BioLawCom.De » Blog » ไอที » Ubuntu 9.10 and Windows 7
Ubuntu 9.10 and Windows 7
ผมเห็นด้วยกับบทความ Windows 7 and Ubuntu 9.10 - why neither will lose ที่ว่า Ubuntu และ Windows 7 ไม่ใช่คู่แข่งซึ่งกันและกัน เพราะกลุ่มผู้ใช้งานเป็นคนละกลุ่มกัน และมีโอกาสน้อยมาก ที่ผู้ใช้ระบบปฏิบัติการหนึ่ง เปลี่ยนไปใช้อีกระบบปฏิบัติการ ดังนั้น ผมจึงตั้งชื่อบล็อกนี้เป็น Ubuntu 9.10 and Windows 7 ไม่ใช่ Ubuntu 9.10 vs. Windows 7 ผมคงไม่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับ Ubuntu 9.10 หรือ Windows 7 มากนัก เพราะมีคนอื่นรีวิวไว้อย่างละเอียดแล้ว (แนะนำ รีวิวWindow 7 ตัวจริง จาก blognone และ Ubuntu 9.10 Almost perfect) ... |
|
Contents
Installationความแตกต่างระหว่างการติดตั้ง Ubuntu 9.10 และ Windows 7 มีไม่มากนัก ทั้งสองระบบปฏิบัติการ (OS) มีปริมาณขั้นตอนการติดตั้งพอ ๆ กัน (เลือกภาษา, เลือกคีย์บอร์ท, เลือก Time Zone, เลือกพาร์ทิชั่น, กรอกข้อมูลผู้ใช้งานพร้อมรหัสผ่าน) ซึ่งสำหรับผมแล้ว ถือว่าเป็นขั้นตอนการติดตั้งระบบปฏิบัติการที่ง่ายที่สุด เท่าที่จะเป็นไปได้แล้ว การติดตั้งแทบไม่ต้องใช้ความรู้ด้านคอมพิวเตอร์ใด ๆ (ยกเว้นเรื่องพาร์ทิชั่นที่เลี่ยงไม่ได้จริง ๆ) ผมเชื่อว่าผู้ใช้ทั่วไปสารมารถติดตั้งทั้งสองระบบปฏิบัติการเองได้ โดยไม่มีปัญหาใด ๆ แต่ทั้งนี้ ระบบการติดตั้ง Ubuntu มีข้อได้เปรียบเล็กน้อยสองประการคือ มีระบบ Live System ที่ผู้ใช้สามารถใช้งานระบบปฏิการได้เลย โดยยังไม่ต้องติดตั้ง และ Ubuntu มีขนาดเล็กกว่า Windows 7 มาก ทำให้ใช้ระยะเวลาการติดตั้งที่น้อยกว่า แต่ก็เป็นข้อได้เปรียบที่ไม่น่าจะมีผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้ระบบปฏิบัติการแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม ผมคิดว่า Windows 7 ยังคงได้เปรียบ Ubuntu ในการติดตั้งอยู่ค่อนข้างมาก เพราะคอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ที่วางขายตามท้องตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งโน้ตบุค มักติดตั้ง Windows 7 ติดมาพร้อมเครื่องอยู่แล้ว ผู้ใช้ Windows ส่วนใหญ่จึงไม่ค่อยแคร์กับเรื่องการติดตั้งมากนัก การติดตั้งจะมีผลกับผู้ใช้ทั่วไปอีกครั้ง เมื่อผู้ใช้ต้อง restore ระบบ ซึ่งผู้ผลิตส่วนมาก มักมีแผ่น restore แถมมากับเครื่องคอม ฯ ด้วย (ดู System Recovery) After Installation
