<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<feed xmlns="http://www.w3.org/2005/Atom" xml:lang="th" xmlns:thr="http://purl.org/syndication/thread/1.0">
	<title>BioLawCom.De</title>
	<subtitle>แตกต่าง หลากหลาย บนสายใยเดียวกัน </subtitle>
	<link rel="self" type="application/atom+xml" href="http://www.biolawcom.de/xml/atom1.xml"/>
	<id>http://www.biolawcom.de/</id>
	<updated>Sat, 12 Dec 2009 06:50:45 +0100</updated>

		
	<entry>
		<title>การลงประชามติในสวิต ฯ : ประชาธิปไตย vs. หลักนิติรัฐ</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.biolawcom.de/blog/909/"/>
		
		<id>http://www.biolawcom.de/blog/909/</id>
		<published>Fri, 11 Dec 2009 06:50:45 +0100</published>
		<pubDate>Fri, 11 Dec 2009 06:50:45 +0100</pubDate>
		<updated>Sat, 12 Dec 2009 06:50:45 +0100</updated>
		<author><name>ผู้ชายหัวใจมอมแมม</name></author>
				
			<category term="สวิตเซอร์แลนด์"/>
			
				
			<category term="ประชาธิปไตย"/>
			
				
			<category term="นิติรัฐ"/>
			
				
			<category term="กฏหมาย"/>
			
				
		<summary type="html">
			<![CDATA[
				<p><img style="margin: 10px; float: left;" src="http://www.biolawcom.de/files/member/72/minaret_resize.jpg" alt="Image" width="150" height="211" />เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ประชาชนชาวสวิตเซอร์แลนด์ได้ลงประชามติด้วยคะแนนเสียงข้างมากเห็นด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๗๒ <a href="#foot1"><span style="background-color: #c0c0c0;">[1]</span></a> ของรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธรัฐโดยการเพิ่มเติมข้อความว่าด้วยการห้ามสร้างหอคอยสุเหร่าที่ใช้สำหรับเรียกชาวมุสลิมมาประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอิสลาม <strong>(Minaret)</strong> <a href="#foot2"><span style="background-color: #c0c0c0;">[2]</span></a> ในฐานะเป็นมาตรการที่เหมาะสมสำหรับการรักษาความสงบสุขสาธารณะระหว่างสมาชิกของชุมชนทางศาสนาที่แตกต่างกัน ในการนี้ได้มีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเป็นจำนวนร้อยละ ๕๕ ของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด ในจำนวนดังกล่าว มีผู้เห็นด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญร้อยละ ๕๗ ไม่เห็นด้วยร้อยละ ๔๓ นอกจากนี้การแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวยังได้รับคะแนนเสียงข้างมากจากบรรดารัฐสมาชิก (Canton) ของสหพันธรัฐซึ่งจำเป็นสำหรับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ <a href="#foot3"><span style="background-color: #c0c0c0;">[3]</span></a><a href="#foot4"><span style="background-color: #c0c0c0;">[4]</span> </a>ผลการลงประชามติดังกล่าวทำให้ชาวมุสลิมในสวิตเซอร์แลนด์ไม่สามารถสร้างหอคอยสุเหร่าได้อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม การห้ามดังกล่าวก็ไม่ครอบคลุมถึงการสร้างสุเหร่าเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และไม่มีผลกระทบต่อหอคอยสุเหร่าที่ได้มีการสร้างเสร็จไว้ก่อนหน้าแล้ว <a href="#foot5"><span style="background-color: #c0c0c0;">[5]</span></a></p>
<p>ผลการลงประชามติดังกล่าวก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนานาและเสียงสนับสนุนจำนวนมากมายในยุโรป ในบรรดาเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหลายส่วนใหญ่จะอ้างว่าผลการลงประชามติดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาและขัดกับหลักการห้ามเลือกปฏิบัติ ซึ่งทั้งสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาและหลักการห้ามเลือกปฏิบัติได้รับการรับรองโดยสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของยุโรป <a href="#foot6"><span style="background-color: #c0c0c0;">[6]</span></a> นอกจากนี้พรรคการเมืองสีเขียวแห่งสวิตเซอร์แลนด์ (Grüne Partei der Schweiz) ได้ประกาศอย่างชัดเจนที่จะฟ้องเป็นคดีต่อศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปว่าการลงประชามติดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองในสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนของยุโรป ...</p>
			]]>
		</summary>
		
		<content type="html">
			<![CDATA[
				<p><img style="margin: 10px; float: left;" src="http://www.biolawcom.de/files/member/72/minaret_resize.jpg" alt="Image" width="150" height="211" />เมื่อวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ประชาชนชาวสวิตเซอร์แลนด์ได้ลงประชามติด้วยคะแนนเสียงข้างมากเห็นด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๗๒ <a href="#foot1"><span style="background-color: #c0c0c0;">[1]</span></a> ของรัฐธรรมนูญแห่งสหพันธรัฐโดยการเพิ่มเติมข้อความว่าด้วยการห้ามสร้างหอคอยสุเหร่าที่ใช้สำหรับเรียกชาวมุสลิมมาประกอบพิธีกรรมทางศาสนาอิสลาม <strong>(Minaret)</strong> <a href="#foot2"><span style="background-color: #c0c0c0;">[2]</span></a> ในฐานะเป็นมาตรการที่เหมาะสมสำหรับการรักษาความสงบสุขสาธารณะระหว่างสมาชิกของชุมชนทางศาสนาที่แตกต่างกัน ในการนี้ได้มีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงเป็นจำนวนร้อยละ ๕๕ ของจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด ในจำนวนดังกล่าว มีผู้เห็นด้วยกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญร้อยละ ๕๗ ไม่เห็นด้วยร้อยละ ๔๓ นอกจากนี้การแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวยังได้รับคะแนนเสียงข้างมากจากบรรดารัฐสมาชิก (Canton) ของสหพันธรัฐซึ่งจำเป็นสำหรับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ <a href="#foot3"><span style="background-color: #c0c0c0;">[3]</span></a><a href="#foot4"><span style="background-color: #c0c0c0;">[4]</span> </a>ผลการลงประชามติดังกล่าวทำให้ชาวมุสลิมในสวิตเซอร์แลนด์ไม่สามารถสร้างหอคอยสุเหร่าได้อีกต่อไป อย่างไรก็ตาม การห้ามดังกล่าวก็ไม่ครอบคลุมถึงการสร้างสุเหร่าเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และไม่มีผลกระทบต่อหอคอยสุเหร่าที่ได้มีการสร้างเสร็จไว้ก่อนหน้าแล้ว <a href="#foot5"><span style="background-color: #c0c0c0;">[5]</span></a></p>
<p>ผลการลงประชามติดังกล่าวก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆนานาและเสียงสนับสนุนจำนวนมากมายในยุโรป ในบรรดาเสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหลายส่วนใหญ่จะอ้างว่าผลการลงประชามติดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาและขัดกับหลักการห้ามเลือกปฏิบัติ ซึ่งทั้งสิทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนาและหลักการห้ามเลือกปฏิบัติได้รับการรับรองโดยสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของยุโรป <a href="#foot6"><span style="background-color: #c0c0c0;">[6]</span></a> นอกจากนี้พรรคการเมืองสีเขียวแห่งสวิตเซอร์แลนด์ (Grüne Partei der Schweiz) ได้ประกาศอย่างชัดเจนที่จะฟ้องเป็นคดีต่อศาลสิทธิมนุษยชนแห่งยุโรปว่าการลงประชามติดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองในสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนของยุโรป ...</p>
			]]>
		</content>
		
					<link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.biolawcom.de/xml/atom_comment_blog_909.xml" thr:count="4"/>
			<thr:total>4</thr:total>
			</entry>
	
		
	<entry>
		<title>นิติรัฐแบบไทยๆ : เมื่อความมั่นคงและสิทธิเสรีภาพถูกคุกคาม</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.biolawcom.de/blog/910/Seminar-Computer-Crime-Law.html"/>
		
		<id>http://www.biolawcom.de/blog/910/Seminar-Computer-Crime-Law.html</id>
		<published>Thu, 10 Dec 2009 17:25:49 +0100</published>
		<pubDate>Thu, 10 Dec 2009 17:25:49 +0100</pubDate>
		<updated>Thu, 10 Dec 2009 17:25:49 +0100</updated>
		<author><name>เชกูวารา</name></author>
				
			<category term="เสวนา"/>
			
				
			<category term="ความมั่นคง"/>
			
				
			<category term="นิติรัฐ"/>
			
				
			<category term="พรบ.คอมฯ"/>
			
				
			<category term="ประกาศ"/>
			
				
		<summary type="html">
			<![CDATA[
				<p><img style="float: left;" src="http://www.biolawcom.de/files/member/2/thai.jpg" alt="Image" width="184" height="54" /></p>
<p><img style="margin: 12px 15px; float: left;" src="http://www.biolawcom.de/files/member/2/ilaw_logo.gif" alt="Image" width="98" height="65" />มาชวนไปเสวนา วันที่ 17 ธันวาคมนี้ ที่ ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ครับ :)</p>
<p style="text-align: center;">---------------</p>
<p>ความขัดแย้งและไม่ลงรอยกันที่สะท้อนชัดยิ่งขึ้นในสังคมการเมืองไทยตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อาจพอบอกได้ว่า คำถามถึงความหมายของคำว่า ประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ และบทบาทพลเมือง ยังเป็นเรื่องที่ต้องการพื้นที่แลกเปลี่ยน เพื่อขบคิดหาทางออกและส่งเสริมบทบาทประชาชนให้มีส่วนร่วมทางในสังคมให้มากขึ้น</p>
<p>เว็บไซต์ OpenThaiDemocracy.com ร่วมกับเว็บไซต์ iLaw.or.th จึงจะจัดงานสัมมนาโต๊ะกลม เรื่อง &ldquo;นิติรัฐแบบไทยๆ : เมื่อความมั่นคงและสิทธิเสรีภาพถูกคุกคาม&rdquo; ในวันที่ 17 ธันวาคม 2552 เวลา 13.30-17.00 น. ณ ห้องประชุมจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์</p>
<p>โดยมีกำหนดการ หัวข้อย่อย และรายชื่อวิทยากร และผู้เข้าร่วมเสวนา ดังนี้...</p>
			]]>
		</summary>
		
