ComBioLaw.De » Blog » กฏหมาย » ไม่ฟ้อง ?!
ไม่ฟ้อง ?!
สืบเนื่องจาก คำสั่งไม่ฟ้องนาย นวมินทร์ วิทยกุล ของอัยการ ฉบับล่าสุด ได้สร้างความประหลาดใจให้ผมจนมิอาจหักห้ามใจได้ เลยต้องเขียนถึงเสียหน่อย ขอแยกเป็นข้อ ๆ ดังนี้ 1) อัยการ เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อยู่ในขอบเขตงาน "อำนวยความยุติธรรม" เป็นคน "ตรงกลาง" คือ ทำงาน "คาน (อำนาจ)" อยู่ระหว่าง ตำรวจ หรือพนักงานสอบสวน กับศาล ภารกิจหลักของอัยการ คือ คอยตรวจสอบสำนวนคดีว่า พยานหลักฐานที่ถูกรวบรวมส่งมาจากชั้นตำรวจ น่าจะเพียงพอ ที่จะให้ศาลรับฟังได้หรือไม่ว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหานั้น ๆ หากเห็นว่า "เพียงพอ" อัยการก็สั่งฟ้อง ถ้าไม่พอก็สั่งไม่ฟ้อง กฎหมายให้อำนาจกระทั่งหากเห็นว่าการสอบสวนไม่พอ อัยการอาจสั่งให้ตำรวจ ไปสอบสวนเพิ่มเติมได้ในประเด็นที่กำหนด เมื่อสั่งฟ้องแล้วก็ติดตามดำเนินคดีในศาล เมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว หากเห็นว่าคำพิพากษาไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสมก็อุทธรณ์ฎีกาต่อไปจนถึงที่สุด ดังนั้น เป็นเรื่องจริงแน่ที่ว่า อัยการไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์ ที่คอยรับสำนวนจากตำรวจแล้วส่งต่อให้ศาลอย่างเดียว ตรงข้ามอัยการมีอำนาจใช้ดุลยพินิจตรวจสอบถ่วงดุลย์ ด้วย แต่คำถามที่ต้องตั้ง ก็คือ กรอบในการใช้อำนาจถ่วงดุลย์ที่ว่านั้นอยู่ตรงไหน ? จริงอยู่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (มาตรา 141) ไม่ได้กำหนดขอบเขตการใช้ดุลยพินิจในการพิจารณาสำนวนของอัยการไว้ แต่... |
|
|
ระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ. 2547
ข้อ 56 (หลักการทั่วไปในการตรวจพิจารณาสำนวน) กำหนดว่า (ปล. ขอออกตัวไว้นิดว่า ผมไม่ได้ศึกษาเรื่องการสั่งคดีใน "ทางปฏิบัติ" (แต่ก็เห็น ๆ อยู่บ้าง) หรือ ดูระเบียบ และการใช้ดุลยพินิจสั่งคดี ของอัยการ อย่างละเอียดนัก สิ่งที่เขียนในบล็อกนี้ผมพิจารณาเอาจากลักษณะอำนาจหน้าที่ของ อัยการ ศาล และ ตำรวจ รวมทั้งขอบเขตที่ควรต้องขีดได้ จากการที่อัยการต้องทำงานอยู่ระหว่างสองหน่วยงานนั้น) ประเด็นในเรื่องนี้ ก็คือ แม้อัยการจะมีดุลยพินิจในเรื่องราวและข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น รวมทั้งสามารถพิจารณาข้อกฎหมายประกอบข้อกล่าวหาที่ถูกตั้งมาได้ ก่อนที่จะสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง แต่ อัยการ ก็ยังไม่ใช่ ศาล นะครับ ถ้าข้อเท็จจริง โดยดูจากพยานหลักฐาน ชัดเจนแล้วว่า "มีเหตุการณ์ตามที่แจ้งมาเกิดขึ้น" โดยมี "ผล" ที่ดูแล้วสอดรับกับ "ข้อกล่าวหา" จนมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าเข้า "องค์ประกอบภายนอกแห่งความผิด" ได้ หรือน่าจะเอาผิดผู้ต้องหาได้ (ทางกฎหมายเรียกว่า "มีมูลความผิด") โดยไม่ต้องดูที่ "เจตนาของผู้ต้องหา" (ซึ่งเป็นองค์ประกอบภายใน) อัยการก็ควรต้อง "สั่งฟ้อง" ตามพยานหลักฐานที่มีอยู่...จากนั้น ศาล จึงจะเข้ามาทำหน้าที่พิสูจน์กันจน "สิ้นสงสัย" (ทั้งองค์ประกอบภายนอกและภายใน) ว่าที่สุดแล้วผู้ต้องหามีความผิด และต้องรับโทษหรือไม่ สาเหตุที่ควรเป็นแบบนี้ ก็เพราะ ขั้นตอนการพิจารณาของพนักงานอัยการ เป็นแค่เพียง "ขั้นตอนกลั่นกรองเบื้องต้น" เท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อกรองสำนวนชั้นหนึ่งก่อนว่า ไม่มีการกลั่นแกล้งฟ้องกัน หรือใช้พยานหลักฐานอ่อนเกินไปจนไม่น่าเชื่อถือว่าเกิดเรื่องที่กล่าวหากันจริง ซึ่งถือเป็นการช่วยลดจำนวนคดีความ หรือแบ่งเบาภาระศาลไปด้วย แต่อย่างไรก็ตาม สำหรับการ "ค้าหาเจตนา" ของผู้กระทำความผิด ซึ่งเป็นเรื่อง "ภายในจิตใจ" ที่พิสูจน์ยาก นั้น จำเป็นต้องใช้การพิจารณาที่รอบคอบขึ้น ใช้เวลา และพยานหลักฐานมากขึ้น จึงต้องทำกันในขั้นตอนการพิจารณาคดีในชั้นศาล เอาล่ะ...ถ้าเชื่อว่า หลักการพิจารณา และกรองคดีของอัยการควรมีขอบเขตอยู่แค่นี้ ก็ขอให้ดูคำสั่งไม่ฟ้องของอัยการ กรณีนาย นวมินทร์ วิทยกุล ข้างล่างนี้ให้ดี ๆ
คดี นายนวมินทร์ วิทยกุล กับพวกจากเนื้อความทั้งหมด ประกอบตัวหนาสีแดง ที่ผมทำไว้ จะเห็นได้ว่า นอกจาก อัยการจะไม่ค่อยได้พูดถึง หรือให้เหตุผลว่า "พยานหลักฐาน" ที่มีอยู่ ไม่เพียงพออย่างไรจึง "สั่งไม่ฟ้อง" (ซึ่งควรเป็นเนื้อหาสำคัญของความเห็นของอัยการ) แล้ว อัยการ ในสำนวนนี้ยังก้าวล่วงเข้าไปพิจารณาเรื่อง "เจตนา" อันเป็นองค์ประกอบภายใน ซึ่งควรเป็นเรื่องใน "ชั้นศาล" ด้วย และที่หนักหนาสาหัสยิ่งกว่า ก็คือ อัยการยังไปหยิบยกเอาเรื่อง "โทสะ หรือ ความโกรธจากการโต้เถียงกัน" ขึ้นมาเป็น "เหตุผล" ด้วยว่า ผู้ต้องหา "ไม่มีเจตนา" ในการกระทำ แต่...ความเป็นจริง ก็คือ ในทางกฎหมายอาญา การกระทำใด ๆ ไปด้วย "โทสะ หรือความโกรธ" (ภาษากฎหมายเรียกว่า "บันดาลโทสะ") ไม่สามารถ (และไม่มีนักกฎหมายที่ไหน) หยิบยกขึ้นอ้าง เพื่อที่จะบอกว่าผู้กระทำ "ไม่มีเจตนา" ได้นะครับ การทำไปด้วยบันดาลโทสะ จะถูกนำมากล่าวอ้างได้ก็เพียงเพื่อที่จะ "ขอบรรเทาโทษ" จากการกระทำโดยเจตนา เท่านั้น ตาม