ปัจจัยที่สำคัญกว่าการติดตั้ง คือระบบที่ได้หลังการติดตั้ง ในส่วนของฮาร์ทแวร์ ทั้งสองระบบปฏิบัติการทำได้ดีพอ ๆ กัน คอมพิวเตอร์สองเครื่องที่ผมติดตั้ง ไม่มีปัญหาเรื่องไดรพ์เวอร์แม้แต่น้อย เดิมทีนั้น Linux เสียเปรียบ Windows ในเรื่องไดรพ์เวอร์ค่อนข้างมาก แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ปริมาณไดร์พเวอร์ของ Linux เพิ่มขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด จนระบบปฏิบัติการที่เป็น OpenSource อื่น ๆ ยังรู้สึกอิจฉา แต่ทั้งนี้ไดร์พเวอร์ของ Ubuntu ก็มีอยู่ในปริมาณที่จำกัด กรณีที่ Ubuntu จะรู้จักฮาร์แวร์ของเครื่องคอม ฯ ทั้งหมด จะเกิดขึ้นเฉพาะกรณีที่ฮาร์ทแวร์ที่ใช้เป็นฮาร์ทแวร์แบบพื้น ๆ เท่านั้น หากเป็นฮาร์ทแวร์ประเภทที่คนทั่วไปเข้าไม่ใช้กัน Ubuntu เสียเปรียบค่อนข้างมาก เพราะในกรณีที่มีปัญหากับฮาร์ทแวร์หลังการติดตั้ง มักจะเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก หรือต้องใช้ความรู้ขั้นเทพ ถึงจะสามารถแก้ปัญหาได้ ในด้านของซอพท์แวร์ที่มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการหลังการติดตั้ง โดยรวม Ubuntu ค่อนข้างได้เปรียบกว่า Windows 7 พอสมควร เพราะมีซอพท์แวร์ครอบคลุมหลากหลายการใช้งานกว่า ซึ่งข้อจำกัดของ Windows ในส่วนนี้จะไม่มีวันหมดไป เพราะเมื่อไรที่ Microsoft เพิ่มโปรแกรมที่ติดมากับ OS ก็จะโดนเพ่งเล็งจากหน่วยงานภาครัฐ ในข้อหาผูกขาด และเพื่อไม่ให้ Windows 7 เสียเปรียบจนเกินไป ผมได้นำโปรแกรมในชุดของ Windows Live Essentials มาเปรียบเทียบด้วย ผมคงไม่ลงลึกในรายละเอียดของซอพท์แวร์แต่ละประเภท สำหรับซอพท์แวร์ของ Windows 7 ผมแนะนำให้อ่าน รีวิว Windows 7 ตอน 7 ส่วนการเปรียบเทียบซอพท์แวร์แต่ละประเภท อ่านนี่เลยครับ Windows 7 vs Ubuntu 9.10 vs OS X 10.6 สำหรับความรู้สึกส่วนตัว ผมเห็นว่า
ซึ่งในส่วนนี้ผมคิดว่าก็คงแล้วแต่ใครชอบโปรแกรมไหนมากกว่า จะบอกว่าโปรแกรมไหนดีกว่าอีกโปรแกรมแบบหาข้อโต้แย้งไม่ได้คงเป็นไปไม่ได้ และแน่นอนว่า Windows 7 สามารถลงโปรแกรมดี ๆ เพิ่มได้อีกทีหลัง แต่ที่ผมเปรียบเทียบคือในกรณีที่ติดตั้ง OS เสร็จ มีอะไรให้ใช้บ้าง Sytem Recoveryคงมีน้อยคนนัก ที่ซื้อคอมพิวเตอร์มา จะไม่เคยลง OS ซ้ำอีกรอบหรือหลาย ๆ รอบ ดังนั้นการ restore ระบบ จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญสำหรับ OS ในส่วนนี้ Ubuntu (จริง ๆ แล้วคือ Linux ทั้งหมด) มีวิธีการที่รวบรัด และรวดเร็วกว่า Windows 7 ค่อนข้างมาก แต่ก็ใช่ว่าผู้ใช้ทั่วไปทุกคนสามารถทำได้ วิธีการที่ว่าคือ การแยกพาร์ทิชั่นสำหรับโฟลเดอร์ /home นั่นหมายความว่า ในการติดตั้งระบบใหม่ เราไม่จำเป็นต้องสำรองข้อมูลส่วนตัวทั้งหมดของเราไว้ในฮาร์ทดิสก์อีกลูก เพราะข้อมูลส่วนตัวแยกออกจากข้อมูลระบบชัดเจน อีกทั้งค่า Configuration สำหรับโปรแกรมต่าง ๆ ก็ยังอยู่ในโฟลเดอร์ /home ทำให้หลังการติดตั้ง OS เสร็จ พฤติกรรมต่าง ๆ ของโปรแกรมยังคงเหมือนกับก่อนหน้าการติดตั้ง OS ไม่ต้องมาเสียเวลาปรับแต่งโปรแกรมอีกรอบ อีกทั้งระบบ apt-get ของ Ubuntu (ดู Software Management) ยังช่วยให้การติดตั้งโปรแกรมต่าง ๆ ที่เราต้อง หลังจากติดตั้ง OS เสร็จง่ายขึ้นด้วย ด้วยการเขียนรายชื่อโปรแกรมลงในสคริปต์ แต่ก็อีกครั้งครับ ใช่ว่าผู้ใช้ทั่วไปทุกคนสามารถทำได้ โดยรวมแล้วการ recovery ระบบสำหรับผู้ใช้ที่มีประสบการณ์ขึ้นมากว่าผู้ใช้ทั่วไปเล็กน้อย สามารถทำได้ภายในระยะเวลาสองชั่วโมง ในทางกลับกัน หากเราถึงขั้นตอนการ recovery ระบบสำหรับ Windows เราต้องสำรองข้อมูลส่วนตัวไว้อีกที่ (เคยพยายามแยกโฟลเดอร์ส่วนตัวไว้อีกพาร์ทิชั่นใน Windows XP แต่ไม่สำเร็จ ไม่รู้ว่าใน Windows 7 ทำได้หรือเปล่า) ติดตั้ง OS ติดตั้งโปรแกรม (ทีละโปรแกรม) ปรับแต่งโปรแกรม (ทีละโปรแกรม) คัดลอกข้อมูลส่วนตัวกลับเข้าที่ ซึ่งขั้นตอนต่าง ๆ เหล่านี้มักใช้เวลาหลายชั่วโมง หรือบางครั้งอาจเป็นวัน Look & Feel
Look & Feel เป็นประเด็นที่มีน้อยมากกับการใช้งาน OS แต่กลับกลายเป็นว่า เป็นเหตุผลหลักในการเลือก OS ของคนจำนวนมาก (คนเรานี่ก็แปลกนะ มักใจอ่อนกับของสวย ๆ งาม ๆ) หากเปรียบเทียบ Look & Feel แบบเดิม ๆ ที่ติดมากับการติดตั้ง บอกได้เลยครับว่า Windows 7 กินขาดแบบไร้ข้อกังขา แต่ข้อได้เปรียบของ GNOME หรือ Destop Environment ที่เป็นค่าปริยายของ Ubuntu คือ การปรับแต่งที่แทบจะไร้ข้อจำกัด ที่สำคัญคือปรับแต่งง่ายอีกต่างหาก แม้กระนั้นก็ตาม คงเป็นเรื่องยาก ที่จะปรับแต่งให้หน้าตาของ Destop สวยได้ขนาด Windows 7
หน้าต่างการปรับแต่ง Font ของ Ubuntu ปัญหาที่คนใช้ Ubuntu มืือใหม่มักพบคือ font rendering กับ anti-anliasing แม้ว่าใน System > Appearance > Fonts จะมีการตั้งค่าในส่วนนี้อยู่ แต่สำหรับบางโปรแกรมเช่น Forefox การตั้งค่าของ GNOME ไปไม่ถึง วิธีแก้คือ ต้องเขียนไฟล์ .font.conf (ตัวอย่าง) ลงใน home เอง แม้ว่าผลที่ออกมาจะเป็นที่น่าพึงพอใจ แต่สำหรับผู้ใช้โดยทั่วไปแล้วมันยังยากเกินไป ต่างจาก Windows 7 ที่ผลการ render font ออกมาเป็นที่น่าพอใจตั้งแต่วินาทีแรกที่เริ่มใช้ สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างสำหรับ GNOME คือ ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลด theme, icons, wall papers, etc. ได้จาก GNOME-LOOK.ORG เลือกกันเพลินเลยครับ เพราะมีให้เลือกมากมายเหลือเกิน อีกทั้งบน GNOME มีของเล่นที่เป็น Eyecandy ต่าง ๆ ให้เล่นค่อนข้างมาก สำหรับ 3D-Effect ที่เคยเป็นที่ฮือฮากันมาพักนึง เมื่อเทียบ Compiz กับ Aero แล้ว ค่อนข้างชัดเจนว่า Compiz เหนือกว่าในหลาย ๆ ด้าน แต่ ! 