ComBioLaw.De » Blog » ไอที » 3G ละเมิดสิทธิบุคคล ?
3G ละเมิดสิทธิบุคคล ?
โปรเฟสเซอร์ด้านโทรคมนาคมท่านหนึ่ง เคยพูดประโยคเด็ดในห้องแลคเชอร์ว่า "เราลงทุนด้วยเงินมหาศาลกับเทคโนโลยี 3G เพื่อสุดท้ายแล้ว เรามารถดูรูปขนาดไม่กี่นิ้วบนจอมือถือของเราได้" แต่ไม่ว่าผมจะชอบหรือไม่ชอบเทคโนโลยีตัวไหน มันก็ไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ เพราะเทคโนโลยีก็ยังคงได้รับการพัฒนาไปเรื่อย ๆ สุดท้ายแล้ว เวลาและตลาดจะเป็นผู้ตัดสินเอง ว่าใครคือผู้อยู่รอด แต่เมื่อผมได้อ่านความคิดเห็นของ คุณ รสนา เกี่ยวกับเทคโนโลยี 3G ผ่าน blognone และ sanook ก็อดตกใจไม่ได้ แม้ว่าหัวข้อข่าวจะเป็น "3G" ละเมิดสิทธิบุคคล ผลคนไทยเสพติดการใช้โทรศัพท์มือถือมากขึ้น แต่จริง ๆ คุณรสนาไม่ได้บอกว่า 3G ละเมิดสิทธิส่วนบุคคล แต่บริษัทมือถือต่างหากที่ละเมิดสิทธิผู้บริโภค ส่วน 3G นั้นคุณรสนาไม่ได้ให้ความคิดเห็นอะไร (อย่างน้อยผมก็อ่านไม่เจอในตัวข่าว) แต่บอกว่า การใช้โทรศัพท์มือถือส่งผลเสียกับเยาวชน แม้ว่าหัวข้อข่าวจะทำให้หลงประเด็นไปบ้าง แต่โดยเนื้อหาข่าวนั้นน่าสนใจทีเดียว เพราะเป็นประเด็นในเรื่อง ... |
|
|
ผลกระทบการใช้เทคโนโลยีต่อปัญหาสังคม โดยประเด็นหลักคือเรื่องของการใช้งานมือถือ และเทคโนโลยี 3G แต่ทั้งนี้ผมไม่เห็นด้วยกับประเด็นที่คุณรสนานำเสนอเท่าใดนัก เพราะ สิ่งที่คุณรสนานำเสนอคือ ปัญหาทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับโทรศัพท์มือถือนั้น ความผิดทั้งหมดจะตกอยู่กับตัวโทรศัพท์มือถือ และบริษัทผู้ให้บริการ ปัญหาสังคมอันเกิดจากการใช้งานเทคโนโลยีนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในประเทศไทย หรือมีสาเหตุมาจากโทรศัพท์มือถือเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นทั่วโลก และมีองค์ประกอบของสาเหตุมากมาย ในเยอรมันเองก็มีปัญหาคล้าย ๆ กันนี้เกิดขึ้น ทั้งปัญหาเยาวชนกับการติดหนี้สินจากการใช้โทรศัพท์มือถือ ปัญหาการใช้ความรุนแรงอันเนื่องมาจากการเล่มเกม ปัญหาการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลด้วยการโฆษณาผ่านโทรศัพท์ และปัญหาที่ผมเองก็พึ่งเจอมากับตัวเอง คือ ปัญหาการเอาเปรียบผู้บริโภคจากบริษัทผู้ให้บริการ แต่ข้อแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างผู้เกี่ยวข้องในไทย กับในเยอรมันคือ ในเยอรมันมองปัญหาที่เกิดขึ้นจากหลายมิติ และหลายมุมมอง การแก้ปัญหาต้องมีการศึกษาวิจัย เก็บข้อมูลอย่างจริงจัง