มาตรา 72 ประมวลกฎหมายอาญา ![]() กรณีนี้เอง จึงควรต้องตั้งคำถามว่า อัยการ ยก เหตุผล นี้ขึ้นมา ด้วย เหตุผล อะไรกันแน่ ? นี่ยังมิพักต้องถามเลยนะครับว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ นาย นวมินทร์ ซึ่งเป็นผู้ต้องหา ที่เข้าไปกระทำการต่าง ๆ นานากับผู้เสียหาย (นาย โชติศักดิ์ และเพื่อน) ก่อน ..ถูกข่มเหงอย่างร้ายแรง ด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมอะไร ?? ดีนะนี่ ที่นี่เป็นแค่ความเห็นของอัยการคนหนึ่ง ไม่ใช่ "คำพิพากษาของศาล" เพราะ ไม่เช่นนั้นแล้ว บรรดาอาจารย์กฎหมายอาญา อาจต้องสอนลูกศิษย์กันใหม่ว่า ...วะฮะ... ทำอะไรลงไปด้วยความโกรธ ก็อาจถือว่า กระทำโดย "ไม่มีเจตนา" ได้ นะจ๊ะศิษย์ที่รัก :P (ใครเป็นนักกฎหมาย ก็น่าจะทราบนะครับว่า ประเด็นเรื่อง "เจตนา" ในกฎหมายอาญานั้น มันสำคัญกับคดีขนาดไหน) 2) เรื่องที่น่าสงสัยในประเด็นต่อมา ก็คือ การพิจารณาองค์ประกอบภายนอก ของฐานความผิดตามข้อกล่าวหา อนึ่ง ความผิดฐานอื่น ๆ อาทิ หมิ่นประมาท, ทะเลาะกันอื้ออึง, บังคับหรือขู่เข็นให้กระทำหรือไม่กระทำการบางอย่าง สำหรับผมแล้ว ไม่มีปัญหา หากอัยการจะมีความเห็น "สั่งไม่ฟ้อง" เพราะข้อเท็จจริงที่เกิด พยานที่มี อาจถือได้ว่า ไม่เพียงพอ หรือเข้าข่ายข้อหาเหล่านั้นได้ (แม้โดยส่วนตัว ผมคิดว่า น่าจะยัง "เถียงกันได้" ว่า การเทข้าวโพด หรือขว้างของใส่ผู้เสียหาย ต่อหน้าคนจำนวนมาก รวมทั้งการ โห่ไล่ อาจจะเข้าข่ายความผิดลหุโทษฐาน "ดูหมิ่นซึ่งหน้า" (มาตรา 393) ได้เหมือนกัน เพราะเป็นพฤติกรรมที่ทำให้ผู้ถูกกระทำ รู้สึก อับอายขายหน้า เป็นการดูถูกเหยียดหยาม ซึ่งความผิดฐานนี้ กฎหมายไม่ได้ต้องการ "ถ้อยคำที่รุนแรง หรือหยาบคาย" หรือ ถึงขนาด "ใส่ความ" ทำให้คนอื่น "เกลียดชัง" อย่างความผิดฐาน "หมิ่นประมาท" (มาตรา 326) ถึงจะผิดได้ ...แค่เพียง "ลดคุณค่า" ของคนอื่น ก็ผิดมาตรา 393 ได้แล้ว....ถ้าไม่เชื่อ ต้องลองให้ อัยการ โดนทำแบบนี้ ในที่สาธารณะดูบ้าง) แต่ฐานที่ต้องตั้งข้อสงสัยอย่างยิ่งในสำนวนนี้ มีสองมาตรา คือ มาตรา 391 "ใช้กำลังทำร้ายผู้อื่น โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย หรือจิตใจ" (ความผิดลหุโทษ) กับ มาตรา 358 "ทำให้เสียทรัพย์" ฐานแรกก่อน มาตรา 391 เพราะ ในขณะที่ชัดเจนแล้ว และอัยการเองก็ฟังว่า "มีเหตุการณ์เทข้าวโพดใส่ รวมทั้งขว้างปาของใส่ตัวผู้เสียหาย" เกิดขึ้นจริง อีกทั้ง ในคำสั่งอัยการใช้คำว่า "มิได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจแต่อย่างใด" แต่เหตุใด จึงยังสั่งไม่ฟ้องในข้อหา "ใช้กำลังทำร้ายผู้อื่น โดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กาย หรือจิตใจ" ซึ่งถ้อยคำตรงกัน ?? เคยมี คำพิพากษาฎีกาที่ 1416, 1417/2479 กับ 634/2486 ตัดสินไว้ว่า แค่เพียง การราดอุจจาระใส่ (สองฏีกาแรก) หรือ การถ่ายปัสสวะรดผู้เสียหาย (ฎีกาหลัง) ก็ถือเป็นการ "ใช้กำลังทำร้ายอย่างหนึ่ง" แล้ว ในขณะที่ ฎีกา 2199/2519 แค่เพียง "จับมือ" ดึงให้ลุกขึ้นโดยผู้นั้นไม่สมัครใจ ก็เป็นการใช้กำลังทำร้าย แม้ไม่มีบาดแผลใด ๆ (ที่ต้องรักษา) เกิดขึ้นเลย ก็ตาม อนึ่ง ควรต้องทราบนะครับว่า ในทางกฎหมายอาญานั้น คำว่า "ใช้กำลังทำร้าย" ตามมาตรา 391 ซึ่งเป็นความผิด "ลหุโทษ" (คือ โทษเล็ก ๆ น้อย ๆ) นี้ ไม่ได้มีความหมายเหมือนกับคำว่า "ใช้กำลังประทุษร้าย" (ซึ่งในคำสั่งไม่ฟ้องฉบับนี้ ยกขึ้นอ้าง) ซึ่งเป็นคำที่ใช้ในความผิดรุนแรงฐานอื่น ๆ ที่ผู้ถูกกระทำต้องได้รับบาดเจ็บ หรือให้ผลที่ชัดเจน และค่อนข้างรุนแรงต่อร่างกาย หรือจิตใจ การใช้กำลังทำร้าย ตามมาตรา 391 นี้ แค่เพียงแตะต้องเนื้อตัวเพียงเล็กน้อย เช่น จับมือ ผลักอก หรือ ไม่ต้องถึงกับแตะต้อง แต่ใช้วิธีการ หรือวัตถุอย่างอื่นไปถูกตัว เช่น ปาของใส่ ถ่มน้ำลายรด ปัสสวะ หรือ อุจจาระ (อย่างฏีกาที่ยกให้ดู) โดยผู้ถูกกระทำ "ไม่ยินยอม" โดยมีลักษณะที่เป็น "ปฏิปักษ์" (คือ ไม่ใช่แค่สะกิดเตือนกันฉันท์มิตร หรือแตะมือแบบปกติธรรมดา) ต่อกัน ก็ถือว่า เข้าข่าย มาตรา 391 ได้แล้ว (ดูเพิ่มใน จิตติ ติงศภัทิย์ หรือ ทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ์) แล้วเหตุใด การเทของ หรือกว้างของใส่หน้า หรืออก ประหนึ่งเป็นศัตรูของตน (หรือของชาติ ?) แบบเหตุการณ์นี้ จึงไม่เพียงพอ ? อย่างไรก็ตาม สำหรับผม ที่น่าสงสัยยิ่งกว่ากรณี มาตรา 391 ก็คือ ความผิดฐาน "ทำให้เสียทรัพย์" มาตรา 358 "ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์ ของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ต้องระวางโทษ..." เพราะตั้งแต่เรียนมา จนพอที่จะสอนคนไปบ้างแล้ว ผมไม่เคยทราบมาก่อนเลยว่า การจะเป็นความผิด (หรือ การจะฟ้องใคร) ฐานนี้ได้ "ราคาทรัพย์" ที่ถูกทำให้เสียหาย นั้น เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ต้องเอามาพิจารณาประกอบด้วย อธิบายฉบับง่าย ๆ นะครับว่า คำว่า ทรัพย์ของผู้อื่น ก็คือ ทรัพย์ที่ไม่ใช่ของตัวเอง องค์ประกอบความผิด หรือ การจะเป็นความผิดฐานนี้ได้ ก็คือ ผู้กระทำ แค่รู้ว่า "ทรัพย์นั้นเป็นของผู้อื่น" เอาให้ง่ายอีกหน่อย ก็คือ รู้อยู่แล้วว่า มันไม่ใช่ทรัพย์ของตัวเอง (โดยไม่จำเป็นต้องรู้ราคาค่างวดของทรัพย์) ประสงค์จะทำให้ทรัพย์นั้น "เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า" แล้วก็ลงมือทำการอย่างหนึ่งอย่างใดจริง ๆ (กรณีนี้ คือ เอาของเขาเททิ้ง หรือเทใส่เขา จนเก็บมากินอีกไม่ได้) มันก็เข้าข่ายความผิดฐานนี้ ที่จะสั่งฟ้องได้แล้ว (ในส่วนของ เจตนา ก็ต้องไปพิสูจน์ในชั้นศาลอีกที) คงไม่ถึงกับต้องเอาเรื่องนี้ ไปเปรียบเทียบกับเรื่องสุดโต่งที่เยอรมันนะครับ เพราะที่เยอรมันนี่ ขนาด "ขยะ" ที่เจ้าของทิ้งแล้ว แต่ยังไม่มี พนักงานมาเก็บไปจากถังขยะหน้าบ้าน กฎหมายยังถือว่าขยะนั่นยังเป็น "ทรัพย์" ของเจ้าของเดิม ที่มีคุณสมบัติ ถูกทำลายหรือถูกขโมยได้อยู่ เลย ทั้ง ๆ ที่มันไม่น่าจะมีค่าอะไร ในบ้านเรา จนถึงวันนี้ ก็ยังเถียงกันได้ว่า "ศพ" เป็น "ทรัพย์" ของใคร (ญาติพี่น้อง) อยู่อีกหรือเปล่า ? เพราะถ้าเป็น การลักเอาไป หรือ การทำลายศพนั้นให้เสียหาย ก็ถือเป็นความผิดได้ แล้วนับประสาอะไรกับ ข้าวของชิ้นหนึ่งที่ยังไม่ถูก "ทิ้ง" กันเล่า แม้มันจะมีราคาไม่มาก หรือเป็นของที่ถูกกินไปบ้างแล้ว แต่นั่นมันก็ไม่ได้ทำให้คนที่มา "พราก" มันไปจากเจ้าของเดิม ไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย...นะครับ หากจะมีปัญหาขึ้นมาว่า แหม... ของเล็กน้อย หรือไม่แพง จนไม่น่าจะเป็นเรื่องเป็นราวฟ้องร้องกันนั้น กฎหมายอาญาเค้าก็เปิดช่องไว้ที่ มาตรา 361 แล้วว่า คู่กรณีสามารถตกลง "ยอมความ" กันได้ ฉะนั้น แม้ของที่เสียหายจะราคาน้อยมาก ๆ แต่ ถ้าคู่กรณีไม่ยอมความกัน มันก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการ ฝ่ายยุติธรรม ก็มีหน้าที่ชี้ให้คู่กรณี (รวมทั้งสังคม) เห็นว่า ที่ทำไปนั้น มันผิดหรือไม่ผิดกฎหมาย อย่างไร เพื่อเป็น "แนวทางปฏิบัติ" และเพื่อ "ความสงบเรียบร้อยของสังคม" ไม่ใช่เที่ยวมาเบี่ยงประเด็นเลอะเทอะว่า "ถ้าของราคาถูก หรือ เป็นแค่ของกินเหลือ" แล้ว ทรัพย์นั้นก็ไม่มีค่าควรแก่การที่เจ้าของจะปกป้อง จนอาจทำให้คนไม่รู้กฎหมาย คิดเลยเถิดไปได้ว่า อ้อ...ทำลายของถูก ไม่เป็นไร แฮะ ดีอีกเหมือนกัน ที่นี่ไม่ใช่ "คำพิพากษาศาล" ไม่เช่นนั้น นอกจากเรื่อง "บันดาลโทสะ" แล้ว บรรดาอาจารย์กฎหมายอาญา อาจจะต้องสอนลูกศิษย์อีกด้วยว่า จะเป็นความผิดฐาน "ทำให้เสียทรัพย์" ได้ ทรัพย์นั้นต้องมี "ราคาแพง" (อย่างน้อยก็แพงกว่า 119 บาท) ยิ่งถ้าเป็น "ของเหลือ คือ กินไปแล้วบางส่วน" ใครจะมาทำอะไรกับมัน เราก็ต้องยอมจำนน...เอ๊ะนี่..ผมชักเริ่มสับสนเสียแล้วว่า ตกลงแล้ว คนไทยควรต้อง "เจ้านิยม" หรือว่า "ทุนนิยม" กันแน่ ? 3) เป็นเรื่องที่ต้องสังเกตอย่างยิ่งนะครับว่า ช่วงสองปีมานี้ นอกจากเราจะได้เห็น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หยิบความหมายใน "พจนานุกรม" ขึ้นอ้างอิง เพื่อตัดสินคดีแล้ว ...คำสั่ง รวมทั้ง อีกหลาย ๆ คำพิพากษาศาล ที่ออกมาจาก "ฝ่ายอำนวยความยุติธรรม" นอกจาก "ข้อเท็จจริง" "ข้อกฎหมาย" และ "คำวินิจฉัย" ที่ให้เหตุผลตามหลักกฎหมายที่ใช้ แล้ว ยังมักมี ความรู้สึก และความเห็นประเภท มันเป็น "มารยาทสังคมที่ดี" หรือ "ขนบประเพณีอันเก่าแก่" สอดแทรก และสั่งสอนไว้ด้วย (ดูตัวหนา ไข้ เอ้ย สีเหลือง)
สรุปว่า บ้านนี้เมืองนี้ เราปกครองกันด้วยอะไรกันแน่ ? ปล.1. มาตรา 34 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา บัญญัติว่า "คำสั่งไม่ฟ้องคดี หาตัดสิทธิผู้เสียหายฟ้องคดีโดยตนเองไม่" ก็ต้องดูกันต่อครับว่า ผู้เสียหายเขาจะเอายังไงกันกับเรื่องนี้ ปล. 2. นอกจากผลต่อหลักกฎหมายอาญาแล้ว คำสั่งนี้ อาจสร้างผลไม่พึงปรารถนาบางอย่าง ให้เกิดขึ้นในสังคมไทยได้ นะครับ เช่นว่า ต่อไป ถ้าใครไม่พอใจ การกระทำของใครเข้า ท่านก็สามารถปาข้าวโพดใส่หน้า เขวี้ยงกระดาษใส่อก หรือไม่ก็ชวนกัน โห่ไล่อย่างกับหมูกับหมาได้ โดยไม่ผิดกฎหมาย และดูเหมือนจะไม่ต้องรู้สึกอับอาย หรือรับผิดชอบอะไรต่อพฤติกรรมป่าเถื่อนของตัวเอง ด้วย ถ้าสังคมไทยบอกว่า คนไม่ลุกขึ้นยืนเวลาเพลงสรรเสริญบรรเลงขึ้นในโรงหนัง คือ คนไม่รู้จักกาละเทศะ และน่าตำหนิ เพราะไม่มีมารยาทสังคม ไม่รู้จักวัฒนธรรม และขนบประเพณีไทยที่ดี (ผมละเรื่อง ความผิดฐานหมิ่นเบื้องสูง มาตรา 112 ไว้นะ เพราะ โดยส่วนตัว ผมเห็นว่า "แค่เพียงไม่ยืน" โดยไม่ได้มีการกล่าวถ้อยคำอะไรเลย มันไม่เข้าองค์ประกอบความผิดฐานนี้อยู่แล้ว) สิ่งที่นาย นวมินทร์ กับพวกทำ ก็ถือเป็นพฤติกรรมของอันธพาลที่ ไร้มารยาท ขาดอารยะ และไม่น่าให้อภัย เช่นเดียวกัน.
