ComBioLaw.De » Blog » เหตุบ้าน และ การเมือง » จุดอ่อนของคนเสื้อแดง
จุดอ่อนของคนเสื้อแดง
ก่อนที่จะเขียนต่อ ขอให้ผู้อ่านทำความเข้าใจก่อนว่า ผมไม่เห็นด้วยกับการกระทำของทั้งเหล่าเสื้อเหลือง และเหล่าเสื้อแดง (และความคิดเห็นของผมต่อเรื่องนี้ ทั้งที่ผ่านเวบและไม่ผ่านเวบค่อนข้างชัดเจน) เผื่อใครต้องการยัดเยียดความเป็นสีต่าง ๆ ให้กับผม ในแง่ของความเสียหายที่เกิดจากการชุมนุมประท้วงของทั้งสองฝ่าย ผมมองว่าไม่ต่างกันมากนักในเชิงคุณภาพ จะต่างกันก็แต่ปริมาณความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งแปรผันตรงกับระยะเวลาของการชุมนุมสร้างความเสียหาย ในแง่ของความชอบธรรม การประเมินสถานการณ์โดยใช้วิจรณญาณส่วนตัวของผม ก็มองว่าไม่ต่างกันเช่นกัน เพราะผมมองว่าเป็นการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองของคนสองกลุ่ม โดยมีเรื่องของการแย่งมวลชน เพื่อชิงชัยอำนาจกันเท่านั้น แต่เมื่อผมได้อ่านบทความหลาย ๆ เรื่อง (เนื่องจากมีหลายบทความจัด ก็ลองหาอ่านกันดูครับ ส่วนมากผมก็อ่านจาก ประชาไท นั่นแหละ) ก็ทำให้ผมสำนึกขึ้นมาได้ว่า อย่างน้อยคนเสื่อแดง ก็มีความชอบธรรมมากกว่าคนเสื้อเหลือง เพราะรัฐบาลที่มากจากการเลือกตั้ง ก็คือรัฐบาลที่คนเสื้อแดงเป็นคนเลือก แต่ก็ถูกคนเสื้อเหลืองล้มโดยปราศจากความชอบธรรมใด ๆ ในระบอบประชาธิปไตย ... |
|
|
1 ทักษิณ ชินวัตร ในแง่หนึ่ง การนำทักษิณมาเป็นตัวชูโรง เพื่อดึงมวลชนที่มีความนิยมในตัวทักษิณอยู่ จะประสบความสำเร็จ และได้แนวร่วมจำนวนมาก แต่อีกในแง่หนึ่ง กลยุทธดังกล่าว ก็ทำให้คนเสื้อแดงสูญเสียแนวร่วมจำนวนมากเช่นกัน ผมเชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อย ที่ไม่เอารัฐประหาร ไม่ถูกใจเสื้อเหลือง ไม่พอใจกลุ่มอำนาจอมาตยา แต่ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ชอบทักษิณเหมือนกัน (ผมอยู่ในคนกลุ่มนี้) นอกจากจะเป็นเรื่องของการสูญเสียแนวร่วมแล้ว ทักษิณยังทำให้คนเสื้อแดงสูญเสียความน่าเชื่อถืออีกด้วย ผมยอมรับในเรื่องคุณูประการหลาย ๆ ด้าน ที่ทักษิณได้เป็นผู้ริเริ่ม และทำขึ้นให้เห็นจริง แต่มันเป็นคนละเรื่องกับการทุจริตที่ยากจะปฏิเสธ และการบริหารประเทศแบบน่าตั้งคำถาม การยอมรับ และเชิดชูทักษิณ บุรุษผู้ถูกตั้งคำถามต่าง ๆ มากกมาย จึงดูสวนทางกับคตินิยมของสังคมไทยที่ว่า ผู้นำประเทศต้องเป็นคนดี คนเสื้อแดงจึงถูกจัดกลุ่มจากชนชั้นกลางผู้อ้างตัวเป็นผู้มีการศึกษา ให้เป็น พวกขาดการไตร่ตรอง หลงเชื่อคำโฆษณาจากทักษิณ ได้ไม่ยาก เมื่อรวมเข้ากับทฤษฏีนักการเมืองเลว ชอบซื้อเสียง คนจนโง่ ชอบขายเสียง ด้วยแล้ว คนเสื้อแดงจึงถูกประเมินเป็น คนจนโง่ บ้านนอก ไร้การศึกษา รับเงินทักษิณ แทบจะทันที