กว่าจะมีการออกมาตรการมาแก้ปัญหาออกมาได้ ในขณะที่ประเทศไทยความผิดทั้งหมดตกอยู่กับเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว เทคโนโลยีมันเป็นเครื่องมือครับ ไม่สามารถมีความผิดได้ ความผิดของเทคโนโลยี มีเท่า ๆ กับความผิดของปืน ในกรณีที่มีการฆ่าคนตายด้วยปืน ผมเห็นด้วยกับคุณรสนา ต่อปัญหาการติดโทรศัพท์มือถือ การแชทหรือใช้อินเตอร์เนตแบบไร้สาระของเยาวชนไทย จนทำให้เกิดปัญหาในเรื่องอื่น ๆ ตามมา (เรื่องนี้ผมเจอมากับตัว เพราะน้องสาวคนเล็กของผมก็มีปัญหาเดียวกันนี้) แต่สาเหตุของปัญหาไม่ใช่โทรศัพท์มือถือ หรืออินเตอร์เนต แต่เป็นพฤติกรรมของเยาชนต่างหาก ดังนั้นการแก้ปัญหาจึงไม่ใช่การลดการใช้งานโทรศัพท์มือถือ หรืออินเตอร์เนต แต่ควรจะเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงแนวคิด หรือพฤติกรรมของเยาวชน เนื่องจากการเปลี่ยนพฤติกรรมเยาวชนเป็นการแก้ปัญหาแบบระยะยาว ดังนั้น ระยะเวลาที่ใช้ก็ยาวนานตามไปด้วย ซึ่งมาตรการเหล่านี้อาจมีด้วยกันหลายรูปแบบเช่น มีการรณรงค์ผ่านสื่อโฆษณา (จากที่ดูโฆษณามาหลายประเทศ ผมว่าโฆษณาไทยนี่แหละเก่งสุด) การให้ความรู้แก่เยาวชนผ่านโรงเรียนหรือพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือที่ผมเคยคิดอยู่เสมอในเรื่องพฤติกรรมการใช้อินเตอร์เนต คือ การสร้างกระแสในกลุ่มเยาวชน เพราะโดยส่วนมาก การตลาดไทยจะเน้นการเกาะกระแส มากกว่าการสร้างกระแสขึ้นมาใหม่ (เหมือนอย่างที่ Apple ทำกับ iPod หรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ) การสร้างกระแสผ่านสื่ออินเตอร์เนตกระแสหลัก ว่าการใช้อินเตอร์เนตแบบมีสาระ เป็นความเท่ห์แบบหนึ่ง อาจช่วยแก้ปัญหาเรื่องนี้ และเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้ สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้น การรอผลจากการแก้ปัญหาระยะยาวเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะกว่าปัญหาจะแก้ได้ หลายคนอาจมีปัญกาจนเกินแก้ ดังนั้น เราจึงต้องมีมาตรการเฉพาะหน้า ออกมาแก้ปัญหาควบคู่กันไปด้วย เช่น มีแพกเกจโทรศัพท์มือถือ ที่ผู้ปกครองสามารถควบคุมปริมาณการใช้โทรศัพท์มือถือของเยาวชนได้ ควบคู่ไปกับการขายโทรศัพท์มือถือให้เยาวชน ต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ปกครองเท่านั้น ส่วนพ่อแม่คนไหนจะควบคุมลูกยังไง ก็เป็นสิทธิส่วนบุคคลไป