		<content type="html">
			<![CDATA[
				<p><img style="float: left;" src="http://www.biolawcom.de/files/member/2/thai.jpg" alt="Image" width="184" height="54" /></p>
<p><img style="margin: 12px 15px; float: left;" src="http://www.biolawcom.de/files/member/2/ilaw_logo.gif" alt="Image" width="98" height="65" />มาชวนไปเสวนา วันที่ 17 ธันวาคมนี้ ที่ ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ครับ :)</p>
<p style="text-align: center;">---------------</p>
<p>ความขัดแย้งและไม่ลงรอยกันที่สะท้อนชัดยิ่งขึ้นในสังคมการเมืองไทยตลอดช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อาจพอบอกได้ว่า คำถามถึงความหมายของคำว่า ประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ และบทบาทพลเมือง ยังเป็นเรื่องที่ต้องการพื้นที่แลกเปลี่ยน เพื่อขบคิดหาทางออกและส่งเสริมบทบาทประชาชนให้มีส่วนร่วมทางในสังคมให้มากขึ้น</p>
<p>เว็บไซต์ OpenThaiDemocracy.com ร่วมกับเว็บไซต์ iLaw.or.th จึงจะจัดงานสัมมนาโต๊ะกลม เรื่อง &ldquo;นิติรัฐแบบไทยๆ : เมื่อความมั่นคงและสิทธิเสรีภาพถูกคุกคาม&rdquo; ในวันที่ 17 ธันวาคม 2552 เวลา 13.30-17.00 น. ณ ห้องประชุมจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์</p>
<p>โดยมีกำหนดการ หัวข้อย่อย และรายชื่อวิทยากร และผู้เข้าร่วมเสวนา ดังนี้...</p>
			]]>
		</content>
		
					<link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.biolawcom.de/xml/atom_comment_blog_910.xml" thr:count="0"/>
			<thr:total>0</thr:total>
			</entry>
	
		
	<entry>
		<title>ชำแหละพรบ.คอมฯ อาวุธใหม่สั่นสะเทือนโลกไซเบอร์</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.biolawcom.de/blog/908/Interview-Computer-Relate-Crime-Law-of-Thailand.html"/>
		
		<id>http://www.biolawcom.de/blog/908/Interview-Computer-Relate-Crime-Law-of-Thailand.html</id>
		<published>Sat, 14 Nov 2009 03:48:23 +0100</published>
		<pubDate>Sat, 14 Nov 2009 03:48:23 +0100</pubDate>
		<updated>Sat, 14 Nov 2009 03:48:23 +0100</updated>
		<author><name>เชกูวารา</name></author>
				
			<category term="อาชญากรรมคอมพิวเตอร์"/>
			
				
			<category term="สัมภาษณ์"/>
			
				
			<category term="พรบ.คอมพิวเตอร์"/>
			
				
			<category term="กฏหมาย"/>
			
				
		<summary type="html">
			<![CDATA[
				<p><strong><img style="margin: 15px; float: left;" src="http://www.biolawcom.de/files/member/2/computer-crime.jpg" alt="Image" width="122" height="128" /></strong></p>
<p>หลังจากไม่ได้ช่วยอัพบล็อกมาแรมหลายเดือน ปล่อยให้ Com ทำงานคนเดียวน่าเห็นใจที่สุด...ครั้งนี้เลยแอบเอานี่มาช่วยเรา เอ้ย เค้าทำมาหากินหน่อยครับ ;D</p>
<p>ที่มา: <a href="http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26520">ประชาไท</a> <span style="color: #3366ff;"><strong>สัมภาษณ์โดย มุทิตา เชื้อชั่ง, อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล</strong></span></p>
<p>นับตั้งแต่ประกาศใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มีการตั้งข้อกล่าวหา และจับกุมผู้ต้องสงสัยไปแล้วหลายราย แต่ที่เป็นข่าวใหญ่ที่สุดคงหนีไม่พ้น 3 ผู้ต้องหากรณีปล่อยข่าวไม่เป็นมงคล กระทบกระเทือนตลาดหุ้น</p>
<p>เป็นชั่วสัปดาห์ที่อึกทึกคึกโครมอย่าง ยิ่ง แม้สัปดาห์ต่อมาจะถูกกลบเสียมิดด้วยปัญหาใหม่ที่ดูจะใหญ่กว่าของเพื่อนบ้าน ข้อเท็จจริงต่างๆ จึงยังไม่ทันคลี่คลาย คำถามมากมายต่อกรณีนี้ยังไม่ได้รับคำตอบ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ในโลกไซเบอร์ มันได้กลายเป็นประเด็น &ldquo;ความ มั่นคงของรัฐ&rdquo; ที่สั่นสะเทือนความมั่นคงของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตผู้เสพเสรีภาพเป็นภักษาหาร อย่างสำคัญ เพราะมันเต็มไปด้วยความคลุมเครือของตัวบท รวมถึงความเงียบเชียบ มืดดำในการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ จนมีการตั้งข้อสังเกตว่า กฎหมายนี้ดูราวกับเป็นส่วนขยายของมาตรา 112 ดังเช่นแถลงการณ์ของ...</p>
			]]>
		</summary>
		
		<content type="html">
			<![CDATA[
				<p><strong><img style="margin: 15px; float: left;" src="http://www.biolawcom.de/files/member/2/computer-crime.jpg" alt="Image" width="122" height="128" /></strong></p>
<p>หลังจากไม่ได้ช่วยอัพบล็อกมาแรมหลายเดือน ปล่อยให้ Com ทำงานคนเดียวน่าเห็นใจที่สุด...ครั้งนี้เลยแอบเอานี่มาช่วยเรา เอ้ย เค้าทำมาหากินหน่อยครับ ;D</p>
<p>ที่มา: <a href="http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26520">ประชาไท</a> <span style="color: #3366ff;"><strong>สัมภาษณ์โดย มุทิตา เชื้อชั่ง, อาทิตย์ สุริยะวงศ์กุล</strong></span></p>
<p>นับตั้งแต่ประกาศใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มีการตั้งข้อกล่าวหา และจับกุมผู้ต้องสงสัยไปแล้วหลายราย แต่ที่เป็นข่าวใหญ่ที่สุดคงหนีไม่พ้น 3 ผู้ต้องหากรณีปล่อยข่าวไม่เป็นมงคล กระทบกระเทือนตลาดหุ้น</p>
<p>เป็นชั่วสัปดาห์ที่อึกทึกคึกโครมอย่าง ยิ่ง แม้สัปดาห์ต่อมาจะถูกกลบเสียมิดด้วยปัญหาใหม่ที่ดูจะใหญ่กว่าของเพื่อนบ้าน ข้อเท็จจริงต่างๆ จึงยังไม่ทันคลี่คลาย คำถามมากมายต่อกรณีนี้ยังไม่ได้รับคำตอบ</p>
<p>อย่างไรก็ตาม ในโลกไซเบอร์ มันได้กลายเป็นประเด็น &ldquo;ความ มั่นคงของรัฐ&rdquo; ที่สั่นสะเทือนความมั่นคงของผู้ใช้อินเตอร์เน็ตผู้เสพเสรีภาพเป็นภักษาหาร อย่างสำคัญ เพราะมันเต็มไปด้วยความคลุมเครือของตัวบท รวมถึงความเงียบเชียบ มืดดำในการดำเนินการของเจ้าหน้าที่ จนมีการตั้งข้อสังเกตว่า กฎหมายนี้ดูราวกับเป็นส่วนขยายของมาตรา 112 ดังเช่นแถลงการณ์ของ...</p>
			]]>
		</content>
		
					<link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.biolawcom.de/xml/atom_comment_blog_908.xml" thr:count="0"/>
			<thr:total>0</thr:total>
			</entry>
	
		
	<entry>
		<title>รุมเร้า</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.biolawcom.de/blog/906/Thai-Troubles.html"/>
		
		<id>http://www.biolawcom.de/blog/906/Thai-Troubles.html</id>
		<published>Sun, 08 Nov 2009 17:26:05 +0100</published>
		<pubDate>Sun, 08 Nov 2009 17:26:05 +0100</pubDate>
		<updated>Mon, 09 Nov 2009 22:15:24 +0100</updated>
		<author><name>bow_der_kleine</name></author>
				
			<category term=""/>
			
				
			<category term="เหตุบ้าน และ การเมือง"/>
			
				
		<summary type="html">
			<![CDATA[
				<p><strong><img style="margin: 10px; float: left;" src="http://www.biolawcom.de/files/member/1/ContentImage/blog/teufel.png" alt="Image" width="150" height="149" /></strong>ขณะนี้สถานการณ์หลาย ๆ อย่างในประเทศไทยเข้าขั้นวิกฤติ และปัญหาส่วนมากก็เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ไม่มีทีท่าว่าจะแก้ได้ง่าย ๆ แต่อย่าเพิ่งดีใจไปครับ เข้าขั้นวิกฤติไม่ได้หมายความว่าจะเลวร้ายกว่านี้ไม่ได้แล้ว มันยังสามารถลุกลามใหญ่โตได้อีก ดังสำนวนเยอรมันที่ว่า <strong>"Der Teufel schei&szlig;t immer auf den gr&ouml;&szlig;ten Haufen."</strong> แปลว่า ซาตานมักขี้ซ้ำบนขี้กองใหญ่ที่สุด (ขี้ - เป็นภาษาไทยแท้ ความสุภาพเป็นความสัมพัทธ์) หมายความว่า ความโชคร้ายมักมาตกกับผู้ที่อยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่เสมอ ซึ่งตรงกับ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Murphy%27s_law">Murphy's Law</a> อย่างไม่น่าเชื่อ</p>
<p>สถานการณ์เลวร้ายที่ผมพูดถึงคือเรื่องต่าง ๆ ต่อไปนี้</p>
<ul>
<li>การรถไฟแห่งประเทศไทย กับปัญหาความล้าหลังของหน่วยงาน การจัดการ เทคโนโลยี รางรถไฟ หัวรถจักร (สรุปคือล้าหลังทุกอย่าง) กับแรงกดดันจากสหภาพการรถไฟ แห่งประเทศไทย (เรื่องแปรรูปนี่ก็คุยกันได้ยาว)</li>
<li>ปัญหาการให้บริการเครือข่าย 3G ที่คุยกันมาตั้งนาน สุดท้ายก็จะล้มโต๊ะกันเฉย ๆ ซะงั้น แน่นอนว่ามีผู้บริโภคจำนวนมากไม่พอใจ</li>
<li>ความดิ้นรน ดื้อรั้น ดึงดันสร้างโรงไฟฟ้านิเคลียร์ ทั้งที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกกำลังบอกลาโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ เพราะผลตอบแทนจากการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่คุ้มเหมือนกับที่คำนวนเอาไว้ มีความเสี่ยงสูง และปัญหาขยะนิวเคลียร์ที่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังแก้ไม่ได้ (ยังไม่นับข้อถกเถียงที่ว่ายูเรเนียมจะหมดเมื่อไร)</li>
<li>ปัญหาการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น ไม่ว่าทางไหนก็ตาม ล่าสุดรัฐบาลเรียกร้องให้ผู้ให้บริการกระโดดเข้ามาช่วยรัฐบาลในการเซนเซอร์ความคิดเห็น (<a href="http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26439">อ่านข่าวนี้</a>)</li>
<li>ปัญหาหุ้นตก ที่ไป ๆ มา ๆ มันก็ไปโยงกับปัญหาการแสดงความคิดเห็นผ่านอินเตอร์เนตเข้าจนได้ ด้วยเหตุเรื่องจับแพะ (<a href="http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26418http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26418">อ่านข่าวนี้</a>)</li>
<li>ปัญหาไฟใต้ที่ร้อนแรงแผดเผาชีวิตผู้คนมาจะครึ่งทศวรรษอยู่แล้ว (ใครลืมไปแล้วบ้างยกมือหน่อย) ก็ไม่มีทีท่าว่าจะมีการศึกษาปัญหา และแก้ปัญหาอย่างจริงจัง (ส่วนมากพยายามแก้ปัญหา โดยไม่ได้ศึกษาปัญหาก่อน)</li>
</ul>
<p>เท่านั้นยังไม่พอ ...</p>
			]]>
		</summary>
		