3D-Effect ไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้นแม่แต่น้อย แค่เอาไว้โชว์เพื่อนเฉย ๆ Desktop Experienceเมื่อเปรียบเทียบ Windows 7 กับ Windows XP แล้ว ในความรู้สึกแรกของผู้ใช้ส่วนมากจะรู้สึกว่า Windows สองเวอร์ชันต่างกันอย่างมาก แต่เมื่อพิจรณาดูดี ๆ แล้ว ประสบการณ์การใช้งานของผู้ใช้แทบไม่ต่างกันเลย สิ่งที่ทำให้รู้สึกต่างคือเรื่องของ Look & Feel มากกว่า ซึ่งผมคิดว่าเป็นความตั้งใจของ Microsoft เพราะความคุ้นเคยของผู้ใช้เป็นทุนสำคัญที่ประเมินค่ามิได้ของ Microsoft สิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นนวัตกรรมใหม่จริง ๆ และมีประโยชน์มากคือ Taskbar ตัวใหม่ของ Windows 7 Taskbar ตัวใหม่ของ Windows 7 ช่วยแก้ปัญหาหลาย ๆ อย่างในการใช้งาน Desktop ได้หมดไป ไม่ต้องมี Quick Launcher ให้รกและเปลืองที่เหมือนแต่ก่อน การจัดการหน้าต่างก็ง่ายขึ้น ดูเป็นระเบียบขึ้น อะไร ๆ ก็ใช้ง่ายและดูดีไปหมด
Start Menu + Taskbar ของ Windows 7 แต่สำหรับ Start Menu แล้ว ผมยังคงชอบแบบเดิม ๆ (ยุค Windows 95) มากกว่า เพราะเข้าใจง่ายกว่า และใช้งานง่ายกว่า และจากการสังเกตของผม แม้ว่า Sart Menu จะเปลี่ยนไปตั้งแต่ Windows XP แต่คนส่วนมาก ก็ยังมีพฤติกรรมการใช้ Start Menu แบบเดิม ๆ อยู่ ซึ่งสำหรับพฤติกรรมการใช้ Start Menu ลักษณะนี้ GNOME ทำได้ดีกว่า เพราะเข้าถึงโปรแกรมและเอกสารต่าง ๆ ได้รวดเร็วกว่า ในกรณีนี้อาจมองได้ว่า เป็นเรื่องของความคุ้นเคยในการใช้งาน แต่จริง ๆ แล้วรูปแบบ Start Menu ที่นำเสนอโปรแกรมที่ใช้งานบ่อยขึ้นมาก่อน ไม่ได้เพิ่ม Usability สำหรับการใช้งานขึ้นมาแม้แต่น้อย เพราะความคุ้นเคยในการเรียกใช้โปรแกรมของผู้ใช้มักมีการจัดเรียงลำดับมาเกี่ยวข้องด้วย หากการเรียงลำดับโปรแกรมเปลี่ยนไป ผู้ใช้ก็ต้องปรับตัวเพิ่มขึ้น (แม้จะไม่มากก็ตาม) ในส่วนนี้ผมมองว่า Start Menu + Launcher ของ GNOME ทำได้ดีกว่า
Start Menu + Launcher ของ GNOME นอกจากนี้แถบทางขวาของ Start Menu ยังเป็น Short Cut ไปยังที่สำคัญต่าง ๆ ของคอม ฯ ซึ่งหากเทียบกับ GNOME แล้วก็ไม่ต่างจาก Places มากนัก แต่ความสามารถใหม่ของ Start Menu ที่ผมคิดว่ามีประโยชน์มาก และไม่มีใน GNOME คือ Jump List สำหรับโปรแกรมต่าง ๆ ในส่วนนี้ต้องรีบให้คะแนนบวกกับ Windows 7 อีกสองความสามารถของ Windows 7 ที่เพิ่มเข้ามาและมีประโยชน์ทีเดียวคือ Aero Snap กับ Aero Peek เป็นความสามารถที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น แต่ไม่ถึงกับเป็นนวัตกรรม และไม่มีใน GNOME สำหรับการเขาถึงการตั้งค่าต่าง ๆ ของ Desktop และระบบ Windows 7 ยังคงรักษา Control Panel เอาไว้ และการเข้าถึงการตั้งค่าต่าง ๆ ก็จะคล้าย ๆ กับของ Windows XP ที่มีการจัดเป็นหมวดหมู่ แต่รายไหนรายนั้นครับ มักคลิกกลับไปที่ Classic Mode ที่มีหน้าตาเหมือนของ Windows 95 และ 98 ใน GNOME ไม่มี (แต่เคยมี) อะไรที่คล้าย ๆ กับ Control Panel แต่มี System ใน Start Menu แทน ซึ่งปุ่ม System นี้ทำให้การเข้าถึงการตั้งค่าต่าง ๆ รวดเร็วมาก แต่มีข้อเสียคือ จำนวนโปรแกรมการตั้งค่ามันจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แล้วสักวันมันก็จะล้นออกมา จากที่ใช้ง่ายก็จะใช้ยากเพราะหาไม่เจอแทน File Manager ถือเป็นส่วนประกอบสำคัญของ Desktop Environment โดย Windows 7 มี Windows Explorer ส่งเข้าประกวด ส่วน Ubuntu (GNOME) มี Nautilus ส่งเข้าประกวด โดยการใช้งานแล้วทั้งสองโปรแกรมไม่ต่างกันมาก ทั้งในแง่ของ Usability ความรวดเร็วในการเข้าถึงข้อมูล และการออกแบบในเชิง Minimalist แม้ว่า Windows Explorer จะได้เปรียบอยู่มากในส่วนของ Embed Desktop Search (Ubuntu มี Tracker แต่ผมไม่ชอบ Tracker เอามาก ๆ) แต่สำหรับผมแล้ว ผมรู้สึกว่า Nautilus ฉลาดกว่า และมีความสามารถที่ผมต้องการใช้มากกว่า (FTP, SFTP, Compress) และที่สำคัญ ผมสามารถใส่ URI สำหรับ Natwork Protocal ได้เลยโดยตรงเช่น sbm://shareserver ซึ่งบางครั้งการเข้าถึง File Sharing ด้วย Windows Explorer ก็เล่นเอาเหนื่อย ความสามารถอีกอย่างของ Ubuntu (GNOME) ที่ไม่ควรมองข้ามคือ GnomeApplets หรือโปรแกรมเล็ก ๆ ที่ทำงานบน Panel ของ GNOME หลาย ๆ โปรแกรมมีประโยชน์มาก และหาอะไรที่คล้าย ๆ กันไม่ได้บน Windows 7 เช่น System Monitor, CPU Frequency Monitor, Indicator-Applet เป็นต้น และที่ลืมไม่ได้อีกเหมือนกันคือ Workspace ซึ่งมันจะมีประโยชน์มาก ๆ สำหรับการทำงานกับ Virtual Machine เพียงกดปุ่ม Alt+Ctrl+Left คุณก็จะได้ความรู้สึกเหมือนอยู่อีกระบบปฏิบัติการ
GnomeApplets สรุปโดยรวม สำหรับคนที่มีประสบการณ์การใช้ Windows XP มาก่อน ย่อมมีความคุ้นเคยกับ Windows 7 ได้อย่างรวดเร็ว และ Windows 7 ก็มีความสามารถใหม่ ๆ ที่ทำให้การทำงานง่ายและรวดเร็วขึ้น เมื่อเทียบกับ Ubuntu (GNOME) แล้ว ข้อได้เปรียบเดียวที่ผมเห็นชัดเจนคือ Taskbar ตัวใหม่ของ Windows 7 นอกนั้นผมไม่ได้รู้สึกว่า Windows 7 จะเหนือกว่า Ubuntu (GNOME) ส่วนข้อได้เปรียบของ Ubuntu (GNOME) นั้นอยู่ที่การใช้ทรัพยากรน้อย และ Customization Software Managementระบบการบริหารซอพท์แวร์ของ Windows 7 ไม่ต่างจาก Windows ทุกรุ่นที่ผ่านมา นั่นคือ การติดตั้งโปรแกรมผ่านโปรแกรม Installer และลบโปรแกรมออกจากเครื่องผ่าน Control Panel > Software โดยซอพท์แวร์แต่ละตัวมักไม่มีความเกี่ยวเนื่องกัน ไม่มี dependencies ให้ปวดหัว ส่วนบน Ubuntu นั้นใช้ระบบ Advance Package Tools (APT) ที่ทาง Ubuntu จะเป็นคนจัดการคัดเลือก จัดทำ และบริหารซอพท์แวร์ทั้งหมดให้กับผู้ใช้ (เป็นที่มาของคำว่า Distribution ในโลก Linux) ผู้ใช้มีหน้าที่ติดตั้งและ update ซอพท์แวร์ผ่านระบบ Package Management System เท่านั้น และ Ubuntu แต่ละเวอร์ชั่น ก็จะมี Repository ที่ต่างกัน
