ComBioLaw.De » Blog » เหตุบ้าน และ การเมือง » ผลิตเพื่อขายใคร ?
ผลิตเพื่อขายใคร ?
ความรุนแรงของวิกฤตเศรษฐกิจในครั้งนี้ มีมากถึงกับมีคนตั้งคำถามว่า "หรือนี่จะเป็นจุดจบของทุนนิยม" ดูเผิน ๆ อาจเป็นคำถามที่ตั้งขึ้นอย่างเกินจริง แต่ก็มีผู้คนหลายกลุ่ม ที่จริงจังอย่างมากในเรื่องนี้ ล่าสุดในการประชุม World Social Forum ที่ประเทศบราซิล ก็มีการถกเถียงกันในเรื่อง การเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจโลก ซึ่งสอดคล้องกับแนวทาง ที่นักเศรษฐศาสตร์หัวเอียงซ้ายเยอรมันหลายคนนำเสนอ นั่นคือ ระบบทุนนิยมควรถูกควบคุมมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ปัญหาที่ผมเคยนั่งคิดเล่น ๆ คือ ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในปัจจุบัน ทำให้เราสามารถผลิตสินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมได้ มากขึ้น เร็วขึ้น ถูกลง และใช้คนน้อยลง และกระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้ก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดยั้ง ทุกคนต่างจับจ้องจะเป็นผู้ผลิต ผู้ขาย ผู้ทำกำไร คำถามคือ แล้วต่อไปใครจะเป็นผู้ซื้อ ? จริงอยู่ที่ผู้ผลิตส่วนมาก เป็นผู้ซื้อและผู้ขายในเวลาเดียวกัน และกลไกตลาดจะเป็นตัวกำหนด อัตราและปริมาณการผลิต แต่ผมคิดว่า กลไกตลาดก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ผลักดันให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจ ... |
|
|
กลไกตลาดเป็นตัวผลักดันให้ผู้ผลิต ผลิตสินค้าได้ในปริมาณมากที่สุด เร็วที่สุด ดีที่สุด และถูกที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้ ถึงจะสามารถมีชัยในการแข่งขันในระบบทุนนิยมได้ กระบวนการยอดนิยมที่ผู้ผลิตเลือกใช้ คือ การลดต้นทุน โดยการลดปริมาณคน ในกระบวนการผลิต แล้วใช้เทคโนโลยีหรือเครื่องจักรเข้ามาแทน ผลที่เกิดขึ้นคือ มีคนที่มีส่วนร่วมกับการผลิตน้อยลง การกระจุกตัวของรายได้ก็มากขึ้นตามมา ในช่วงแรกที่คนส่วนมากในสังคมยังมีกำลังซื้อ ปัญหาก็คงไม่หนักหนาอะไร แต่ผมเชื่อว่า เรากำลังเดินทางมาสู่ยุคที่ เรามีกำลังการผลิต มากกว่ากำลังซื้อ เพราะผู้ซื้อส่วนใหญ่เมีรายได้น้อยลง เริ่มประคับประคองตัวไม่ไหว ภาวะเศรษฐกิจโลก ในมุมมองของผมตอนนี้คือ เรากำลังมีประเทศผู้ผลิตมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้ง เกาหลี อินเดีย จีน กำลังก้าวเข้ามาเป็นมหาอำนาจเศรษฐกิจ เท่ากับว่า เรามีสินค้าให้บริโภคมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ประเทศที่อยู่นอกกลุ่ม "ประเทศผู้ผลิต" ก็กำลังจนลง ๆ เรื่อย ๆ ประเทศที่กำลังกลายเป็นประเทศล้มละลาย ก็มีปริมาณมากขึ้น เช่นเดียวกัน แล้วมันก็กลับย้อนมาที่คำถามเดิมอีกครั้ง นั่นคือ ใครจะเป็นผู้ซื้อสินค้าที่ถูกผลิตขึ้น ?
