ComBioLaw.De » Blog » หนังสือ
สัจจะ และ อหิงสา
ตัดตอนจากหนังสือ แด่..นักศึกษา หมวดที่ 4 "ความรุนแรงและอนาธิปไตย" แปลโดย เรืองอุไร กุศลาสัย และต่อไปนี้เป็นบทคัดลอกบางส่วนจากหนังสือ แด่...นักศึกษา บทที่ 11: การก่อความวุ่นวาย (แด่...นักศึกษา ที่ใช้ชื่อว่า Young PAD) ข้าพเจ้าได้รับจดหมายสองฉบับจากครู และจดหมายจากคนอื่น ๆ ที่มิใช่มีอาชีพเป็นครูในรัฐตระวันกอร์ (อินเดียภาคใต้ - ผู้แปล) ชี้แจงให้ทราบถึงการก่อความวุ่นวายโดยนักเรียนนักศึกษาในเมืองนั้น อาจารย์ใหญ่แห่งวิทยาลัย ซี เอ็ม เอส ในเมืองโกตตายัม เขียนมาเล่าให้ฟังว่า มีนักเรียนพยายามขัดขวาง ไม่ยอมให้เพื่อนนักเรียนด้วยกันเข้าไปนั่งเรียนในชั้นเรียน แม้นักเรียนหญิงก็ถูกนักเรียนเหล่านั้นสกัดกั้น ปิดทางไม่ยอมให้เดินเข้าไปในโรงเรียน ครั้งแล้วครั้งอีก นักเรียนผู้ทำการขัดขวางเหล่านั้นยังได้เข้าไปจับกลุ่มส่งเสียงในชั้นเรียน ไม่ยอมให้เปิดการสอนการเรียนขึ้นได้ การกระทำเช่นนั้น แม้ว่าผู้กระทำจะยืนยันว่า ไม่มีการใช้กำลัง ก็เป็นการกระทำที่ไม่ก่อให้เกิดผลดีแต่ประการใดเลย เท่าที่ข้าพเจ้าทราบมา ผู้นำของนักศึกษาเหล่านั้นไม่ต้องการให้มีการใช้กำลังไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด แต่ทว่าการขัดขวางมิให้ผู้อื่นกระทำสิ่งใดก็ดี การก่อความอลวนวุ่นวายก็ดี เหล่านี้ล้วนเป็นการใช้กำลัง และเป็นหิงสกรรมทั้งสิ้น ข้าพเจ้าได้ชื่อว่าเป็น... |
02 Dec 08 | by BioLawCom | tags คมคำคน หนังสือ มหาตมะ คานธี อหิงสา แด่นักศึกษา
การ(พล)เมืองใหม่
[...] จากภูมิหลังในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกาข้างต้นนี้ ทำให้การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาคนล่าสุดที่กำลังจะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายนนี้ เป็นการเลือกตั้งที่มีความหมายนัยและลักษณะเด่นที่ต่างจากการเลือกตั้งก่อนๆ นี้เป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือ นี่เป็นครั้งแรก ที่ผู้สมัครเข้ารับการเลือกตั้งประธานาธิบดี (แม้จะมาจากพรรคเดียวกันคือ พรรคเดโมแครต) เป็นสตรีและคนผิวสี หมายความว่า ตำแหน่งประมุขสูงสุดของประเทศสหรัฐอเมริกาได้เปิดกว้างอย่างเต็มที่ให้แก่คนสองกลุ่ม ที่ในอดีตกาลเคยถูกปฏิเสธสิทธิและเสรีภาพ รวมถึงสิทธิในการเลือกตั้ง และรับเลือกตั้งมาก่อนแล้ว ครั้งนี้ระบบการเมือง อันรวมถึงพรรคการเมือง รัฐสภา กลุ่มพลังการเมืองต่างๆ ไปจนถึงสื่อ มวลชน และกองทัพ ไม่มีใครสามารถออกมาปฏิเสธ หรือแสดงความกังขาสงสัยต่อการที่จะมีสตรีขึ้นมาเป็นจอมทัพของกองกำลังทหาร อันมีอานุภาพมากที่สุดในโลก ต่อการที่อาจจะมีคนผิวดำขึ้นมาเป็นประธานใหญ่ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ผู้ตัดสินชะตากรรมการเมือง และความขัดแย้งในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก เกิดอะไรขึ้นในการเมืองอเมริกา หรือว่านี่เป็น "การเมืองใหม่" ? [...]" ตัด(หลาย)ตอน จาก บทนำหรือคำนิยม (ไม่แน่ใจ) : โดย ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ เขียนให้หนังสือ CHANGE : ถนนสู่ทำเนียบขาว : ของ ปกป้อง จันวิทย์ (ตุลาคม 2551) ปล. ช่วงนี้หยิบหนังสือขึ้นอ้างบ่อย จะได้เข้ากับบรรยากาศ มหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 13 (11-23 ต.ค.) และไปกันได้กับกระแส "การเมืองเก่าที่ถูกอ้างใหม่" ในประเทศไทย ยังไงล่ะ :P |
17 Oct 08 | by BioLawCom | tags หนังสือ เหตุบ้าน และ การเมือง ประชาธิปไตย เลือกตั้งประธานาธิบดี สหรัฐอเมริกา
ชนชั้น/วรรณะ
อย่างไรก็ดี เราต้องยอมรับว่า อคติ ความเชื่อที่งมงาย อีกทั้งความเห็นแก่ตัวของมนุษย์นั้น เป็นสิ่งที่จะกำจัดให้สูญสิ้นไปง่าย ๆ ไม่ได้ อกุศลมูลหรือรากเหง้าของความเชื่อเหล่านี้ นอกจากจะทำลายปัญญาและเหตุผลในมนุษย์แล้ว ยังทำให้มนุษย์เป็นผู้มีใจดำอำมหิตอีกด้วย ด้วยเหตุนี้ เราจึงพบเห็นผู้คงแก่เรียนในสังคมของเราบางคน พยายามปกป้องและแก้ตัวแทนประเพณีการถือชั้นวรรณะ ข้าพเจ้าขอเน้นว่า ศาสนาฮินดูจะไปไม่รอด หากไม่เลิกการถือชั้นวรรณะ" ตัดตอนจากหนังสือ แด่..นักศึกษา บทที่ 27 "การเลิกถือชั้นวรรณะ" ของ มหาตมา คานธี แปลโดย เรืองอุไร กุศลาสัย ปล. ปัญหาการแบ่งแยกระหว่างมนุษย์ด้วยกัน รวมทั้งการจะไปไม่รอด ก็หาได้มี/จะมีขึ้น เฉพาะแต่ในสังคมอินเดียหรือศาสนาฮินดู เท่านั้นไม่. |
15 Oct 08 | by BioLawCom | tags หนังสือ นานาสารพัน ชนชั้น วรรณะ อินเดีย ศาสนาฮินดู
วัฒนธรรมลอยนวล
ส่วนหนึ่งจาก บทความแนะนำหนังสือที่ว่าด้วยรัฐ ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม และขดเกลียวของความรุนแรง โดย ประจักษ์ ก้องกิรติ จาก ประชาไท ปล. 1 จริงแล้ว มีประเด็นดี ๆ ในบทความนี้อีกเพียบที่เข้ากับเหตุการณ์เปี๊ยบ อ่านแล้วน่าจะอินมากทีเดียว แต่ที่ติดใจและยกตรงนี้มาเพราะผมคิดว่า สาเหตุแห่ง วัฒนธรรมลอยนวล ความรุนแรงในสังคม กับการละเมิดกฎหมาย