		<content type="html">
			<![CDATA[
				<p><strong><img style="margin: 10px; float: left;" src="http://www.biolawcom.de/files/member/1/ContentImage/blog/teufel.png" alt="Image" width="150" height="149" /></strong>ขณะนี้สถานการณ์หลาย ๆ อย่างในประเทศไทยเข้าขั้นวิกฤติ และปัญหาส่วนมากก็เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ที่ไม่มีทีท่าว่าจะแก้ได้ง่าย ๆ แต่อย่าเพิ่งดีใจไปครับ เข้าขั้นวิกฤติไม่ได้หมายความว่าจะเลวร้ายกว่านี้ไม่ได้แล้ว มันยังสามารถลุกลามใหญ่โตได้อีก ดังสำนวนเยอรมันที่ว่า <strong>"Der Teufel schei&szlig;t immer auf den gr&ouml;&szlig;ten Haufen."</strong> แปลว่า ซาตานมักขี้ซ้ำบนขี้กองใหญ่ที่สุด (ขี้ - เป็นภาษาไทยแท้ ความสุภาพเป็นความสัมพัทธ์) หมายความว่า ความโชคร้ายมักมาตกกับผู้ที่อยู่ในสถานการณ์ย่ำแย่เสมอ ซึ่งตรงกับ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Murphy%27s_law">Murphy's Law</a> อย่างไม่น่าเชื่อ</p>
<p>สถานการณ์เลวร้ายที่ผมพูดถึงคือเรื่องต่าง ๆ ต่อไปนี้</p>
<ul>
<li>การรถไฟแห่งประเทศไทย กับปัญหาความล้าหลังของหน่วยงาน การจัดการ เทคโนโลยี รางรถไฟ หัวรถจักร (สรุปคือล้าหลังทุกอย่าง) กับแรงกดดันจากสหภาพการรถไฟ แห่งประเทศไทย (เรื่องแปรรูปนี่ก็คุยกันได้ยาว)</li>
<li>ปัญหาการให้บริการเครือข่าย 3G ที่คุยกันมาตั้งนาน สุดท้ายก็จะล้มโต๊ะกันเฉย ๆ ซะงั้น แน่นอนว่ามีผู้บริโภคจำนวนมากไม่พอใจ</li>
<li>ความดิ้นรน ดื้อรั้น ดึงดันสร้างโรงไฟฟ้านิเคลียร์ ทั้งที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกกำลังบอกลาโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ เพราะผลตอบแทนจากการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่คุ้มเหมือนกับที่คำนวนเอาไว้ มีความเสี่ยงสูง และปัญหาขยะนิวเคลียร์ที่จนถึงทุกวันนี้ก็ยังแก้ไม่ได้ (ยังไม่นับข้อถกเถียงที่ว่ายูเรเนียมจะหมดเมื่อไร)</li>
<li>ปัญหาการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น ไม่ว่าทางไหนก็ตาม ล่าสุดรัฐบาลเรียกร้องให้ผู้ให้บริการกระโดดเข้ามาช่วยรัฐบาลในการเซนเซอร์ความคิดเห็น (<a href="http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26439">อ่านข่าวนี้</a>)</li>
<li>ปัญหาหุ้นตก ที่ไป ๆ มา ๆ มันก็ไปโยงกับปัญหาการแสดงความคิดเห็นผ่านอินเตอร์เนตเข้าจนได้ ด้วยเหตุเรื่องจับแพะ (<a href="http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26418http://www.prachatai.com/journal/2009/11/26418">อ่านข่าวนี้</a>)</li>
<li>ปัญหาไฟใต้ที่ร้อนแรงแผดเผาชีวิตผู้คนมาจะครึ่งทศวรรษอยู่แล้ว (ใครลืมไปแล้วบ้างยกมือหน่อย) ก็ไม่มีทีท่าว่าจะมีการศึกษาปัญหา และแก้ปัญหาอย่างจริงจัง (ส่วนมากพยายามแก้ปัญหา โดยไม่ได้ศึกษาปัญหาก่อน)</li>
</ul>
<p>เท่านั้นยังไม่พอ ...</p>
			]]>
		</content>
		
					<link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.biolawcom.de/xml/atom_comment_blog_906.xml" thr:count="6"/>
			<thr:total>6</thr:total>
			</entry>
	
		
	<entry>
		<title>Ubuntu 9.10 and Windows 7</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.biolawcom.de/blog/905/Ubuntu-9.10-and-Windows-7.html"/>
		
		<id>http://www.biolawcom.de/blog/905/Ubuntu-9.10-and-Windows-7.html</id>
		<published>Sun, 25 Oct 2009 21:51:32 +0100</published>
		<pubDate>Sun, 25 Oct 2009 21:51:32 +0100</pubDate>
		<updated>Mon, 26 Oct 2009 21:51:32 +0100</updated>
		<author><name>bow_der_kleine</name></author>
				
			<category term="Linux"/>
			
				
			<category term="Ubuntu"/>
			
				
			<category term="Windows"/>
			
				
			<category term="ไอที"/>
			
				
		<summary type="html">
			<![CDATA[
				<p><img style="margin: 10px 0px; float: left;" src="http://www.biolawcom.de/files/member/1/ContentImage/Ubuntu_and_7/ubuntu-logo.png" alt="Image" width="97" height="100" /></p>
<p><img style="margin: 10px 5px; float: left;" src="http://www.biolawcom.de/files/member/1/ContentImage/Ubuntu_and_7/windows-7-logo.jpg" alt="Image" width="121" height="100" />เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว (22 ตุลาคม 2009) เป็นวันที่ <a href="http://www.microsoft.com/windows/windows-7/">Windows 7</a> ออกวางขายสู่ตลาดอย่างเป็นทางการ และในอีกไม่กี่วันข้างหน้า (29 ตุลาคม 2009) <a href="http://www.ubuntu.com/">Ubuntu 9.10</a>&nbsp; ตัวจริงก็จะเปิดให้ดาวน์โหลด ในระหว่างนี้คนที่รอตัวจริงไม่ไหว (เช่นผมเป็นต้น) ก็สามารถดาวน์โหลด <a href="http://www.ubuntu.com/getubuntu/releasenotes/910overview">เบต้าเวอร์ชั่น</a> มาลองใช้ได้ก่อน จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจ ที่ในช่วงที่ผ่านมาจะมีบทความเกี่ยวกับ <a href="http://www.google.de/search?q=Windows+7+vs.+Ubuntu+9.10&amp;ie=utf-8&amp;oe=utf-8&amp;aq=t&amp;rls=com.ubuntu:en-US:official&amp;client=firefox-a">Windows 7 vs. Ubuntu 9.10</a> มากมายในอินเตอร์เนตให้เราได้อ่านกัน ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ผมจึงทดสอบทั้ง Ubuntu 9.10 และ Windows 7 ด้วยตัวเอง</p>
<p>ผมเห็นด้วยกับบทความ <a href="http://superphysics.awardspace.com/2009/01/15/windows-7-and-ubuntu-910-why-neither-will-lose/">Windows 7 and Ubuntu 9.10 - why neither will lose</a> ที่ว่า Ubuntu และ Windows 7 ไม่ใช่คู่แข่งซึ่งกันและกัน เพราะกลุ่มผู้ใช้งานเป็นคนละกลุ่มกัน และมีโอกาสน้อยมาก ที่ผู้ใช้ระบบปฏิบัติการหนึ่ง เปลี่ยนไปใช้อีกระบบปฏิบัติการ ดังนั้น ผมจึงตั้งชื่อบล็อกนี้เป็น Ubuntu 9.10 and Windows 7 ไม่ใช่ Ubuntu 9.10 vs. Windows 7</p>
<p>ผมคงไม่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับ Ubuntu 9.10 หรือ Windows 7 มากนัก เพราะมีคนอื่นรีวิวไว้อย่างละเอียดแล้ว (แนะนำ  <a href="http://www.blognone.com/node/13585">รีวิวWindow 7 ตัวจริง จาก blognone</a> และ <a href="http://lunduke.com/?p=815">Ubuntu 9.10 Almost perfect</a>)</p>
<p>...</p>
			]]>
		</summary>
		
		<content type="html">
			<![CDATA[
				<p><img style="margin: 10px 0px; float: left;" src="http://www.biolawcom.de/files/member/1/ContentImage/Ubuntu_and_7/ubuntu-logo.png" alt="Image" width="97" height="100" /></p>
<p><img style="margin: 10px 5px; float: left;" src="http://www.biolawcom.de/files/member/1/ContentImage/Ubuntu_and_7/windows-7-logo.jpg" alt="Image" width="121" height="100" />เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว (22 ตุลาคม 2009) เป็นวันที่ <a href="http://www.microsoft.com/windows/windows-7/">Windows 7</a> ออกวางขายสู่ตลาดอย่างเป็นทางการ และในอีกไม่กี่วันข้างหน้า (29 ตุลาคม 2009) <a href="http://www.ubuntu.com/">Ubuntu 9.10</a>&nbsp; ตัวจริงก็จะเปิดให้ดาวน์โหลด ในระหว่างนี้คนที่รอตัวจริงไม่ไหว (เช่นผมเป็นต้น) ก็สามารถดาวน์โหลด <a href="http://www.ubuntu.com/getubuntu/releasenotes/910overview">เบต้าเวอร์ชั่น</a> มาลองใช้ได้ก่อน จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจ ที่ในช่วงที่ผ่านมาจะมีบทความเกี่ยวกับ <a href="http://www.google.de/search?q=Windows+7+vs.+Ubuntu+9.10&amp;ie=utf-8&amp;oe=utf-8&amp;aq=t&amp;rls=com.ubuntu:en-US:official&amp;client=firefox-a">Windows 7 vs. Ubuntu 9.10</a> มากมายในอินเตอร์เนตให้เราได้อ่านกัน ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ผมจึงทดสอบทั้ง Ubuntu 9.10 และ Windows 7 ด้วยตัวเอง</p>
<p>ผมเห็นด้วยกับบทความ <a href="http://superphysics.awardspace.com/2009/01/15/windows-7-and-ubuntu-910-why-neither-will-lose/">Windows 7 and Ubuntu 9.10 - why neither will lose</a> ที่ว่า Ubuntu และ Windows 7 ไม่ใช่คู่แข่งซึ่งกันและกัน เพราะกลุ่มผู้ใช้งานเป็นคนละกลุ่มกัน และมีโอกาสน้อยมาก ที่ผู้ใช้ระบบปฏิบัติการหนึ่ง เปลี่ยนไปใช้อีกระบบปฏิบัติการ ดังนั้น ผมจึงตั้งชื่อบล็อกนี้เป็น Ubuntu 9.10 and Windows 7 ไม่ใช่ Ubuntu 9.10 vs. Windows 7</p>
<p>ผมคงไม่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับ Ubuntu 9.10 หรือ Windows 7 มากนัก เพราะมีคนอื่นรีวิวไว้อย่างละเอียดแล้ว (แนะนำ  <a href="http://www.blognone.com/node/13585">รีวิวWindow 7 ตัวจริง จาก blognone</a> และ <a href="http://lunduke.com/?p=815">Ubuntu 9.10 Almost perfect</a>)</p>
<p>...</p>
			]]>
		</content>
		
					<link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.biolawcom.de/xml/atom_comment_blog_905.xml" thr:count="6"/>
			<thr:total>6</thr:total>
			</entry>
	
		
	<entry>
		<title>รู้เรื่องพรรคการเมืองเยอรมนี  พร้อมเกาะติดการเลือกตั้ง 2005 !!!</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.biolawcom.de/blog/172/"/>
		
		<id>http://www.biolawcom.de/blog/172/</id>
		<published>Thu, 15 Dec 2005 19:30:25 +0100</published>
		<pubDate>Thu, 15 Dec 2005 19:30:25 +0100</pubDate>
		<updated>Sun, 27 Sep 2009 19:30:25 +0200</updated>
		<author><name>bow_der_kleine</name></author>
				
			<category term=""/>
			
				
			<category term="เกร็ดชีวิต เยอรมัน"/>
			
				
		<summary type="html">
			<![CDATA[
				<p><img style="padding: 15px; width: 90px; height: 110px;" src="http://www.biolawcom.de/Image/blog_intro_BLWCRljR4zAngela_Merkel_CDU.jpg" alt="introPic" align="left" />วันนี้ (วันที่ ๑๘ กันยายน ๒๐๐๕) เป็นวันเลือกตั้งของคนเยอรมันครับ หลังจากที่ เกฮาร์ด ชโลเดอร์ นายกรัฐมตรี คนก่อน (แต่ลงสมัครครั้งนี้อีก) ประกาศยุบสภาไปเมื่อเดือนพฤษภาคมปีนี้ โดยมีสาเหตุมาจาก ที่พรรคของเขา SPD ต้องพ่ายแพ้ให้แก่พรรคฝ่ายค้าน CDU ในการเลือกตั้ง "ผู้ว่าการรัฐ" ของรัฐ นอร์ทไรน์-เวสฟาเรน รัฐที่มีประชากรอาศัยอยู่มากที่สุดในประเทศเยอรมนี</p>
<p>และด้วยสาเหตุที่ว่า รัฐบาลกำลังจะมีโครงการ "ปฎิรูประบบการเก็บภาษี" (Steuerreform) ทั่วประเทศ  ชโลเดอร์เห็นว่า การเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐครั้งนั้น ได้แสดงอะไรบางอย่างว่า ประชาชนจำนวนหนึ่ง (มากซะด้วย) ไม่เห็นด้วยกับการบริหารของเขา และหากยังฝืนเริ่มทำการปฏิรูประบบภาษีต่อไป แม้รัฐบาลเขาจะดำเนินการได้ แต่ก็อาจไม่ได้สะท้อนเสียงของประชาชนที่แท้จริง จึงตัดสินใจ ยุบสภา เพื่อสรรหา และฟังเสียงประชาชนกันใหม่...เป็นมารยาททางการเมืองครับ เพราะไม่มีอะไรบังคับว่า แพ้การเลือกตั้ง ผู้ว่าการรัฐ แค่รัฐเดียว กับอนาคตของโครงการใหม่อาจไม่งดงาม รัฐบาลต้องยุบสภา...คุณ ๆ อย่าได้เอา มารยาทนี้ ไปเปรียบเทียบ กับ รัฐบาล และนักการเมืองในประเทศไทย เลยเีชียว...</p>
<p>และอย่างที่บอกครับ วันนี้ การเลือกตั้งนั้น มาถึงแล้ว ผมจึงถือโอกาสเก็บความรู้เล็กๆน้อยๆ เกี่ยวกับ พรรคการเมืองที่นี่ มามอบให้แก่ผู้ชมเวปไซด์ของเรากันสักหน่อย เพราะลักษณะพรรคการเมืองที่นี่ รวมทั้งนโยบายของเขา มีอะไรแตกต่างจากบ้านเรา และน่าสนใจมากมายทีเดียว...</p>
			]]>
		</summary>
		
		<content type="html">
			<![CDATA[
				<p><img style="padding: 15px; width: 90px; height: 110px;" src="http://www.biolawcom.de/Image/blog_intro_BLWCRljR4zAngela_Merkel_CDU.jpg" alt="introPic" align="left" />วันนี้ (วันที่ ๑๘ กันยายน ๒๐๐๕) เป็นวันเลือกตั้งของคนเยอรมันครับ หลังจากที่ เกฮาร์ด ชโลเดอร์ นายกรัฐมตรี คนก่อน (แต่ลงสมัครครั้งนี้อีก) ประกาศยุบสภาไปเมื่อเดือนพฤษภาคมปีนี้ โดยมีสาเหตุมาจาก ที่พรรคของเขา SPD ต้องพ่ายแพ้ให้แก่พรรคฝ่ายค้าน CDU ในการเลือกตั้ง "ผู้ว่าการรัฐ" ของรัฐ นอร์ทไรน์-เวสฟาเรน รัฐที่มีประชากรอาศัยอยู่มากที่สุดในประเทศเยอรมนี</p>
<p>และด้วยสาเหตุที่ว่า รัฐบาลกำลังจะมีโครงการ "ปฎิรูประบบการเก็บภาษี" (Steuerreform) ทั่วประเทศ  ชโลเดอร์เห็นว่า การเลือกตั้งผู้ว่าการรัฐครั้งนั้น ได้แสดงอะไรบางอย่างว่า ประชาชนจำนวนหนึ่ง (มากซะด้วย) ไม่เห็นด้วยกับการบริหารของเขา และหากยังฝืนเริ่มทำการปฏิรูประบบภาษีต่อไป แม้รัฐบาลเขาจะดำเนินการได้ แต่ก็อาจไม่ได้สะท้อนเสียงของประชาชนที่แท้จริง จึงตัดสินใจ ยุบสภา เพื่อสรรหา และฟังเสียงประชาชนกันใหม่...เป็นมารยาททางการเมืองครับ เพราะไม่มีอะไรบังคับว่า แพ้การเลือกตั้ง ผู้ว่าการรัฐ แค่รัฐเดียว กับอนาคตของโครงการใหม่อาจไม่งดงาม รัฐบาลต้องยุบสภา...คุณ ๆ อย่าได้เอา มารยาทนี้ ไปเปรียบเทียบ กับ รัฐบาล และนักการเมืองในประเทศไทย เลยเีชียว...</p>
<p>และอย่างที่บอกครับ วันนี้ การเลือกตั้งนั้น มาถึงแล้ว ผมจึงถือโอกาสเก็บความรู้เล็กๆน้อยๆ เกี่ยวกับ พรรคการเมืองที่นี่ มามอบให้แก่ผู้ชมเวปไซด์ของเรากันสักหน่อย เพราะลักษณะพรรคการเมืองที่นี่ รวมทั้งนโยบายของเขา มีอะไรแตกต่างจากบ้านเรา และน่าสนใจมากมายทีเดียว...</p>
			]]>
		</content>
		
					<link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.biolawcom.de/xml/atom_comment_blog_172.xml" thr:count="13"/>
			<thr:total>13</thr:total>
			</entry>
	
		
	<entry>
		<title>Optimistic Pessimistic Realistic Propaganda</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.biolawcom.de/blog/903/Optimistic-Pessimistic-Realistic-Propaganda.html"/>
		
		<id>http://www.biolawcom.de/blog/903/Optimistic-Pessimistic-Realistic-Propaganda.html</id>
		<published>Sun, 13 Sep 2009 18:30:00 +0200</published>
		<pubDate>Sun, 13 Sep 2009 18:30:00 +0200</pubDate>
		<updated>Sun, 13 Sep 2009 18:30:00 +0200</updated>
		<author><name>bow_der_kleine</name></author>
				
