BioLawCom.De » Blog » กฏหมาย » การลงประชามติในสวิต ฯ : ประชาธิปไตย vs. หลักนิติรัฐ
การลงประชามติในสวิต ฯ : ประชาธิปไตย vs. หลักนิติรัฐ
ผลการลงประชามติดังกล่าวก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนานาและเสียงสนับสนุนจำนวนมากมายในยุโรป ในบรรดาเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหลายส่วนใหญ่จะอ้างว่าผลการลงประชามติดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาและขัดกับหลักการห้ามเลือกปฏิบัติ ซึ่งทั้งสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาและหลักการห้ามเลือกปฏิบัติได้รับการรับรองโดยสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของยุโรป [6] นอกจากนี้พรรคการเมืองสีเขียวแห่งสวิตเซอร์แลนด์ (Grüne Partei der Schweiz) ได้ประกาศอย่างชัดเจนที่จะฟ้องเป็นคดีต่อศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปว่าการลงประชามติดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองในสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนของยุโรป ... |
|
|
ส่วนเสียงที่สนับสนุนส่วนใหญ่จะอ้างว่าผลการลงประชามติดังกล่าวเป็นการตัดสินใจในทางประชาธิปไตย และเป็นการแสดงถึงประชาธิปไตยทางตรงซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของสวิตเซอร์แลนด์ และเพื่อเป็นการการยืนยันว่าหลักอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ทุกคนต้องยอมรับผลการตัดสินใจดังกล่าว รัฐบาลสวิตเซอร์แลนด์มีหน้าที่ที่จะต้องปกป้องอธิปไตยและระบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของตนเอง หากมีการนำการลงประชามติดังกล่าวฟ้องเป็นคดีต่อศาล [7] การลงประชามติของประชาชนชนตามหลักประชาธิปไตยละเมิดสิทธิเสรีภาพในการนับถือและประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และหลักการห้ามเลือกปฏิบัติ
ในเรื่องนี้เราต้องพิจารณากันเสียก่อนว่าการลงประชามติเป็นการใช้อำนาจรัฐหรือไม่ ซึ่งคำถามนี้สามารถตอบได้อย่างชัดเจนว่าการลงประชามติเป็นการใช้อำนาจรัฐ ในการนี้ประชาชนได้ใช้อำนาจในฐานะองค์กรของรัฐตามที่กำหนดเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ ดังนี้แล้วการใช้อำนาจรัฐย่อมถูกตรวจสอบได้โดยอาศัยสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนเป็นมาตรวัด ปัญหาที่จะต้องพิจารณาต่อไปก็คือ หอคอยสุเหร่าดังกล่าวเป็นสาระสำคัญของการประกอบพิธีกรรมของศาสนาอิสลามจนถึงขนาดตกอยู่ภายใต้ขอบเขตความคุ้มครองของสิทธิเสรีภาพในการนับถือและประกอบพิธีกรรมทางศาสนาหรือไม่ ซึ่งสามารถพิจารณาหาเหตุผลที่ทั้งสนับสนุนและคัดค้านการห้ามสร้างดังกล่าวได้ ด้านหนึ่ง อาจจะพิจารณาได้ว่าผลการลงประชามติดังกล่าวห้ามเพียงแค่การสร้างหอคอยสุเหร่าเท่านั้น ไม่ได้ห้ามการสร้างสุเหร่าหรือมัสยิดแห่งใหม่ ดังนั้นจึงไม่กระทบกระเทือนเสรีภาพในการนับถือและประกอบพิธีกรรมทางศาสนาแต่อย่างใด นอกจากนี้ยังอาจจะให้เหตุผลต่อไปได้ว่าหอคอยสุเหร่าไม่มีความจำเป็นหรือไม่ใช่สาระสำคัญในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ยิ่งกว่านั้น