัดเจน และค่อนข้างรุนแรงต่อร่างกาย หรือจิตใจ การใช้กำลังทำร้าย ตามมาตรา 391 นี้ แค่เพียงแตะต้องเนื้อตัวเพียงเล็กน้อย เช่น จับมือ ผลักอก หรือ ไม่ต้องถึงกับแตะต้อง แต่ใช้วิธีการ หรือวัตถุอย่างอื่นไปถูกตัว เช่น ปาของใส่ ถ่มน้ำลายรด ปัสสวะ หรือ อุจจาระ (อย่างฏีกาที่ยกให้ดู) โดยผู้ถูกกระทำ "ไม่ยินยอม" โดยมีลักษณะที่เป็น "ปฏิปักษ์" (คือ ไม่ใช่แค่สะกิดเตือนกันฉันท์มิตร หรือแตะมือแบบปกติธรรมดา) ต่อกัน ก็ถือว่า เข้าข่าย มาตรา 391 ได้แล้ว (ดูเพิ่มใน จิตติ ติงศภัทิย์ หรือ ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ์) แล้วเหตุใด การเทของ หรือกว้างของใส่หน้า หรืออก ประหนึ่งเป็นศัตรูของตน (หรือของชาติ ?) แบบเหตุการณ์นี้ จึงไม่เพียงพอ ? อย่างไรก็ตาม สำหรับผม ที่น่าสงสัยยิ่งกว่ากรณี มาตรา 391 ก็คือ ความผิดฐาน "ทำให้เสียทรัพย์" มาตรา 358 "ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ต้องระวางโทษ..." เพราะตั้งแต่เรียนมา จนพอที่จะสอนคนไปบ้างแล้ว ผมไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่า การจะเป็นความผิด (หรือ การจะฟ้องใคร) ฐานนี้ได้ "ราคาทรัพย์" ที่ถูกทำให้เสียหาย นั้น เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ต้องเอามาพิจารณาประกอบด้วย อธิบายฉบับง่าย ๆ นะครับว่า คำว่า ทรัพย์ของผู้อื่น ก็คือ ทรัพย์ที่ไม่ใช่ของตัวเอง องค์ประกอบความผิด หรือ การจะเป็นความผิดฐานนี้ได้ ก็คือ ผู้กระทำ แค่รู้ว่า "ทรัพย์นั้นเป็นของผู้อื่น" เอาให้ง่ายอีกหน่อย ก็คือ รู้อยู่แล้วว่า มันไม่ใช่ทรัพย์ของตัวเอง (โดยไม่จำเป็นต้องรู้ราคาค่างวดของทรัพย์) ประสงค์จะทำให้ทรัพย์นั้น "เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า" แล้วก็ลงมือทำการอย่างหนึ่งอย่างใดจริง ๆ (กรณีนี้ คือ เอาของเขาเททิ้ง หรือเทใส่เขา จนเก็บมากินอีกไม่ได้) มันก็เข้าข่ายความผิดฐานนี้ ที่จะสั่งฟ้องได้แล้ว (ในส่วนของ เจตนา ก็ต้องไปพิสูจน์ในชั้นศาลอีกที) คงไม่ถึงกับต้องเอาเรื่องนี้ ไปเปรียบเทียบกับเรื่องสุดโต่งที่เยอรมันนะครับ เพราะที่เยอรมันนี่ ขนาด "ขยะ" ที่เจ้าของทิ้งแล้ว แต่ยังไม่มี พนักงานมาเก็บไปจากถังขยะหน้าบ้าน กฎหมายยังถือว่าขยะนั่นยังเป็น "ทรัพย์" ของเจ้าของเดิม ที่มีคุณสมบัติ ถูกทำลายหรือถูกขโมยได้อยู่ เลย ทั้ง ๆ ที่มันไม่น่าจะมีค่าอะไร ในบ้านเรา จนถึงวันนี้ ก็ยังเถียงกันได้ว่า "ศพ" เป็น "ทรัพย์" ของใคร (ญาติพี่น้อง) อยู่อีกหรือเปล่า ? เพราะถ้าเป็น การลักเอาไป หรือ การทำลายศพนั้นให้เสียหาย ก็ถือเป็นความผิดได้ แล้วนับประสาอะไรกับ ข้าวของชิ้นหนึ่งที่ยังไม่ถูก "ทิ้ง" กันเล่า แม้มันจะมีราคาไม่มาก หรือเป็นของที่ถูกกินไปบ้างแล้ว แต่นั่นมันก็ไม่ได้ทำให้คนที่มา "พราก" มันไปจากเจ้าของเดิม ไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย...นะครับ หากจะมีปัญหาขึ้นมาว่า แหม... ของเล็กน้อย หรือไม่แพง จนไม่น่าจะเป็นเรื่องเป็นราวฟ้องร้องกันนั้น กฎหมายอาญาเค้าก็เปิดช่องไว้ที่ มาตรา 361 แล้วว่า คู่กรณีสามารถตกลง "ยอมความ" กันได้ ฉะนั้น แม้ของที่เสียหายจะราคาน้อยมาก ๆ แต่ ถ้าคู่กรณีไม่ยอมความกัน มันก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการ ฝ่ายยุติธรรม ก็มีหน้าที่ชี้ให้คู่กรณี (รวมทั้งสังคม) เห็นว่า ที่ทำไปนั้น มันผิดหรือไม่ผิดกฎหมาย อย่างไร เพื่อเป็น "แนวทางปฏิบัติ" และเพื่อ "ความสงบเรียบร้อยของสังคม" ไม่ใช่เที่ยวมาเบี่ยงประเด็นเลอะเทอะว่า "ถ้าของราคาถูก หรือ เป็นแค่ของกินเหลือ" แล้ว ทรัพย์นั้นก็ไม่มีค่าควรแก่การที่เจ้าของจะปกป้อง จนอาจทำให้คนไม่รู้กฎหมาย คิดเลยเถิดไปได้ว่า อ้อ...ทำลายของถูก ไม่เป็นไร แฮะ ดีอีกเหมือนกัน ที่นี่ไม่ใช่ "คำพิพากษาศาล" ไม่เช่นนั้น นอกจากเรื่อง "บันดาลโทสะ" แล้ว บรรดาอาจารย์กฎหมายอาญา อาจจะต้องสอนลูกศิษย์อีกด้วยว่า จะเป็นความผิดฐาน "ทำให้เสียทรัพย์" ได้ ทรัพย์นั้นต้องมี "ราคาแพง" (อย่างน้อยก็แพงกว่า 119 บาท) ยิ่งถ้าเป็น "ของเหลือ คือ กินไปแล้วบางส่วน" ใครจะมาทำอะไรกับมัน เราก็ต้องยอมจำนน...เอ๊ะนี่..ผมชักเริ่มสับสนเสียแล้วว่า ตกลงแล้ว คนไทยควรต้อง "เจ้านิยม" หรือว่า "ทุนนิยม" กันแน่ ? 3) เป็นเรื่องที่ต้องสังเกตอย่างยิ่งนะครับว่า ช่วงสองปีมานี้ นอกจากเราจะได้เห็น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หยิบความหมายใน "พจนานุกรม" ขึ้นอ้างอิง เพื่อตัดสินคดีแล้ว ...คำสั่ง รวมทั้ง อีกหลาย ๆ คำพิพากษาศาล ที่ออกมาจาก "ฝ่ายอำนวยความยุติธรรม" นอกจาก "ข้อเท็จจริง" "ข้อกฎหมาย" และ "คำวินิจฉัย" ที่ให้เหตุผลตามหลักกฎหมายที่ใช้ แล้ว ยังมักมี ความรู้สึก และความเห็นประเภท มันเป็น "มารยาทสังคมที่ดี" หรือ "ขนบประเพณีอันเก่าแก่" สอดแทรก และสั่งสอนไว้ด้วย (ดูตัวหนา ไข้ เอ้ย สีเหลือง)
สรุปว่า บ้านนี้เมืองนี้ เราปกครองกันด้วยอะไรกันแน่ ? ปล.1. มาตรา 34 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา บัญญัติว่า "คำสั่งไม่ฟ้องคดี หาตัดสิทธิผู้เสียหายฟ้องคดีโดยตนเองไม่" ก็ต้องดูกันต่อครับว่า ผู้เสียหายเขาจะเอายังไงกันกับเรื่องนี้ ปล. 2. นอกจากผลต่อหลักกฎหมายอาญาแล้ว คำสั่งนี้ อาจสร้างผลไม่พึงปรารถนาบางอย่าง ให้เกิดขึ้นในสังคมไทยได้ นะครับ เช่นว่า ต่อไป ถ้าใครไม่พอใจ การกระทำของใครเข้า ท่านก็สามารถปาข้าวโพดใส่หน้า เขวี้ยงกระดาษใส่อก หรือไม่ก็ชวนกัน โห่ไล่อย่างกับหมูกับหมาได้ โดยไม่ผิดกฎหมาย และดูเหมือนจะไม่ต้องรู้สึกอับอาย หรือรับผิดชอบอะไรต่อพฤติกรรมป่าเถื่อนของตัวเอง ด้วย ถ้าสังคมไทยบอกว่า คนไม่ลุกขึ้นยืนเวลาเพลงสรรเสริญบรรเลงขึ้นในโรงหนัง คือ คนไม่รู้จักกาละเทศะ และน่าตำหนิ เพราะไม่มีมารยาทสังคม ไม่รู้จักวัฒนธรรม และขนบประเพณีไทยที่ดี (ผมละเรื่อง ความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูง มาตรา 112 ไว้นะ เพราะ โดยส่วนตัว ผมเห็นว่า "แค่เพียงไม่ยืน" โดยไม่ได้มีการกล่าวถ้อยคำอะไรเลย มันไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานนี้อยู่แล้ว) สิ่งที่นาย นวมินทร์ กับพวกทำ ก็ถือเป็นพฤติกรรมของอันธพาลที่ ไร้มารยาท ขาดอารยะ และไม่น่าให้อภัย เช่นเดียวกัน.