|
|
21 Sep 08 | by | tags กฏหมาย เหตุบ้าน และ การเมือง คำสั่งอัยการ อัยการ คำสั่งไม่ฟ้อง
biolawcom
อ่า..นั่นผมเขียนด้วยความใจเย็นแล้วนา :D แรงไปหรือเปล่าครับ ? ถ้าแรง ต้องขอโทษคุณ dida ด้วย คืองี้ ครับ ผมเข้าใจคุณ Dida นะ ว่าไม่ได้แย้งข้อเขียนผมแน่ ๆ และปรารถนาดีด้วย อยากให้แต่ละฝ่ายเพลา ๆ การแสดงออกซึ่งความเห็นต่างของตัวลงหน่อย ประเทศชาติจะได้มีความสุข ทั้งนี้ไม่ว่าจะฝ่ายไหน (ทั้ง นวมินทร์ และโชติศักดิ์) เพียงแต่ ที่ผมต้องเขียนความเห็นอันก่อนหน้านี้ ตอบคุณ Dida โดยด่วน ก็เพราะ ผมสะดุดตรงข้อเสนอ ที่ว่า โชติศักดิ์ควรรอให้หนังฉายก่อนค่อยเข้าไป...เพราะโดยส่วนตัวผม แม้เราจะเรียกว่า "ขอร้อง" แต่ จริง ๆ มันคือ การกะเกณฑ์ให้เขาต้องดำเนินชีวิตไม่ปกติ (ในเรื่องการเข้าโรงหนัง) แล้วถ้าสมมติจะบอกว่า... เอ้ย....เปล่า ๆ ผมก็เรียกร้องให้ นวมินทร์ อยู่ในกรอบปกติ เหมือนกันนะ...ตรงนี้ ผมลอง "ตีลังกาคิด" แล้ว ไอ้ผลลัพธ์ ออกมาว่า กรณีเรียกจากนวมินทร์ นี่ นวมินทร์ ไม่ต้องเดือดร้อนอะไรเลยนะครับ นวมินทร์ ไม่ต้องปรับชีวิต หรือถูกกดดันอะไรให้ผิดไปจากสังคมปกติเลย เพราะโดยปกติคน ๆ หนึ่ง ก็ไม่ควรลุกขึ้นไปรุกรานใครได้อยู่แล้ว... นอกจากนี้ นวมินทร์ ยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ (ในเรื่องการเข้าโรงหนัง) เหมือนเดิม ซึ่งต่างจากการเรียกร้องจาก โชติศักดิ์.....คือ นึกภาพออกนะครับ ไม่รู้ว่า ผมจะเขียนสับสนไปหรือเปล่า ...ซึ่งข้อเรียกร้องนี้แหละ ที่ผมเห็นว่า ไม่น่าจะถูก และข้อเรียกร้องแบบนี้ด้วยหรือเปล่า ที่แสดงว่าเรากำลัง "ไม่เคารพความเชื่อ" ของคนอื่น อย่างน้อย ๆ ก็ความเชื่อบางอย่างของโชติศักดิ์ ? คราวนี้ ผมมีคำถามเพิ่ม คือ การไม่ยืนขึ้น นั่งสงบ ๆ หรือนิ่งเฉย โดยไม่ได้พูดอะไร หรือเรียกร้องให้คนอื่น ๆ ไม่ยืนด้วย นี่ ถือเป็นการ "ละเมิดความเชื่อ" หรือ "ไม่เคารพความเชื่อ" ของคนอื่นอย่างไรครับ ? ถ้าเปรียบเทียบกับ ศาสนา บังเอิญ คนนับถือศาสนาอิสลาม หรือคริสต์ โดนเพื่อนคนพุทธ ชวนเข้าวัดไทย (ผมก็เคยชวน) ในขณะที่ พระเทศน์ หรือให้พร คนพุทธกราบ ยกมือไว้กันทุกคน แต่คนคริสต์ หรือคนมุสลิมนั่งเฉย ๆ เพราะ หลักความเชื่อเขาคือแบบนั้น...กรณีนี้ ถือเป็นการ ดูถูกความเชื่อ หรือละเมิดคนพุทธ หรือเปล่า ? อันนี้ ผมอยากทราบความเห็นจริง ๆ นะครับ ไม่ได้กวน :) ปล. เอ้าตาย ขอโทษครับ พอดี ผมล็อกอินเป็น biolawcom จริง ๆ ผมก็ เช ฯ นะครับ |
Dida
... ละเมิดสิครับ การไม่เคารพสิ่งที่ฝ่ายหนึ่งเคารพและแสดงความเห็นอย่างชัดแจ้ง ย่อมเป็นการละเมิดความเชื่อของฝ่ายเคารพแน่นอน ... อาจไม่เดือดร้อน แต่อย่างไรเสียมันก็เป็นการละเมิด ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่ส่งผลร้ายแรงเท่าการละเมิดต่อฝ่ายไม่เคารพ แต่ผมก็ถือว่าละเมิดนะครับ ... ... ในเคสของศาสนาเราอยู่ร่วมกันได้ เพราะเราหย่วนๆ ให้กัน และเคารพซึ่งกันและกันมากกว่า แต่ถ้าหากอยู่ๆ เราเขียนว่าไม่เคารพศาสดาใด ลงบนเสื้อ แล้วไปนั่งอยู่ในพิธีกรรมของศาสนานั้นอย่างไม่เคารพ มันก็ย่อมเป็นการละเมิดความเชื่อเช่นกัน ... หรือเช่นนางแบบเปลือย ถ่ายรูปเปลีอยหน้าสถานที่สำคัญของประเทศหนึ่งซึ่งไม่ยอมรับการเปลือยร่างกาย ไปลงในหนังสือประเทศตน ก็ย่อมเป็นการละเมิดความเชื่อของคนในประเทศเจ้าของสถานที่สำคัญนั้นอย่างอย่างแน่นอน ... ... แน่นอนครับ การที่คนคนหนึ่งเคารพ(หรือไม่เคารพ)สิ่งหนึ่งสิ่งใด อาจยังเรียกว่าละเมิดไม่ได้ แต่การรณรงค์อย่างชัดแจ้งว่าคิดอย่างไรนั้นย่อมละเมิดอีกฝ่าย ไม่ว่าจะฝ่ายใดก็ตาม ...
เอาเป็นว่า ... ต่างฝ่ายต่างอยู่ในที่เหมาะสม นั้นแหละดีที่สุด เป็นพุทธไปโบสถ์คริสต์ ก็อย่างเที่ยวไปทำอะไรไม่งาม รึเอาหมูเอาเหล้าไปหลอกให้เพื่อนชาวอิสลามรับประทาน ไม่เคารพไปดูหนังก็ยืนเถิดครับ อย่างน้อยก็ให้เกียรติกับผู้ที่อยู่ในสถานที่ด้วยกัน รึถ้าไม่งั้นก็หลีกเลี่ยง ... ผมเองก็ไม่ได้เห็นด้วย และไม่เข้าใจนักว่าทำไมต้องทำความเคารพก่อนดูหนัง แต่สำหรับผม ... ผมเคารพทั้งสถาบัน และผู้ร่วมชมภาพยนต์ครับ
ปล. อันนี้อาจผิดพลาดนะครับ แต่ผมเห็นว่าทางคุณที่ไม่เคารพนั้น จงใจปลุกปั่นให้เกิดเป็นปัญหามากกว่าเจตนาบริสุทธฺิ์ ... ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ผมว่าการนี้ไม่ควรอย่างยิ่งครับ... ปล. คุยกับคุณเชฯ แล้วดีครับ ... ยอมรับเลยว่าเขวอยู่เหมือนกัน ... ตรงที่ว่าฝ่ายไม่เคารพไปละเมิดอะไรเขาหนะ ... ที่สำคัญ ที่นี่ดีกว่าที่อื่นๆ ครับ ไม่เน้นการโจมตีด้วย Mass ใส่ฝ่ายที่เห็นต่าง แต่ใช้เหตผลคุยกัน |
Dida
อ้อ ... ขอเพิ่มนะครับ ถ้าเป็นผม มีใครไม่ยืนต่อหน้าผม ผมก็จะไม่ทำอะไร เพราะผมก็ไม่อยากละเมิดสิทธิ์เขา ถึงเขาจะละเมิดสิทธิ์ผมก่อน และถ้าเป็นผม ผมก็จะไม่ใส่เสื้อตัวนั้นไป และยืนทำความเคารพ เพื่อให้เกียรติ กับผู้ที่เคารพและดูหนังอยู่ด้วยกัน ... ผมว่า ปรับที่ความคิดของตัวเอง ดีกว่าจะพยายามเปลี่ยนสังคมนะครับ ... แล้วทุกอย่างก็จบ ไม่กระทบกระทั่ง ไม่เกิดปัญหาใดๆ ... ที่สำคัญ ดูหนังอย่างมีความสุข
แต่ถ้าโทรศัพท์รึคุยเสียงดังในโรงหนัง .... ผมจะวีนกับผู้ประกอบการครับ เพราะน่าจะเป็นผู้ดูแลในกรณีนี้
ปล. เซ็งมาก เคยไปดูจูออนสาม หนังผีสุดน่ากลัว แต่....มีแก๊งนักเรียน 20 คนนั่งหัวเราะตลอดเรื่อง ... จบหนังปุ๊บ ขอเงินคืนเลย ... |
เชกูวารา
ที่นี่พวกผมยินดีที่ได้แลกเปลี่ยนกับทุกท่านด้วยเหตุผลครับ :D สนุกดี ได้คิด ได้ตั้งคำถาม แม้จะ เขียนคำหนัก ๆ ไปบ้าง ก็ตั้งใจแลกเปลี่ยนกันจริง ๆ .... เอาเป็นว่า ต่างฝ่ายต่างรับทราบกันครับว่า มีมุมมองและ คิดกับเรื่องนี้อย่างไร ส่วนตัวผม ผมอาจคิดว่า การนิ่ง โดยไม่ได้แสดงอะไรที่ลบหลู่ดูหมิ่นชัดเจน ยังไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิ แต่คุณ Dida อาจมองว่า นั่นถือเป็นการละเมิดแล้ว ดังนั้นคน ๆ นั้นควรอยู่ในที่ ๆ เหมาะสม...ก็ต้องแล้วแต่มุมมอง ที่เขียนนี่ไม่ได้ประสงค์ให้คุณ Dida เปลี่ยนใจนะครับ :) ถือว่า คุยกันและทัศนะ ปล. อันนี้ผมไม่แน่ใจข้อมูลนะครับ แต่ เท่าที่ตามข่าวเรื่องนี้มา ผมเข้าใจว่า "เสื้อรณรงค์เรื่องนี้ ที่โชติศักดิ์ และกลุ่มใส่" เพ่งจะถูกทำขึ้น แล้วก็มาแจกจ่ายกันใส่ หลังจากที่เขาและเพื่อน โดน นวมินทร์ และคนอื่น ๆ กระทำไม่ดีต่อเขาในโรงหนัง (ตามที่เกิดขึ้นในคดีนี้) รวมทั้งกล่าวหาว่า แค่เพียงการไม่ยืนของเขา นั้นถือเป็นการหมิ่นเบื้องสูง และผิดกฎหมายอาญา มาตรา 112 ผมเข้าใจว่า ณ วันที่ โชติศักดิ์ และเพื่อน ไม่ยืนในโรงหนัง วันนั้นเขาแต่งตัวกันตามปกติ เพียงแต่ นั่งเฉย ๆ ไม่ได้ยืนขึ้นเท่านั้น...จน นวมินทร์ นั่นและ เปิดฉากระรานก่อน....แล้วก็เกิดเรื่องกันยาวมาจนถึงวันนี้...ท่านใดพอทราบรายละเอียดเรื่องนี้ และอ่านบล็อกอยู่ รบกวนช่วยให้ข้อมูลด้วย หรือถ้าข้อเท็จจริงตรงนี้ ผมผิดไป...ขออภัยครับ |
เชกูวารา
เอาล่ะ ผมเจอข้อมูลละ ที่นี่ครับ ตามลิงค์ ไม่ยืนตรงเมื่อเพลงสรรเสริญขึ้นในโรงหนัง จริงแล้วผมเคยอ่านเรื่องนี้ผ่านทางเมล กับเว็บบอร์ด ก่อนจะมีการฟ้องร้องกันอีก ตกลงว่า เสื้อที่โชติศักดิ์ใส่ คือ รณรงค์ต้านรัฐประหาร 19 กันยายน นะครับ ไม่ใช่เรื่องยืน หรือไม่ยืน ในโรงหนัง เปิดแคมเปญ ไม่ยืนไม่ใช่อาชญากร อันนี้ ข่าวที่พูดเป็นจุดกำเนิดเสื้อรณรงค์ เรื่องยืน ไม่ยืน ที่ผมกล่าวถึง หวังว่า ข้อมูลทั้งสองจะเป็นประโยชน์ :D |
bow_der_kleine
ละเมิดสิครับ การไม่เคารพสิ่งที่ฝ่ายหนึ่งเคารพและแสดงความเห็นอย่างชัดแจ้ง ย่อมเป็นการละเมิดความเชื่อของฝ่ายเคารพแน่นอนอ่านแล้วตอนแรกรู้สึกแปลก ๆ ครับ เพราะลองเอาตัวเองไปเปรียบเทียบคล้าย ๆ ตัวอย่างที่คุณเช ฯ ยกมา คือผมไม่เคารพในเยซู แต่อยู่ในสังคมที่เคารพเยซู เท่ากับผมละเมิดความเชื่อคนที่เคาพรเยซู ? อย่างนี้เท่ากับว่าคนทั่วโลกละเมิดความเชื่อคนไทยอยู่ เพราะไม่เคารพสถาบัน ? ผมเลยลองเปลี่ยนคำดูครับ จาก "ไม่เคารพ" เป็น "ลบหลู่"