จากการดูสารคดีต่าง ๆ จากทางโทรทัศน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สารคดีที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ปัญหาที่มีลักษณะคล้ายคลึงกัน ได้ถูกนำเสนอครั้งแล้วครั้งเล่า นั่นคือ การเข้าไปลงทุนของบริษัทข้ามชาติ ในประเทศที่ด้อยพัฒนา และก็ทำธุรกิจแบบ "ปล้นระดม" ผลที่เกิดขึ้น และถูกนำเสนอมักเป็นเรื่องของปัญหาทางสังคม และปัญหาสิ่งแวดล้อม อันเนื้องมาจากธุรกิจข้ามชาติ ความยากจนข้นแค้นของประชากรในประเทศด้อยพัฒนา อาจไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตเหล่านี้มากนัก เพราะลูกค้าหลักของธุรกิจเหล่านี้ มักอยู่ในประเทศพัฒนาแล้ว แต่สินค้าที่ผลิตได้ในประเทศที่พัฒนาแล้วล่ะ จะเอาไปขายใคร หากประเทศด้อยพัฒนาอื่น ๆ ต่างก็มีปัญหากันหมด ผมเชื่อในกฏแห่งกรรม และเชื่อว่า การกระทำต่าง ๆ ย่อมมีผลกระทบโยงใยด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ยิ่งในยุคโลกแบนอย่างในปัจจุบัน ความเชื่องโยงของสิ่งต่าง ๆ ย่อมมีความใกล้ชิดสัมพันธ์กันมากขึ้น และมีผลกระทบต่อกันและกันมากขึ้นตามไปด้วย การสร้างปัญหาในที่ที่หนึ่ง หรือในประเทศหนึ่ง ย่อมส่งผลกระทบต่อทีอื่น ๆ หรือประเทศอื่น ๆ อย่างไม่ต้องสงสัย ดังนั้น ยิ่งโลกแบนลงเท่าไร ประเทศต่าง ๆ มีความสัมพันธ์กันมากขึ้นเท่าไร การประคับปะคองซึ่งกันและกัน ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น ผมเชื่อว่า หากแนวคิดทุนนิยมในระบบเศรษฐกิจโลก ยังคงมีจุดมุ่งหมายในเรื่องของการทำกำไรสูงสุดอยู่ ประเทศ หรือประชากรโลก ที่ต้องแบกรับภาระเป็น "ผู้รับกรรม" ก็ต้องมีปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ กำลังซื้อทั่วโลกก็ลดตามลงมา ผลกระทบที่ตามมาคือ ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ก็ต้องมีบ่อยขึ้น และส่งผลความรุนแรงมากขึ้น จนในที่สุด ระบบทุนนิยมโลกอาจอยู่ไม่ได้ เหมือนกับที่บางคนทำนายเอาไว้ หากมองโลกอย่างไร้เดียงสา ทางแก้ของปัญหาคือ นายทุน หรือผู้ผลิตควรผลิตแบบเกื้อหนุนจุลเจือ ไม่ควรเอาผลประโยชน์สูงสุดของตัวเองเป็นที่ตั้ง ซึ่งคงเป็นได้แค่เรื่องเพ้อฝันที่ไม่มีวันเป็นจริง ในเมื่อเราไม่เชื่อในความใจกว้างของนายทุน ก็ต้องมีการควบคุม และเราก็เคยเห็นความล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่าของสหภาพโซเวียดมาแล้ว เนื่องจากสหภาพโซเวียดมีระบบเศรษฐกิจสังคมนิยม ที่มีการควบคุมจากรัฐแบบเบ็ดเสร็จ จะเอียงซ้าย หรือเอียงขวา ก็ล้วนแต่มีปัญหาทั้งสิ้น ทางที่น่าจะเหมาะสมที่สุดคือทางสายกลาง เสรีภาพและการแข่งขัน ทำให้เกิดการพัฒนา ในขณะเดียวกัน เสรีภาพที่เกินขอบเขตก็ทำให้เกิดการเอาเปรียบ ดังนั้น สิ่งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับระบบเศรษฐกิจยุคโลกแบนคือ "ทุนนิยมแบบมีการควบคุม" ซึ่งมีการนำมาใช้จริงในหลาย ๆ ประเทศ ประเทศเยอรมนีเป็นประเทศหนึ่ง ที่ใช้แนวคิดนี้กับระบบเศรษฐกิจของตัวเองอย่างมีประสิทธิภาพ จากวิกฤตเศรษฐกิจในขณะนี้ ทำให้เราได้เห็นว่า การที่ประเทศใดประเทศหนึ่ง เลือกที่จะใช้ระบบเศรษฐกิจดังกล่าว คงไม่เพียงพอ เพราะการเกี่ยวพันธ์ทางเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้งของทุกประเทศทั่วโลก ในเมื่อทุกอย่างมัน Globalization การควบคุมเศรษฐกิจ ก็ควรเป็นไปในลักษณะ Globalize ด้วยเช่นกัน เขียนจบย่อหน้าผมก็รู้สึกจั๊กจี๊ขึ้นมาทันที เพราะ มนุษย์ตัวเล็ก ๆ ไม่ค่อยมีความสำคัญอย่างผม คงไม่อาจเอื้อมเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจโลกได้ (แค่ปัญหาเรื้อรังในประเทศตัวเอง ผมยังหาบทบาทในการแก้ปัญหาให้กับตัวเองไม่ได้เลย) แล้วที่เขียนไปเพื่ออะไร ? อย่างน้อย ๆ ก็เป็นการแสดงออกว่าผมก็ไม่ได้นิ่งดูดาย (แม้ว่าเราจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งต่าง ๆ แต่การนิ่งเฉย ก็หมายถึงเรากำลังสนับสนุนสิ่งนั้น ๆ อยู่) หมายเหตุ ขณะที่ผมกำลังจะเขียนจบ lew ก็เผยแพร่เรื่องที่คล้าย ๆ กันนี้เหมือนกัน "My Opinions on Economics" |
|
08 Feb 09 | by | tags เหตุบ้าน และ การเมือง วิกฤตเศรษฐกิจ
<<รีวิวเวบราชการไทย || PHP Profiling and Optimisation with Xdebug>>
bow_der_kleine
นั่นนะสิครับ บังเอิญมาก ๆ แต่เรื่องที่ผมเขียน ไม่ได้รวมเรื่องรัฐสวิสดิการอยู่ด้วย จริง ๆ ผมว่าเรื่องนี้ก็น่าสนใจ และมีส่วนเกี่ยวข้องกันอยู่ |
สงสัย
อย่าว่าโง้นงี้เลย ผมก็ไม่เชี่ยวชาญเรื่องเศรษฐกิจเหมือนกัน แค่คุณเกริ่นนำมาว่า วิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เกิดขึ้นเพราะ "จิ๋ว" ผมคิดว่าไม่ใช่เลย ไปหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมว่าไม่ยาก มีคนเขียนออกมามากมายแล้ว เพียงแค่ถูก พรรคประชาธิปัตย์บิดเบือนโจมตี ปัญหาเศรษฐกิจอเมริกัน เจ๊งครั้งนี้ เกิดจากการบริโภคเกินตัวของอเมริกันชน + การทุ่มตลาดของสินค้าราคาถูกจากจีน ต่อเนื่องยาวนานหลายปี ทำให้เกิดอาการขาดดุลคู่ ทำให้เจ๊งพังพินาศ ไม่ใช่ทุนนิยมมีปัญหา แต่มันกินตัวของมันเอง ขอบคุณที่เขียนมาให้อ่าน |
bow_der_kleine
สงสัย : ปัญหาเรื่อง พล. อ. ชวลิต เป็นต้นเหตุของปัญหาต้มยำกุ้งหรือเปล่า ผมขอตอบอย่างนี้ครับ หากคิดว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจาก พล. อ. ชวลิต อันนั้นไม่ใช่แน่ ๆ เพราะ ปัญหาที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องของการสะสมคั้งค้าง ที่มาปะทุเอาตอนสมัยนั้น ประเด็นสำคัญที่ผมคิดว่า พล. อ. ชวลิต มีส่วนเกี่ยวข้องมากที่สุด คือ การตัดสินใจแก้ปัญหาในตอนนั้นมากกว่า