ต้องพิจารณาด้วยว่าการใช้สิทธิเสรีภาพในการนับถือและประกอบพิธีกรรมในทางศาสนาอาจเป็นการล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพของผู้อื่นที่ได้รับการรับรองในระดับรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกันเกินสมควรหรือไม่ กรณีอาจเป็นการขัดแย้งกันระหว่างคุณค่าที่ได้รับการรับรองในระดับรัฐธรรมนูญเหมือนกัน ซึ่งกรณีนี้เป็นเรื่องที่จะต้องหาจุดสมดุลระหว่างคุณค่าทั้งสองเพื่อให้คุณค่าทั้งสองปรากฎเป็นผลได้จริงตามที่รัฐธรรมนูญรับรอง ซึ่งอาจจะทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องจำกัดสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพอื่นๆ อีกด้านหนึ่ง หากพิจารณาจากจำนวนชาวมุสลิมกว่า ๓๔๐,๐๐๐ คน และจำนวนสถานที่ประกอบกิจกรรมทางศานาอิสลามจำนวนประมาณ ๑๓๐ แห่ง ในจำนวนดังกล่าวมีเพียง ๔ แห่งที่มีหอคอยสุเหร่าซึ่งใช้สำหรับการเรียกสมาชิกมาประกอบพิธีกรรมทางศาสนา ก็อาจจะตั้งคำถามได้ว่าการห้ามก่อสร้างหอคอยสุเหร่าดังกล่าว อาจจะทำให้การประกอบพิธีกรรมทางศาสนาเป็นไปด้วยความยากลำบากถึงขนาดไม่อาจเป็นไปได้หรือไม่ สิ่งสำคัญที่ต้องนำมาพิจารณาในเรื่องนี้คือการศึกษาหลักปฏิบัติของศาสนาอิสลามให้ถ่องแท้เพื่อตอบคำถามว่าหอคอยสุเหร่ามีความสำคัญต่อการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาหรือไม่ เพียงใด อย่างไรก็ตาม การพิจารณาว่าผลการลงประชามติดังกล่าวขัดต่อหลักการห้ามเลือกปฏิบัติหรือไม่ อาจได้คำตอบที่ชัดเจนกว่า ในกรณีนี้อาจพิจารณาได้ว่าชุมชนในทางศาสนาอื่นๆ เช่น คริสตศาสนา หรือศาสนายูดาย ได้รับการปฏิบัติจากรัฐอย่างไร หากชุมชนทางศาสนาอื่นๆได้รับอนุญาตให้สร้างศาสนสถาน หรือ สิ่งปลูกสร้างที่เกี่ยวข้องกับการประกอบพิธีกรรมในทางศาสนา (ซึ่งอาจจะไม่มีความจำเป็นหรือเป็นสาระสำคัญสำหรับการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาก็ได้) กรณีนี้ก็สามารถตอบคำถามได้ค่อนข้างชัดเจนว่าผลการลงประชามติดังกล่าวขัดต่อหลักการห้ามเลือกปฏิบัติ ประเด็นที่น่าสนใจยิ่งกว่าก็คือ การยกระดับปัญหาข้างต้นมาพิจารณาในเชิงหลักการนามธรรม กล่าวโดยเฉพาะก็คือ การตั้งข้อสงสัยถึงความสัมพันธ์ระหว่างหลักประชาธิปไตยซึ่งเรียกร้องว่าการใช้อำนาจรัฐจะต้องได้รับความชอบธรรมโดยการเห็นชอบจากประชาชน(ส่วนใหญ่) และหลักนิติรัฐซึ่งเรียกร้องให้รัฐต้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคลและความเสมอภาคระหว่างประชาชน ซึ่งหลักการทั้งสองเป็นหลักการพื้นฐานของรัฐเสรีประชาธิปไตยในโลกสมัยใหม่ ผลของการลงประชามติดังกล่าวได้สะท้อนให้เห็นด้านแห่งความขัดแย้งกันระหว่างหลักการทั้งสอง และคำถามที่จะต่อเนื่องตามมาก็คือความขัดแย้งดังกล่าวจะสามารถถูกแก้ไขได้หรือไม่อย่างไร หรือสุดท้ายเราจะต้องเลือกระหว่างหลักการใดหลักการหนึ่งในหลักการทั้งสองหลักการดังกล่าวข้างต้น ทวิลักษณ์ในความสัมพันธ์ระหว่างหลักประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐ [8]ในประวัติศาสตร์ยุโรปซึ่งเป็นต้นกำเนิดของหลักการทั้งสอง ได้แสดงให้เห็นถึงรัฐที่เป็นประชาธิปไตยแต่ไม่รับรองหลักนิติรัฐ รวมถึงรัฐที่ไม่เป็นประชาธิปไตยแต่รับรองหลักนิติรัฐ นครรัฐกรีก(Polis)ในฐานะที่เป็นต้นกำเนิดของประชาธิปไตย [9] ไม่ได้มีการแบ่งแยกอำนาจ หรือไม่มีหลักความชอบด้วยกฎหมายของการใช้อำนาจรัฐแต่อย่างใด ยิ่งกว่านั้นยังยอมรับการมีทาสซึ่งเป็นเรื่องที่ขัดต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิขั้นพื้นฐาน จึงกล่าวได้ว่าแม้นครรัฐกรีกจะปกครองในระบอบประชาธิปไตย ก็ไม่ใช่นิติรัฐตามความหมายในปัจจุบัน ในทางกลับกันการปกครองของเยอรมันในสมัยบิสมาร์ค ซึ่งเป็นการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่กลับมีการรับรองหลักนิติรัฐ โดยการคุ้มครองเสรีภาพของประชาชนจากการใช้อำนาจรัฐ ทั้งนี้โดยอาศัยฝ่ายนิติบัญญัติและตุลาการเป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว ยิ่งกว่านั้นยังมีการรับรองหลักความชอบด้วยกฎหมาย โดยการใช้อำนาจรัฐในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะล่วงล้ำเข้าไปยังแดนของเอกชนได้ก็ต่อเมื่อได้รับความยินยอมเห็นชอบจากประชาชนเท่านั้น ในปัจจุบัน ไม่มีผู้ใดโต้แย้งความเชื่อมโยงสัมฑันธ์กันระหว่างหลักประชาธิปไตยและหลักนิติรัฐ หลักการทั้งสองอย่างอาจจะเกื้อหนุนกันในแง่มุมที่ว่าหากเราพิจารณาว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยจะเป็นไปได้ ก็ต่อเมื่อปัจเจกบุคคลได้รับการรับรองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ในกรณีนี้ประชาธิปไตยจะมีเป้าหมายอยู่ที่การกำหนดชะตากรรมของตนเองร่วมกัน (Collective Self-Determination) กล่าวคือการตัดสินใจโดยอาศัยเสียงข้างมาก (Mehrheitsprinzip)กำหนดคุณค่าและหลักเกณฑ์ที่ยึดถือในการอยู่ร่วมกัน รวมถึงผลประโยชน์สาธารณะ ซึ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับสิทธิที่เท่าเทียมกันของปัจเจกบุคคลในการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองร่วมกัน ในขณะที่หลักนิติรัฐมีขึ้นเพื่อรับใช้การกำหนดชะตากรรมของตนเองของปัจเจกบุคคลแต่ละคน ( Individual Self-Determination) รับรองเขตแดนแห่งเสรีภาพของปัจเจกบุคคล ซึ่งภายในเขตแดนนี้เองที่ปัจเจกบุคคลสามารถพัฒนาตัวตนตามแนวทางของแต่ละบุคคล ส้รางความสัมพันธ์ต่อสมาชิกคนอื่นในสังคม รับรู้ถึงความสำคัญของการอยู่ร่วมกันในสังคมและความสำคัญของสังคมที่มีต่อการสร้างความเป็นตัวตนของตนเอง รวมถึงสำนึกในความรับผิดชอบของตนเองที่มีต่อการอยู่ร่วมกัน จนถึงพร้อมที่จะรับผิดชอบในการตัดสินใจร่วมกัน กล่าวอย่างเป็นรูปธรรมก็คือ การตัดสินใจในทางประชาธิปไตย จะเป็นไปไม่ได้เลย หากเอกชนแต่ละคน ไม่มีสิทธิเสรีภาพในชีวิต ร่างกาย การแสดงความคิดเห็น หรือสิทธิในทางการเมืองอื่นๆ หลักการทั้งสองจึงเป็นหลักการที่หนุนส่งซึ่งกันและกัน และรัฐสมัยใหม่ก็ไม่อาจละทิ้งหลักการใดหลักการหนึ่งไปได้ ในทางกลับกันหลักการทั้งสองอย่างอาจจะมีความขัดแย้งกันได้ในกรณีที่ผลประโยชน์ส่วนร่วมขัดหรือแย้งกับผลประโยชน์ของปัจเจกบุคคลแต่ละคน ในสังคมพหุนิยมทางวัฒนธรรม(เช่น สวิตเซอร์แลนด์) เราไม่อาจจะปฏิเสธการตัดสินใจในทางประชาธิปไตยในฐานะเป็นเครื่องมือในการจัดสรรผลประโยชน์ระหว่างสมาชิกในสังคม ทั้งนี้เพราะในสังคมดังกล่าว เราไม่อาจจะกล่าวได้ว่าคุณค่าใดคุณค่าหนึ่งเหนือหรือดีกว่าหรือถูกต้องกว่าคุณค่าอื่นๆ ในสังคม