อีกหนึ่งประเด็นที่เรามองข้ามไม่ได้คือ กระแสข่าวเรื่องความต้องการล้มราชบังลังก์ของทักษิณ จากการโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) เรื่องสถาบันกษัตริย์มากว่าครึ่งศตวรรษ นับตั้งแต่สมัยรัฐบาลเผด็จการ จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ บวกกับลักษณะนิสัยของคนไทย ที่นิยมความเป็นขวาจัด ทำให้ในที่สุดประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันกษัตริย์ กลายเป็นประเด็นเปราะบาง และสร้างความแตกแยกในสังคมได้อย่างง่ายดาย จะเห็นได้ว่ากลุ่มคนเสื้อเหลือง และกลุ่มอำนาจอมาตยามีความเข้าใจในเรื่องนี้เป็นอย่างดี จึงนำประเด็นนี้มาใช้โจมตีคนเสื้อแดง โดยกล่าวหาว่า คนเสื้อแดงรับเงินทักษิณมา เพื่อล้มล้างสถาบันกษิตรย์ และ หากสังเกตให้ดี การพูดเรื่องสถายันกษัตริย์ของคนเสื้อเหลือง ไม่ได้มาแบบเดี่ยว ๆ แต่จะมาพร้อม ๆ กับลัทธิชาตินิยม แบบขวาตกขอบ (จนน่าจะกลายเป็นลัทธิคลั่งชาติไปเสียมากกว่า) ยุทธวิธีง่าย ๆ ที่พวกขวาจัดนำมาใช้คือ ปลุมระดมความภูมิใจ สร้างศัตรู และอ้างความชอบธรรมแบบเลื่อนลอย เมื่อส่วนผสมความขัดแย้งลงตัว กลุ่มคนเสื้อแดงจึงกลายเป็นเป้านิ่ง ของพวกนิยมความรุนแรง ที่ใช้สถาบันเป็นข้ออ้าง การก้มกราบพระบรมฉายาลักษณ์ พร้อมร้องเพลงสรรเสริญ ฯ ก็มิอาจเป็นโล่ป้องกันอันตรายจากกลุ่มคนเหล่านี้ได้ สรุปโดยรวม ผมมองว่า การเชิดชูทักษิณ เป็นการสร้างความอ่อนแอให้กับคนเสื้อแดง มากกว่าจะเป็นศูนย์รวม และยึดเหนี่ยวจิตใจแบบแทนที่ อย่างที่ใครบางคนอยากให้เป็น 2 การเลือกผู้นำแบบล่อเป้า หลังจากที่ ทักษิณ ถูกศาลตัดสินจำคุก จนต้องหลบลี้หนีภัยไปอยู่ต่างประเทศ พรรคไทยรักไทย ถูกตัดสินยุบพรรคแบบงง ๆ นักการเมืองจากค่ายไทยรักไทยหลายคนถูกตัดสินห้ามเล่นการเมือง หลายคนมาองว่า ทั้งหมดทั้งสิ้นเป็นแผนการสมรู้ร่วมคิดของกลุ่มอำนาจอำมาตยา เพื่อล้มล้าง ระบอบทักษิณ แต่จนแล้วจนรอด ระบอบทักษิณก็ไม่ได้ถูกถอนรากถอนโคน อย่างที่หลาย ๆ คนตั้งใจเอาไว้ เพราะรากเง้าจริง ๆ อยู่ที่นโยบายประชานิยม และความนิยมชมชอบในตัวทักษิณจากลุ่ม รากหญ้า การเลือกตั้งหลังรัฐบาลเผด็จการทหารจึงมีผลออกมาตามที่หลาย ๆ คนได้คาดการณ์เอาไว้ พรรคพลังประชาชน ในฐานะตัวตายตัวแทนพรรคไทยรักไทย ได้รับเสียงข้างมากจากการเลือกตั้ง และมีสิทธิในการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อบริหารประเทศ