ปัญหาที่มีการสะสมมาเป็นทศวรรษ ย่อมไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีคนเดียว ผมเชื่อว่า (แต่ผมพิสูจน์ไม่ได้) หากในตอนที่เกิดวิกฤต และทางรัฐบาลไทยตัดสินใจแก้ปัญหาแบบอื่น มีทีมเศรษฐกิจที่พร้อมกว่าตอนที่เป็นอยู่ วิกฤติอาจไม่รุนแรงอย่างที่เราเห็น ซึ่งจริง ๆ ก็เป็นความคิดเห็นที่ไม่แฟร์นัก เพราะ เหตุการณ์มันเกิดมาแล้ว เราเห็นผลกันแล้ว ผมจะพูดทีหลังยังไงก็ได้ ส่วนปัญหาแฮมเบอร์เกอร์ ผมคิดว่าค่อนข้างชัดเจน จากที่คุณเขียนว่า "เกิดจากการบริโภคเกินตัวของอเมริกันชน" นั่นก็มีวิธีคิดของทุนนิยมแฝงอยู่ครับ เพราะทุนนิยมอยู่ได้ด้วยการบริโภค การกระตุ้นเศรษฐกิจในระบบทุนนิยม คือการกระตุ้นการบรโภค บวกกับอีกหนึ่งปัจจัยคือ "การทุ่มตลาดของสินค้าราคาถูกจากจีน" อันนี้ก็ค่อนข้างชัดเจนครับ ว่าเป็นเรื่องของทุนนิยมอีกเหมือนกัน คือเป็นเรื่องของ ทุนนิยม ปะทะ ทุนนิยม และการเปิดการค้าเสรีในแบบทุนนิยม ที่ทุกคนมีสิทธิในการแข่งขัน ทุกอย่างเป็นไปโดยกลไกตลาด โดยมีการควบคุมน้อยที่สุด ผมเลยไม่เห็นว่า เหตุผลที่คุณยกมา ขัดกับแนวทางที่ว่า "ทุนนิยมสร้างปัญหา" ในทางตรงข้าม กลับเป็นการสนับสนุนเสียอีก |
wechange
ผมตามคุณมาจาก "คนชายขอบ" ครับ เรื่องระบบเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นระดับโลก ระดับประเทศ หรือเศษเงินในกระเป๋าสตางค์ ทุกคนมีสิทธิ์พูดถึงได้ทั้งนั้นแหละครับ ในเมื่อระบบได้หลอมรวมเราที่เป็นคนเล็กๆ ธรรมดา เข้าไปด้วย ก็ควรที่จะฟังเสียงเราบ้าง เพราะระบบมันใหญ่ มันโต (และมันรวย) ก็ด้วยคนเล็กๆ อย่างเรานี่แหละครับ นานมาแล้ว ที่เราปล่อยให้ระบบเศรษฐกิจ หรือความรู้เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ อยู่ในอุ้งมือของนักวิชาการ ชาวบ้านไม่ต้องยุ่ง เขาบอกว่าอะไรดี ก็ดี ...อะไรไม่ดี ไม่ควร ...เราก็ว่าตามเขามาตลอด ผลก็เป็นอย่างที่เห็นกันนี่แหละครับ เขาพาเราไปไหนก็ไม่รู้ และที่สำคัญ เขาช่างมีกลอุบาย และกลวิธีที่แยบยล สามารถปล้นเงินในกระเป๋าสตางค์ของเราไปซะเกือบเกลี้ยง ที่เป็นอย่างนี้ก็เพราะว่า เราวางเรื่องของ "เศรษฐกิจ" เป็นของสูงเกินไป ทั้งที่ความเป็นจริง เป็นเรื่อง "พื้นๆ ของการดำรงชีวิต" เพราะฉะนั้น หาก เศรษฐกิจหรือเศรษฐศาสตร์ ที่นับวันจะหมายความว่า "การค้ากำไร" แล้วละก้อ เราทุกคนก็ควรจะได้สิทธิ์ ในการแสดงความเห็นแบบบ้าน ๆ เพื่อความอยู่รอดของตัวเองกันบ้างเถอะ |
แล้ววิกฤตเศรษฐกิจก็รุนแรงดังที่ (หรือยิ่งกว่าที่) ผมคาดไว้ ผมคงไม่บังอาจอ้างตัวเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรฐกิจ เพราะผมแทบไม่มีความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์เลยแม้แต่น้อย แต่จากเหตุการณ์ 

LewCPE
เวลาใกล้กันจนนึกว่าเขียนตอบผมเลยแฮะ บังเอิญมาก
08 Feb 09