			<category term=""/>
			
				
			<category term="เหตุบ้าน และ การเมือง"/>
			
				
		<summary type="html">
			<![CDATA[
				<p><img style="margin: 10px; float: left;" src="http://www.biolawcom.de/files/member/1/ContentImage/blog/smile.jpeg" alt="Image" width="130" height="102" />วันนี้ผมได้อ่านข่าวเรื่อง <strong>"<a href="http://www.prachatai.com/journal/2009/09/25800">ระบุชัดไทยเสื่อมลงทุกปี "สิงคโปร์-มาเลฯ" ทิ้งห่างหลายช่วงตัว ระดับความสงบสุขต่ำสุดรองจากพม่า</a>"</strong> ผ่านทาง <a href="http://www.prachatai.com">ประชาไท</a> ทำให้รู้สึกสะเทือนใจ แต่ไม่แปลกใจ เพราะแนวโน้มของประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้ชี้ให้เห็นค่อนข้างชัดเจน ว่าเรากำลังเดินทางไปทางไหน แต่ไม่รู้ทำไมให้ตายสิ เมื่อผมอ่านข่าวนี้จบ ผมกลับนึกถึงคำพูดของหลาย ๆ คนที่ชอบบอกว่า <strong>"ให้พูดถึงเมืองไทย และคนไทยในแง่ดี"</strong> และมีคนชอบกล่าวหาผมว่า <strong>"ชอบมองเมืองไทย และคนไทยในเง่ร้าย"</strong> จนบางคนถึงขนาดไปตั้งเป็นกระทู้ในกระดานสนทนา เพื่อเขียนถึงมุมมองของผมในเรื่องนี้โดตเฉพาะก็เคยมี</p>
<p>ไม่ว่าจะเป็นการมองโลกในแง่ดี (optimistic) การมองโลกในแง่ร้าย (pessimistic) ล้วนเป็นเรื่องของมุมมอง ของใครของมัน คงหาคนถูกคนผิดไม่ได้ แต่มุมมองทั้งสองลักษณะ เป็นการมองแบบสุดขั้วไปคนละข้าง หากจะมองโลกอย่างสายกลาง คงต้องเป็นมุมมองแบบ มองโลกตามความเป็นจริง (realistic) ด้วยเหตุด้วยผล (reational) แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น การมุมมองของแต่ละคนก็ล้วนเกิดจากประสบการณ์ของคนนั้น ๆ แม้ว่าคน ๆ หนึ่งจะมองโลกตามความเห็นจริงดามหลักแห่งเหตุผล ก็เป็นเหตุผลที่เอนเอียงอยู่ดี</p>
<p>สิ่งที่ผมสนใจคงไม่ใช่เรื่องของมุมมอง แต่ที่ผมอยากเขียนถึงคือ <strong>ให้พูดถึงเมืองไทย และคนไทยในแง่ดี ถือเป็นการมองโลกในแง่ดีหรือไม่ ? </strong>...</p>
<p>&nbsp;</p>
			]]>
		</summary>
		
		<content type="html">
			<![CDATA[
				<p><img style="margin: 10px; float: left;" src="http://www.biolawcom.de/files/member/1/ContentImage/blog/smile.jpeg" alt="Image" width="130" height="102" />วันนี้ผมได้อ่านข่าวเรื่อง <strong>"<a href="http://www.prachatai.com/journal/2009/09/25800">ระบุชัดไทยเสื่อมลงทุกปี "สิงคโปร์-มาเลฯ" ทิ้งห่างหลายช่วงตัว ระดับความสงบสุขต่ำสุดรองจากพม่า</a>"</strong> ผ่านทาง <a href="http://www.prachatai.com">ประชาไท</a> ทำให้รู้สึกสะเทือนใจ แต่ไม่แปลกใจ เพราะแนวโน้มของประเทศไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้ชี้ให้เห็นค่อนข้างชัดเจน ว่าเรากำลังเดินทางไปทางไหน แต่ไม่รู้ทำไมให้ตายสิ เมื่อผมอ่านข่าวนี้จบ ผมกลับนึกถึงคำพูดของหลาย ๆ คนที่ชอบบอกว่า <strong>"ให้พูดถึงเมืองไทย และคนไทยในแง่ดี"</strong> และมีคนชอบกล่าวหาผมว่า <strong>"ชอบมองเมืองไทย และคนไทยในเง่ร้าย"</strong> จนบางคนถึงขนาดไปตั้งเป็นกระทู้ในกระดานสนทนา เพื่อเขียนถึงมุมมองของผมในเรื่องนี้โดตเฉพาะก็เคยมี</p>
<p>ไม่ว่าจะเป็นการมองโลกในแง่ดี (optimistic) การมองโลกในแง่ร้าย (pessimistic) ล้วนเป็นเรื่องของมุมมอง ของใครของมัน คงหาคนถูกคนผิดไม่ได้ แต่มุมมองทั้งสองลักษณะ เป็นการมองแบบสุดขั้วไปคนละข้าง หากจะมองโลกอย่างสายกลาง คงต้องเป็นมุมมองแบบ มองโลกตามความเป็นจริง (realistic) ด้วยเหตุด้วยผล (reational) แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น การมุมมองของแต่ละคนก็ล้วนเกิดจากประสบการณ์ของคนนั้น ๆ แม้ว่าคน ๆ หนึ่งจะมองโลกตามความเห็นจริงดามหลักแห่งเหตุผล ก็เป็นเหตุผลที่เอนเอียงอยู่ดี</p>
<p>สิ่งที่ผมสนใจคงไม่ใช่เรื่องของมุมมอง แต่ที่ผมอยากเขียนถึงคือ <strong>ให้พูดถึงเมืองไทย และคนไทยในแง่ดี ถือเป็นการมองโลกในแง่ดีหรือไม่ ? </strong>...</p>
<p>&nbsp;</p>
			]]>
		</content>
		
					<link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.biolawcom.de/xml/atom_comment_blog_903.xml" thr:count="2"/>
			<thr:total>2</thr:total>
			</entry>
	
		
	<entry>
		<title>ทริปเมฆหมอกที่ Alpen-Austria</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.biolawcom.de/gallery/155/Karwendel-Trekking.html"/>
		
		<id>http://www.biolawcom.de/gallery/155/Karwendel-Trekking.html</id>
		<published>Wed, 09 Sep 2009 12:09:48 +0200</published>
		<pubDate>Wed, 09 Sep 2009 12:09:48 +0200</pubDate>
		<updated>Sun, 13 Sep 2009 12:09:48 +0200</updated>
		<author><name>BioLawCom</name></author>
				
			<category term=""/>
			
				
			<category term="ท่องเที่ยวด้วยลำแข้ง"/>
			
				
		<summary type="html">
			<![CDATA[
				<p>เป็นอีกหนึ่งทริป ที่ต้องบุกป่าฝ่าดง เดินขึ้น แล้วจึงเดินลง แล้วก็ขึ้น แล้วก็ลงเขา เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน ในเทือกเขา <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Karwendel">Karwendel</a> ณ รัฐ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Tyrol_(state)">Tyrol</a> ประเทศ ออสเตรีย</p>
<p>ทริปนี้ประสบปัญหาตั้งแต่ตอนเดินทางด้วยรถไฟไปยังทางขึ้นเขา เพราะดันขึ้นรถไฟผิดตู้ (แต่ถูกขบวน) จุดหมายปลายทางจึงไม่ใช่เมืองที่ต้องต่อรถเมล์ไปยังทางขึ้นเขา นอกจากจะทำให้ไปถึงทางขึ้นเขาช้ากว่าที่วางแผนแล้ว ยังต้องเสียเงินค่าแทกซี่ไป 50 ยูโร เพราะรถเมล์เจ้ากรรมมีเพียงสามรอบต่อวัน แต่ 50 ยูโรที่เสียไปถือว่าคุ้ม เพราะจากสถานีรถไฟไปทางขึ้นเขาต้องใช้ระยะเวลาเดินทางเกือบชั่วโมง ทั้งที่ลุงคนขับชำนาญทางไม่ใช่เล่น คิดกันเล่น ๆ ว่าคงเป็นระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร</p>
<p>พอไปถึงทางขึ้นเขา ออกเดินไปได้ไม่ทันถึงชั่วโมงดี ฝนก็เทกระหน่ำลงมา ทำให้ต้องหยุดเดินหาที่หลบฝนใต้ต้นสนเป็นเวลาเกือบชั่วโมง เล่นเอาเปียกปอนไปตาม ๆ กัน แต่ด้วยอุปสรรคเพียงเท่านี้ ไม่ทำให้เราย่อท้อ ออกเดินดุ่ย ๆ ขึ้นเขาชัน ๆ ระหว่างทางนอกจากจะได้ชมวิวทิวทัศน์อันน่าประทับใจแล้ว ยังได้ยินเสียงระฆังที่คล้องคลอวัว เหง่งหง่างตลอดการเดิน จากจุดเริ่มต้นที่ความสูง 800 เมตร เราก็เดินทางไปถึง <a href="http://de.wikipedia.org/wiki/Falkenh%C3%BCtte">Falkenh&uuml;tte</a> ที่ความสูง 1846 เมตรโดยสวัสดิภาพ และแฉะเล็กน้อย</p>
<p>หลังจากที่เดินดูวิวรอบ ๆ Falkenh&uuml;tte จนอิ่มตา และหาของกินยัดใส่ท้องจนอิ่มท้อง เราก็ค้างคืนกันที่นั่นเป็นเวลาหนึ่งคืน เนื่องจากการโหมทำงานหนักในช่วงวันทำงาน ทำให้เราอ่อนเพลียกันมาก บวกกับการเดินขึ้นเขาทั้งวัน ทำให้เรานอนหลับกันแบบ 12 ชั่วโมงรวด</p>
<p>ตื่นมาตอนเช้า หลังจากการกินอาหารเช้า เราห็แบกเป้ขึ้นหลัง เดินทางลงเขาผ่านสายหมอกไปที่ความสูง 1200 เมตร ณ หมู่บ้านที่ชื่อว่า Eng การลงเขาแบบต่อเนื่องยาวนาน แม้ว่าจะไม่เหนื่อย แต่ก็ทำให้ผมเริ่มมีอาการปวดเข่าเล็กน้อย เมื่อถึง Eng เราพักดื่มน้ำดื่มท่า หาขนมนมเนยลงท้อง แล้วก็เดินขึ้นเขาอีกรอบ เป้าหมายต่อไปคือ <a href="http://de.wikipedia.org/wiki/Lamsenjochh%C3%BCtte">Lamsenjochh&uuml;tte</a> ที่ความสูง 1953 เมตร ก่อนถึง Lamsenjochh&uuml;tte ฝนก็กระหน่ำมาอีกรอบ เราหลบฝนกันอีกครั้ง หลังจากฝนหยุด เราออกเดินทางกันอีกรอบ ถึงได้รู้ว่าที่ที่เราหลบฝน ห่างจาก Lamsenjochh&uuml;tte เพียง 50 เมตรเท่านั้น โถ...</p>
<p>เนื่องจากวันนั้นเป็นวันที่หมอกจัด (ไม่แน่ใจว่าเป็นเมฆหรือหมอก เพราะที่ความสูงระดับนั้น น่าจะเป็นเมฆมากกว่าหมอก) ทำให้พวกเราพลาดโอกาสถ่ายรูป และได้ชมวิวสวย ๆ ในระหว่างเดิน</p>
<p>การค้างแรมที่ Lamsenjochh&uuml;tte เป็นการค้างแรมที่แสนทรมาน เพราะ การเดินทางมา Lamsenjochh&uuml;tte ไม่ได้ยากนัก ทำให้ Lamsenjochh&uuml;tte เป็นจุดดึงดูดของเหล่านักท่องเที่ยว แล้วเราก็เจอกลุ่มลุงขี้เมาเข้าให้ การนอนห้องเดียวกับลุงขี้เมา (ที่พักบนเขาจะเป็นแบบห้องนอนรวมเสมอ) นอกจากจะทำให้เราต้องทนฟังเสียงกรนแล้ว ยังต้องฟังคนเปิดประตูเข้าห้องน้ำทั้งคืน แถมโดนเปิดไฟแยงตาอีกต่างหาก โอ้ ... แม่เจ้า เรานอนไม่หลับกันทั้งคืืน</p>
<p>พอถึงตอนเช้า พวกเราไม่ได้ตื่นจากที่นอน เพราะไม่ได้นอน ก็จัดแจงกินอาหารเช้า แล้วเดินขึ้นไปยังยอดเขายอดหนึ่งซึ่งอยู่บริเวณ Lamsenjochh&uuml;tte แต่ก็ไปไม่ถึง เพราะอุปกรณ์ไม่พร้อม จึงเดินลงมา และมีเป้าหมายต่อไปคือเมือง <a href="http://de.wikipedia.org/wiki/Pertisau">Pertisau</a> ที่ความสูง 1446 เมตร การเดินทางเป็นไปด้วยความทุลักทุเล เพราะนอกจากพวกเราจะอ่อนเพลียจากการอดนอนแล้ว ผมยังมีอาการปวดเข่าจากการเดินลงเขาอีกด้วย แต่โชคยังดีที่อากาศในวันนั้นดีไม่หยอก</p>
<p>แล้วทริปนี้ก็จบลงด้วยความทุลักทุเลพอหอมปากหอมคอ</p>
			]]>
		</summary>
		
		<content type="html">
			<![CDATA[
				<p>เป็นอีกหนึ่งทริป ที่ต้องบุกป่าฝ่าดง เดินขึ้น แล้วจึงเดินลง แล้วก็ขึ้น แล้วก็ลงเขา เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน ในเทือกเขา <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Karwendel">Karwendel</a> ณ รัฐ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Tyrol_(state)">Tyrol</a> ประเทศ ออสเตรีย</p>
<p>ทริปนี้ประสบปัญหาตั้งแต่ตอนเดินทางด้วยรถไฟไปยังทางขึ้นเขา เพราะดันขึ้นรถไฟผิดตู้ (แต่ถูกขบวน) จุดหมายปลายทางจึงไม่ใช่เมืองที่ต้องต่อรถเมล์ไปยังทางขึ้นเขา นอกจากจะทำให้ไปถึงทางขึ้นเขาช้ากว่าที่วางแผนแล้ว ยังต้องเสียเงินค่าแทกซี่ไป 50 ยูโร เพราะรถเมล์เจ้ากรรมมีเพียงสามรอบต่อวัน แต่ 50 ยูโรที่เสียไปถือว่าคุ้ม เพราะจากสถานีรถไฟไปทางขึ้นเขาต้องใช้ระยะเวลาเดินทางเกือบชั่วโมง ทั้งที่ลุงคนขับชำนาญทางไม่ใช่เล่น คิดกันเล่น ๆ ว่าคงเป็นระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร</p>
<p>พอไปถึงทางขึ้นเขา ออกเดินไปได้ไม่ทันถึงชั่วโมงดี ฝนก็เทกระหน่ำลงมา ทำให้ต้องหยุดเดินหาที่หลบฝนใต้ต้นสนเป็นเวลาเกือบชั่วโมง เล่นเอาเปียกปอนไปตาม ๆ กัน แต่ด้วยอุปสรรคเพียงเท่านี้ ไม่ทำให้เราย่อท้อ ออกเดินดุ่ย ๆ ขึ้นเขาชัน ๆ ระหว่างทางนอกจากจะได้ชมวิวทิวทัศน์อันน่าประทับใจแล้ว ยังได้ยินเสียงระฆังที่คล้องคลอวัว เหง่งหง่างตลอดการเดิน จากจุดเริ่มต้นที่ความสูง 800 เมตร เราก็เดินทางไปถึง <a href="http://de.wikipedia.org/wiki/Falkenh%C3%BCtte">Falkenh&uuml;tte</a> ที่ความสูง 1846 เมตรโดยสวัสดิภาพ และแฉะเล็กน้อย</p>
<p>หลังจากที่เดินดูวิวรอบ ๆ Falkenh&uuml;tte จนอิ่มตา และหาของกินยัดใส่ท้องจนอิ่มท้อง เราก็ค้างคืนกันที่นั่นเป็นเวลาหนึ่งคืน เนื่องจากการโหมทำงานหนักในช่วงวันทำงาน ทำให้เราอ่อนเพลียกันมาก บวกกับการเดินขึ้นเขาทั้งวัน ทำให้เรานอนหลับกันแบบ 12 ชั่วโมงรวด</p>
<p>ตื่นมาตอนเช้า หลังจากการกินอาหารเช้า เราห็แบกเป้ขึ้นหลัง เดินทางลงเขาผ่านสายหมอกไปที่ความสูง 1200 เมตร ณ หมู่บ้านที่ชื่อว่า Eng การลงเขาแบบต่อเนื่องยาวนาน แม้ว่าจะไม่เหนื่อย แต่ก็ทำให้ผมเริ่มมีอาการปวดเข่าเล็กน้อย เมื่อถึง Eng เราพักดื่มน้ำดื่มท่า หาขนมนมเนยลงท้อง แล้วก็เดินขึ้นเขาอีกรอบ เป้าหมายต่อไปคือ <a href="http://de.wikipedia.org/wiki/Lamsenjochh%C3%BCtte">Lamsenjochh&uuml;tte</a> ที่ความสูง 1953 เมตร ก่อนถึง Lamsenjochh&uuml;tte ฝนก็กระหน่ำมาอีกรอบ เราหลบฝนกันอีกครั้ง หลังจากฝนหยุด เราออกเดินทางกันอีกรอบ ถึงได้รู้ว่าที่ที่เราหลบฝน ห่างจาก Lamsenjochh&uuml;tte เพียง 50 เมตรเท่านั้น โถ...</p>
<p>เนื่องจากวันนั้นเป็นวันที่หมอกจัด (ไม่แน่ใจว่าเป็นเมฆหรือหมอก เพราะที่ความสูงระดับนั้น น่าจะเป็นเมฆมากกว่าหมอก) ทำให้พวกเราพลาดโอกาสถ่ายรูป และได้ชมวิวสวย ๆ ในระหว่างเดิน</p>
<p>การค้างแรมที่ Lamsenjochh&uuml;tte เป็นการค้างแรมที่แสนทรมาน เพราะ การเดินทางมา Lamsenjochh&uuml;tte ไม่ได้ยากนัก ทำให้ Lamsenjochh&uuml;tte เป็นจุดดึงดูดของเหล่านักท่องเที่ยว แล้วเราก็เจอกลุ่มลุงขี้เมาเข้าให้ การนอนห้องเดียวกับลุงขี้เมา (ที่พักบนเขาจะเป็นแบบห้องนอนรวมเสมอ) นอกจากจะทำให้เราต้องทนฟังเสียงกรนแล้ว ยังต้องฟังคนเปิดประตูเข้าห้องน้ำทั้งคืน แถมโดนเปิดไฟแยงตาอีกต่างหาก โอ้ ... แม่เจ้า เรานอนไม่หลับกันทั้งคืืน</p>
<p>พอถึงตอนเช้า พวกเราไม่ได้ตื่นจากที่นอน เพราะไม่ได้นอน ก็จัดแจงกินอาหารเช้า แล้วเดินขึ้นไปยังยอดเขายอดหนึ่งซึ่งอยู่บริเวณ Lamsenjochh&uuml;tte แต่ก็ไปไม่ถึง เพราะอุปกรณ์ไม่พร้อม จึงเดินลงมา และมีเป้าหมายต่อไปคือเมือง <a href="http://de.wikipedia.org/wiki/Pertisau">Pertisau</a> ที่ความสูง 1446 เมตร การเดินทางเป็นไปด้วยความทุลักทุเล เพราะนอกจากพวกเราจะอ่อนเพลียจากการอดนอนแล้ว ผมยังมีอาการปวดเข่าจากการเดินลงเขาอีกด้วย แต่โชคยังดีที่อากาศในวันนั้นดีไม่หยอก</p>
<p>แล้วทริปนี้ก็จบลงด้วยความทุลักทุเลพอหอมปากหอมคอ</p>
			]]>
		</content>
		
					<link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.biolawcom.de/xml/atom_comment_gallery_155.xml" thr:count="0"/>
			<thr:total>0</thr:total>
			</entry>
	
		
	<entry>
		<title>ไต่เสียวไปนอนหนาวที่ Meiler</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.biolawcom.de/gallery/156/Meilerhütte-Trekking.html"/>
		
		<id>http://www.biolawcom.de/gallery/156/Meilerhütte-Trekking.html</id>
		<published>Thu, 10 Sep 2009 12:08:03 +0200</published>
		<pubDate>Thu, 10 Sep 2009 12:08:03 +0200</pubDate>
		<updated>Sun, 13 Sep 2009 12:08:03 +0200</updated>
		<author><name>BioLawCom</name></author>
				