ส่วนประเด็นเรื่อง 3G นั้น ผมอ่านใน sanook แล้วก็ยังงง ๆ เพราะมันกระโดดไปกระโดดมา จับอะไรไม่ค่อยถูก แต่โดยสรุปน่าจะเป็นปัญหาการเอาเปรียบผู้บริโภค ที่มาพร้อมกับการให้บริการรูปแบบใหม่อย่าง 3G เสียมากกว่า ซึ่งในเยอรมันเองก็มีปัญหาที่คล้าย ๆ กันนี้อยู่เช่นกัน และเป็นเรื่องที่ผมเองเจอมากับตัว
เมื่อวันหนึ่งผมได้รับโทรศัพท์จากทางบริษัท Telekom ว่าทางบริษัทมีบริการรูปแบบใหม่ ที่ทำให้ผมใช้อินเตอร์เนตได้เร็วขึ้น ดูโทรทัศน์ผ่านอินเตอร์เนตได้กว่า 50 ช่อง โทรศัพท์ภายในประเทศได้ไม่จำกัดโดยไม่ต้องเสียค่าบริการเพิ่มเติม และอื่น ๆ อีกมากมาย ที่สำคัญที่สุด ผมจ่ายค่าบริการเท่าเดิม ผมจึงตกลงทำสัญญาเปลี่ยนแพกเกจผ่านทางโทรศัพท์ แต่เมื่อผมได้รับสัญญาตัวจริง ปรากฏว่าต้องจ่ายค่าบริการต่อเดือนเพิ่มขึ้น 15 ยูโร อีกทั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ผมควรได้รับจากการเปลี่ยนสัญญา ก็ไม่ได้ถูกส่งมาตามที่ตกลงกันไว้ ผมเลยตัดสินใจยกเลิกสัญญาตัวใหม่ และกลับมาใช้สัญญาตัวเดิม ที่ตลกร้ายคือ การเปลี่ยนสัญญากลับ ทำให้ผมไม่สามารถใช้อินเตอร์เนตได้ จนกว่าขั้นตอนการเปลี่ยนสัญญาเสร็จสิ้น ยิ่งไปกว่านั้น จากการตรวจสอบทำให้ผมทราบว่า เอกสารยกเลิกสัญญาที่ผมส่งไปให้บริษัททาง Fax ใช้เวลาเดินทางข้ามแผนกกว่าหนึ่งสัปดาห์ เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกผมจึงบอกทางบริษัทไปว่า หากทุกอย่างไม่เรียบร้อยภายในสามวัน (ทั้งการใช้อินเตอร์เนต และการยกเลิกสัญญา) พวกผมจะฟ้องร้องบริษัท ผ่านสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค และยกเลิกสัญญาในทันที ปรากฏว่า ทุกอย่าก็เรียบร้อยภายในสองวัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ผู้ให้บริการในเยอรมันกลัวสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค กลัวคนรู้สิทธิ และกลัวการฟ้องร้อง ดังนั้นการอ้างสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค และการฟ้องร้องจึงได้ผล ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ในประเทศไทยหรือไม่ ก็ยังน่าสงสัยอยู่ อย่างน้อย ๆ เรืองการบังคับใช้กฏหมายในบ้านเราก็ยังมีปัญหาอยู่ ส่วนความเข้มแข็งของสำนักงานผู้บริโภคนั้นผมไม่แน่ใจ (มีหน่วยงานราชการไทยหน่วยงานไหนเข็มแข็งบ้าง ?) ทางออกที่ยังพอมีความหวังอยู่บ้างคือ การรู้สิทธิ และการทำสัญญาด้วยความระมัดระวัง ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องของตัวใครตัวมัน มากกว่าจะเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล หรือใครคนใดคนหนึ่ง ในประเทศที่รัฐบาลไร้เสถียรภาพ มีการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญทุกสิบปี ศาลไร้ความศักดิ์สิทธิ การบังคับใช้กฏหมายไม่ได้ผล ทุกคนก็ต้องดูแลตัวเอง |