ละเมิดสิครับ การลบหลู่สิ่งที่ฝ่ายหนึ่งเคารพและแสดงความเห็นอย่างชัดแจ้ง ย่อมเป็นการละเมิดความเชื่อของฝ่ายเคารพแน่นอน หากอย่างนี้ผมเห็นด้วย ตรงกับตัวอย่างที่คุณ Dida ยกมา และตรงกับสำนวนไทยที่ว่า "ไม่เชื่ออย่าลบหลู่" ไม่ได้เล่นคำครับ แต่เจตนาและนัยะต่างกันอย่างสิ้นเชิง และประเด็นทางกฏหมายที่โชติศักดิ์โดน ก็เป็นเรื่องของการ "หมิ่น" ซึ่งใกล้เคียงลบหลู่ มากกว่าไม่เคารพ คำถามที่ผมตั้งคือ เมื่อไรถึงจะเป็นลบหลู่ ? สำหรับผมแล้ว การลบหลู่คือ การแสดงออกที่ทำให้คุณค่าของสิ่งนั้น ๆ ลดลง ถามว่าการไม่ยืนของโชติศักดิ์ ทำให้คุณค่าของสถาบันลดลงหรือไม่ ผมคิดยังไง ก็คิดไม่ออกครับ ว่าการไม่ยืนของคนคนหนึ่ง ทำให้คุณค่าของคนอีกคนหนึ่งลดลงได้ยังไง อีกประเด็นที่ผมชอบยกเป็นตัวอย่างคือ เรื่องการไม่ยืนเคารพธงชาติ เพราะวิธีคิดเรื่องการยืนเคารพเพลงสรรเสริญ กับยืนเคารพธงชาติเหมือนกันทุกประการ แต่ทำไมคุณนวมินทร์ถึงไม่รู้สึกเดือดร้อน ที่คนทั่วบ้านทั่วเมืองไม่ยืนเคารพธงชาติ เป็นเรื่องความเชื่อเดียวกันแต่สองมาตรฐานหรือเปล่า ? แล้วอย่างนี้คนที่ไม่ยืนทำความเคารพธงชาติ กำลังลบหลู่ประเทศไทยอยู่หรือไม่ ? |
Dida
โอ้ ... บทความนี้โด่งดังไปถึงประชาไทด้วยนะครับเนี่ย .... สำหรับว่าใส่หรือไม่ใส่เสื้อในวันเกิดเหตุนี่ต้องขอออกตัวเช่นกันว่าไม่ทราบ .... แต่ชัดเจนในภายหลังว่าเป็นการรณรงค์ ซึ่งในมุมมองของผมคือความจงใจให้แตกแยก อันนี้ต้องแยกจากประเด็นในวันเกิดเหตุนะครับ .... บ้านเราอยู่สงบมาก็หลายปีนะครับ ภายหลังยุคสงครามคอมมิวนิสต์ที่ลุกขึ้นมาฆ่ากันเพราะถูกปลุกปั่น(จากทั้งสองฝ่ายที่ใช้ประโยชน์จากการเห็นต่างในจุดเล็กๆ) .... ถึงได้บอกว่าจะคิดเห็นอย่างไรไม่ผิดครับ แต่ขอให้แสดงออกกันอย่างเหมาะสมทั้งสองฝ่ายครับ .... ถ้าเรามองว่า กม. มาตราดังกล่าวเป็นเครื่องมือให้ประชาชนที่เห็นต่างกันอยู่กันได้อย่างมีความสุข ผมว่าก็น่าจะหยวนๆ กันนะครับ .... ขอแค่อย่าเอามาเป็นเครื่องมือในการจุดนวนความรุนแรงใส่กันเลยครับ .... ตามหลักพระพุทธศาสนา สิ่งที่เกินขึ้นย่อมมีวันดับไป ... แม้แต่พระศาสนาเอง ... ฉะนั้นก็ขอให้ทุกท่านปล่อยให้เป็นเรื่องของกาลเวลา ... จะได้ไม่เกิดความขัดแย้งกันนะโดยไม่จำเป็น .... .... มาคิดดูแล้ว หากว่าทั้งสองคนที่ก่อนเหตุ รู้เห็นเป็นใจซึ่งกันและกัน คนหนึ่งอ้างว่าไม่เคารพ อีกคนอ้างว่าเคารพเข้าไส้ แต่จริงๆ ทั้งสองเป็นพวกเดียวกัน เข้ามาสร้างสถานการณ์ (อาจเป็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือมือที่สามก็ได้) เราชาวไทยทั้งหลายก็จะมีแต่เสียเพราะมัวมาทะเลาะกันนะครับ ด้วยเรื่องเล็กๆ นะครับ ....
.... กลับมาที่เรื่องวันเกิดเหตุ ... การกระทำบางอย่างมันเป็นการละเมิดฝ่ายอื่นในทางจิตใจนะครับ อย่างที่พยายามอธิบายไว้ เราคงไม่ชอบที่เห็นนางแบบภาพเปลือยถ่ายรูปกับพระพุทธรูป ... จริงๆ อันนี้มันก็ไม่ต่างกันนะครับ หากแต่เราก็ไม่พอใจ ... หรืออีกตัวอย่างเช่นการวาดการ์ตูนตลกในประเทศหนึ่ง ซึ่งไปพาดพิงถึงพระศาสดาองค์หนึ่ง ทำให้ประชาชนในหลายประเทศไม่สบายใจ ... หรืออย่างเช่น การสร้างภาพยนต์ที่เกี่ยวกับพระศาสดาที่มีเนื้อหาไม่ตรงตามคำสอนของศาสนาใดๆ ย่อมไม่เป็นที่ชื่นชอบของศาสนิกชนในศาสนานั้นๆ .... สิ่งเหล่านี่อาจพูดได้ว่าเป็นสิทธิ์ที่เราๆ ท่านๆ หากไม่เคารพ ก็น่าจะทำได้ และอาจเคยทำโดยไม่รู้ตัว เพราะคิดไปว่าไม่ได้ไปทำร้าย ทำลายใคร ... แต่ใจผู้คนที่เคารพนับถือสิ่งเหล่านั้นหละครับ จะรู้สึกกันเช่นไร .... นี่อาจจะเป็นความหมาย "ละเมิด" ที่ผมเขียนแล้วคุณโบว์สงสัยมังครับ .... .... แน่นอน หากคิดในมุมนี้แล้ว การไม่ยืนเคารพนั้นย่อมไปทำร้ายจิตใจผู้เคารพได้ ซึ่งอันนี้ขึ้นกับระดับความนับถือของผู้พบเห็นด้วย ... อาจจะแจ๊กพอตต์ ตรงที่ดันไปเจอคนที่นับถือเอามากๆ (แน่นอน การรณรงค์ใส่เสื้อดังกล่าวยิ่งแล้วใหญ่) ... ทำให้เป็นเรื่องเป็นราวกันขึ้นมา .... ปัญหาคือ เพลงเปิดมาแล้ว ก็ควรต้องยืนเคารพสักนิดครับ (คิดว่าเคารพในความเชื่อคนอื่นๆ ซะ เรื่องก็จบ) .... ถ้ามันวุ่นวายนักก็เลิกทำเนียมการเปิดเพลงก่อนหนังเสียสิ ... จะได้ไม่ขัดแย้งกัน (เพลงก็ไว้เปิดในงานจริงจัง จะได้เห็นคุณค่าของเพลงกันบ้าง) .... ท่านใดมีความรู้ว่าทำเนียมนี้มาอย่างไรโปรดชี้แนะด้วยนะครับ (ได้ยินว่ามาจากอังกิด) ....