ผมมองว่า การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชาชนเป็นความผิดพลาดอย่างหนึ่ง ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบต่าง ๆ ในเวลาต่อมา เพราะได้มีมติให้ นาย สมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งที่ก่อนหน้านี้ นาย สมัคร มีภาพพจน์ไม่ดีหลาย ๆ ด้าน ทั้งในเรื่องการคอรัปชั่นในขณะที่ดำรงค์ตำแหน่ง ผู้ว่า ฯ กทม. ในเรื่องของการจัดรายการสถานีวิทยุยานเกราะ ที่มีเนื้อหาโจมตีบทบาทของ ขบวนการนักศึกษา ในการชุมนุมประท้วงเมือ 6 ตุลาคม 2519 และในเรื่องของวุฒิภาวะในการเป็นผู้นำประเทศ อีกทั้ง นาย สมัครเองก็ได้ประกาศตัวอย่างชัดแจ้ง ว่าเป็น รัฐบาลหุ่นเชิดให้กับทักษิณ (จริง ๆ เขาใช้คำว่า นอมินิ แต่ในทางปฏิบัติแล้วหาข้อแตกต่างได้ยาก) การเป็นนายก ฯ ของนายสมัคร บอกได้เลยครับ ว่าล่อเป้ามาก ๆ การชุมนุมประท้วงของคนเสื้อเหลืองหลังการจัดตั้งรัฐบาล ของพรรคพลังประชาชนใหม่ ๆ จึงมีเรื่องนี้เป็นประเด็นหลักประเด็นหนึ่ง และจากการคุยกับคนเสื้อเหลืองบางกลุ่ม ทำให้ผมทราบว่า การที่ นาย สมัคร เป็นนายก ฯ ทำให้หลาย ๆ คนตัดสินใจเข้าไปเป็นแนวร่วมของกลุ่มเสื้อเหลือง ด้วยเหตุผลที่ว่า "ไม่ชอบขี้หน้าไอ้หมัก" โดยไม่สนใจหลักการ และจุดยืนที่แท้จริงของกลุ่มเสื้อเหลืองแม้แต่น้อย นอกจากนั้น ผมยังเชื่อด้วยว่า การเป็นนายก ฯ ของ นาย สมัคร ยังเพิ่มความเกลียดชังใยตัวทักษิณมากขึ้นไปอีก ด้วยเหตุผลที่ว่า สำหรับทักษิณ ใครก็ได้เป็นนายก ฯ รัฐไทยจะเสียหน้า เสียหายขนาดไหน ทักษิณไม่สนใจ ของเพียงอย่างเดียว คนที่จะมาเป็นนายก ฯ ต้องเป็นหุ่นเชิดที่ดี หลังจากที่ นาย สมัคร ถูกศาลตัดสินให้พ้นจาการดำรงตำแหน่งนายก ฯ ด้วยเหตุผลอันแสนจะตลกโปกฮา นายก ฯ ในสังกัดพรรคพลังประชาชนคนต่อมาคือ นาย สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ซึ่งเป็นวงศาคณาญาติกับทักษิณ ทำให้เหตุการณ์ทุกอย่างย่ำอยู่กับที่ และการชุมนุมประท้วงของคนเสื้อเหลืองก็ดำเนินต่อไป แม้ว่าคนเสื้อแดงจะไม่ได้มีส่วนร่วมโดยตรง ในการลงมติของพรรคพลังประชาชน ในการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งนายก ฯ แต่เนื่องจากพรรคพลังประชาชน เป็นพรรคตัวแทนของคนเสื้อแดงโดยตรง การแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ของคนเสื้อแดง ต่อมติพรรคจึงเป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ในระหว่างที่ นาย สมัคร และ นาย สมชาย เป็นนายก ฯ ไม่มีเสียงตอบรับ หรือปฏิกริยาใด ๆ จากกลุ่มคนเสื้อแดง ไม่ต่อต้านก็คือยอมรับ ซึ่งหลาย ๆ คนยอมรับไม่ได้ต่อข้อยอมรับดังกล่าว
3 เป้าหมายในการล้มรัฐบาล บรรทัดฐานทางการเมืองที่ถูกสร้างขึ้นใหม่โดยคนเสื้อเหลือง และเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยคือ การล้มรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ด้วยการสร้างความเสียหาย และความวุ่นวายในสังคม และที่เป็นอันตรายยิ่งกว่าคือ ไม่มีการจัดการทางกฏหมายอย่างจริงจังกับแกนนำ และผู้เข้าร่วมการประท้วงดังกล่าว ข้อสรุปจากเหตุการณ์ทั้งหมดคือ ใคร ๆ ก็สามารถล้มรัฐบาลได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ไม่จำเป็นต้องมีอำนาจทางการเมือง ไม่จำเป็นต้องยืนบนหลักการ ขอแค่มีกำลังคนที่เพียงพอ และสร้างความเสียหายที่มากพอ รัฐบาลก็จะล้มไปเอง หากบรรทัดฐานดังกล่าว ได้รับการยอมรับจากสังคม รัฐไทยก็จะไม่มีรัฐบาลที่เข้มแข็ง และบริหารประเทศได้อีกต่อไป เพราะไม่มีรัฐบาลใดในโลกนี้ ที่ได้รับการยอมรับจากคนทุกฝ่าย ทุกกลุ่มในสังคม การชุมนุมประท้วงเพื่อล้มล้างรัฐบาล ก็จะเกิดขึ้นตลอดเวลา
เหตุการณ์ดังกล่าว เป็นข้อพิสูจน์อย่างดีที่ทำให้เราเห็นว่า คนส่วนมากไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมประท้วง เพื่อล้มล้างรัฐบาล ตอนที่ผมเล่าเรื่องคนเสื้อเหลือง เสื้อแดงให้เพื่อนเยอรมันฟัง มีคำพูดหนึ่งซึ่งเพื่อนผมพูดไว้และผมรู้สึกชอบมากคือ "Man muss von der Wahl profitieren." แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า "เราต้องแสวงหาผลประโยชน์จากการเลือกตั้ง" ซึ่งหมายความว่า ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาล เราจะชอบหรือไม่ชอบ แต่ระบอบประชาธิปไตย เปิดช่องว่างให้เราแสวงหาผลประโยชน์จากรัฐบาลเสมอ ยกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อนผมไม่เข้าใจทั้งคนเสื้อเหลือง และเสื้อแดง ว่าทำไมรวมคนกันได้มากมายขนาดนั้น แทนที่จะกดดันรัฐบาลในการกำหนดนนโยบาย เพื่อให้กลุ่มของตนเองได้รับผลประโยชน์สูงสุด สิ่งที่เกิดขึ้นกลับเป็นการกดดันให้รัฐบาลลาออก โดยที่ไม่มีใครได้ผลประโยชน์ แต่รัฐไทยกลับสูญเสียความน่าเชื่อถือ และเศรษฐกิจได้รับผลกระทบอย่างแรง แม้ว่าสุดท้ายแล้วเหตุการณ์จะสงบลง และภาพพจน์ของคนเสื้อแดงจะดีขึ้นบ้าง จากการเลิกชุมนุมประท้วง แต่หากการชุมนุมของคนเสื้อแดง เป็นไปในทางสร้างสรรค์ตั้งแต่แรก ผมคิดว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ย่อมส่งผลดีต่อทั้งคนในสังคม และคนเสื้อแดงมากกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้แน่นอน บทสรุป แม้ว่าการเลือกตั้งครั้งล่าสุด จะพิสูจน์ให้เราเห็นว่า คนเสื้อแดงผู้สนับสนุนทักษิณเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และพรรคพลังประชาชนควรได้รับความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตย ในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีเพื่อบริหารประเทศ แต่ท่ามกลางความแปรปรวนของการเมืองในประเทศไทย การแย่งชิงอำนาจระหว่างกลุ่มอำมาตยา และทักษิณ มีคนเสื้อเหลืองและเสื้อแดงเป็นหมากเบี้ย ยุทธวิธีแย่งชิงมวลชลต่าง ๆ นานาจึงถูกนำมาใช้ จุดอ่อนของคนเสื้อแดงดังที่ผมเขียนไปแล้วนั้น ทำให้คนเสื้อแดงเสียมวลชล และความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกลุ่มชนชั้นกลางในเมือง