ในบทสรุป นอกจากปฏิบัติการทางการเมืองแล้ว ยังใช้อธิบายในเรื่องอื่น ๆ ได้อีก เลยอยากขยาย จะว่าไป ในบ้านเราไม่ว่าจะเป็น ปัญหาผู้มีอิทธิพล, อัตราการก่ออาชญากรรม หรือแม้แต่ความรุนแรงในครอบครัว ก็ล้วนมีสาเหตุหนึ่งมาจาก "การบังคับใช้กฎหมาย" และ "ผู้บังคับใช้กฎหมาย" ทั้งนั้น ไม่ได้อยู่ที่ "ตัวกฎหมายหรือความแรงของโทษ" อย่างที่คนส่วนใหญ่เข้าใจอยู่ เคยคุยกันนานแล้วว่า สาเหตุหนึ่งที่คนเยอรมันไม่ใคร่กล้าทำผิด ก็เพราะตำรวจเยอรมัน "ฝืด" (คำนี้ขอใช้ในเชิงยกย่อง) ทำได้ทำไป แต่ถ้าถูกจับได้และเป็นความผิดก็จบกัน ไม่ต้องต่อรองให้เสียเวลา คนที่คิดจะทำเลยต้องชั่งน้ำหนัก แล้วก็มักยุติลงที่ ไม่ทำดีกว่าเพราะมัน "ไม่คุ้ม" ไม่เหมือนบ้านเราที่มักจบลงว่า "ลองสิ มันคุ้มที่จะเสี่ยง" เหตุการณ์(การเมือง)ล่าสุด เป็นไปได้ว่าผู้นำพธม.คงอยากเสี่ยง (โดยใช้ผู้ตามให้ไปเสี่ยง) เพราะคิดว่าคงพ้นเงื้อมมือกฎหมายได้ แต่ที่น่าสนใจด้วยคือ หรือว่ามี "ใคร" บอกทำเถอะ รับรองงานนี้ไม่ต้อง "เสี่ยง" พธม. ก็เลยไม่ได้คิดว่านี่คือการ "เสี่ยง" ! ฉะนั้นเพื่อป้องกันแนวคิดแบบนี้ ทางที่ถูกแล้วสังคมจึงไม่ควรปล่อยให้ความ "คุ้มหรือไม่คุ้ม" จำกัดตัดทอนอยู่แค่ "ต้องรับโทษตามกฎหมาย" หรือไม่เท่านั้น แต่ควรทำให้ขบวนการนั้น ๆ ได้คิดว่าการต้องถูกประนาม(แบบไม่กั๊ก)จากประชาคม หรือการเสียแนวร่วมจนขบวนล้มไม่เป็นท่าก็เป็น "ต้นทุนสูงค่า" ที่ต้องชั่งน้ำหนักก่อนตัดสินใจใช้ความรุนแรง ปล. 2 ประเด็นบังคับใช้กฎหมายนี้เคยเป็นสาระหนึ่ง ของกลุ่มที่เรียกร้องให้รัฐยกเลิกโทษประหารชีิวิต โต้กับพวกที่ยืนยันให้คงไว้ "ขู่" ผู้กระทำผิดนะครับ เพราะพวกแรกมองว่า ผู้กระทำผิดจะกลัวหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ "ความแรง" ของโทษที่จะลง แต่อยู่ที่ "ความเอาจริงเอาจังที่จะลงโทษ" ต่างหาก สมัยเรียนจำได้ว่าในชั้นเถียงกันเป็นไฟว่า เพื่อที่จะลดการค้ายาบ้า จะแก้กฎหมายให้ยาบ้าเป็นยาเสพติดแล้วเพิ่มโทษคนขาย หรือว่ากำหนดให้ยาบ้าเป็นยาเสพได้โดยถูกกฎหมายตามใบสั่งแพทย์ (แต่เดิมยาบ้าไม่ได้อยู่ในบัญชียาเสพติด) แต่สุดท้ายน่าเจ็บใจที่รัฐไทยเลือกอย่างแรกกับยาแรงคือประหาร ด้วยเหตุผลง่าย ๆ แค่ว่า ถ้าโทษหนักเดี๋ยวมันก็หมดเอง (ไม่มีใครคิดว่า ถ้าโทษหนักขึ้น ราคายาบ้าจะแพงขึ้น ในขณะที่การใช้กฎหมายยังเหมือนเดิม) หลังนั้นราวสามปีก็มี สงครามยาเสพติด ที่หลาย ๆ กรณีพบว่าเจ้าหน้าที่รัฐนี่แหละกระโดดลงมา "เสี่ยง" ค้ายาบ้าเองเพราะมันคุ้ม ปล. 3 อยู่ทางนี้ก็ได้แต่ตามสถานการณ์และอ่านวิเคราะห์จากหลาย สำนักอยู่ห่าง ๆ แบบห่วง ๆ รอลุ้นให้ฝ่ายรัฐใช้กฎหมายโต้ ไม่ใช่ใช้ความรุนแรงมาชนจนเกิด ขวาพิฆาตขวา แล้วก็มีแต่บาทากับท๊อบบูทเต็มประเทศอีก :P |