.... อยากให้กลับมามองที่ว่า เหตุใดชาติไทยจึงเป็นชาติที่อยู่ด้วยกันอย่างผสมกลมเกลียว ... นั่นเพราะเราหยวนๆ กัน ยอมๆ กันครับ ... เรื่องที่ทำให้คนอื่นเจ็บช้ำน้ำใจ เราจะพยายามหลีกเลี่ยง (เรียกอีกอย่างว่าความเกรงใจก็คงจะได้มังครับ) ... ผมไม่กล้าสรุปว่าเป็นข้อดีข้อเสีย แต่บอกได้ว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของคนไทย ... แต่ภายใต้สิ่งนี้ใช่ไหมครับ เราถึงอยู่กันได้ ... ฉะนั้นก็ขอว่า ลด ละ กันสักนิดครับ แล้วมาช่วยกันสร้างชาติให้เจริญจะดีกว่า .... เฮ้อ
ปล. อ่านความเห็นที่ประชาไทแล้ว ... เฮ้อ ... รุนแรงกันจัง(ดีก็มีอะนะ แต่) ... ชอบพูดกันประมาณว่า ... อธิบายไปท่านก็ไม่เข้าใจหรอก ไอ้ฟาย ... แย่ๆ |
เชกูวารา
คืองี้ครับ คุณ Dida ที่ผมยกสถานการณ์วันเกิดเหตุมาให้ดู แล้วชี้ว่า ณ วันเกิดเหตุ โชติศักดิ์ และเพื่อนของเขาไม่ได้ใส่เสื้อรณรงค์อะไรที่เกี่ยวกับ "ความเชื่อ ความเคารพ การยืน ไม่ยืน" เลย....ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่า โชติศักดิ์ เขาทำตามปกติของเขา กระทำในเชิง passive ไม่ใช่ active เกี่ยวกับความเชื่อของใคร มีแต่ นวมินทร์ (และอาจจะใครอื่น ๆ อีกหลายคน) เท่านั้น ที่คิดไปเองว่า "เขากำลังลบหลู่" อีกอย่าง คือ ผมเห็นว่า ในความเห็นอันก่อนหน้านี้ของคุณ Dida มีประเด็นเรื่องการใส่เสื้อ และการรณรงค์นี้อยู่ด้วย ซึ่งมีนัยสำคัญ ดังเช่น ความเห็นนี้
....แต่สิ่งที่ต้องการจะสื่อให้เห็นก็คือ การแสดงออกแบบไม่เคารพความเชื่อของบุคคลอื่น (ทั้งสองฝ่าย) ต่างหาก ที่เป็นปัญหา ผมมองว่าถ้าเลี่ยงได้ ก็ไม่ควรปะทะ มิใช่จงใจรณรงค์อย่างโจ่งแจ้ง .... ผมถือว่าการกระทำแบบนี้เป็นการละเมิดสิทธิ์ในการเลือกที่จะเชื่อ (หรือไม่ เชื่อ) ของอีกฝ่ายนะครับ.... และอันนี้
อ้อ ... ขอเพิ่มนะครับ ถ้าเป็นผม มีใครไม่ยืนต่อหน้าผม ผมก็จะไม่ทำอะไร เพราะผมก็ไม่อยากละเมิดสิทธิ์เขา ถึงเขาจะละเมิดสิทธิ์ผมก่อน และถ้าเป็นผม ผมก็จะไม่ใส่เสื้อตัวนั้นไป และยืนทำความเคารพ เพื่อให้เกียรติ กับผู้ที่เคารพและดูหนังอยู่ด้วยกัน ... ประเด็นก็คือ ตีความจากความเห็นเหล่านี้ของคุณ Dida แล้ว ผมพบว่า แม้คุณ Dida เอง อาจไม่เห็นว่าแย่มากมายอะไร หรือ ไม่มั่นใจซะทีเดียวกับการ "นิ่ง ไม่ยืน" ว่าถือเป็นการละเมิดความเชื่อคนอื่นหรือยัง ? แต่คุณ Dida เห็นว่า "กรณีนี้ มันจะแย่มาก ๆ" และชัดเจนว่าละเมิดแน่ ๆ ก็เพราะ โชติศักดิ์ "ใส่เสื้อแบบนั้นเข้าไปด้วย" ....ซึ่งถ้าเป็นแบบนี้ ผมคิดเอาเองว่า คุณ dida อาจได้ข้อมูลคลาดเคลื่อนไป...และ ผมเข้าใจว่า ที่เราเขียนคุยกันมามากมายหลายความเห็นนั้น เรากำลังคุยถึง "คดีนี้" และ เรื่องที่เกิดขึ้น "ในวันเกิดเหตุ" ไม่ใช่ เรื่อง "ภายหลังเกิดเหตุแล้ว" อนึ่ง ดังที่กล่าวแล้วว่า ไม่ว่าคุณ Dida จะมีมุมมองอย่างไรต่อเรื่องทำนองนี้ นั่นย่อมเป็นสิทธิ ผมไม่ก้าวก่าย... แต่ พวกเรา (หมายถึง ผม และเชื่อว่า โบว์ ก็คิดเช่นเดียวกัน) คงต้องขอยืนยันว่า พวกเราเห็นว่า การนิ่งเฉย หรือ การกระทำใด ๆ ในเชิง passive แบบนั้น ไม่ได้ละเมิด หรือแม้แต่ ลบหลู่ ความเชื่อคนอื่น เลย ซึ่งแน่นอนครับ มันย่อมต่าง กับการทำในเชิง active อื่น ๆ ดังเช่นตัวอย่างที่คุณ Diada ยกมา อาทิ วาดรูปล้อ หรือ ถ่ายรูปโป๊หน้าสถานที่ที่คนอื่นเคารพ ฯลฯ และตรงกันข้ามครับ สำหรับผม การพยายามไปจำกัดพื้นที่ กดทับความเห็นต่าง และชี้ว่า แค่เพียงอยู่เฉย ๆ ไม่ยอมแสดง "ความเคารพ" ก็ถือเป็นละเมิดคนอื่นแล้ว นั่นต่างหาก ที่ผมว่ามันเป็นการ "ละเมิดความเชื่อของคนอื่น" และเท่ากับคนที่คิดแบบนี้ กำลังเรียกร้องว่า "แม้เอ็งไม่เชื่อ แต่ เอ็งก็ต้อง แสดงความเคารพ" ซึ่งอีแบบนี้นี่แหละที่จะทำให้ สังคมมนุษย์ไม่มีวันสงบสุขได้ อนึ่ง มีข้อที่อาจต้องสังเกตด้วยว่า คนที่เรียกร้องแบบนี้ จะไม่มีวันเปลี่ยนใจได้เลย ถ้าตัวเขาเอง ยังไม่เคยเป็น "คนส่วนน้อย" ที่ถูก คนส่วนใหญ่ บังคับให้ทำ ในสิ่งที่ เขาไม่อยากทำ ปล. 1 ขออนุญาตคุณ Dida ว่า ผมคงพอเท่านี้ก่อน เพราะตอบบ่อย ๆ เข้า ประเด็นจะเริ่มวน :) ปล. 2 ถ้าโชติศักดิ์ ใส่เสื้อพรรค์อย่างว่า เข้าไป ณ วันเกิดเหตุ ผมอาจนึก "ตำหนิ" เขาก็ได้ และทำเป็นเล่นไป ผมอาจอยากเห็นใจ นวมินทร์ ขึ้นมาบ้าง แต่ในเมื่อข้อเท็จจริงมันชัดเจนว่า ไม่ใช่แบบนั้น และ เสื้อรณรงค์รวมทั้งแคมเปญนี้ เกิดขึ้น ก็เพื่อจะ เ โต้ตอบ คนที่ "ละเมิดความเชื่อ" ของโชติศักดิ์ (และอาจจะ ของคนอื่น ๆ ที่เห็นเช่นเดียวกับเขา) ก่อน รวมทั้งเพื่อ บอกให้ คนไทยในสังคม รับรู้เสียบ้างว่า "กิริยาแบบนั้น มันไม่ใช่ อาชญากรรม" และยังมีคนอีกจำนวนไม่น้อย ที่คิดต่างในประเด็นความเชื่อแบบนี้....ผมเอง ก็ตั้งใจว่า กลับเมืองไทย จะหามาใส่ ด้วยสักตัว ;) ปล. 3 แต่ก่อนประเทศไทย ชื่อ ประเทศสยาม ครับ เป็นที่รวมของ "คนหลายเชื้อชาติ" และ "หลากความเชื่อ" ไม่ใช่เฉพาะคน "เชื้อชาติไทย" ที่ต้องมี "ความเชื่อแบบไทย ๆ" เท่านั้น สาเหตุที่ ก่อนหน้านี้อยู่กันได้โดยสงบสุข ไม่ใช่เพราะ ไม่มีการแสดงออกซึ่ง "ความเห็นต่าง" ของตัวสู่สังคมเลย แต่เป็นเพราะ ดูเหมือนว่า คนสยาม จะเข้าใจ และยอมรับความเห็นที่แตกต่าง รวมทั้งการแสดงออกเหล่านั้นได้ดีกว่า คนไทย คนมุสลิมคนคริสต์ไม่จำเป็นต้องไหว้ก็ได้เมื่อมีเหตุต้องเข้าไปอยู่ในวัดพุทธ คนพุทธไปนั่งฟังบาทหลวงในโบสถ์เฉย ๆ ก็ได้ ไม่ต้องประกอบพิธีกรรม ด้วยมิตรภาพ :D |
Dida
... เหมือนว่าคุณเชฯ กำลังเข้าใจคลาดเคลื่อนนิดนึง .... สำหรับผมการแสดงออกถือเป็นแอ๊คทีฟครับ คือเลือกที่จะทำ คือไม่ยืน ... อีกส่วนหนึ่งผมก็ยอมรับว่าการบังคับให้ยืนก็ละเมิดอีกฝ่ายเช่นกัน ... (ผมเกรงว่าคุณเชฯ จะเข้าใจว่าผมถือว่าไม่ละเมิด) ... ... ทางออกจริงๆ ของเรื่องนี้ก็อย่างที่บอก คือแยกงานพิธีกรรมออกจากกิจวัตรประจำวันเหอะครับ ... ผมว่าอะไรไม่จำเป็นต้องใช้เพลงสำคัญก็ให้งดเสีย ... จะได้ไม่บังคับอะไรใครกันเกินไป ... เป็นการหลีกเลี่ยงการปะทะทางความคิดด้วย ... ... ส่วนเรื่องรณรงค์ ผมมองว่าการตอบโต้ไม่ใช่สิ่งดีครับ ... ถ้ามองว่าอภัยได้ก็อภัยดีกว่ามังครับ ... ... และเห็นด้วยกับ ปล.3 ครับ ... ดูเหมือนเราจะเปลี่ยนไปมากในรอบไม่กี่สิบปีนี้เอง ...
ปล. ขอโทดทีนะครับที่ชวนคุยซะยาวเลย ... อีกอย่าง ไม่ได้พูดถึงเรื่องในหัวข้อซักเท่าไหร่เลย |
จากการติดตามข่าวการเมือง (อยู่บ้าง) แต่ก่อนผมก็นึกสงสาร บรรดาอาจารย์กฎหมายมหาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎหมายรัฐธรรมนูญ และปกครอง ว่าจะสอนนักศึกษากันยังไง เพราะหลักกงหลักการมันไปหมดแล้ว ตอนนี้เห็นทีต้องเห็นใจนักกฎหมายอาญา (ภาควิชาตัวเอง) บ้างละ


Dida
ใจเย็นๆ นะครับ ผมเองก็ไม่ได้บอกว่าฝ่ายที่กระทำการรุนแรงเป็นฝ่ายถูก ฉะนั้น ขอให้เข้าใจว่าข้อเรียกร้องของคุณเชฯ ในบทความนั้น ผมเห็นด้วยครับ ว่าควรดำเนินคดี(ทั้งสองฝ่าย) ตามหลักกฎหมายต่อไป
แต่สิ่งที่ต้องการจะสื่อให้เห็นก็คือ การแสดงออกแบบไม่เคารพความเชื่อของบุคคลอื่น(ทั้งสองฝ่าย) ต่างหาก ที่เป็นปัญหา ผมมองว่าถ้าเลี่ยงได้ ก็ไม่ควรปะทะ มิใช่จงใจรณรงค์อย่างโจ่งแจ้ง .... ผมถือว่าการกระทำแบบนี้เป็นการละเมิดสิทธิ์ในการเลือกที่จะเชื่อ(หรือไม่เชื่อ) ของอีกฝ่ายนะครับ(จริงๆ ก็พอกันทั้งสองฝ่ายแหละครับ) .... จริงๆ เหตุการณ์แบบนี้มันก็เหมือนความเชื่อทางศาสนานั่นแหละครับ ผู้นับถือศาสนาหนึ่งก็ควรจะให้ความเคารพผู้นับถือศาสนาอื่นๆ
อย่างที่บอกครับ เลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง ทั้งสองฝ่ายนั่นแหละครับ มิฉะนั้นสังคมก็จะอยู่ร่วมกันไม่ได้ ..... ผมไม่ได้บอกว่าห้ามแสดงออก แต่ทำแต่พองาม ในที่ๆ เหมาะสมครับ
ปล. ลองนึกย้อนดูนะครับ สังคมไทยมีหลายศาสนาอยู่ได้ทุกวันนี้ เพราะเราเคารพผู้อื่น ... ในกรณีอื่นๆ ก็เช่นกัน ... แต่ถึงวันนี้เป็นกันเช่นไร ก็คงพอจะเข้าใจกันนะครับ
24 Sep 08