ที่มีเสียงดังสนั่นกว่ากลุ่มคนอื่น ๆ ในสังคมไทย การปรับเปลี่ยนเป้าหมาย (เบี่ยงเบนจากการสนับสนุนทักษิณ) และวิธีการ (หลีกเลี่ยงการสร้างความวุ่นวายและใช้ความรุนแรง) จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับคนเสื้อแดงมากขึ้น การตอกย้ำความทรงจำในเรื่องอภิมหาคอรัปชั่น และความแตกแยกในสังคมช่วงก่อนรัฐประหาร อาจทำให้คนเสื้อแดงลืมทักษิณได้ง่ายขึ้น |
|
16 Apr 09 | by | tags เหตุบ้าน และ การเมือง
<<โปรแกรมช่วยเขียนบทความทางการเมือง || Apple Apple Apple !>>
Na' Pla
ผมได้อ่านบทความในนี้แล้วก็เลยอยากแสดงความคิดเห็นหรือแนวคิดบ้างหรือเอาง่าย ๆ แบบบ้าน ๆ อย่างผมเรียกคือเถียงกัน แล้วก็แย้งกันไปแย้งกันมามันไม่สิ้นสุดหรอกครับ ถึงผมจะไม่มีความรู้แบบนักกฎหมาย หรือนักปกครอง นักคิด แล้วที่คุณ ๆ ทั้งหลาย คิดว่าตัวเองวิเคราะห์ มองเหตุการณ์ออก ตีความขาด พูดง่าย ๆคือมองเกมส์ออก แล้วทำไมไม่เสนอทางออกล่ะ เวลาเสื้อเหลือง - หรือเสื้อแดง แสดงความคิดเห็นหาทางออกแล้วมาวิจารย์ แล้วคุณบอกว่าคุณเป็นกลาง ไม่มีสี คุณลองเอาความรูสึกของคนที่เค้าเดือดร้อน เค้าทำมาหากินแล้วโดนเบียดเบียนจากนักการเมือง ข้าราชการสิ ว่าเค้าจะรู้สึกอย่างไร ผมเป็นคนบ้านนอกมีสังคมชนบท แบบที่บางคนว่า แต่ผมก็ไม่ยอมให้ใครมาหลอกหรือปล่ยให้ตัวเองล้าหลัง ผมทำธุระกิจส่วนตัวเป็นเจ้าของกิจการเล็กผมรู้ดีว่านักการเมืองมีผลประโยชน์อย่างไรกับธุระกิจ ถ้าคุณเชื่อในระบบศาลยุติธรรมทักษิณก็ต้องกลับมาติดคุก เหราะบางครั้งที่ศาลตัดสินผิดแล้วคนถูยังติดคุก ก็ยังมีแล้วทุกคนคิดว่าเราจะมีศาลไว้ทำอะไรกัน ผมว่าผมเป็นคนตรงถ้าผมมีโอกาสแก้ปัญหาแล้วทุกคนเชื่อฟังการตัดสินใจของผมผมว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะยุติลงแน่นอน แต่ในทางปฏิบัติผมไม่ใช่คนแก้มันก็เลยเป็นไปไม่ได้ ผมคิดว่าคนเราที่มันอยากได้หรือเกิดความโลภขึ้นมาแล้วอะไรมันก็เอาไม่อยู่หรอก ผมลองนึกง่าย ๆ ให้ใครก็ได้ที่ไม่มีสีเสื้อ มาเป็นรัฐบาลคุณ ๆ คิดว่าเสื้อเหลือง หรือเสื้อแดงที่เสียผลประโยชน์จะยอมหรือเปล่า ตอบผมมาสิ แล้วเอาเสือเหลือง เสือแดง ทักษิณ มาดำเนินคดีตามกฏหมาย ทุกคนว่าดีมั๊ยใครผิดว่ากันไปตามเหตุและผล ผมทำงานเสียภาษีครับแต่เงินที่รัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัยเอาเงินผมไปใช้น่ะไม่เห็นเกิดประโยชน์กับผมเลย ถ้าผมบอกว่าผมขอเอาภาษีที่ผมจ่ายไปทำอันนั้นทำอันนี้โดยที่ผมเลือกเองได้น่ะรู้มั้ยว่ายังมีคนที่จ่ายภาษีอีกมากมายที่คิดแบบผม แต่พวกเราทำไม่ได้แค่นั้นเอง แล้วความล้มเหลวในการนำเงินของผมไปใช้ใครจะรับผิดชอบ ผมถามหน่อย สุดท้ายทุกคนก็ได้แต่เขียนบทความกันเถียงกันแต่ก็ไม่ได้อะไรกลับมาเลย เราไม่มาลองสร้างการเมืองแบบที่เราคิดว่าเป็นกลางล่ะ ผมเชื่อว่าในนี้ไม่มีใครที่ทำได้แน่เพราะคุณไม่มีเงินมากพอ กลับไปตีลังกาคิดดู เอาความรู้หรือสมองส่วนไหนก้อได้ที่คิดว่าแน่แล้ว คิดดู