|
28 Dec 08 | by | tags ไอที เกร็ดชีวิต เยอรมัน เหตุบ้าน และ การเมือง 3G
pamkku
ปัญหาการใช้ internet ที่ขาดสาระ เช่น การเล่น msn ก็เจอปัญหาเหมือนกันค่ะ หลานสาว 2 คนเมื่อก่อนก็พูดจาสุภาพน่ารัก แต่เมื่อไม่นานพี่สาวติด internet ให้ที่บ้านด้วยความเป็นห่วงว่า เดี๋ยวเด็กๆจะไปเล่นนอกบ้าน จะดูแลลำบาก คือรู้สึกได้เลยว่าพฤติกรรมเปลี่ยนไป เราไม่อยากสรุปว่าสาเหตุเกิดจากการเล่น msn ที่อาจจะไปพบเจอกลุ่มคนหรือเพื่อนๆ ที่อาจจะมีคำพูดที่ใช้เฉพาะในกลุ่มนั้นๆ ด้วยความที่เราเป็นผู้ใหญ่เราคิดว่าถ้าเทคโนโลยีจะเป็นตัวสนับสนุนให้เด็กๆ มีการพัฒนาตนเองด้านการศึกษามากกว่าการบันเทิง ก็เลยแนะนำและสนับสนุนให้พี่สาวติด imternet ให้ที่บ้าน แต่ตอนนี้รู้สึกว่า เด็กกำลังใช้ด้านการบันเทิงมากกว่า ควบคุมยากเหมือนกันค่ะ ไม่รู้ว่าหลายๆบ้านเจอปัญหาแบบนี้บ้างไหมคะ |
bow_der_kleine
pamkku : น้องสาวคนเล็กของผมก็เป็นเหมือนกันครับ และรู้สึกว่าเด็กส่วนใหญ่ก็เป็นกัน ไม่ใช่เฉพาะเด็กไทย แต่เด็กไทยเป็นมากหน่อย เพราะกระแสเวบไซท์เมืองไทยออกไปในแนวทางนั้นเสียมาก แม้ว่าเดี๋ยวนี้จะดีขึ้นกว่าแต่ก่อนแล้วก็ตาม (มีเวบไซท์ภาษาไทยดี ๆ เกิดขึ้นมากในช่วงหลัง) ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาที่แก้ยากมาก เพราะเป็นพฤติกรรมที่ขึ้นอยู่กับวัย ส่วนมากเด็กหรือวัยรุ่น จะทำอะไรเพื่อการยอมรับจากคนอื่น หรือเพื่อความเท่ห์ บางอย่างที่เราพอรับได้ ก็ต้องปล่อยไปบ้างครับ แต่บางอย่างนอกจากคนที่ไม่ได้เป็นวัยรุ่นอย่างเรารับไม่ได้แล้ว มันยังไม่เท่ห์อีกต่างหาก ก็ต้องพยายามอธิบายครับ ว่ามันไม่เท่ห์ยังไง โดยต้องมองในมุมมองของเขาเป็นหลัก เช่น คุยมือถือ หรือแชทมาก ไม่เท่ห์ เพราะเป็นคนที่คุยกับคนจริง ๆ ไม่ได้ เข้าสังคมไม่เก่ง ตั้งใจใช้คำผิดไม่เท่ห์ เพราะคนอื่นอ่านไม่รู้เรื่อง ฯลฯ ผมคิดว่าบางทีคนต่างวัย และไม่เท่ห์อย่างพวกเรา อาจทำอะไรยากสักหน่อย คนที่มีศักยภาพในการทำเรื่องพวกนี้ได้ คงเป็นดารานักร้องที่อยู่ในโทรทัศน์ หรือเวบไซท์กระแสหลักเสียมากกว่า ผมคิดว่าหากเปลี่ยนแนวทางของสื่อกระแสหลักได้ ปัญหาก็อาจบรรเทาได้เช่นกัน เช่น อาจทำให้เรื่องมีสาระเป็นเรื่องที่สนุกได้ หรือ บันเทิงแฝงสาระ อะไรทำนองนั้นไป แต่ที่แน่ ๆ เรื่องความบันเทิงกับคน (โดยเฉพาะคนไทย) เป็นอะไรที่ห้ามไม่ได้แน่ ๆ |