27 Aug 08 | by เชกูวารา | tags หนังสือ เหตุบ้าน และ การเมือง กฏหมาย พันธมิตรฯ ยึด NBT ความรุนแรง ประเทศไทย
คลั่งลัทธิ
ความตอนหนึ่งในจดหมายฉบับสุดท้ายจากการิทัตถึงจัสติน อันถือเป็น บทสรุปของ การิทัตผจญภัย : นิยายปรัชญาการเมือง (The Curious Enlightenment of Professor Caritat) โดย : สตีเว่น ลุคส์ (Steven Lukes) ศาสตราจารย์ด้านทฤษฎีการเมืองและสังคม (2538) แปล : เกษียร เตชะพีระ (2541) เรื่อง(สุด)ย่อ : ศาสตราจารย์นิโคลาส การิทัต เป็นนักวิชาการด้านปรัชญายุครู้แจ้ง (the Enligtenment) อาศัยอยู่ในประเทศ เสนานคร (Militaria) วันหนึ่งเขาถูกจับโดยทหารที่กุมอำนาจ เพราะแนวคิดยุครู้แจ้งอาจเป็นอันตรายต่อการปกครอง แต่ได้รับการช่วยเหลือจาก นักรบจรยุทธ์ (จัสติน) ของขบวนการ(ปฏิวัติซ้ายจัด)ที่ต่อต้านระบอบเผด็จการแบบเสนานคร การิทัตถูกขอร้อง(เชิงบังคับ)ให้ช่วยทำภารกิจหนึ่ง ซึ่งมีแต่นักปรัชญาเท่านั้นที่แบกรับได้ คือ ไปแสวงหา "โลกที่ประเสริฐสุดในบรรดาโลกทั้งหลายที่เป็นไปได้" แล้วเขียนรายงานส่งให้ขบวนการ โดยสาเหตุสำคัญที่จัสตินจำต้องขอร้องนักวิชาการ (ที่เขาเองก็ไม่ได้ศรัทธามากไปกว่าการลงมือปฎิบัติจริง) ขมวดอยู่ในประโยคเดียว ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของขบวนการ ฯ เองที่ว่า "We know what we are against, but what are we for ?" (เรารู้ว่าเราคัดค้านสิ่งใด แต่อะไร คือ สิ่งที่เราสนับสนุนกันเล่า ?) การผจญภัยของการิทัต ก็คือการที่เขา(ต้อง)เดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ อาทิ ประโยชน์นคร (Utilitaria), เสรีนคร (Libertaria), ชุมชนนคร (Communitaria) หรือแม้แต่ กรรมาชีพนคร (Proletaria) ซึ่งต้องผ่านภูมิทัศน์การเมือง และโลกแห่งอุดมการณ์การเมืองแบบสุดขั้วนานาชนิด ที่ซึ่งแนวคิดแห่งคริสต์ศวรรษที่ 18 เผชิญกับปมปัญหาของแนวคิดสมัยใหม่แห่งคริสต์ศตวรรษที่ 20 ...พร้อม ๆ กับต้องขบคิดให้ได้ว่า ระบอบการปกครองแบบใดกันแน่ที่ดีที่สุดที่มนุษย์พึงมี..