|
|
21 Sep 08 | by | tags กฏหมาย เหตุบ้าน และ การเมือง คำสั่งอัยการ อัยการ คำสั่งไม่ฟ้อง
เชกูวารา
คุณ Dida ผมคิดต่างนะ... ผมว่า เราไม่มีเหตุผลอะไรนะครับ ที่จะไปห้ามคนที่ไม่เห็นด้วยกับธรรมเนียมใดธรรมเนียมหนึ่ง ดำรงชีวิตตามปกติ (กรณีนี้ คือ คนจะดูหนัง ปกติ ถ้าไม่ได้มาสาย ก็ต้องเข้าไปนั่งตากแอร์เย็น ๆ รอหนังฉายก่อนในโรง) ยิ่งถ้า การคิดต่าง และวิธีการแสดงออกซึ่งความคิดต่างนั้น ไม่ได้ไปล่วงละเมิด หรือกระทบสิทธิของใครอื่น พูดให้ง่ายก็คือ ไม่ได้ทำให้ใครเสียหาย นั่นยิ่งไม่มีเหตุผลเข้าไปใหญ่ ทั้งนี้เพราะปัจจุบัน เราอยู่กันด้วย กฎหมาย ไม่ใช่ กฎหมู่ กฎหมาย มีบทลงโทษที่ชัดเจน ถ้าทำผิด ก็อาจถึงขั้นถูกจำกัดเสรีภาพได้ (เช่น กักขัง หรือจำคุก) แต่กฎหมู่ หรือ ธรรมเนียมประเพณี ทำได้อย่างมาก ก็คือ ลงโทษทางสังคม เช่น เพิกเฉย ไม่ขายของให้ หรือไม่มีใครคบ กรณีที่เกิดขึ้น โรงหนังไหนจะไม่ขายตั๋วให้คนไม่ยืนตรงเวลามีเพลงสรรเสริญก็ได้ นั่นเป็นบทลงโทษทางสังคมอีกแบบ แต่อยู่ ๆ จะมาอ้างกฎหมู่ ไปละเมิดชีวิตและร่างกาย เพื่อให้เขาต้องทำอะไรให้ "เหมือน" ทั้ง ๆ ที่เขาคิดต่าง ไม่ได้ จริงแล้วในสังคมหนึ่ง ๆ ไม่เฉพาะสังคมไทย มีคนที่ไม่เห็นด้วยกับธรรมเนียมอะไรต่อมิอะไรในสังคมนั้น ๆ อีกมาก แล้วก็แสดงออกมาก็มาก เพียงแต่ มันไม่ใช่เรื่องเจ้า ๆ นาย ๆ แบบเรื่องนี้เท่านั้น ก็เลยไม่ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นใหญ่โต.....กรณีที่เกิด หากจะเล่นกันจริง ๆ ผมว่า นวมินทร์ ก็ทำผิด ธรรมเนียมไทย เหมือนกัน เพราะ ธรรมเนียมไทยที่ (ใคร ๆ เขาก็อ้าง และว่า) ดี ก็คือ สุภาพ มีมารยาท รู้จักเกรงใจ และให้เกียรติผู้อื่น...เหตุใดเราไม่เรียกร้องให้ นวมินทร์ หรือ คนที่ทำอย่าง นวมินทร์ "อยู่ในกรอบ" ธรรมเนียมไทยเรื่องนี้บ้าง ?? สาเหตุที่มีคนเห็นต่างจากธรรมเนียมหนึ่ง ๆ ก็อาจมาจาก พื้นฐานครอบครัวต่าง การศึกษาต่าง การรับรู้ข้อมูลต่าง ฯลฯ ซึ่งแสนจะปกติ ดังนั้น คนไม่ปกติไม่ใช่ "คนคิดต่าง" แต่คือ คนคิดต่าง จาก คนที่คิดต่าง นั้น แล้ว ลงมือใช้กำลังล่วงละเมิดร่างกายเขา ต่างหาก และ คนแบบหลังนี้ต่างหากครับ ที่ควรถูกกันออกจาก "สังคมปกติ" เพราะไม่งั้นก็รังแต่จะไปคอยเกกมะเรก ระราน "ละเมิด" คนอื่น ๆ เขาอยู่ร่ำไป ขึ้นชื่อว่า "ธรรมเนียม" มันก็คือ สิ่งที่สังคมนั้น ๆ บอกว่า "ควร" เท่านั้น ใช้คำว่า ควร ไม่ได้ใช้คำว่า "ต้อง" แค่นี้ มันก็สื่ออยู่แล้วว่า "โดยตัวของธรรมเนียม เอง เปิดช่องให้คนคิดต่าง หรือทำต่างจากธรรมเนียมได้" ถ้าคนในสังคมมีพื้นฐานความเข้าใจแบบนี้...