otto ณ ศรีราชา
พอดี..เมื่อหลายวันก่อนได้ดูรายการทีวี...เมืองไทย เป็นสกู๊ปเกี่ยวกับผู้ใช้บริการโทรศัพท์มือถือถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ให้บริการฯ เรื่องก็ประมาณเกี่ยวข้องกับการละเมิดกฏหมายซึ่งๆหน้า...แต่รัฐกับดูดาย...ไร้มโนสำนึกที่จะช่วยเหลือประชาชน พิธีกรก็เข้าไปสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ(ใครสักคนผมไม่ได้ใส่ใจจำชื่อแซ่) ปากก็บอกว่ากฏหมายกำหนดว่า ผู้ให้บริการฯจะ "กำหนดเวลาการใช้โทรศัพท์มือถือระบบเติมเงินไม่ได้" มันก็น่าจะหมายความว่าในบัตรเติมเงินโทรศัพท์มือถือ...ต้องไม่มีกำหนดระยะเวลาการใช้ของผู้ใช้โทรศัพท์ แต่..ในความเป็นจริงบัตรเติมเงินทุกบัตร..ทุกใบมีกำหนดระยะเวลา...แล้วนี้มันหมายความว่าอย่างไรกันครับ |
ช่วงนี้ในวงการโทรคมนาคมบ้านเรา กระแส 3G กำลังมาแรง นั่นเป็นเพราะว่าบริการ 3G ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่หรือมือถือ เพิ่งจะเริ่มให้บริการได้ไม่นานนัก (ส่วนใครมีสิทธิให้บริการ สามารถใช้บริการได้ที่ไหนบ้างนั้น ผมไม่ค่อยแน่ใจ เพราะไม่ค่อยได้ติดตาม) โดยส่วนตัว แม้ว่าผมจะทำงานด้านโทรคมนาคมโดยตรง แต่ผมก็ไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับเทคโนโลยี 3G มากนัก เพราะปกติแล้วผมก็ไม่ได้ใช้งานมือถือเป็นกิจวัตร และเมื่อผมออกจากบ้าน ก็ไม่ได้มีความรู้สึกอยากใช้อินเตอร์เนต ส่วนทางด้านเทคนิค ไม่ว่าเทคโนโลยีโทรคมนาคมจะก้าวหน้าไปเพียงใด ส่งข้อมูลได้มาก ถูก และเร็ว เพียงไหน สุดท้ายมันก็ไปติดคอขวดที่ตัวเครื่องมือถืออยู่ดี

ข้อเสนอการแก้ปัญหาที่ผมเสนอมา อาจมีถูกมีผิด แต่ประเด็นหลักไม่ใช่ข้อเสนอดังกล่าว แต่ผมต้องการชี้ให้เห็นว่า การแก้ปัญหามันมีหลายวิธี และต้องใช้หลายวิธีควบคู่กันไป แต่สิ่งสำคัญคือ เราต้องยอมรับว่าปัญหามีอยู่จริง สาเหตุของปัญหาไม่ใช่ตัวเครื่องมือ (หรือเทคโนโลยี) และการแก้ปัญหาต้องมีการศึกษาหาข้อมูลกันอย่างจริงจัง การโทษเครื่องมือ หรือเทคโนโลยี แล้วปิดกั้นการเข้าถึง อาจเป็นวิธีที่ง่ายและเร็วที่สุด แต่ก็ส่งผลกระทบมากที่สุดเช่นกัน การแก้ปัญหาให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์สูงสุดไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เพราะมันไม่ง่ายนี่แหละครับ คนส่วนใหญ่เลยเลือกคุณเข้าไปแก้ปัญหา
p-joy
เห็นมีเขียน วาสนา หลายที่ เขียนผิดหรือเปล่าครับ
30 Dec 08