|
พระเครื่อง
" ในหลวงอยู่ไหน ทำไมไม่มาช่วย ทักษิณอยู่ไหน ทำไมไม่มาช่วย" สามีเธอถูกทหารยิงตายครับ น่าสงสาร |
เมื่อไม่กี่วันก่อนผมได้เขียนบล็อกเรื่อง 
สื่อต่างประเทศหลาย ๆ ค่าย ก็ออกมาบอกกลาย ๆ ในเรื่องความชอบธรรม (ที่มีมากกว่า) ของคนเสื้อแดง ที่น่าสนใจคือ แม้ว่าคนเสื้อแดงจะมีความชอบธรรมมากกว่า (แต่ไม่ได้หมายความว่า ทุกอย่างที่คนเสื้อแดงทำคือความชอบธรรม) และคนเสื้อแดงส่วนใหญ่ก็คือกลุ่มคนจนต่างจังหวัด ที่ใคร ๆ ก็บอกว่า ควรให้ความสนใจและให้ความช่วยเหลือ แต่ทำไมแรงเสียดทานที่มีต่อคนเสื้อแดง จึงมากกว่าคนเสื้อเหลือง เหตุผลหลักคงหนีไม่พ้นเรื่องของ "ม้อบมีเส้น" ของคนเสื้อเหลือง กระนั้นก็ตาม หากเรามองข้ามในเรื่องของ "ม้อบมีเส้น" แรงเสียดทานต่อคนเสื้อแดง อันเกิดจากคนชั้นกลางในเมือง และสื่อในประเทศ ก็ยังมีมากกว่าอยู่ดี ผมก็เลยมานั่งคิดเพ้อเจ้อ และสรุปเป็นตุเป็นตะ ว่าสาเหตุน่าจะมาจากสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้
น่าเสียดาย ที่ความกังวลที่ว่าเป็นความจริงที่เกิดขึ้นจริง เพราะหลังจากที่ นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นายก ฯ ได้เพียงสามเดือน การชุมนุมประท้วงของคนเสื้อแดงเพื่อขับไล่รัฐบาลก็เกิดขึ้น ทำให้หลาย ๆ คน (รวมทั้งผมด้วย) มองว่า ทั้งกลุ่มเสื้อเหลือง และเสื้อแดง สุดท้ายแล้วเป้าหมายและวิธีการก็ไม่ต่างกัน นั่นคือ สร้างความเสียหาย เพื่อช่วงชิงอำนาจ แต่เหตุการณ์ทั้งหมด กลับมาเจอจุดหักเหที่สำคัญคือ การมอบตัวของกลุ่มแกนนำเสื้อแดง ทำให้เหตุการณ์ต่าง ๆ สงบลง และเสียงตอบรับจากสังคม (ส่วนหนึ่ง) และสื่อต่างประเทศค่อนข้างชัดเจน โดยมองว่า การยุติการชุมนุมของคนเสื้อแดง เป็นชัยชนะในความพ่ายแพ้ เพราะแม้ว่า การล้มรัฐบาลซึ่งเป็นเป้าหมายจะไม่บรรลุผล แต่ภาพพจน์ของคนเสื้อแดงกลับดีขึ้น
deaw
ประเทศไทยควรจะมีการพัฒนาสิ่งต่อไปนี้ก่อนเลย(ต้องเป็นแบบเท่าเทียมกันทุกหย่อมหญ้า)
1. สาธารณสุข
2. การศึกษา
3. สาธารณูปโภค อาทิ ไฟฟ้า ปะปา ขนส่ง ถนน
4. ช่วยนึกหน่อย น่าจะมีอีก
ทำเป็นรัฐสวัสดิการเลยครับ แต่จะเอาเงินจากไหนมาทำอะ
แต่ถ้าทำได้ประชาชนก็จะมีสุขภาพกายดีเป็นเบื้องแรก ต่อมาก็มีการศึกษาตามสมควรแก่ตน มันเป็นการพัฒนาในระดับปัจเจกชน
แล้วพวกเขาก็จะคืนสิ่งดีๆ ให้ประเทศชาติเอง
...แต่ ในที่นี้ผมตั้งสมมติฐานว่าทุกคนเป็นคนดีนะ คนเรามันมีทั้งดีและชั่ว ถ้าคนชั่วมีเยอะรัฐสวัสดิการ ก็เหมือนการ
เลี้ยงมะเร็งเนื้อร้ายให้เติบโต
01 May 09