Ubuntu Software Center ระบบการบริหารซอพท์แวร์ของทั้งสองต่างกันอย่างสิ้นเชิง และมีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกันไป ข้อดีที่เห็นได้ชัดของระบบบริหารซอพท์แวร์ของ Windows คือ การติดตั้งโปรแกรมไม่ขึ้นอยู่กับผู้ผลิต OS เราสามารถดาวน์โหลดซอพท์แวร์ แล้วนำมาติดตั้งบน Windows ได้เลย โดยทาง Microsoft ไม่จำเป็นต้องรู้อะไรเกี่ยวกับซอพท์แวร์ อีกทั้ง binary compatibility ของ Windows ยังเหนือชั้น ความเข้ากันไม่ได้ของซอพท์แวร์กับระบบปฏิบัติการ เป็นอะไรที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก ที่สำคัญการทำความเข้าใจระบบซอพท์แวร์ของ Windows ยังเป็นเร่ืองง่ายอีกด้วย
Software and Features สำหรับบริหารซอพท์แวร์บน Windows 7 APT ในทางตรงกันข้าม แม้ว่าจะมีโปรแกรมช่วยเหลืออย่าง Synaptic หรือ Ubuntu Software Center แต่การทำความเข้าใจในเรื่องของระบบแพกเกจก็ไม่ใช่เรื่องพื้น ๆ แต่เมื่อเข้าใจแล้ว APT จะเป็นเครื่องมือบริหารซอพท์แวร์ที่ทรงประสิทธิภาพมากทีเดียว ยกตัวอย่างเช่น
ปัญหาที่มักพบบ่อย ๆ ใน APT คือ การติดตั้งโปรแกรมนอก Repository (Third Party Software) ที่หากผู้ผลิตซอพท์แวร์ ไม่มีไฟล์ .deb มาให้ ความลำบากก็ตกอยู่กับคนใช้งาน แต่สำหรับ Third Party Software ที่มี .deb มาให้ การติดตั้งซอพท์แวร์ก็ไม่ต่างกับบน Windows มากนัก (แต่หากจะเทียบกันแบบแฟร์ ๆ ซอพท์แวร์สำหรับ Windows ที่ไม่มี Installer มาให้ การติดตั้งก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน) เมื่อมองในมุมของ Third Party Software แล้ว Windows ได้เปรียบ OS อื่น ๆ อยู่หลายขุม เพราะมีซอพท์แวร์ให้เลือกใช้จนนับไม่ถ้วน ถือว่าเข้าขั้นไร้เทียมทาน แต่ ! การใช้ OS ที่ดี ไม่ควรลงโปรแกรมมั่ว จากการไปซ่อมบำรุงเครื่องคอม ฯ ให้คนรู้จักหลายคน ปัญหาที่ผมพบบ่อย ๆ คือ เจ้าของเครื่องไม่รู้ว่าโปรแกรมที่ติดตั้งใช้ทำอะไร เห็นมันฟรีเลยติดตั้ง บางครั้งโปรแกรมเหล่านี้ใช้ทรัพยากรมากแบบเจ้าของเครื่องไม่รู้ตัว หรือบางครั้งก็มีไวรัส หรือบางครั้งก็ทำให้เครื่องรวนไปเลย สิ่งที่ผมกำชับเสมอหลังการซ่อมบำรุงคือ ลงเฉพาะโปรแกรมที่ใช้งานจริง ๆ หากจะนับกันจริง ๆ แล้ว คนใช้งานทั่วไปใช้โปรแกรมไม่น่าจะถึง 30 โปรแกรม ดังนั้น ข้อได้เปรียบนี้ของ Windows ถือว่าไม่ยิ่งใหญ่อย่างที่คิด สำหรับผู้ใช้ทั่วไป แต่สำหรับงานเฉพาะอย่างนั้นอีกเรื่องนึง เมื่อชั่งน้ำหนักข้อดีข้อเสียแล้ว ผมคิดว่า APT เป็นอะไรที่น่าใช้กว่ามาก System Updateตามประสบการณ์ของผมแล้วระบบอัพเดทของ Ubuntu นั้นน่าประทับกว่า Windows XP มาก เพราะค่อนข้าง transparent ใช้ทรัพยากรน้อย