กล่าวให้ชัดเจนขึ้นก็คือไม่มีคุณค่าใดในสังคมที่มีลักษณะถูกต้องชอบธรรมอย่างเป็นภาวะวิสัย การตัดสินใจในทางประชาธิปไตยจึงตั้งอยู่บนฐานของเสียงส่วนใหญ่ที่จะแสดงให้เห็นว่าอะไรคือประโยชน์สาธารณะ (das Gute, das Gemeinwohl) ที่คนส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกัน ในแง่มุมนี้ไม่ได้หมายความว่าการตัดสินใจของคนส่วนใหญ่ มีเหตุมีผลหรือมีความชอบธรรมหรือยุติธรรมต่อทุกๆคน ( das Gerechte) การตัดสินใจของคนส่วนใหญ่อาจจะไร้เหตุผลอย่างบ้าคลั่งที่สุดก็เป็นได้ การตัดสินใจโดยอาศัยประชาธิปไตยทางตรงอย่างในกรณีการลงประชามติข้างต้นอาจจะเป็นอะไรที่สวยงาม หากการลงประชามติเป็นการแสดงออกซึ่งความรับผิดชอบต่อส่วนรวมร่วมกัน แต่การตัดสินใจดังกล่าวก็อาจจะเป็นอะไรที่เลวร้ายที่สุดก็ได้ หากเป็นการแสดงออกซึ่งความเห็นแก่ตัวและอคติที่มีต่อประชาชนฝ่ายข้างน้อย [10] ด้วยเหตุนี้หลักนิติรัฐจึงมีความจำเป็นในการประกันความยุติธรรมให้แก่เอกชนแต่ละคน โดยการประกันสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานแก่ประชาชน การจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญเพื่อตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการใช้อำนาจรัฐ การแบ่งแยกอำนาจเพื่อตรวจสอบและถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐซึ่งกันและกัน และกำหนดกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนของสังคมมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจในทางประชาธิปไตย ด้วยเหตุนี้นิติรัฐจึงกำหนดขอบเขตการใช้อำนาจรัฐที่มีความชอบธรรมในทางประชาธิปไตยเอาไว้ว่ามีขนาดกว้างแคบเพียงใด ในทางกลับกันการตัดสินใจในทางประชาธิปไตยก็อาจจะเปลี่ยนแปลงเนื้อหาของหลักนิติรัฐได้เช่นกัน เช่นในกรณีการลงประชามติของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ข้างต้น ปัญหาจะมีก็แต่เพียงว่าการแก้ไขเปลี่ยนแปลงเนื้อหาของหลักนิติรัฐดังกล่าวจะมีขอบเขตหรือไม่ เพียงใด ดังนี้แล้ว ในแก้ไขความขัดแย้งระหว่างหลักการทั้งสองจึงจำเป็นที่จะต้องหาจุดสมดุลระหว่างหลักการทั้งสองนี้ ซึ่งจุดสมดุลดังกล่าวอาจจะแตกต่างกันไปได้ในแต่ละรัฐ ขึ้นอยู่กับว่ารัฐใดจะให้คุณค่ากับหลักการใดมากกว่ากัน ประเทศเยอรมันได้ให้ความสำคัญกับหลักนิติรัฐมากกว่าหลักประชาธิปไตย ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนในมาตรา ๗๙ วรรคสาม รัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีซึ่งกำหนดห้ามแก้ไขเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญที่กระทบต่อสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานที่รับรองไว้ รวมถึงการที่ประชาชนไม่มีสิทธิตัดสินใจโดยอาศัยประชาธิปไตยทางตรง(นอกจากการเลือกตั้ง) ปัญหาทั้งหลายจะถูกตัดสินใจโดยผู้แทนที่มีความชอบธรรมในทางประชาธิปไตยผ่านการเลือกตั้ง นอกจากนี้ยังมีการตั้งศาลรัฐธรรมนูญและศาลปกครองที่มีความเข้มแข็งเพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ในทางกลับกันประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้ให้คุณค่ากับหลักประชาธิปไตยยิ่งกว่าหลักนิติรัฐ โดยประชาชนสามารถตัดสินใจในปัญหาสำคัญจำนวนมากผ่านการลงประชามติ เช่น การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ไม่มีการจัดตั้งศาลรัฐธรรมนูญแยกต่างหากจากศาลยุติธรรม และศาลยุติธรรมก็ไม่สามารถตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการใช้อำนาจรัฐได้ [11] เว้นแต่เป็นกรณีที่อ้างว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนทีได้รับการรับรองในสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนของยุโรปซึ่งสวิตเซอร์แลนด์เป็นภาคีสนธิสัญญาดังกล่าว สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าแม้แต่สวิตเซอร์แลนด์ซึ่งเป็นประเทศที่ยอมรับให้ประชาชนตัดสินใจผ่านประชาธิปไตยทางตรงได้ในหลายกรณี ก็ต้องยอมรับว่าการใช้อำนาจรัฐที่แม้จะมีความชอบธรรมในทางประชาธิปไตยก็ต้องตกอยู่ภายใต้การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน กรณีปัญหาเรื่องการลงประชามติในสวิตเซอร์แลนด์ข้างต้น หากสุดท้ายแล้วศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปตัดสินว่าการลงประชามติดังกล่าวไม่ขัดหรือแย้งกับสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองในสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนของยุโรป ผลการลงประชามติดังกล่าวก็จะต้องได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย แต่สิ่งที่สำคัญไปกว่าการยอมรับผลการลงประชามติก็คือการยอมรับสิทธิของฝ่ายที่เห็นต่างจากเสียงส่วนใหญ่ให้มีพื้นที่ในการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างของตน ทั้งนี้เพื่อให้เสียงส่วนน้อยมีโอกาสที่จะโน้มน้าวเสียงส่วนใหญ่โดยอาศัยเหตุและผล และอาจจะทำให้เสียงส่วนน้อยกลายเป็นเสียงส่วนใหญ่ได้ และอนาคตอาจจะแสดงให้เห็นว่าการตัดสินใจของคนส่วนใหญ่ผิดพลาด ยอมรับความผิดพลาดในการตัดสินใจ และยอมรับที่จะตัดสินใจครั้งใหม่ จากที่กล่าวมา เราพอจะกล่าวได้ว่ารัฐที่จะประกันความผาสุกของส่วนรวมและรับรองความยุติธรรมให้แก่เอกชนได้นั้น จะต้องไม่เพิกเฉยต่อหลักการใดหลักการหนึ่งข้างต้น ทั้งสองหลักการเป็นสิ่งคู่กันและจะต้องถูกนำมาพิจารณาร่วมกันในการจัดสรรผลประโยชน์ระหว่างคนในรัฐ เพื่อค้นหาจุดสมดุลระหว่างผลประโยชน์สาธารณะที่ได้รับการรับรองจากเสียงส่วนใหญ่ของสมาชิกในสังคม และผลประโยชน์อันชอบธรรมของปัจเจกบุคคลแต่ละคน เชิงอรรถ
[1] โปรดดู มาตรา ๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐสวิตเซอร์แลนด์ http://www.admin.ch/ch/e/rs/1/101.en.pdf [2] "Der Bau von Minaretten ist verboten." [3] ผลการลงประชามติดังกล่าวได้ส้รางความประหลาดใจเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เนื่องจากผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนก่อนการลงประชามติได้แสดงให้เห็นว่าเพียงแค่ร้อยละ ๓๗ ของผู้ที่ถูกสำรวจความคิดเห็นเท่านั้นที่เห็นด้วยกับการห้ามสร้างหอคอยสุเหร่า รายละเอียดของผลการลงประชามติ โปรดดู Schweizer verbieten Bau von Minaretten, Frankfurer Allgemeine Zeitung, http://www.faz.net/s/RubDDBDABB9457A437BAA85A49C26FB23A0/Doc~EC9D9148C4BA44A569B5687868F1A9E53~ATpl~Ecommon~Scontent.html [4] โปรดู มาตรา ๑๔๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์ฯ กำหนดเอาไว้ว่า การแก้ไขเปลี่ยนรัฐธรรมนูญจะต้องผ่านการลงประชามติจากประชาชนและรัฐสมาชิก (Canton) นอกจากนี้มาตรา ๑๙๕ ยังกำหนดเอาไว้ว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนจะมีผลใช้บังคับก็ต่อเมื่อได้รับการเห็นชอบด้วยผ่านการลงประชามติโดยประชาชนและรัฐสมาชิก http://www.admin.ch/ch/e/rs/1/101.en.pdf [5] ปัจจุบัน ในสวิตเซอร์แลนด์ มีประชาชนชาวมุสลิมอาศัยอยู่ประมาณ ๓๔๐,๐๐๐ คน และมีมัสยิดหรือสุเหร่าหรือสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอิสลามอื่นๆประมาณ ๑๓๐ แห่ง ในจำนวนนี้มีเพียงสี่แห่งที่มีหอคอยสุเหร่า [6] โปรดดู มาตรา ๙ และ ๑๔ ของสนธิสัญญาสิทธิมนุษชนของยุโรป http://www.uni-potsdam.de/u/mrz/coe/emrk/emrk-en.htm [7] โปรดดู Straßburg: Kopftuch, Kruzifix und jetzt Minarett, Sueddeutsche Zeitung, 30.11.2009, http://www.sueddeutsche.de/politik/750/496069/text/ [8] โปรดดู Mastronardi, Philippe, Verfassungslehre : Allgemeines Staatsrecht als Lehre vom guten und gerechten Staat, 2007, p. 287-292. [9] อย่างไรก็ตาม ประชาธิปไตยในความหมายกรีกโบราณก็มีความแตกต่างจากประชาธิปไตยในปัจจุบัน [10] โปรดดู Prantl, Heribert, Direkte Demokratie : Minarette und Zigaretten, Sueddeutsche Zeitung, http://www.sueddeutsche.de/politik/413/496725/text/ และ Plebiszitäre Demokratie braucht ein Korrektiv, Sueddeutsche Zeitung, http://www.sueddeutsche.de/politik/413/496725/text/6/ [11] โปรดดู มาตรา ๑๘๙ รัฐธรรมนูญแห่งสหพันธ์สาธารณรัฐสวิตเซอร์แลนด์ |
|
11 Dec 09 | by | tags กฏหมาย สวิตเซอร์แลนด์ ประชาธิปไตย นิติรัฐ
<<นิติรัฐแบบไทยๆ : เมื่อความมั่นคงและสิทธิเสรีภาพถูกคุกคาม ||
bow_der_kleine
fatro : จริง ๆ น่าจะซับซ้อนกว่านั้นครับ "ไม่ควรเป็นเผด็จการของเสียงข้างมาก" เป็นเงื่อนไขหนึ่งในหลาย ๆ เงื่อนไขที่นำไปสู่นิติรัฐ ดูเหมือนว่าตอนนี้ "นิติรัฐ" กำลังกลายไปคำที่ได้รับความสนใจมากพอ ๆ กับ "ประชาธิปไตย" และ "เสรีภาพ" ซึ่งในเวลาปกติมันควรจะไปควบคู่กัน เหมือนที่คนเขียนได้เขียนไว้ แต่เมื่อไรมันขัดกัน ก็ต้องชั่งน้ำหนักกันนานหน่อย ระยะหลังมีคนให้ความสนใจกับคำว่า "นิติรัฐ" กันมากขึ้น เข้าใจว่าเพราะสถานการณ์บ้านเมือง ทำให้เราต้องตั้งคำถามกันมากขึ้น ว่าการเลือกตั้ง หรือ การให้อำนาจกับเสียงส่วนใหญ่ นั้นเพียงพอหรือไม่ในการบริหารและกำหนดทิศทางของประเทศ ซึ่งผมมองว่า หากมาตั้งคำถามที่ตัวหลักการ เป็นพัฒนาการที่ดีและควรสนับสนุน amygdala : เป็นวาทกรรมที่มีมานานครับ แต่หลัง ๆ มีคนเอาไปใช้เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตนเองเยอะไปหน่อย |
Ich bin Wi
ตกลงว่า ประชาธิปไตย=เสียงข้างมาก ใช่ใหม แล้ว ความถูกต้อง=เสียงข้างมาก ด้วยหรือเปล่า |
เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ประชาชนชาวสวิตเซอร์แลนด์ได้ลงประชามติด้วยคะแนนเสียงข้างมากเห็นด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๗๒ 
fatro
เข้าใจได้สั้นๆ คือประชาธิปไตยไม่ควรเป็นเผด็จการของเสียงข้างมาก :)
14 Dec 09