โดยเขามีเพียงกระเป๋าเดินทางใบเดียว กับภูมิรู้เกี่ยวกับนักคิดอย่างวอลแตร์ รุสโซ ค้านต์ และฮูม ติดตัว ข้อสังเกต : ความน่าสนใจของหนังสือ ก็คือ ความสามารถในการ "ทำเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย" (ของทั้งผู้เขียนและผู้แปล) ซึ่งเป็นสไตล์การเขียนที่ "หาไม่ง่าย" ในสมัยนี้ เป็นบทสำรวจปรัชญาการเมืองตะวันตกอย่างกว้างขวาง ฉบับสนุกและเข้าใจง่าย ไม่ต้องปีนป่ายหรือใช้บันไดอ่าน แม้การิทัตฯ ไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มหนังสือ "อ่านง่าย" แต่ "ความยาก" ไม่ได้มีต้นเหตุจาก "ภาษา" แต่เป็นเพราะ "เนื้อหา" เองที่เข้าใจยาก กรณีนี้ จึงต่างจากงานของนักเขียนนักวิชาการสมัยใหม่บางคน ที่บางทีเนื้อหาอาจไม่มีอะไรใหม่หรือยาก แต่พยายามเหลือเกินในการปรุงแต่งถ้อยคำให้ฉุนกึกด้วยสำนวนและโวหาร หวังสร้างภาพ(ตัวเอง)ให้ดูเกินภูมิ(คนอ่าน) เข้าทำนอง "ทำเรื่องง่าย ให้กลายเป็นเรื่องยาก" ก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้ผ่านพบโดยไม่จำเป็น ลิงค์เรื่องอื่นที่เกี่ยวข้อง : วิภาษวิธีว่าด้วยความเป็นกลางทางความรู้ , เรื่องจริงอิงนิยาย, สังคมอุดมคติ |
11 Jul 08 | by BioLawCom | tags คมคำคน หนังสือ การิทัตผจญภัย หนังสือแปล ปรัชญาการเมือง คลั่งลัทธิ อุดมการณ์
"[...] วิธีที่ดีที่สุดที่เราจะใช้โต้ตอบการกระทำอันรุนแรงและเลวร้ายของรัฐบาล

"[...] ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่า บรรดาบูรพาจารย์ทั้งหลายของเราอันได้แก่ฤษีมนีผู้รจนาคัมภีร์พระเวท และคัมภีร์ศาสนาอื่น ๆ และผู้ชี้ให้เราเห็นถึงความเป็นเอกภาพแห่งพระผู้เป็นเจ้า จะต้องการให้เราแตกแยกกันโดยแบ่งสังคมออกเป็นสังคมชั้นสูงและชั้นต่ำ ข้าพเจ้าไม่เชื่อว่า ผู้มีสติปัญญาและรักความเป็นธรรมคนใด จะเห็นดีเห็นงามด้วยกับการแบ่งแยกในระหว่างมนุษย์ด้วยกันเช่นนี้
"[...] ลี เพน สรุปไว้อย่างถูกต้องทีเดียวว่าที่ “ปฏิบัติการอันรุนแรงและละเมิดกฎหมาย ยังมีให้เห็นอยู่ ก็เพราะว่าปฏิบัติการทางการเมืองอันรุนแรงนั้นมีต้นทุนแสนจะต่ำ เมื่อเทียบกับผลสำเร็จอันยั่วยวน และเร้าใจจากปฏิบัติการดังกล่าว” เธอเสนอว่า ถ้าพูดแบบเศรษฐศาสตร์ การที่รัฐไม่บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ทำให้ต้นทุนของการใช้ความรุนแรงลดต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ และสร้างให้เกิดวัฒนธรรมลอยนวลขึ้น (culture of impunity) ทำให้ความรุนแรงเป็นทางเลือกที่ขบวนการต่าง ๆ เก็บเอาไว้ในกระเป๋า และพร้อมที่จะงัดออกมาใช้เมื่อถึงยามจำเป็น เพราะคิดว่าใช้แล้วก็จะพ้นเงื้อมมือกฎหมายไปได้ [..]"