รวดเร็วทันใจ และไม่ต้องรีบูทเครื่อง ใน Windows XP การอัพเดทระบบเป็นเหมือนยุงรำคาญสำหรับหลาย ๆ คน เพราะมันจะขึ้น Notification มาเตือนบ่อย ๆ การอัพเดทบางครั้งได้ผล บางครั้งแป้ก โดยเฉพาะคนที่ใช้ Windows ภาษาอื่นอย่างผม มีหลาย ๆ ครั้วที่อัพเดทมันแป้กไปซะเฉย ๆ พออัพเดทเสร็จก็จะรีบูทเครื่องท่าเดียว ตอนรีบูทเครื่องบางครั้งต้องรอกันหลายชั่วโมง กว่าระบบมันจะอัพเดทตัวเองเสร็จ
Ubuntu Update Manager จากการอัพเดทระบบผ่าน Windows 7 ไปหนึ่งครั้ง ถือว่า Windows 7 ทำได้ดีกว่า Windows XP ค่อนข้างมาก ความน่ารำคาญหลาย ๆ อย่างได้ลดลง transparent มากขึ้น แต่เมื่อเทียบกับ Ubuntu แล้ว Ubuntu ยังเป็นต่ออยู่นิดหน่อย ตรงที่สามารถอัพเดททีละหลาย ๆ เครื่องได้ และอัพเกรทข้ามรุ่นได้ (เช่น 9.04 เป็น 9.10)
Windows 7 Update Manager Performance
แม้ว่าจะมีหลาย ๆ แหล่งข้อมูลจะให้เครดิท Ubuntu 9.10 ว่าบูทเร็วและปิดเครื่องเร็วมาก และเร็วกว่า Windows 7 อยู่หลายวินาที แต่จากประสบการณ์ของผม ข้อมูลดังกล่าวเป็นจริงเฉพาะการบูทครั้งแรก ๆ เท่านั้น หาก Ubuntu มีซอพท์แวร์ที่เป็น deamon ประเภท Apache หรือ MySQL อยู่ บวกกับไดรพ์เวอร์แปลก ๆ เช่น nVidia การบูทก็จะช้าลงไปถนัดตา โดยเฉลี่ยแล้ว Windows 7 ทำเวลาได้ดีกว่าในเรื่องของการบูทเครื่อง แต่ Ubuntu ทำได้ดีกว่าในการปิดเครื่อง เมื่อบูทเครื่องเรียบร้อย login เข้าสู่ระบบ Ubuntu ใช้เมโมรีไปประมาณ 350MB ส่วน Windows 7 ใช้ไปประมาณ 600MB ซึ่งต่างกันประมาณ 40% และเห็นได้ชัดว่า Ubuntu ใช้ทรัพยากรน้อยกว่า (ทั้งที่ผมมีซอพท์แวร์ประเภท deamon บน Ubuntu เพิ่มเติมมาอีกสามสี่ตัว) สำหรับ Performance ในด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะ IO ผมไม่มีเวลาทดสอบด้วยตัวเอง แต่มีข้อมูลที่น่าสนใจหาอ่านได้ที่ Benchmarked: Ubuntu vs Vista vs Windows 7 โดยรวมแล้วคือ Windows 7 มีพัฒนาการทาง Performance เพิ่มมาจาก Windows Vista อยู่หลายจุด และมีบางอย่างที่ Ubuntu ทำได้ดีกว่า บางอย่าง Windows 7 ทำได้ดีกว่า (ข้อมูลชุดนี้เก่านิดหน่อย เพราะใช้ Ubuntu 9.04 และ Windows 7 รุ่น Beta แต่ผมเชื่อว่าไม่น่าจะมีความคลาดเคลื่อนไปจากรุ่นปัจจุบันมากนัก) แต่สำหรับผู้ใช้ทั่วไปแล้ว Benchmark ดังกล่าวไม่น่าจะมีผลมากนัก สิ่งที่สำคัญกว่าคือ reaction time เมื่อเทียบระหว่าง Windows XP กับ Ubuntu แล้วผมรู้สึกว่า Ubuntu ทำได้ดีกว่าค่อนข้างมาก (โดยเฉพาะตอนเปิด Firefox) แต่เมื่อเทียบกับ Windows 7 ผมไม่เห็นข้อแตกต่างที่ชัดเจนนัก สรุปคือ Performance ทั้งสอง OS สูสีกันมาก Ubuntu ได้เปรียบกว่านิดหน่อยตรงใช้ทรัพยากรน้อยกว่าเท่านั้น Et Cetera