			<category term=""/>
			
				
			<category term="ท่องเที่ยวด้วยลำแข้ง"/>
			
				
		<summary type="html">
			<![CDATA[
				<p>หลังจากพักเข่าพักขาจากการเดินเขาที่ <a href="http://www.biolawcom.de/gallery/155">Karwendel</a>&nbsp; ไดเพียงสองอาทิตย์ พวกเราก็มีแผนการใหม่ จะไปเดินเขากันที่ <a href="http://de.wikipedia.org/wiki/Meilerh%C3%BCtte">Meilerh&uuml;tte</a> ครั้งนี้ไม่พลาดเรื่องรถราเหมือนครั้งก่อน เพราะทางขึ้น Meilerh&uuml;tter นั้นอยู่ที่ <a href="http://de.wikipedia.org/wiki/Garmisch-Partenkirchen">Garmisch-Partenkirchen</a> ที่สามารถนั่งรถไฟจาก Munich โดยใช่เวลาเพียงชั่วโมงครึ่ง และรถออกทุกครึ่งชั่วโมง แผนการเดินในครั้งนี้เป็นแบบรวบรัด คือ เพียงสองวันกับอีกหนึ่งคืน</p>
<p>ที่ในช่วงนี้เราต้องไปเดินกันบ่อยเป็นพิเศษก็เพราะว่า ใกล้จะหมดฤดูเดินเขาเต็มที เมื่อเดือนกันยายนมาถึง ลมหนาวก็เริ่มพัดผ่าน บนยอดเขาก็เริ่มมีหิมะและน้ำแข็ง ใบไม้เริ่มล่วงกราว แล้วที่พักต่าง ๆ ตามยอดเขาก็เริ่มปิดกิจการ พักผ่อนหลบหนาว เจอกันอีกทีหน้าร้อนปีหน้า เป็นอันว่าใครอยากเดินเขาในปีนี้ ก็รีรอไม่ได้ ต้องรีบจัดของใส่กระเป๋า ออกเดินปีนเขาในบัดดล</p>
<p>เนื่องด้วยอาการปวดเข่า จากการเดินลงเขาในครั้งก่อน ทำให้ครั้งนี้พวกเราได้หาอุปกรณ์เสริมเป็น <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Trekking_pole">ไม้ค้ำยัน (Trikking Pole)</a> กันคนละคู่ เพื่อใช้ในการเดินขึ้นเขาในสไตล์ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Nordic_walking">Nordic Walking</a> ทีแรกนึกว่ามันจะช่วยได้ไม่มาก แต่ที่ไหนได้ แสนจะสารพัดปประโยชน์ ทั้งช่วยพยุงตัว ไม่ให้เข่าและขากระแทกพื้นโลกมากนัก ชั่วยค้ำยันทรงตัว ช่วยเข้าจังหวะแขนขา ทำให้เดินเร็วขึ้น ประโยชน์ของไม้มหัศจรรย์อันนี้จะเห็นได้ชัด เวลาเดินลงเขาในที่ชัน ป้องกันการลื่นไถล ทำให้เดินไวขึ้นอีกเป็นกอง</p>
<p>เราตั้งต้นออกเดินที่ Garmisch-Partenkirchen เดินผ่าน Partnachklamm แล้วจึงไต่ความสูง จาก 700 เมตร ไปสู่&nbsp; ทะเลสาบ <a href="http://de.wikipedia.org/wiki/Schachensee">Schachen</a> ที่ความสูง 1670 เมตร แล้วก็หยุดพักเหนื่อยกันที่ <a href="http://de.wikipedia.org/wiki/K%C3%B6nigshaus_am_Schachen">ปราสาท Schachen</a> ด้วยความสูงขนาดนี้ พวกเราคาดหวังกันว่าจะได้พบกับความสงบของเขาสูง โอ้ ... แม่เจ้า คนเดินไปมายังกับศูนย์การค้า ที่สำคัญ คนส่วนมากเป็นคนที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับวัยกลางคน บ้างเป็นเด็ก ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า คนประเทศนี้จะแข็งแรงกันไปถึงไหน อายุขนาดนี้เป็นบ้านเราคงไม่มีใครมาปีเขาเอาสนุก ที่ความสูงขนาดนี้</p>
<p>เมื่อพักผ่อนจะหายเหนื่อย เราก็มุ่งหน้าไปสู่ Meilerh&uuml;tte โดยมีเพื่อนร่วมทางมากมาย ทางไป Meilerh&uuml;tte มีจุดเสียวอยู่หลายจุด ทั้งเป็นทางเดินที่แสนชัน และที่สำคัญมีทางเดินที่เป็นหน้าผา <strong>จุดเสียวสุด</strong> เห็นจะเป็นทางที่ทั้งสองฟากเป็นหน้าผา ซ้ายก็ผา ขวาก็ผา ทางเดินก็ใช่ว่าจะกว้างนัก กะคะเนด้วยสายตาไม่น่าจะเกินหนึ่งเมตร เดินไปเสียวไป ยังดีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น</p>
<p>เมื่อเรามาถึงบริเวณ Meilerh&uuml;tte ที่ความสูง 2374 เมตร อุณหภูมิก็ลดต่ำลง จนรู้สึกได้ถึงความหนาว แต่เมื่อเข้าไปยัง Meilerh&uuml;tte ก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจนร้อน เพราะในที่พักเล็ก ๆ แห่งนี้ มีคนนับร้อนอัดแน่นกันอยู่จนแทบล้นออกมา งานนี้แย่งกันกิน แย่งกันอยู่ของจริง เพราะที่นอนก็เป็นแบบเสริม คือไม่มีเตียง เป็นเพียงฟูกและผ้าห่ม เวลาสั่งอาหารก็เป็นภาระที่พวกเราต้องหาที่นั่งกินกันเอาเอง ส่วนที่ล้างหน้าล้างตา (ไม่มีที่อาบน้ำ) ก็อยู่อีกตึกหนึ่ง ต้องวิ่งฝ่าความหนาวกันออกไปใช้น้ำเย็น ๆ ที่ได้จากการละลายหิมะ มาล้างหน้าล้างตา ที่เลวร้ายที่สุด เห็นจะเป็นห้องน้ำ เพราะเป็นแบบแห้ง ไม่มีน้ำราด นอกจากจะเหม็นแล้ว เวลาเข้าไปตาแทบบอด เพราะยูเรียจากปัสสาวะคลุ้งกระจายไปทั่วห้อง หากใครโชคร้ายหน่อย คนที่เข้าก่อนหน้าขาดความชำนาญในการใช้ห้องน้ำ ขาดความแม่นยำในการเล็งอึให้ตรงช่องทางจราจร คนที่เข้าต่อก็จะเจอ <strong>ชิ้นเนื้อ</strong> เล่นเอาหวาดเสียวไปตาม ๆ กัน เอาเป็นว่า การค้างคืนที่ Meilerh&uuml;tte ได้อารมณ์ธรรมชาติ และการย้อนยุคแบบสุด ๆ</p>
<p>ในวัดถัดมาหลังจากกินอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว เราก็เดินลงเขา ผ่านจุดเสียวมุ่งหน้าสู่ Garmisch-Partenkirchen การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น และผมต้องขอขอบคุณคนคิดค้นไม้ค้ำยันเป็นพิเศษ</p>
			]]>
		</summary>
		