ปัญหามันก็จะไม่เกิด การยกธรรมเนียมขึ้นอ้าง แล้วบอกว่า "ปัญหาทั้งหลาย" มาจากฝ่ายที่คิดต่าง เท่านั้น เพราะไม่ทำใน "สิ่งที่ควร" เพื่อกดดันหรือกันให้คนคิดต่าง ออกจากพื้นที่ หรือออกจากการใช้ชีวิตปกติ ผมว่าไม่น่าจะถูก ยิ่งถ้า สังคมไหน มีคนละเมิด คนคิดต่าง มาก ๆ แล้วแทนที่คนในสังคมจะหันไปตำหนิคนละเมิด (คือ ทำให้คนอื่นเสียหาย) ผมว่าสังคมนั้นมีปัญหา เพราะไม่มีภูมิคุ้มกัน ความต่าง เลย ...คนเรามันร้อยพ่อพันแม่ครับ ถ้าสังคมยังเป็นแบบนี้ ไม่เรื่องนี้ ก็เรื่องอื่น ไม่วันนี้ ก็วันอื่น มันก็ทะเลาะกันอยู่ดี อาจมีคนแย้งในใจว่า...เอ้า ถ้าไม่งั้น ก็มีคน "แหกธรรมเนียมสังคม" กันมากขึ้นน่ะสิ แล้วธรรมเนียมแบบนี้มันก็จะหายไป ผมก็จะถามกลับว่า...สังคมมนุษย์มันไม่มีพลวัตรหรือ ? ในโลกนี้มีตัวอย่างให้เห็นตั้งมากมาย ว่า "ธรรมเนียม" ทั้งหลาย อาจตายไป หรือเปลี่ยนได้ตาม "ยุคสมัย" จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม ถ้าวันหนึ่ง คนส่วนน้อยกลายเป็นคนส่วนใหญ่ แล้วคนส่วนใหญ่กลายเป็นคนส่วนน้อย ธรรมเนียมเก่า ๆ มันก็ต้องเปลี่ยน ใครก็ห้ามไม่ได้ ใครจะไปรู้ ต่อไปอีก ห้าปี สิบปี อาจกลายเป็นว่า "คนส่วนใหญ่" ไม่ยืนในโรงหนังไม่ว่าเพลงอะไรจะขึ้น...คำถามก็คือ นั่นมันก็คือ "ธรรมเนียม" ใช่หรือเปล่า ? การเปลี่ยนแปลงไปแบบนี้มัน ผิดด้วยหรือ ? และที่สำคัญ มันมีเหตุผลอะไรที่วิเศษพิศดาร จนทำให้คนทั้งหลายไม่อาจที่จะ "ยอมรับความเปลี่ยนแปลง" ดังกล่าวได้ ? |
จากการติดตามข่าวการเมือง (อยู่บ้าง) แต่ก่อนผมก็นึกสงสาร บรรดาอาจารย์กฎหมายมหาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎหมายรัฐธรรมนูญ และปกครอง ว่าจะสอนนักศึกษากันยังไง เพราะหลักกงหลักการมันไปหมดแล้ว ตอนนี้เห็นทีต้องเห็นใจนักกฎหมายอาญา (ภาควิชาตัวเอง) บ้างละ


mk
เราลองเอาข้าวโพดคั่วถุงละ 20 ไปเทใส่อัยการดูจะได้ไหมครับ?
21 Sep 08