What are They good for?คงไม่มี OS ไหนเหมาะสำหรับงานทุกประเภท ผมลองจัดความเหมาะสมของ Ubuntu 9.10 กับ Windows 7 ตามการใช้งานดังนี้
Should I change?หากตอบแบบกำปั้นทุบดินต้องบอกว่า "Don't break a working system" หากระบบยังคงทำงานได้ ก็ไม่ควรเปลี่ยน แต่สำหรับคนที่ต้องการเปลี่ยน OS จาก Windows XP เป็น Windows 7 ผมคิดว่าไม่คุ้ม ผมเห็นด้วยกับ Peter Svensson ว่า "Windows 7: แจ่ม แต่ไม่คุ้มที่จะอัพเกรด" (TechNewsWorld via Blognone) และจากท่าทีของคนที่ผมทำงานด้วย ไม่มีใครคิดจะอัพเกรดสักคน ล่าสุดเพิ่งซื้อคอม ฯ มาใหม่สองเครื่อง โดนยัด Windows XP ไปเรียบร้อยแล้ว แต่สักวันหนึ่ง อย่างช้าวันที่ Microsoft เลิกซัพพอร์ท Windows XP คุณก็ต้องอัพเกรทเป็นเวอร์ชั่นอื่นอยู่ดี (บางคนอาจรอถึงวันนั้น แล้วโยนคอม ฯ ทิ้งไปเลย :P) ส่วนการเปลี่ยนจาก Windows XP เป็น Ubuntu อาจต้องคิดหนักกว่า เพราะมีความเสี่ยงและความยุ่งยากมากกว่า (แต่เปลี่ยนแล้วอาจคุ้มกว่าเปลี่ยนเป็น Windows 7 เพราะประหยัดเงินไปได้อักโข) หากคิดที่จะเปลี่ยน ควรมีผู้เชี่ยวชาญนั่งอยู่ข้าง ๆ หนึ่งคนให้อุ่นใจ และใช้วิธีหักดิบไปเลย แต่สำหรับ Advanced User หักดิบโดยไม่มีผู้เชี่ยวชาญก็ได้ครับ Conclusions
|
|
bow_der_kleine
Animation 3D จะบอกว่านิยมทำบน Linux ก็ไม่ถูกทั้งหมดครั้ง คงเฉพาะค่ายหนังค่ายใหญ่ ๆ ที่ต้องใช้พลังในการ Rendering สูง ๆ (ซึ่งต้องใช้ระบบ Cluster เข้ามาช่วย) เพราะการทำ Cluster บน Linux ค่อนข้างง่าย และมีโปรแกรมเจ๋ง ๆ อย่าง Blender ให้ใช้งาน ส่วนงาน Multimedia อื่น ๆ เช่นพวก ตัดต่อแต่งหนัง, งานทางด้านดนตรี บน Linux หาโปรแกรมดี ๆ ใช้ค่อนข้างยากครับ |
BLeAm
เป็น Review เทียบเคียงที่น่าสนใจดีมากเลยครับ และ ณ จุดหนึ่งก็รู้สึกในจุดยืนเดียวกับคุณโบว์ สำหรับ Karmic เท่าที่ใช้มา ส่วนตัวผมเองค่อนข้างมีความรู้สึกที่ดีพอสมควร แต่ก็แอบเห็นคนอื่นๆ บ่นเรื่องเจอปัญหากันบ้างเหมือนกัน โชคดีที่ตัวเองยังไม่เจออะไรที่เป็นปัญหาที่ถึงกับแก้ไม่ได้เลย :) |
9neo
เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ผมเคยลง redhat จำเวอร์ชั่นไม่ได้ กะลงใช้งานจริงจัง ปรากฎว่าเจอปัญหามึนๆ หลายอย่างเข้า แก้ไม่เป็น เพราะขาดความรู้อย่างมาก ทำไห้แแสลงที่จะใช้ linux ทำงานจริงจัง ปัจจุบันก็ใช้นะ แต่ทำเซิร์ฟเวอร์เท่านั้น ที่เอ่ยถึงข้างต้น ผมว่า การที่จะทำไห้คนใช้หรือไม่ใช้ First Impression มันสำคัญจริงๆ |
สารานุกรม
อุบุนตู ผมคิดว่า ดีกว่าเพราะว่าไปแล้วไวรัสลงก็ยาก วินโดรว์ มีแต่ไวรัสเต็มไปหมด ล้างเครื่ิองบ่อยเกินไป น่าเบื่อ |

เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว (22 ตุลาคม 2009) เป็นวันที่ 








คนขี้สงสัย??
แล้วทำไม Animation 3D ถึงนิยมทำบน Linux อ่ะครับ
27 Oct 09