		<content type="html">
			<![CDATA[
				<p>หลังจากพักเข่าพักขาจากการเดินเขาที่ <a href="http://www.biolawcom.de/gallery/155">Karwendel</a>&nbsp; ไดเพียงสองอาทิตย์ พวกเราก็มีแผนการใหม่ จะไปเดินเขากันที่ <a href="http://de.wikipedia.org/wiki/Meilerh%C3%BCtte">Meilerh&uuml;tte</a> ครั้งนี้ไม่พลาดเรื่องรถราเหมือนครั้งก่อน เพราะทางขึ้น Meilerh&uuml;tter นั้นอยู่ที่ <a href="http://de.wikipedia.org/wiki/Garmisch-Partenkirchen">Garmisch-Partenkirchen</a> ที่สามารถนั่งรถไฟจาก Munich โดยใช่เวลาเพียงชั่วโมงครึ่ง และรถออกทุกครึ่งชั่วโมง แผนการเดินในครั้งนี้เป็นแบบรวบรัด คือ เพียงสองวันกับอีกหนึ่งคืน</p>
<p>ที่ในช่วงนี้เราต้องไปเดินกันบ่อยเป็นพิเศษก็เพราะว่า ใกล้จะหมดฤดูเดินเขาเต็มที เมื่อเดือนกันยายนมาถึง ลมหนาวก็เริ่มพัดผ่าน บนยอดเขาก็เริ่มมีหิมะและน้ำแข็ง ใบไม้เริ่มล่วงกราว แล้วที่พักต่าง ๆ ตามยอดเขาก็เริ่มปิดกิจการ พักผ่อนหลบหนาว เจอกันอีกทีหน้าร้อนปีหน้า เป็นอันว่าใครอยากเดินเขาในปีนี้ ก็รีรอไม่ได้ ต้องรีบจัดของใส่กระเป๋า ออกเดินปีนเขาในบัดดล</p>
<p>เนื่องด้วยอาการปวดเข่า จากการเดินลงเขาในครั้งก่อน ทำให้ครั้งนี้พวกเราได้หาอุปกรณ์เสริมเป็น <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Trekking_pole">ไม้ค้ำยัน (Trikking Pole)</a> กันคนละคู่ เพื่อใช้ในการเดินขึ้นเขาในสไตล์ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Nordic_walking">Nordic Walking</a> ทีแรกนึกว่ามันจะช่วยได้ไม่มาก แต่ที่ไหนได้ แสนจะสารพัดปประโยชน์ ทั้งช่วยพยุงตัว ไม่ให้เข่าและขากระแทกพื้นโลกมากนัก ชั่วยค้ำยันทรงตัว ช่วยเข้าจังหวะแขนขา ทำให้เดินเร็วขึ้น ประโยชน์ของไม้มหัศจรรย์อันนี้จะเห็นได้ชัด เวลาเดินลงเขาในที่ชัน ป้องกันการลื่นไถล ทำให้เดินไวขึ้นอีกเป็นกอง</p>
<p>เราตั้งต้นออกเดินที่ Garmisch-Partenkirchen เดินผ่าน Partnachklamm แล้วจึงไต่ความสูง จาก 700 เมตร ไปสู่&nbsp; ทะเลสาบ <a href="http://de.wikipedia.org/wiki/Schachensee">Schachen</a> ที่ความสูง 1670 เมตร แล้วก็หยุดพักเหนื่อยกันที่ <a href="http://de.wikipedia.org/wiki/K%C3%B6nigshaus_am_Schachen">ปราสาท Schachen</a> ด้วยความสูงขนาดนี้ พวกเราคาดหวังกันว่าจะได้พบกับความสงบของเขาสูง โอ้ ... แม่เจ้า คนเดินไปมายังกับศูนย์การค้า ที่สำคัญ คนส่วนมากเป็นคนที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับวัยกลางคน บ้างเป็นเด็ก ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า คนประเทศนี้จะแข็งแรงกันไปถึงไหน อายุขนาดนี้เป็นบ้านเราคงไม่มีใครมาปีเขาเอาสนุก ที่ความสูงขนาดนี้</p>
<p>เมื่อพักผ่อนจะหายเหนื่อย เราก็มุ่งหน้าไปสู่ Meilerh&uuml;tte โดยมีเพื่อนร่วมทางมากมาย ทางไป Meilerh&uuml;tte มีจุดเสียวอยู่หลายจุด ทั้งเป็นทางเดินที่แสนชัน และที่สำคัญมีทางเดินที่เป็นหน้าผา <strong>จุดเสียวสุด</strong> เห็นจะเป็นทางที่ทั้งสองฟากเป็นหน้าผา ซ้ายก็ผา ขวาก็ผา ทางเดินก็ใช่ว่าจะกว้างนัก กะคะเนด้วยสายตาไม่น่าจะเกินหนึ่งเมตร เดินไปเสียวไป ยังดีที่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น</p>
<p>เมื่อเรามาถึงบริเวณ Meilerh&uuml;tte ที่ความสูง 2374 เมตร อุณหภูมิก็ลดต่ำลง จนรู้สึกได้ถึงความหนาว แต่เมื่อเข้าไปยัง Meilerh&uuml;tte ก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจนร้อน เพราะในที่พักเล็ก ๆ แห่งนี้ มีคนนับร้อนอัดแน่นกันอยู่จนแทบล้นออกมา งานนี้แย่งกันกิน แย่งกันอยู่ของจริง เพราะที่นอนก็เป็นแบบเสริม คือไม่มีเตียง เป็นเพียงฟูกและผ้าห่ม เวลาสั่งอาหารก็เป็นภาระที่พวกเราต้องหาที่นั่งกินกันเอาเอง ส่วนที่ล้างหน้าล้างตา (ไม่มีที่อาบน้ำ) ก็อยู่อีกตึกหนึ่ง ต้องวิ่งฝ่าความหนาวกันออกไปใช้น้ำเย็น ๆ ที่ได้จากการละลายหิมะ มาล้างหน้าล้างตา ที่เลวร้ายที่สุด เห็นจะเป็นห้องน้ำ เพราะเป็นแบบแห้ง ไม่มีน้ำราด นอกจากจะเหม็นแล้ว เวลาเข้าไปตาแทบบอด เพราะยูเรียจากปัสสาวะคลุ้งกระจายไปทั่วห้อง หากใครโชคร้ายหน่อย คนที่เข้าก่อนหน้าขาดความชำนาญในการใช้ห้องน้ำ ขาดความแม่นยำในการเล็งอึให้ตรงช่องทางจราจร คนที่เข้าต่อก็จะเจอ <strong>ชิ้นเนื้อ</strong> เล่นเอาหวาดเสียวไปตาม ๆ กัน เอาเป็นว่า การค้างคืนที่ Meilerh&uuml;tte ได้อารมณ์ธรรมชาติ และการย้อนยุคแบบสุด ๆ</p>
<p>ในวัดถัดมาหลังจากกินอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว เราก็เดินลงเขา ผ่านจุดเสียวมุ่งหน้าสู่ Garmisch-Partenkirchen การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น และผมต้องขอขอบคุณคนคิดค้นไม้ค้ำยันเป็นพิเศษ</p>
			]]>
		</content>
		
					<link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.biolawcom.de/xml/atom_comment_gallery_156.xml" thr:count="0"/>
			<thr:total>0</thr:total>
			</entry>
	
		
	<entry>
		<title>Inglourious Basterds</title>
		<link rel="alternate" type="text/html" href="http://www.biolawcom.de/blog/902/Inglourious-Basterds.html"/>
		
		<id>http://www.biolawcom.de/blog/902/Inglourious-Basterds.html</id>
		<published>Sun, 30 Aug 2009 18:04:38 +0200</published>
		<pubDate>Sun, 30 Aug 2009 18:04:38 +0200</pubDate>
		<updated>Sun, 30 Aug 2009 18:04:38 +0200</updated>
		<author><name>bow_der_kleine</name></author>
				
			<category term=""/>
			
				
			<category term="บันเทิง"/>
			
				
		<summary type="html">
			<![CDATA[
				<p><strong><img style="margin: 10px; float: left;" src="http://www.biolawcom.de/files/member/1/ContentImage/blog/basterds.jpeg" alt="Image" width="94" height="138" /></strong>รู้สึกว่าช่วงนี้จะดูหนังในโรงถี่พอสมควร และหนังเรื่องล่าสุดที่ไปดูคือ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Inglourious_Basterds">Inglourious Basterds</a> ถือว่าเป็นหนังใหม่มาก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ เพราะอย่างที่เคยเขียนไปครับ ปกติหนังในเยอรมันจะเข้าโรงช้ากว่าชาวบ้านเขา บางเรื่องเข้าโรงช้ากว่าที่เมืองไทยสองสามเดือนก็มี สาเหตุที่เข้าช้า ผมเดาว่า เขามีความพิถีพิถันในขั้นตอนของการแปลและการพากษ์มากมาย ต้องหาคำและประโยคที่เหมาะสม ถูกต้องทั้งเนื้อหาและบริบท การขยับปากของนักแสดง และคำพูดของนักพากษ์ต้องใกล้เคียงกันที่สุด ฯลฯ จนทำให้หนังส่วนใหญ่เข้าโรงช้า แต่เรื่องนี้เข้าโรงเยอรมันค่อนข้างเร็ว (20 สิงหา เข้าใจว่าเข้าก่อนที่อื่นหนึ่งวัน) น่าจะมีเหตุผลคือ หนังมีส่วนเกี่ยวข้องกับประเทศเยอรมันอย่างมากมาย นักแสดงหลัก ส่วนมากเป็นคนเยอรมัน บทพูดมีภาษาเยอรมันเยอะ และ คนเยอรมันโคตรจะชอบดูหนังของ <a href="http://de.wikipedia.org/wiki/Quentin_Tarantino">Quentin Tarantino</a></p>
<p>พลอทของหนังเรื่องนี้แสนจะง่าย นั่นคือ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มีทหารอเมริกันเชื่อชาติยิวหน่วยหนึ่ง ประกอบด้วยนักรบฝีมือดีจำนวน 8 นาย ได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติภาระกิจที่ฟังดูง่าย แต่ทำยาก คือ ฆ่าทหารนาซีเยอรมันให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ด้วยความน่าเกรงขามของทหารหน่วยนี้ ทหารนาซีจึงตั้งฉายานามให้กับหน่วยว่า <strong>"The Busters"</strong> ภายใต้พลอทเรื่องที่ธรรมดานี้ มีความไม่ธรรมดาแฝงอยู่ เพราะแค่พลอทเรื่องก็พอจะบอกได้แล้ว ว่าคนดูจะได้พบกับอะไร <strong>unrealistic sarcasm !!!</strong></p>
<p><strong>...<br /></strong></p>
			]]>
		</summary>
		
		<content type="html">
			<![CDATA[
				<p><strong><img style="margin: 10px; float: left;" src="http://www.biolawcom.de/files/member/1/ContentImage/blog/basterds.jpeg" alt="Image" width="94" height="138" /></strong>รู้สึกว่าช่วงนี้จะดูหนังในโรงถี่พอสมควร และหนังเรื่องล่าสุดที่ไปดูคือ <a href="http://en.wikipedia.org/wiki/Inglourious_Basterds">Inglourious Basterds</a> ถือว่าเป็นหนังใหม่มาก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจ เพราะอย่างที่เคยเขียนไปครับ ปกติหนังในเยอรมันจะเข้าโรงช้ากว่าชาวบ้านเขา บางเรื่องเข้าโรงช้ากว่าที่เมืองไทยสองสามเดือนก็มี สาเหตุที่เข้าช้า ผมเดาว่า เขามีความพิถีพิถันในขั้นตอนของการแปลและการพากษ์มากมาย ต้องหาคำและประโยคที่เหมาะสม ถูกต้องทั้งเนื้อหาและบริบท การขยับปากของนักแสดง และคำพูดของนักพากษ์ต้องใกล้เคียงกันที่สุด ฯลฯ จนทำให้หนังส่วนใหญ่เข้าโรงช้า แต่เรื่องนี้เข้าโรงเยอรมันค่อนข้างเร็ว (20 สิงหา เข้าใจว่าเข้าก่อนที่อื่นหนึ่งวัน) น่าจะมีเหตุผลคือ หนังมีส่วนเกี่ยวข้องกับประเทศเยอรมันอย่างมากมาย นักแสดงหลัก ส่วนมากเป็นคนเยอรมัน บทพูดมีภาษาเยอรมันเยอะ และ คนเยอรมันโคตรจะชอบดูหนังของ <a href="http://de.wikipedia.org/wiki/Quentin_Tarantino">Quentin Tarantino</a></p>
<p>พลอทของหนังเรื่องนี้แสนจะง่าย นั่นคือ ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง มีทหารอเมริกันเชื่อชาติยิวหน่วยหนึ่ง ประกอบด้วยนักรบฝีมือดีจำนวน 8 นาย ได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติภาระกิจที่ฟังดูง่าย แต่ทำยาก คือ ฆ่าทหารนาซีเยอรมันให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ด้วยความน่าเกรงขามของทหารหน่วยนี้ ทหารนาซีจึงตั้งฉายานามให้กับหน่วยว่า <strong>"The Busters"</strong> ภายใต้พลอทเรื่องที่ธรรมดานี้ มีความไม่ธรรมดาแฝงอยู่ เพราะแค่พลอทเรื่องก็พอจะบอกได้แล้ว ว่าคนดูจะได้พบกับอะไร <strong>unrealistic sarcasm !!!</strong></p>
<p><strong>...<br /></strong></p>
			]]>
		</content>
		
					<link rel="replies" type="application/atom+xml" href="http://www.biolawcom.de/xml/atom_comment_blog_902.xml" thr:count="5"/>
			<thr:total>5</thr:total>
			</entry>
	
		
</feed>